“ข้าหิวมากเลยเ้าค่ะท่านพี่ ข้าขอกินอะไรสักหน่อยได้หรือไม่แล้วข้าจะรีบออกไปทำงานตามที่ท่าน้า” เฉินเฉวียนอวี้ หรือจ้าวเฉียงอี้ตามที่กงโม่เหอตั้งชื่อแซ่ให้ใหม่ ร้องขออย่างน่าเวทนา นางได้กลิ่นเนื้อย่างและควันไฟโชยมาจากด้านนอกกระท่อม ความหิวยิ่งทำให้หญิงสาวหน้ามืดตาลายหนักไปกว่าเก่า
“ไม่! อาหารมีไว้สำหรับคนที่ทำงานได้เท่านั้น เ้าคิดว่าทุกอย่างได้มาง่ายดายเช่นนั้นหรือ เนื้อกระต่ายข้างนอกนั่นเป็อาหารที่ข้าล่าเองมากับมือ เ้ามีสิทธิ์อันใด!”
หญิงสาวหน้าซีดสลด ขอเพียงนางทำตามที่สามีสั่งสำเร็จนางก็จะได้อาหารกิน! ไม่แน่ว่าหากได้กินอิ่มและพักผ่อนอีกสักหน่อยความทรงจำของนางอาจกลับคืนมาก็เป็ได้
ร่างเล็กฝืนเดินไปยังเสื้อผ้าสกปรกกองโตที่ส่งกลิ่นเหม็นอับออกมารุนแรงโดยไม่ต้องสูดดม ยามนี้นางจึงเพิ่งสังเกตว่ากระท่อมเล็กๆ ของนางและสามีสกปรกเลอะเทอะจนแทบจะไม่มีทางเดิน
ความคิดที่ว่าตนเองไม่ได้เป็ภรรยาที่ดีเสียดแทงจิตใจของหญิงสาวอย่างรุนแรง นางสูดหายใจเข้าปอดลึกทีหนึ่ง ตั้งมั่นในใจว่านางจะต้องทำตามคำสั่งสามีให้สำเร็จ!
“ข้าไม่รู้วิธีซักผ้าเ้าค่ะ..ท่านพี่ข้าไม่ได้ปดท่าน ข้าลืมทุกอย่างแล้วจริงๆ” คนตัวเล็กทรุดตัวลงไปคุกเข่า นางจะซักผ้าได้อย่างไร! ใช้อะไรซัก? แหล่งน้ำอยู่ที่ไหน? นางจำอะไรไม่ได้สักอย่าง!
“ทางนั้น!” กงโม่เหอชี้มือไปยังทิศทางของลำธารสายเล็กที่อยู่ไม่ไกลจากกระท่อมเท่าใดนัก แล้วก้าวออกจากเรือนไปย่างกระต่ายต่อโดยไม่สนใจอีกฝ่ายอีกต่อไป
เฉินเฉวียนอวี้นั่งตัวสั่นคิดอ่านสิ่งใดไม่ถูก แต่ความหิวที่ส่งเสียงประท้วงออกมาจากช่องท้องทำให้นางจำต้องตัดสินใจแบกตะกร้าผ้าเดินออกจากกระท่อมตามทิศทางที่กงโม่เหอชี้ไป ทั้งๆ ที่ตนเองยังป่วยและเ็ปไปทั่วสรรพางค์กาย
ลำธารไม่ได้อยู่ไกลจากกระท่อมนายพรานก็จริง แต่กว่าหญิงสาวจะลากร่างกายอันบอบช้ำของตนเองมาถึงริมน้ำได้นางก็ต้องหยุดพักเหนื่อยตามใต้ต้นไม้อยู่หลายครั้ง
“ข้าเจ็บหนักถึงเพียงนี้ได้อย่างไรกันนี่?” หญิงสาวลูบมือไปมาบริเวณช่องท้องและสะโพกที่รู้สึกเจ็บจนต้องสูดปาก
นางไม่เข้าใจว่าการลื่นล้มของนางมันเป็ไปในท่าไหน เพราะพื้นที่บริเวณนี้ค่อนข้างราบเรียบไม่มีก้อนหินใหญ่สักก้อน น้ำในลำธารใสสะอาดจนมองเห็นพื้นด้านล่างว่าไม่ได้ลึกเท่าใดนัก แล้วร่างกายของนางกระแทกกับสิ่งใดกัน?
ความหิวทำให้องค์หญิงผู้สูงศักดิ์เลิกใส่ใจเื่ความเ็ป รีบใช้สองมือวักน้ำในลำธารขึ้นมาดื่มไปอีกหลายอึกจนน้ำเต็มท้อง พอเงยหน้ามาสายตาของนางก็ได้พบกับหญิงชราผู้หนึ่งกำลังนั่งซักผ้าอยู่ริมลำธารห่างกับนางพอสมควร
“ท่านยาย มาซักผ้าเพียงลำพังหรือเ้าคะ เรือนพักของท่านอยู่แถวนี้หรือ”
หญิงชราได้ยินเสียงะโแ่เบาแว่วมาตามสายลมจึงเงยหน้าขึ้นมองตามเสียง นางหยุดมองร่างเล็กที่โบกมือไหวๆ อยู่ไกลๆ แต่ไม่โต้ตอบกลับ
นางจางสังเกตเห็นควันไฟพวยพุ่งออกมาจากกระท่อมเก่าของนางพรานมาสองวันแล้ว ยังนึกสงสัยอยู่ว่ามีผู้ใดเข้ามาอาศัยที่นั่นหรือไม่ เมื่อเห็นว่าข้างกายของหญิงสาวมีตะกร้าผ้าวางอยู่ด้วยก็คาดเดาได้ทันทีว่าสตรีผู้นี้คงจะเข้ามาอาศัยกระท่อมร้างแห่งนั้นอย่างแน่นอน
เ้าของกระท่อมคนเก่าเป็คู่สามีภรรยาวัยกลางคนอาศัยอยู่กันตามลำพังไม่มีบุตร นิสัยของนายพรานผู้เป็สามีไม่เป็มิตรและดูโหดร้าย นางกับหลานชายจึงมักจะคอยหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับคนทั้งคู่มาโดยตลอดจนกระทั่งพวกเขาย้ายออกไป
ไม่รู้ว่าผู้มาใหม่เป็ใคร นิสัยใจคอเป็อย่างไรกันแน่นางจึงรีบก้มหน้าลง เลือกที่จะไม่สนใจอีกฝ่ายไปก่อน
หญิงชราก้มหน้าก้มตาใช้ไม้ทุบผ้ากระหน่ำรัวไปที่เสื้อผ้าของตนเองไม่ยั้งมือด้วยความเร่งรีบ แม้จะได้ยินเสียงทักทายะโออกมาอย่างต่อเนื่องนางก็ไม่ยอมเงยหน้าขึ้นมอง เพราะจำได้ว่าครั้งหนึ่งที่นางพยายามจะพูดคุยกับภรรยาเ้าของกระท่อมคนเก่า แต่กลับถูกอีกฝ่ายเท้าสะเอวด่าหาว่านางสอดรู้สอดเห็น
หากตนทักทายตอบกลับไปแล้วถูกด่ากลับมาจะทำเช่นไรเล่า!
“ท่านยาย เราสองคนรู้จักกันหรือไม่เ้าคะ” จ้าวเฉียงอี้ะโถามไปหลายคำอีกฝ่ายก็ไม่ยอมตอบกลับ (จากนี้จะใช้ชื่อจ้าวเฉียงอี้ ตามที่นางเข้าใจว่าตัวเองชื่อนี้นะคะ)
คราวแรกหญิงสาวคิดจะเดินไปหาอีกฝ่ายเพราะเกรงว่าหญิงชราจะไม่ได้ยินเสียงของนาง แต่คิดไปคิดมาสามีของนางบอกว่านางเป็สตรีชั่วร้ายถูกขับไล่จากอีกที่มาอาศัยอยู่ในสถานที่ใหม่ เป็ไปได้ว่านางกับหญิงชราผู้นั้นไม่เคยรู้จักกันมาก่อน หรือไม่อย่างนั้นนางก็อาจเคยล่วงเกินอีกฝ่ายไปแล้วก็เป็ได้ จึงหยุดการกระทำของตนเอง
ร่างเล็กแอบพิจารณาการกระทำของหญิงชราด้วยความสนใจ นางเห็นท่านยายล้วงอะไรบางอย่างจากถังไม้ขนาดเล็กมาถูกับเสื้อผ้าแล้วใช้ไม้ทุบตีผ้าไปมาสลับกับการแช่และขยี้ผ้าลงไปในน้ำ
นางไม่รู้ว่าของในถังไม้นั้นคือสิ่งใด แต่ต่อให้รู้นางก็ไม่มี!
“ไม้! ข้าต้องหาไม้สักท่อนหนึ่ง!” ร่างเล็กเดินโซซัดโซเซกลับไปที่ใต้ต้นไม้ กว่านางจะหาท่อนไม้ขนาดพอๆ กับของท่านยายจางมาได้สักท่อน นางจางก็ซักผ้าเสร็จแล้วและเดินหายไปจากสายตาของหญิงสาวอย่างเงียบงัน
องค์หญิงสูงศักดิ์ไม่เคยัักับสิ่งของระคายมือ ทุบผ้าไปได้ไม่กี่ครั้งฝ่ามือของนางก็เริ่มมีแผลถลอกจนเืซึม หน้าอกและช่องท้องก็เจ็บจนแทบจะขาดใจแต่นางก็หยุดไม่ได้ มิเช่นนั้นกลับไปสามีคงจะดุด่าว่านางี้เีและนางจะต้องอดอาหาร!!
……….
กงโม่เหอย่างเนื้อกระต่ายกินจนอิ่มก็เข้าไปนอนรอหญิงสาวอยู่ในกระท่อม เฝ้าคิดว่าหลังจากนี้ตนจะกลั่นแกล้งจ้าวเฉียงอี้ด้วยวิธีใดบ้าง เผลองีบหลับไปนานเท่าใดไม่รู้ ตื่นขึ้นมาอีกครั้งชายหนุ่มก็พบว่าท้องฟ้ากำลังจะมืดแล้ว
“ยังไม่กลับมาอีกหรือ? หรือว่า..นางโกหกข้าแล้วหลบหนีไป!!” กงโม่เหอกัดฟันแน่น คาดเดาว่าตนเองถูกหลอก
องค์หญิงสิบสามมีชื่อเสียงไม่น้อยในเื่ความดื้อรั้นร้ายกาจ ลำพองตนว่าเฉินจู่เหวินรักนางมากกว่าพี่น้องสตรีคนใดทั้งหมดจนถึงขั้นที่เฉินจู่เหวินสร้างตำหนักฤดูร้อนไว้ให้น้องสาวคนนี้แต่เพียงผู้เดียว
นางมักจะต่อปากต่อคำกับฮ่องเต้อำมหิตอย่างไม่กลัวเกรงอาญา หลายครั้งก็หลอกลวงและกลั่นแกล้งพระสนมในวังให้ปวดหัวเป็เื่สนุกสนาน ครั้งนี้ที่บอกว่านางสูญเสียความทรงจำอาจเป็การแสดงละครก็เป็ได้!!
ร่างสูงเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันโดยความโมโห โดดขึ้นหลังม้าสีดำคู่ใจมุ่งหน้าไปที่ลำธารเป็อันดับแรกเพื่อหาเบาะแส
ภาพเบื้องหน้าทำให้อดีตแม่ทัพที่แข็งแกร่งถึงกับหัวใจกระตุกวูบไปชั่วขณะ ร่างเล็กบอบบางขององค์หญิงสิบสามนอนไม่ได้สติอยู่ริมลำธารโดยที่ปลายเท้าของนางยังแช่น้ำอยู่ครึ่งหนึ่ง
“ตายไปเสียได้ก็ดี ข้าจะได้ไม่ต้องวุ่นวาย!!” ชายหนุ่มสบถ แต่กลับเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้น
“เ้า..เฉียงอี้!!” กงโม่เหอใช้สองนิ้วตบลงไปบนพวงแก้มนวล พลันััได้ถึงความร้อนจากร่างกายขององค์หญิงสิบสาม
“เพิ่งฟื้นขึ้นมาก็ป่วยอีกแล้วหรือนี่!! ตัวเ้าปั้นขึ้นมาจากน้ำหรืออย่างไรกัน เหตุใดจึงอ่อนแอนัก!!” กงโม่เหอไม่เข้าใจ ตัวเขาเองเคยถูกหอกแทงทะลุแขนขาก็ยังสามารถสู้รบต่อไปได้ ก็แค่อดทนทำภารกิจให้เสร็จสิ้นแล้วค่อยมารักษาก็ได้มิใช่หรือ?
สตรีผู้นี้ก็แค่ป่วย ร่างกายก็แค่ฟกช้ำไม่มีาแเสียหน่อย เขากลั่นแกล้งนางเพียงเล็กน้อยเท่านั้น นางกลับทนไม่ไหว!!
ดวงตาสีดำสนิทชำเลืองมองร่างเล็กที่นอนจมอยู่กับพื้นดินโคลนด้วยสายตาเหยียดหยามเล็กน้อย ก่อนจะตัดสินใจอุ้มหญิงสาวขึ้นพาดบ่าด้วยมือข้างเดียว ส่วนอีกข้างก็จูงม้าเดินกลับไปที่กระท่อมด้วยความรู้สึกหงุดหงิดในใจ
พอกลับมาถึงกระท่อมเขาก็วางร่างแบบบางไว้บนโต๊ะไม้เก่าฝีมือหยาบที่ตั้งอยู่กลางเรือน
"เสื้อผ้าของเ้าข้าก็เผาทิ้งไปแล้ว ที่เหลือก็เหม็นจนใส่ไม่ได้แล้วทีนี้จะทำอย่างไรเล่า? ร่างสูงนั่งลงบนเก้าอี้จ้องมองหญิงสาวอย่างจนใจ
สามวันก่อนเขาถอดอาภรณ์ตัวนอกขององค์หญิงสิบสามออกเหลือเพียงชุดตัวใน จากนั้นก็รื้อหาเสื้อผ้าสตรีในกระท่อมมาได้ชุดหนึ่งแล้วสวมทับให้นาง
แต่วันนี้เสื้อผ้าของจ้าวเฉียงอี้เปียกชื้นไปหมด ต่อให้ไม่รู้ว่าร่างกายสตรีอ่อนแอเพียงใด แต่เขาก็รู้ดีว่านางไม่อาจสวมใส่เสื้อผ้าเปียกทั้งที่ยังมีไข้ต่อไปได้อย่างแน่นอน
คนตัวโตกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เขามีเสื้อผ้าบุรุษติดตัวมาสามารถให้นางยืมสวมใส่ไปก่อนได้ แต่..ครั้งนี้จะไม่ใช่เพียงเสื้อผ้าชั้นนอก แต่เขาต้องเปลื้องผ้าทุกชิ้นออกจากตัวนาง!!
“ก็แค่ก้อนเนื้อ!! จะต่างกันสักแค่ไหนเชียว!!” ชายหนุ่มะโเสียงดังให้กำลังใจตัวเอง