ช่วงค่ำ ทุกครอบครัวกำลังเริ่มยุ่งอยู่กับมื้อเย็น
โครงการลี่ว์สุ่ย ฉวนโจว มีเงาร่างราวกับภูตผีของคนคนหนึ่งกำลังอยู่ในคฤหาสน์หมายเลข 7 เขาหลบกล้องวงจรปิดและกล้องอินฟราเรดทั้งหมด ก่อนจะมาถึงห้องใต้ดินที่ปิดสนิทได้อย่างง่ายดาย
ประตูห้องใต้ดินเป็นกลไกระดับพิเศษ ซูฮ่าวมองประตูตู้เซฟที่มันแข็งแรงมากด้านบนมีปุ่มแปลกประหลาดเต็มไปหมด
แต่เพราะว่าก่อนหน้านี้เขาได้ใช้การ์ดประสบการณ์เสแสร้งคำนวณดังนั้นเขาจึงรู้ว่ารหัสผ่านที่ถูกตั้งเอาไว้อย่างเข้มงวดนั้น หากสัมผัสได้ถึงแรงโน้มถ่วงหรือกรอกรหัสผิดพลาดมันจะทำลายของที่อยู่ด้านในโดยอัตโนมัติ
แต่สำหรับซูฮ่าวที่มีสติปัญญาลึกล้ำดั่งเทพ การกรอกรหัสผ่านก็ง่ายดายราวกับดื่มน้ำ
เสียงคมชัดดังขึ้น ตู้เซฟถูกเปิดออก
ภายในตู้เซฟนั้น มีเอกสารและบัญชีจำนวนมาก
หลังจากที่เขากวาดสายตามอง ซูฮ่าวก็อดตกใจไม่ได้
บัญชีเหล่านั้นเป็นเส้นทางการเดินบัญชีของกลุ่มบริษัทหลินชื่อตลอดสามปีที่ผ่านมานี้ทั้งใช้ในการหลบเลี่ยงภาษี ข่มขู่ และบีบบังคับอื่นๆ
ส่วนเอกสารเหล่านี้คือสนธิสัญญาในการร่วมลงนามไม่ให้คนที่ติดสินบนมาคิดบัญชีกับเขาทีหลัง
ด้านบนนั้นได้บันทึกวัน เวลา สถานที่ และบุคคล อีกทั้งเรื่องนี้ยังเกี่ยวข้องกับไฮโซจำนวนไม่น้อยด้วย
“หลินอีหลุน ครั้งนี้คุณจะต้องเสียใจแน่นอน” ซูฮ่าวหัวเราะเสียงเย็นเขาหยิบเอกสารและบัญชีทั้งหมดออกมา ก่อนจะปิดตู้เซฟให้สนิทแล้วจากไปอย่างเงียบงัน
………………..
ในขณะเดียวกัน บ้านพักตากอากาศภูเขาชิงอวิ๋น
เย่จื่ออี๋จูงมือเย่เฉียวเฉี่ยวเดินกลับมาจากโรงเรียน
เธอเพิ่งมาถึงบ้านพักตากอากาศ ทั้งสองคนก็เห็นเฉินไห่คั่ว
วันนี้เฉินไห่คั่วสวมเสื้อผ้าเก่าๆ ในมือถือของเล่น หนังสือ และของหวาน
บนรถบูกัตติ เวย์รอนยังมีเสื้อผ้าใหม่ที่อยู่ในถุงมีทั้งชุดเด็กและชุดของผู้ใหญ่เห็นได้ชัดว่าเขาซื้อให้กับเย่จื่ออี๋และเย่เฉียวเฉี่ยว
“จื่ออี๋ เฉียวเฉี่ยว ในที่สุดพวกเธอก็กลับมาแล้ว” เมื่อเห็นทั้งสองคนใบหน้าที่เคร่งขรึมของเฉินไห่คั่วก็มีรอยยิ้มปรากฏขึ้นบนใบหน้าเขาถือของเอาไว้ในมือ แล้วรีบสาวเท้าก้าวเข้ามาหาทั้งสองคน
เย่เฉียวเฉี่ยวมองอย่างระแวดระวัง เธอรีบไปหลบอยู่ด้านหลังของเย่จื่ออี๋ทันทีโดยไม่พูดอะไร
“คุณมาที่นี่อีกทำไม?” เย่จื่ออี๋มีใบหน้าเรียบเฉยขมวดคิ้วขึ้นเล็กน้อย
เฉินไห่คั่วเดินช้าลง แล้วพูดอย่างกระตือรือร้นว่า “ฉันซื้อของขวัญมาให้เฉียวเฉี่ยวโดยเฉพาะเลยนะ”
ขณะที่พูดเขาก็วางของเหล่านั้นลงบนพื้น จากนั้นก็หมุนตัวไปหยิบถุงเสื้อผ้าสองถุงจากบนรถลงมา
“เสื้อผ้าเหล่านี้ฉันก็ตั้งใจเลือกให้โดยเฉพาะเลยทั้งสีและสไตล์เหมาะกับเธอและเฉียวเฉี่ยวมาก อ่า จริงสิฉันยังทำน้ำแกงปลาใส่ขิงให้เธอด้วยฉันคิดว่าช่วงนี้สุขภาพของเธออ่อนแอก็เลยอยากจะบำรุงสักหน่อย”
เขาพูดไปด้วย พร้อมกับยกปิ่นโตที่ทำจากหยกประณีตออกมาท่าทางจริงใจอย่างมาก
“มือของคุณเป็นอะไรไปหรือ?” เย่จื่ออี๋เหลือบมองไปที่นิ้วของเขาแล้วพบว่ามีปลาสเตอร์พันอยู่หลายนิ้ว
เฉินไห่คั่วรีบซ่อนมือข้างนั้นทันที แล้วยิ้มออกมาอย่างเก้อกระดาก “คือว่า… ไม่ได้ทำน้ำแกงปลามานานมากแล้ว ตอนหยิบมีดไม่ระวังก็เลยโดนบาดหวังว่ามันยังจะอร่อยอยู่นะ”
เย่จื่ออี๋ตัวแข็งทื่อไป
เธอมองไปทางเฉินไห่คั่วด้วยแววตาสับสน
เหมือนกับว่าเฉินไห่คั่วที่ดูแลและเป็นห่วงเป็นใยเธอจะกลับมาอีกครั้งแล้ว
“ว้าว ของเล่นพวกนี้เอามาให้ฉันหรือคะ?” ความสนใจทั้งหมดของเย่เฉียวเฉี่ยวอยู่ที่ของเล่นที่พื้นดวงตาเบิกกว้าง ความดีใจฉายชัด
ตัวการ์ตูนที่เคยอยู่ในโทรทัศน์ แต่ตอนนี้มาอยู่ตรงหน้าเธอแล้วดังนั้นจึงทำให้เธอรู้สึกประหลาดใจมาก
“ใช่แล้ว ทั้งหมดนี้ฉันซื้อให้เธอนะ มาเอาไปสิ” เฉินไห่คั่วพยักหน้าพร้อมกับรอยยิ้มแล้วรีบหยิบของเล่นขึ้นมา ก่อนจะเดินไปหาเธอ พร้อมสอนเธอเล่นทีละตัว
เย่เฉียวเฉี่ยวฉลาดมาก ครู่เดียวก็เล่นเป็นแล้ว เธอหยิบของเล่นขึ้นมาพร้อมกับรอยยิ้มยินดี
แต่ทันใดนั้นเธอก็คืนของเล่นให้กับเฉินไห่คั่ว ก่อนจะส่ายหน้าแล้วพูดว่า “พี่สาวบอกว่า ห้ามเอาของจากคนอื่น”
“เฉียวเฉี่ยว อันนี้พี่เขยซื้อให้เธอนะ ไม่นับว่าเป็นของคนอื่น” เฉินไห่คั่วรู้สึกกังวลขึ้นมาแล้วยัดของเล่นเข้าไปในมือเย่เฉียวเฉี่ยวอีกครั้ง
จากนั้นเขาก็หยิบชุดใหม่ออกมาจากในถุง
“เฉียวเฉี่ยว ดูสินี่คืออะไร?”
“ว้าว มินเนี่ยนนี่นา!” เย่เฉียวเฉี่ยวจ้องลายที่อยู่บนเสื้อตาไม่กะพริบใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยความตกใจ
“สุดยอดไปเลย ส่องแสงได้ด้วย!”
“นี่คือเสื้อคลุมเรืองแสง มาสิ เดี๋ยวฉันจะใส่ให้นะ” เฉินไห่คั่วคุกเข่าลงกับพื้น พร้อมกับใส่เสื้อให้กับเย่เฉียวเฉี่ยวด้วยความคล่องแคล่ว
ต้องบอกว่าไก่งามเพราะขน คนงามเพราะแต่ง
เดิมทีเย่เฉียวเฉี่ยวก็เป็นเด็กน้อยที่หน้าตาดีอยู่แล้วหลังจากเปลี่ยนเสื้อผ้าก็ทำให้ดูน่ารักยิ่งขึ้นกว่าเดิม
เธอยืนหมุนตัวอยู่ที่เดิม ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้มสดใส “ขอบคุณค่ะ!”
“การซื้อเสื้อผ้าให้เธอเป็นเรื่องที่พี่เขยสมควรทำแล้ว ไม่… ไม่ต้องขอบคุณ!” น้ำเสียงของเฉินไห่คั่วสั่นเครือ
ในตอนนี้เขารู้สึกดีใจและซาบซึ้งมาก
ที่ดีใจก็เพราะว่า เหมือนเย่เฉียวเฉี่ยวจะไม่ได้มองเขาเป็นคนไม่ดีอีกแล้ว
และที่ซาบซึ้งใจก็เพราะว่า หากไม่ได้คำเตือนจากซูฮ่าวในวันนั้นเขาคงไม่มีทางได้สติขึ้นมา และเย่เฉียวเฉี่ยวก็ไม่มีทางมองเขาเปลี่ยนไป
“พี่เขย?” เย่เฉียวเฉี่ยวชะงักไปเล็กน้อยแล้วหันไปมองทางเย่จื่ออี๋ “พี่คะ เขาเป็นพี่เขยจริงหรือ?”
เย่จื่ออี๋ลังเลไปเล็กน้อย จากนั้นก็พยักหน้า
เพราะการกระทำนี้ทำให้หางตาของเฉินไห่คั่วมีน้ำตาคลอจนเกือบจะร้องไห้ออกมา
เย่เฉียวเฉี่ยวได้ยินดังนั้นก็เงียบไปทันที
แม้เฉินไห่คั่วจะหายตัวไปสองปี แต่เธอก็ยังจำเฉินไห่คั่วได้ไม่เคยลืม
เธอฉลาดมาก และเพราะความฉลาดนี้เธอจึงแกล้งทำเป็นไม่รู้จักเฉินไห่คั่วทุกครั้งที่ได้เจอกัน
เธอโกรธและแค้นที่พี่เขยทิ้งพี่สาวของเธอไป
แต่เมื่อเฉินไห่คั่วกลับมา เธอก็ยังเห็นว่าในแววตาของพี่สาวนั้นมีความรู้สึกต่อเขาอยู่
เธอรู้ว่าพี่สาวของเธอนั้นยังรักพี่เขยคนนี้อยู่
“เฉียวเฉี่ยว ถ้าพี่สาวกับพี่เขยกลับมาใช้ชีวิตด้วยกันเธอจะเห็นด้วยหรือเปล่า?” เย่จื่ออี๋สังเกตเห็นถึงความผิดปกติของเย่เฉียวเฉี่ยวเธอจึงเม้มริมฝีปากแล้วถามออกมา
หัวใจของเฉินไห่คั่วถูกแขวนอยู่กลางอากาศเขารู้สึกกระวนกระวายเป็นกังวลอย่างมาก
เขาไม่เคยรู้สึกตื่นเต้นขนาดนี้มาก่อนบนหน้าผากมีเหงื่อไหลออกมาทำให้เห็นถึงความไม่สบายใจ
สำหรับเย่จื่ออี๋แล้ว เย่เฉียวเฉี่ยวเป็นคนที่เธอสนิทมากที่สุดเรื่องที่เธอตัดสินใจทั้งหมดขึ้นอยู่กับความเห็นของเย่เฉียวเฉี่ยวด้วย
หากเย่เฉียวเฉี่ยวปฏิเสธ เกรงว่าเย่จื่ออี๋คงจะไม่มีทางยอมรับเขา
แต่เย่เฉียวเฉี่ยวกลับเอานิ้วมาแตะมือเขา แล้วถามด้วยเสียงแผ่วเบาว่า “หากพี่สาวกับพี่เขยอยู่ด้วยกันแล้ว ถ้าอย่างนั้นพี่ใหญ่ซูฮ่าวล่ะ?”
เย่จื่ออี๋กับเฉินไห่คั่วชะงักไปพร้อมกัน
ทั้งสองคนคิดไม่ถึงเลยว่าเย่เฉียวเฉี่ยวจะถามแบบนี้ออกมา
“ฉันอยากอยู่กับพี่เขย แต่ก็อยากอยู่กับพี่ใหญ่ซูฮ่าวด้วย” เย่เฉียวเฉี่ยวพูดขึ้นอีกครั้งท่ามกลางความเงียบ
ในตอนแรกเฉินไห่คั่วรู้สึกตื่นเต้นมาก แต่ต่อมาใบหน้าของเขาก็แข็งทื่อไป
เขาสามารถมองออกได้ว่า ซูฮ่าวได้ครอบครองพื้นที่ส่วนใหญ่ภายในใจของเย่เฉียวเฉี่ยว
เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ หลังจากที่ครุ่นคิดแล้วเขาก็พูดขึ้นมาว่า “เฉียวเฉี่ยว หลังจากที่พี่สาวและพี่เขยอยู่ด้วยกันแล้วเราก็ไม่ได้ไล่พี่ใหญ่ซูฮ่าวออกไปเสียหน่อยเธอสามารถมาเจอพี่ใหญ่ซูฮ่าวได้ทุกวันเลยนะ ฉันคือพี่เขยของเธอส่วนเขาคือพี่ใหญ่ของเธอ เราไม่ได้มีปัญหาขัดแย้งกันสักหน่อย”
ร่างกายของเย่จื่ออี๋แข็งทื่อไป ในตอนนั้นเธอก็รู้สึกประหลาดใจ
เธอคิดไม่ถึงเลยว่าเฉินไห่คั่วจะสามารถแยกแยะความสัมพันธ์ของเขากับซูฮ่าวออกได้อย่างชัดเจนขนาดนี้
“เหมือนว่าจะเป็นอย่างนั้นนะ” เย่เฉียวเฉี่ยวกะพริบตาปริบๆแล้วยิ้มออกมาทันที
เฉินไห่คั่วก็หัวเราะเสียงดัง แต่รอยยิ้มของเขานั้นกลับมีน้ำตาไหลออกมาด้วย
เย่จื่ออี๋รู้ว่านี่คือน้ำตาแห่งความซาบซึ้งใจและยังเป็นน้ำตาแห่งความยินดีกับโศกเศร้าซ้ำยังเป็นน้ำตาที่ได้กอบกู้ความรู้สึกที่สูญเสียไปในระยะเวลาสองปีที่ผ่านมา
เธอเงยหน้ามองไปบนท้องฟ้า หลังจากรู้สึกผิดหวังครู่หนึ่ง เธอก็คุกเข่าลงมองหน้าเย่เฉียวเฉี่ยวแล้วถามพร้อมกับรอยยิ้มว่า “เฉียวเฉี่ยว มื้อเย็นวันนี้เรากินข้าวกับพี่เขยดีไหม?”
จากที่เธอได้คุยกับซูฮ่าวในห้องนอนรองตอนเย็นเย่จื่ออี๋ก็มีความคิดที่อยากจะกลับมาคืนดีกับเฉินไห่คั่ว
เมื่อเห็นว่าตอนนี้เย่เฉียวเฉี่ยวยอมรับเฉินไห่คั่วแล้วในที่สุดกำแพงชั้นสุดท้ายภายในใจของเธอก็หายไป
“ได้ค่ะ!” เย่เฉียวเฉี่ยวตอบตกลงอย่างไม่ลังเล
เมื่อเห็นภาพเหตุการณ์นี้ ในที่สุดเฉินไห่คั่วก็ร้องไห้ออกมาอย่างอดไม่ไหวเขากอดเย่เฉียวเฉี่ยวแน่น ริมฝีปากสั่นเครือเล็กน้อย “เฉียวเฉี่ยวขอบคุณนะ… ”
เย่จื่ออี๋ที่เห็นภาพเหตุการณ์นี้ก็เลยเบนหน้าแล้วเช็ดน้ำตาที่หางตา
เธอรอวันนี้มานานแสนนานแล้ว
เฉินไห่คั่วคลายอ้อมกอดจากเย่เฉียวเฉี่ยวก่อนจะจับมือเธอแล้วมองหน้าเย่จื่ออี๋ ก่อนถามอย่างระมัดระวังว่า “จื่ออี๋พวกเราไปกินข้าวที่ไหนกันดี?”
หากคนใหญ่คนโตของเยว่โจวเห็นภาพแบบนี้พวกเขาจะต้องตกตะลึงจนอ้าปากค้างแน่นอน
เฉินไห่คั่วที่พวกเขาคุ้นเคยเป็นคนเย่อหยิ่ง สูงส่งเป็นบอสใหญ่ที่น่าเกรงขามทุกการเคลื่อนไหวของเขานั้นเต็มไปด้วยออร่าของผู้ทรงอิทธิพล
ไม่เหมือนกับตอนนี้เลยแม้แต่น้อย ใบหน้าที่ตื่นเต้นแม้กระทั่งเรื่องจะกินอะไรก็ยังต้องถาม
ความจริงแล้วไม่ใช่เพราะเฉินไห่คั่วไม่มีความคิดและไม่ใช่เพราะเขาสูญเสียอำนาจไปแต่เป็นเพราะคนที่อยู่ตรงหน้าคือภรรยาและน้องสาวของเธอที่เขาติดหนี้บุญคุณอยู่ ดังนั้นเขาจึงไม่สามารถเป็นตัวตนคนเก่าได้
คนคนหนึ่ง ต่อให้ภายนอกจะดูแข็งแกร่ง แต่เมื่อกลับมาที่บ้านเขาก็จะกลายเป็นคนที่อ่อนโยนและเปิดกว้างเพื่อคนในครอบครัว
“ทำอาหารกินในบ้านพักตากอากาศกันเถอะ” เย่จื่ออี๋ยืนขึ้นแล้วพูดเสียงเบา
“ได้สิ” เฉินไห่คั่วรับปากในทันทีจากนั้นเขาก็อุ้มเย่เฉียวเฉี่ยวขึ้นมา แล้วเดินเข้าไปในบ้านพักตากอากาศ
ทันใดนั้นเหมือนเขาจะนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ จึงชะงักฝีเท้าไป
ซูฮ่าวได้วางค่ายกลลวงตาไว้ ทำให้เขาไม่สามารถเข้าไปได้
แต่เมื่อหันกลับมาก็พบว่าตัวเองได้ก้าวข้ามผ่านค่ายกลลวงตาเข้ามาด้านในแล้ว
“หรือว่า… ” ตอนนั้นเฉินไห่คั่วก็เข้าใจอะไรบางอย่างขึ้นมาทันทีแววตาของเขามีประกายความซาบซึ้ง
ที่แท้ซูฮ่าวก็คิดเอาไว้ตั้งแต่แรกแล้วว่าเขาจะต้องคืนดีกับเย่จื่ออี๋ดังนั้นจึงยินยอมให้เขาผ่านค่ายกลลวงตาเข้ามาได้
เมื่อนึกได้ว่าก่อนหน้านี้เขาเคยข่มขู่ซูฮ่าวมาก่อนเฉินไห่คั่วก็รู้สึกละอายใจขึ้นมาอย่างอดไม่ได้
“ทำไมถึงไม่เดินเข้ามาล่ะ?” เย่จื่ออี๋เห็นว่าเฉินไห่คั่วยืนอยู่กับที่ก็เลยถามขึ้นมาด้วยความสงสัย
หรือว่าอีกฝ่ายไม่อยากกินข้าวในบ้านพักตากอากาศอย่างนั้นหรือ?
“หา? เปล่า ฉันเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าฉันซื้อนาฬิกาที่โทรคุยได้ให้กับเฉียวเฉี่ยวด้วยนะ” เฉินไห่คั่วยิ้มออกมาอย่างเก้อกระดาก แล้วรีบพูดกลบเกลื่อน
“กินข้าวให้เสร็จก่อนแล้วค่อยว่ากันเถอะ” เย่จื่ออี๋ผายมือขึ้นแล้วเดินเข้าไปในบ้านพักตากอากาศ
เฉินไห่คั่วเลิกคิดเรื่องนี้ แล้วเดินตามหลังเย่จื่ออี๋เข้าไป
แต่ในใจเขากลับรู้สึกซาบซึ้งมาก
ซูฮ่าว ขอบคุณนะ!