ตอนที่165 นี่หรือคือตันเถียนแกนทองคำ
กัวเป่าเป็นคนแรกที่หยิบยาเข้าปากอย่างมั่นใจทำให้คนอื่นๆ ทยอยหยิบยาเข้าปากตามอย่างแน่ใจเช่นกัน จากนั้นแต่ละคนเดินเข้าห้องพักของตนเองเพื่อให้ยาเริ่มกระบวนการปรับเปลี่ยนร่างกายทุกคนไม่ต้องการแสดงภาพความอ่อนแอ รวมทั้งสภาพร่างกายที่อาจสกปรกตามคำบอกของซูเวยฉะนั้นแต่ละคนจึงเลือกกลับห้องนอนเพื่อเข้าสู่กระบวนการเริ่มต้นก่อนฝึกตนทันที
ไม่นานนักหลังจากที่ทุกคนกลับเข้าห้องนอนแล้วมีเสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดดังระงมไปทั่วคฤหาสน์จนทำให้พ่อบ้านหูถามซูเวยที่นั่งจิบน้ำผลไม้อยู่ในห้องโถงรับแขกอย่างสบายใจว่า“คุณหนูซูครับ เสียงดังขนาดนี้จะไม่เรียกความสนใจจากเพื่อนบ้านหรอกหรือครับ?”
พ่อบ้านหูกังวลว่าจะทำให้ผู้คนรอบข้างคิดว่ามีเหตุฆาตกรรมหรือเหตุร้ายใดๆจนมาขัดขวางกระบวนการปรับเปลี่ยนร่างกายของบรรดาเจ้านายทั้งหลายได้
ซูเวยเลิกคิ้วขึ้นมองเขาพร้อมตอบกลับอย่างผ่อนคลายว่า“ไม่ต้องกังวลหรอกค่ะ หนูสร้างค่ายกลเก็บเสียงไว้แล้วนอกคฤหาสน์นี้ไม่มีใครได้ยินทั้งนั้นแหละค่ะ”
พ่อบ้านหูพยักหน้าเข้าใจเขาชื่นชมเจ้านายน้อยคนนี้มากขึ้นเรื่อยๆ เพราะซูเวยสามารถสร้างค่ายกลได้เป็นทักษะในตำนานที่ผู้ฝึกตนหลายๆคนไม่สามารถสร้างได้ทำให้เขาขอร้องซูเวยด้วยความเกรงใจแกมสนใจว่า “คุณหนูซูครับ พอจะถ่ายทอดทักษะการสร้างค่ายกลให้กับพวกผมได้ไหมครับ?”
ซูเวยยิ้มน้อยๆอย่างเข้าใจซึ่งเธอคิดว่าดีกว่านั่งรอให้ครอบครัวกัวผ่านกระบวนการปรับเปลี่ยนร่างกายไปเฉยๆสู้ใช้เวลาระหว่างนี้สอนกลุ่มพ่อบ้านหูดีกว่าอย่างน้อยกลุ่มพ่อบ้านหูก็มีความจงรักภักดีต่อครอบครัวกัวอย่างแท้จริงทำให้เธอตอบรับอย่างสบายใจว่า “ได้ค่ะ งั้นเรียกรวมพลเลยแล้วกันพวกเราไปฝึกกันที่สวนหลังบ้านดีกว่าค่ะ”
หลังจากนั้นซูเวยปล่อยให้ครอบครัวกัวกรีดร้องต่อไปอย่างสบายใจส่วนตัวเธอและกลุ่มพ่อบ้านหูเดินออกไปนอกคฤหาสน์ ซึ่งพ่อบ้านหูและคนอื่นๆ ล้วนต้องเดินตามหลังซูเวยเพื่อไม่ให้กระทบกับค่ายกลที่เปิดใช้งานอยู่ส่วนแม่ครัวหรือคนรับใช้นั้นล้วนถูกเกณฑ์ให้ออกไปอยู่ในอาคารเล็กด้านหลังคฤหาสน์นานแล้วเพื่อป้องกันไม่ให้พวกเขารับรู้เหตุการณ์อันน่าหวาดกลัวได้
ซูเวยและกลุ่มพ่อบ้านหูใช้เวลาเรียนรู้การสร้างค่ายกลแบบง่ายที่สามารถใช้ได้อย่างรวดเร็วและเหมาะสมกับขอบเขตพลังปราณของพวกเขามีค่ายกลป้องกัน ค่ายกลกักขัง ค่ายกลโจมตีเป็นค่ายกลแบบพื้นฐานที่ไม่ซับซ้อนเหมือนกับที่เธอสอนสามองครักษ์ไปเนื่องด้วยระดับการรับรู้และความเข้าใจเพื่อสร้างค่ายกลของกลุ่มพ่อบ้านหูและสามองครักษ์มีความแตกต่างกันมากพอสมควร
ซูเวยและกลุ่มพ่อบ้านหูกินข้าวกลางวันและข้าวเย็นอยู่นอกบ้านเพราะเธอคาดการณ์ว่าครอบครัวน่าจะยังไม่เสร็จสิ้นกระบวนการปรับเปลี่ยนร่างกายในเย็นวันนี้แน่นอนอาจต้องใช้เวลาถึงพรุ่งนี้เช้า แตกต่างจากที่เธอพายายฝึกตนนั่นเป็นเพราะว่าซูเวยช่วยเปิดจุดชีพจรให้กับยายโดยตรงซึ่งลดความเจ็บปวดของกระบวนการปรับเปลี่ยนร่างกายไปได้มากทว่าเธอไม่สามารถทำกับทุกคนได้พร้อมๆ กันจึงเลือกที่จะให้พวกเขารับรู้ความทรมานและเป็นการกระตุ้นให้พวกเขาหมั่นฝึกตนอย่างสม่ำเสมอซึ่งดีกว่าการที่ได้อะไรมาอย่างง่ายดาย
จนกระทั่งเวลาล่วงเลยถึงเช้าวันถัดมาพอซูเวยอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าหลังจากออกกำลังกายมา เธอเหลือบมองเห็นสมาชิกครอบครัวกัวทยอยเดินเข้าห้องอาหารของคฤหาสน์กันอย่างต่อเนื่องแต่ละคนล้วนมีสีหน้าสดชื่นพร้อมกับผิวพรรณผุดผ่องเหมือนเป็นการผลัดผิวใหม่ซึ่งท่าทางแต่ละคนล้วนตื่นเต้นที่พบว่าตนเองกระฉับกระเฉงขึ้นและดูหนุ่มขึ้นอีกหลายปี
“ฮาๆดีจริงหลานรัก ปู่รู้สึกว่าตัวเองแข็งแรงขึ้นเยอะเลยอาการปวดเข่าปวดขาหายเป็นปลิดทิ้งเลย เยี่ยมจริง”กัวเป่าหัวเราะอย่างมีความสุขพลางเดินตรงมาลูบหัวของซูเวยด้วยความรักใคร่อย่างจริงใจ
“จริงด้วยพ่อกับแม่ก็รู้สึกเหมือนเกิดใหม่จริงๆ ตอนที่ส่องกระจกเหมือนกับว่าแม่สวยขึ้นและสาวขึ้นเป็นกองเลย”หวังฉีบอกกับลูกสาวตัวน้อยพร้อมกับกอดตัวซูเวยอย่างอบอุ่นด้วยความรักที่เปี่ยมล้น
“ไม่นึกเลยว่าพวกเราจะได้เกิดใหม่กันจริงๆแบบนี้ฉันแต่งหน้ายังไงก็ดูสวยกว่าเดิมเยอะเลย” กัวลี่จินพูดเสริมพี่สะใภ้ตามจริง
“เป็นผลตอบแทนที่ต้องแลกด้วยความเจ็บปวดแต่มันก็ยอดเยี่ยมจริง” เหอเฟยเถาพยักหน้าเห็นด้วยกับความคิดเห็นของทุกคน
“พี่นึกว่าตัวเองจะตายแล้วแต่พอผ่านมาได้รู้สึกว่ากลายเป็นคนใหม่ที่ดูดีกว่าเดิมเยอะเลย”กัวจวินเกาหัวด้วยความเขินอายเขารู้สึกว่าตนเองกลับกลายเป็นเหมือนเด็กหนุ่มที่มีร่างกายแข็งแกร่งเพราะเขาทดลองใช้สันมือฟันไม้เบสบอลที่อยู่ในห้องนอนปรากฏว่าไม้เบสบอลหักครึ่งทันที สร้างความพึงพอใจให้กับเขาเป็นอย่างยิ่ง
“ดีแล้วค่ะต่อไปหนูจะสร้างค่ายกลเพิ่มพลังฉีให้ที่เมืองหงไปก่อนนะคะที่เมืองหลวงค่อยสร้างทีหลัง” ซูเวยยิ้มรับคำบอกเล่าจากทุกคนอย่างยินดี
เธอพูดถึงแผนที่จะช่วยเหลือพวกเขาโดยตรงพร้อมกับแสดงความกังวลตามจริงซึ่งเธอและพ่อบ้านหูต่างวิเคราะห์สถานการณ์ออกมาไม่แตกต่างกันดังนั้นจึงเลือกทำอย่างปลอดภัยดีกว่าท้าทายและเรียกความสนใจจากกลุ่มผู้ฝึกตนที่ไม่หวังดี
หลังจากนั้นทุกคนในครอบครัวกินอาหารเช้าร่วมกันอย่างมีความสุขบ้านที่เมืองหลวงจะมีเหอเฟยเถาและกัวลี่จินอยู่ประจำเพื่อขยายฐานธุรกิจให้มั่นคงและแข็งแกร่งส่วนกัวเป่า กัวเฟิงและหวังฉีจะเดินทางกลับเมืองหงไปพร้อมกับซูเวย กัวจวินอยู่ทำเอกสารจบการศึกษาของตนเองให้เรียบร้อยก่อนจึงจะตามทุกคนไปเมืองหง
ซูเวยแจ้งให้ครอบครัวกัวจัดเตรียมหินหยกให้มากพอที่จะใช้สร้างค่ายกลเสริมพลังฉีเมื่อพวกเขามีหินหยกเพียงพอแล้วเธอถึงจะเดินทางไปสร้างค่ายกลให้กับพวกเขาที่คฤหาสน์เมืองหงต่อไป
..........
เมื่อไปถึงเมืองหงหูจยงทำหน้าที่ขับรถไปส่งซูเวยที่หมู่บ้านมังกรต่อ ซูเวยใช้เวลาอยู่กับยายอีกหนึ่งวันพร้อมกับจัดเลี้ยงฉลองเล็กๆในครอบครัวตนเองหงน้อยทำตัวน่ารักตามเคยเพราะกลัวจะถูกซูเวยจับตัวไปอยู่ที่อื่นเนื่องจากมันชื่นชอบสถานที่แห่งนี้รวมทั้งมีโอกาสแอบหลบออกไปดูพฤติกรรมชาวบ้านอย่างสนุกสนาน
วันต่อมาหัวอี้เฟิงขับรถมารับซูเวยที่บ้านเพื่อเดินทางต่อไปสำนักนิรนามส่วนหลงลู่เพ่ยและไต้อี้นั้นทั้งสองคนรอซูเวยอยู่ที่สำนักนิรนามก่อนแล้ว
พอซูเวยเดินทางมาถึงสำนักนิรนามเธอเหลือบมองเห็นสีหน้าเศร้าสร้อยของไต้เซียว ซึ่งเธอรับรู้ได้ว่าเขาคงเสียใจเรื่องของไต้ลี่หงลูกศิษย์คนแรกของเขาที่สุดท้ายแล้วถูกไต้อี้สังหารแก้แค้นให้กับศิษย์ของเขาอีกคนเป็นผลให้เขาอยู่ในระหว่างทำใจ
ซูเวยปล่อยให้ไต้เซียวทำใจยอมรับเหตุการณ์สะเทือนใจที่เกิดขึ้นเธอไปหามุมสงบเพื่อเริ่มกระบวนการปรุงยาที่จะใช้เลื่อนขอบเขตจากแกนเสมือนเป็นแกนทองคำเธอเลือกอาคารเก็บพัสดุที่มีสมุนไพรส่วนประกอบสำหรับปรุงยาเลื่อนขอบเขตรวมทั้งเป็นเขตพื้นที่ที่เงียบเหมาะสมในการใช้สมาธิเพื่อปรุงยาสำคัญ
ซูเวยหยิบเอาสมุนไพรสำคัญออกมาจากกระเป๋าล่องหนของตนเองไม่ว่าจะเป็นผลอัคคีวิญญาณ บัวธาราสวรรค์ และผลหิมะไฟ เธอเริ่มต้นกลั่นสมุนไพรส่วนประกอบทั้งหลายก่อนจากนั้นตามด้วยผลอัคคีวิญญาณที่ต้องกลั่นให้ได้ตัวยาบริสุทธิ์ที่สุดแล้วค่อยๆผสานหลอมรวมเข้ากับแก่นสมุนไพรส่วนประกอบที่เตรียมไว้ก่อนแล้ว
เธอต้องใช้แขนปาดเหงื่อตนเองเป็นระยะเนื่องจากกระบวนการปรุงยาเลื่อนขอบเขตนี้ใช้พลังปราณเพื่อสร้างไฟนิรมิตและกลั่นสมุนไพรให้ได้แก่นสมุนไพรเป็นจำนวนมากโชคดีที่เธอมีน้ำอมฤตที่นำมาจากบ้านในหมู่บ้านมังกร ช่วยให้เธอไม่เหนื่อยมากเกินไปซึ่งเธอจิบเป็นระยะเพื่อทำให้พลังปราณเสถียรมากที่สุด
ความยากอยู่ในขั้นตอนสุดท้ายที่ต้องหลอมรวมแก่นสมุนไพรทั้งหมดเข้ากับสมุนไพรสวรรค์ไม่ว่าจะเป็นผลอัคคีวิญญาณและบัวธาราสวรรค์พอจะนำแก่นผลหิมะไฟหลอมรวมเป็นขั้นตอนสุดท้าย ปรากฏว่าเกิดการต่อต้านระหว่างกันเนื่องด้วยผลหิมะไฟถือกำเนิดจากความแตกต่างระหว่างลาวากับหิมะเป็นความต่างของอุณหภูมิที่ต่างกันสุดขั้ว ฉะนั้นการปรุงยาให้ได้ผลดีที่สุดต้องกระทำในพื้นที่ที่หนาวเย็นจัดเช่นขั้วโลกที่มีอุณหภูมิต่ำกว่าจุดเยือกแข็ง
อย่างไรก็ตามซูเวยไม่สามารถเดินทางไปขั้วโลกเหนือที่เสียเวลาเดินทางมากได้หรือแม้แต่ไปปรุงยาในห้องเย็นเพราะอาจเกิดระเบิดและสร้างความเสียหายได้จึงทำให้เธอเลือกที่จะปรุงยาในค่ายกลที่ป้องกันเหตุร้ายเล็ดลอดออกไปสร้างความเดือดร้อนให้กับผู้คนที่สำนักนิรนามดีกว่า
ขณะที่ซูเวยกำลังใช้พลังปราณผลักดันให้แก่นผลหิมะไฟหลอมรวมเข้ากับแก่นสมุนไพรอื่นที่ถูกหลอมรวมเข้าด้วยกันจนเป็นของเหลวกลางอากาศหลากสีเธอพบว่าแก่นผลหิมะไฟพยายามดีดตัวหนีออกจากการหลอมรวมทำให้ซูเวยต้องเค้นพลังปราณออกมากดดันมากขึ้น
จนกระทั่งแก่นผลหิมะไฟเริ่มมีบางส่วนยินยอมให้หลอมรวมเข้ากับแก่นสมุนไพรอื่นทว่ากระบวนการหลอมรวมนี้เป็นไปอย่างเชื่องช้า ส่งผลให้ซูเวยอ่อนแรงมากขึ้นทุกขณะทันใดนั้นสามองครักษ์บินมาสังเกตการณ์ในจุดที่ซูเวยกำลังปรุงยาเลื่อนขอบเขตให้กับทุกคนอยู่พอหัวอี้เฟิงเห็นว่าซูเวยเริ่มตัวเอนเอียงไปมาเหมือนจะหมดแรงทำให้เขาปราดเข้าไปถามซูเวยอย่างกังวลใจว่า
“เวยเวยให้ผมช่วยเพิ่มพลังปราณให้นะครับ” หัวอี้เฟิงไม่รอให้ซูเวยตอบรับทว่าเขาย่อตัวคุกเข่าลงแล้วประกบฝ่ามือเข้าใส่แผ่นหลังพร้อมกับส่งพลังปราณจากร่างกายเขาพุ่งเข้าช่วยเหลือซูเวยทันที
หลงลู่เพ่ยและไต้อี้เห็นการกระทำของหัวอี้เฟิงทำให้ทั้งคู่สบตากันและปราดเข้าไปประกบส่งพลังปราณที่แผ่นหลังของหัวอี้เฟิงเป็นทอดๆส่งผลให้ไฟนิรมิตของซูเวยพลันสว่างวาบมีชีวิตชีวาและทรงพลังมากขึ้นทำให้แก่นผลหิมะไฟสามารถหลอมรวมเข้ากับแก่นสมุนไพรอื่นได้รวดเร็วขึ้นจนมองเห็นได้ชัดเจนต่อสายตาของทุกคน
ในที่สุดแก่นผลหิมะไฟสามารถหลอมรวมเข้ากับแก่นสมุนไพรอื่นได้อย่างหมดจดพร้อมกับมีกลิ่นหอมเย็นสดชื่น ขั้นตอนสุดท้ายคือการคลายความร้อนเพื่อทำให้ของเหลวกลับกลายเป็นเม็ดยาสมุนไพรสวรรค์ซึ่งขั้นตอนนี้ดำเนินไปอย่างราบรื่นเพราะมีพลังปราณอันแข็งแกร่งและเสถียรตลอดเวลา
ท้ายที่สุดมีกลิ่นหอมฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณพร้อมกับมีเม็ดยาสีน้ำตาลเปล่งแสงสีทองออกมา ยาแกนทองคำลอยอยู่กลางอากาศรวมเจ็ดเม็ดซูเวยใช้พลังปราณคว้าเอาเม็ดยาสวรรค์เข้าเก็บไว้ในขวดกระเบื้องใบเล็กอย่างรวดเร็วเธอถอนหายใจด้วยความโล่งอกพร้อมกับหันหลังกล่าวขอบคุณสามองครักษ์ที่ช่วยเหลือตนเองจนการปรุงยาสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี
“ขอบคุณพี่ชายทั้งสามคนที่ช่วยฉันไว้ค่ะ”ซูเวยรู้สึกโล่งใจที่ตนสามารถปรุงยาได้จนผ่านไปด้วยดี
“ต่อไปเวลาเวยเวยปรุงยาผมว่าพวกเราต้องมาช่วยเหลือกันดีกว่า อย่าปล่อยให้เวยเวยทำคนเดียวเลย”หลงลู่เพ่ยเป็นคนบอกกับซูเวยและทุกคนอย่างจริงจัง เนื่องด้วยพวกเขาได้รับยาแกนทองคำและถือเป็นผู้ได้รับผลประโยชน์จากยาสวรรค์นี้เช่นกันดังนั้นพวกเขาควรมีส่วนร่วมช่วยเหลือซูเวยดีกว่าปล่อยให้ซูเวยทำเองจนอาจเกิดผลเสียได้
สิ่งสำคัญคือสมุนไพรสวรรค์นั้นพวกเขาต่างต้องเสี่ยงชีวิตให้ได้มาซึ่งกว่าจะได้มาไม่ใช่เรื่องง่ายแต่อย่างใดซูเวยกวาดสายตามองสามองครักษ์ด้วยความซาบซึ้งใจ เธอพยักหน้าตอบตกลงอย่างผ่อนคลายว่า“ตกลงค่ะ คราวหน้าหากจะปรุงยา ฉันจะแจ้งให้ทุกคนทราบอีกที”
ซูเวยเข้าใจความปรารถนาดีของบรรดาองครักษ์จึงตอบตกลงเพื่อให้ทุกคนสบายใจ จากนั้นเธอมอบยาให้คนละหนึ่งเม็ดจึงมียาเหลือเผื่อไว้ใช้หรือขายในอนาคตอีกสามเม็ดซึ่งเธอไม่กังวลว่ายาจะเสื่อมสภาพ เนื่องจากในกระเป๋าล่องหนที่เธอใช้เป็นสถานที่เก็บสิ่งของสำคัญนั้นมีสภาพเหมือนกับเวลาหยุดนิ่งไม่ว่าจะเป็นสิ่งของร้อนหรือเย็นก็สามารถคงสภาพไว้ได้เหมือนเดิมจึงไม่เป็นกังวลว่าฤทธิ์ของยาแกนทองคำจะเสื่อมสภาพไปก่อน
หลังจากนั้นซูเวยและสามองครักษ์แยกย้ายกันไปหาที่สงบเพื่อกินยาและโคจรพลังปราณเป็นการเลื่อนขอบเขตก้าวขึ้นสู่ขอบเขตแกนทองคำซูเวยเลือกห้องหนึ่งที่อยู่ด้านหลังกระท่อมของไต้เซียวเป็นห้องที่ไต้เซียวจัดไว้ให้สำหรับเธอเป็นการเฉพาะ ซึ่งมีขนาดพอเหมาะและสะดวกสบาย
ซูเวยหยิบยากลืนลงคอพร้อมกับนั่งโคจรพลังปราณบนเตียงอย่างแน่วแน่เธอรู้สึกว่าทั่วทั้งร่างกายร้อนเหมือนถูกแผดเผาทว่าเป็นความร้อนที่เจ็บปวดแวบเดียวก่อนที่จะกลับกลายเป็นร้อนแบบอบอุ่นและผ่อนคลายมากขึ้นเรื่อยๆ
ทุกคนใช้เวลาสลายฤทธิ์ยาด้วยการโคจรพลังปราณเพื่อก่อกำเนิดตันเถียนอันแข็งแกร่งในขอบเขตแกนทองคำทุกคนไม่จำเป็นต้องรอให้ถึงระดับสูงสุดของขอบเขตแกนเสมือนก่อนค่อยเลื่อนขอบเขตใหม่ทว่าทุกคนสามารถเลื่อนขอบเขตได้โดยตรงเพราะมีน้ำอมฤตช่วยปรับสมดุลและทำให้พลังปราณขอบเขตใหม่เสถียรได้อย่างง่ายดาย
วันเวลาผ่านไปสามวันในที่สุดซูเวยได้ยินเสียงระเบิดดังก้องในหัวของตนเองพร้อมกับเธอรู้สึกว่าร่างกายนี้ไม่เหมือนกับร่างกายตนเองพอจ้องมองไปยังตำแหน่งของตันเถียน เธอพึมพำออกมาด้วยความแปลกใจว่า“นี่หรือคือตันเถียนแกนทองคำ?”
ในตอนนี้ตันเถียนของซูเวยที่ปกติเป็นก้อนเล็กๆขนาดเท่าเมล็ดข้าวสารมันถูกเปลี่ยนแปลงรูปร่างกลายเป็นก้อนกลมขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางหนึ่งเซนติเมตรพร้อมกับมีแสงสีทองห่อหุ้มตันเถียนไว้อย่างสวยงาม