งานเลี้ยงต้อนรับองค์ชายและองค์หญิงจากแคว้นเสี้ยนจัดขึ้นอย่างเรียบง่ายเพราะทั้งต้าฉางและเสี้ยนต่างกำลังอยู่ในช่วงไว้ทุกข์ในสถานการณ์เช่นนี้ การสังสรรค์เล็กๆ น้อยๆ อาจช่วยบรรเทาความทุกข์โศกได้บ้างแม่ทัพใหญ่แห่งเจิ้งถงทรงมีพระบัญชาให้โรงครัวจัดอาหารมื้อพิเศษเพื่อแจกจ่ายแก่ทหารทุกคนรวมทั้งราษฎรชาวเสี้ยนอย่างทั่วถึงอีกด้วย
ภายในกระโจมหลังใหญ่ผ้าที่กั้นไว้แทนฉากด้านหนึ่งถูกเลิกขึ้น จนผู้ที่อยู่ด้านในสามารถมองเห็นบรรยากาศรอบค่ายทหารได้โดยทั่วจอมทัพแห่งต้าฉางประทับบนพื้นที่ยกสูงขึ้นจากพื้น เบื้องขวาของพระองค์เป็นโต๊ะเสวยขององค์ชายหยาซ่างและองค์หญิงผิงอ้ายถัดจากนั้นจึงเป็นโต๊ะเล็กๆเรียงรายเป็นรูปเกือกม้าที่เตรียมไว้สำหรับนายทหารที่มียศศักดิ์ลดหลั่นกันไปเนื่องจากหยางเสียเป็นผู้ติดตามส่วนพระองค์ นางจึงได้นั่งถัดจากรอง แม่ทัพเหอ
ระหว่างกำลังสังสรรค์กันอยู่นั้นเหอเซียวไห่ที่ดื่มสุราไปได้หลายจอกแล้วก็เอ่ยขึ้นหลังจากเขาลอบสังเกตท่าทางการกินรวมถึงการพูดของทหารรุ่นน้องที่นั่งอยู่ข้างกาย
“มีคนเคยเข้าใจผิด คิดว่าเจ้าเป็นผู้หญิงไหม!” คำถามจากรองแม่ทัพเหอทำให้หยางเสียสำลักข้าวมาอีกแล้ว คำถามชวนปวดหัว
“ยิ่งมองก็ยิ่งเหมือน ยิ่งจับ... ”เหอเซียวไห่ไม่พูดเปล่า ยังยื่นมือไปจิ้มแขนคู่สนทนาด้วยท่าทางราวกับฝืนใจที่ต้องสัมผัสเพศเดียวกันอีก“...ก็ยิ่งคล้าย ฝึกมาขนาดนี้ทำไมตัวเจ้ามันถึงได้นุ่มนิ่มแบบนี้หว่า”
“มี...แต่ข้าเป็นชาย! ท่านจะลองจับส่วนอื่นดูก็ได้!” หยางเสียกลั้นใจคว้ามือใหญ่ของคนช่างสงสัยเข้าหาตัว
“ไม่!” ชายหนุ่มสะบัดมือราวกับโดนของร้อน อู๋อี้หวินหัวเราะหึๆ ในลำคอ ส่วนหยางเสียลอบถอนหายใจอย่างฉิวเฉียด
“ถ้าข้าเป็นผู้หญิงจะมาอยู่ในกองทัพทำไมให้ยุ่งยากอยู่กับท่านสบายตายละ” หญิงสาวถือโอกาสเหน็บเสียเลย “สู้ข้านั่งอยู่บ้านแต่งหน้าทาชาดไม่ดีกว่าหรือ...เอหรือว่า ท่านคิดอะไรไม่ดีกับตัวข้าแล้ว!” หยางเสียร้องขึ้นให้พอให้ได้ยินกันสามคนก่อนจะแสร้งทำสีหน้าตื่นตระหนกและกอดเนื้อตัวด้วยท่าทีสั่นเทาอย่างหวาดกลัวในความคิดของอีกฝ่ายเพราะจะว่าไปแล้ว...พฤติกรรมของเขาที่มีต่อรองแม่ทัพอู๋ก็ชวนให้คิดไปทางนั้นได้เสียด้วยนี่นา
เหอเซียวไห่ฟังรุ่นน้องพูดฉอดๆแถมยังทำท่าทางหวงเนื้อหวงตัวเช่นนั้นก็เงื้อหมัดขึ้นหมายจะชกเจ้าตัวแสบหยางเสียที่ไม่แตะสุราแม้แต่น้อยรีบเบี่ยงตัวหลบวูบ“ถ้าข้าเป็นพวกนิยมชมชอบในพวกเดียวกัน เจ้าคิดหรือว่าข้าจะปล่อยอี้หวินให้อยู่รอดลอยนวลมาจนถึงป่านนี้”
เหอเซียวไห่พูดจบก็แกล้งส่งสายตาหวานเยิ้มไปให้อู๋อี้หวินที่นั่งฟังคู่ปรับประจำค่ายประคารมกันอยู่เงียบๆ
คนถูกพาดพิงถึงกับเสียอาการจนเหล้าในมือกระฉอกออกจากจอกก่อนหันหน้ามาส่งสายตาและรอยยิ้มเย็นยะเยียบให้เขา แต่ชายหนุ่มกลับไม่สะทกสะท้านดูเหมือนว่ารองแม่ทัพเหอจะเปลี่ยนเป้าหมายไปแหย่อีกคนแทนแล้วหยางเสียจึงระบายลมหายใจออกมาอย่างโลงใจและคอยระวังตัวเผื่อว่าลูกหลงจากรองแม่ทัพทั้งสองนายจะลอยมาทางนาง
สถานการณ์ระหว่างรองแม่ทัพอู๋และรองแม่ทัพเหอเริ่มหมิ่นเหม่และเสี่ยงต่อการลงไม้ลงมือหยางเสียจึงหันไปมองท่านแม่ทัพ ซึ่งทรงพูดคุยกับองค์ชายหยาซ่าง คงจะเป็นเรื่องชวนขบขันไม่น้อยเพราะองค์หญิงผิงอ้ายแย้มพระสรวลอย่างมีความสุข หยางเสียมองภาพนั้นอย่างตอบตัวเองไม่ถูกว่ารู้สึกอย่างไรเมื่อท่านแม่ทัพทรงสังเกตเห็นว่านางมองอยู่ก็แย้มพระโอษฐ์ให้นาง หญิงสาวส่งยิ้มบางๆตอบกลับไปก่อนที่จะหันกลับมาสนใจรอง แม่ทัพเหอที่อยู่ข้างกาย
“อย่าถือว่าละลาบละล้วงเลยนะขอรับก่อนจะมาอยู่กับท่านแม่ทัพ ชีวิตท่านเป็นอย่างไร”หยางเสียเอ่ยปากถามเหอเซียวไห่ในเรื่องที่อยากรู้มานาน
“เจ้านี่มันสู่รู้... ” รองแม่ทัพฝ่ายซ้ายของเจิ้งถงกระดกเหล้าเข้าปากก่อนรำลึกย้อนถึงอดีตชีวิตแต่หนหลัง “...เอาเถอะ อยากรู้ก็จะเล่าให้ฟังข้ามันตัวคนเดียว ถ้าไม่ได้ท่านแม่ทัพทรงชุบเลี้ยงคนอย่างข้าก็คงจะเป็นได้เพียงอันธพาลหัวไม้ใฝ่แต่ทางนักเลงจะไปที่ไหนก็มีแต่คนแช่งชักหักกระดูก หรือไม่ก็คงตายอย่างสุนัขข้างถนนโดยแม้แต่นกแร้งก็ยังไม่เหลียวแลไปแล้ว...ชีวิตข้ามันเละเทะหยำเปยิ่งกว่าอะไรดี”เหอเซียวไห่นิ่งไปชั่วครู่ก่อนจะหันไปมองอู๋อี้หวิน “ถ้าเปรียบพระองค์เป็นพ่ออี้หวินก็เป็นเหมือนพี่ชายข้า แต่ตอนแรกที่ข้ามาอยู่ในกองทัพนั้นข้าหมั่นไส้เขามาก จนแทบอยากจะกระโดดถีบหน้าเขาวันละหลายๆ หน” ชายหนุ่มหยุดเพื่อกรอกเหล้าเข้าปากอีกจอก
หยางเสียลอบมองเลยไปยังรองแม่ทัพอู๋ที่กำลังยกเหล้าขึ้นดื่มอีกจอกเช่นกันหญิงสาวรู้สึกทึ่งที่คนพวกนี้ดื่มเหล้าได้อย่างกับดื่มน้ำสายตาของนางมองผ่านไปยังที่ประทับด้านหน้า ท่านแม่ทัพเองก็เหมือนกันไม่รู้ว่าขวดน้ำจัณฑ์ของพระองค์ได้เปลี่ยนไปกี่รอบแล้ว
“ก็อย่างที่เจ้าเจอวันแรก ยังจำได้ไหม”
หญิงสาวพยักหน้าตอบรับยังจดจำวันแรกที่เจอรองแม่ทัพทั้งสองได้เป็นอย่างดี รองแม่ทัพเหอผู้มีใบหน้าดุดันและรองแม่ทัพอู๋ผู้มีใบหน้าแสนเย็นชา
“ข้าเกลียดสายตาเขาที่มักมองผ่านหัวข้าเสมอๆเขาแทบไม่คุยไม่พูดกับข้า ทุกครั้งจะเป็นข้าที่เปิดปากกับเขาก่อน บางทีข้าโมโหมากก็ไปท้าต่อยกับเขา...และก็เป็นข้าที่แพ้กลับมาทุกครั้ง”เหอเซียวไห่ยกเหล้าขึ้นซดทั้งขวดโดยไม่สนใจแตะต้องกับแกล้มตรงหน้า“เห็นเขาตัวบางกว่าข้า แต่ไม่รู้เอาเรี่ยวแรงมาจากไหน ข้าเกลียดขี้หน้าเขาขนาดหนักและเคยชี้หน้าบอกเขาว่าชาตินี้เห็นทีจะอยู่ร่วมโลกกันยากแต่ถึงอย่างนั้น ตอนที่ข้าศึกเข้ารุกดินแดนด้านใต้ของต้าฉางด้วยความมุทะลุบ้าดีเดือด คิดว่าตัวเองแน่ทั้งหวังจะสร้างชื่อเสียงให้คนรู้จักว่าเข้ากองทัพไม่ทันไรก็สร้างผลงานจนได้เลื่อนตำแหน่งใหญ่โตแล้วข้าเลยตะลุยบุกเดี่ยวเข้าไปจนติดอยู่ในวงล้อมข้าศึก ตอนนั้น...ข้าคิดว่าตัวข้าคงตายแน่แล้วยังนึกเสียดายว่ายังไม่ได้ทดแทนพระคุณท่านแม่ทัพเลย แต่ตอนที่ข้ากำลังคิดอย่างนั้นเจ้ารู้ไหมว่าใครเป็นคนแรกที่บุกฝ่าเข้าไปช่วยข้า...”
หยางเสียไม่ตอบ แต่กลับยื่นเหล้าขวดใหม่ส่งให้เขาแทน
“อี้หวิน...ศึกครั้งนั้นได้ฝากรอยดาบไว้ที่หลังเขาและทำให้ข้ารู้สึกว่าตัวเองทำผิดมาจนถึงทุกวันนี้ตั้งแต่นั้นข้าก็รู้แล้วว่าเขาก็รักและห่วงในข้าอยู่เหมือนกัน” ชายหนุ่มใช้หัวซบอิงต้นไหล่กว้างของพี่น้องที่เคยร่วมเป็นร่วมตายกันมาก่อนจะรีบหยัดตัวขึ้นนั่งหลังตรงตามเดิม “ผู้ชายมีตำหนิอย่าง อี้หวินผู้หญิงที่ไหนจะรัก ข้าทำได้ก็เพียงรับผิดชอบในตัวเขาไปตลอดชีวิต”เหอเซียวไห่ทิ้งท้ายอย่างขำๆ ก่อนจะหัวเราะขึ้นอย่างขบขันในคำพูดของตัวเอง
“เอ่อ...พวกท่านไม่คิดจะแต่งงานหรือขอรับ”หยางเสียตัดสินใจถามขึ้น แม้นางรู้สึกว่ารองแม่ทัพทั้งสองนั้นเป็นชายแท้ แต่การที่รองแม่ทัพเหอแสดงความรักต่อรองแม่ทัพอู๋อย่างเปิดเผยตรงไปตรงมาก็ทำให้นางไม่แน่ใจในบางครั้ง
“อย่าได้เป็นอีกคนที่เข้าใจข้าผิดเชียวข้ายังนิยมรักใคร่ในสตรีเพศ มีใจชื่นชอบหอมบุปผางาม” เหอเซียวไห่ถลึงตาใส่หยางเสียก่อนจะทำมือบุ้ยใบ้ไปทางอู๋อี้หวิน“ส่วนเขา...เจ้าอยากรู้ไหมว่าทำไมลูกชายขุนนางใหญ่ของราชสำนักถึงได้มาประจำหน้าด่านที่ห่างไกลขนาดนี้”