หลังจากฝึกพลังบ่มเพาะตลอดคืนรุ่งสางทั้งกลุ่มก็ออกเดินทางต่อเมื่อรับประทานมื้อเช้าเสร็จ
พอเห็นว่าเยี่ยซางเริ่มฝึกฝนอีกครั้งฉินเจินก็เริ่มฝึกฝนบ้าง เขา้าที่จะแข็งแกร่งขึ้นเช่นเดียวกับเยี่ยซางดังนั้นเด็กหนุ่มจึงต้องฝึกตนบ่มเพาะให้มากขึ้น ก่อนหน้านี้เขาไม่เคยฝึกปราณมาก่อนแต่ตอนนี้เขาสามารถบ่มเพาะได้แล้วความปรารถนาที่จะแข็งแกร่งขึ้นของฉินเจินไม่ได้มีน้อยไปกว่าเยี่ยซางแม้แต่นิดเดียว
การเดินทางในสองวันถัดมาค่อนข้างเงียบสัตว์อสูรบางตัวที่ขวางทางก็ถูกกลุ่มองครักษ์กำจัด ทุกครั้งที่ตั้งที่พักแรมในตอนเย็นเยี่ยซางจะออกไปเก็บฟืนและล่าเหยื่อพอ่อาหารเย็น เขาจะมอบเหยื่อบางส่วนให้กับกลุ่มองครักษ์และฉินเจินด้วย
ฉินเจินยอมรับอาหารที่เยี่ยซางมอบให้ทั้งหมดและไม่ปฏิเสธที่จะดื่มเหล้ากับอีกฝ่ายแต่ทั้งคู่ก็ยังไม่มีการสื่อสารกันด้วยคำพูดเหมือนเช่นเดิม
ยามออกเดินทางอีกครั้งเยี่ยซางเห็นว่าฉินเจินนำยาเผยหยวนมาใช้ฝึกฝน เวลานั้นหัวใจของเขาก็สั่นสะท้านหากมียาแต่ไม่ใช้เช่นนั้นจะมีประโยชน์อะไร? ยามีไว้เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งดังนั้นการใช้เพื่อให้ตนเองแข็งแกร่งขึ้นถึงจะมีประโยชน์มากที่สุด
คิดดังนั้นเยี่ยซางก็กินยาเม็ดเพื่อฝึกฝน พลังบ่มเพาะของเยี่ยซางในยามนี้อยู่ไม่ไกลจากขั้นที่สามของระดับเลี่ยนชี่มากนัก
ขณะที่เยี่ยซางและคนอื่นๆกำลังบ่มเพาะฝึกฝนก็มีเสียงคำรามของสัตว์ร้ายดังขึ้นตามมาด้วยการสั่นะเือย่างรุนแรงของรถอสูร
หัวหน้ากลุ่มองครักษ์ชิวเจินถึงกับหน้าเปลี่ยนสี“พวกเ้าอยู่บนรถ” จากนั้นเขาก็เปิดประตูลงไปพร้อมกับองครักษ์คนอื่น
ฉินเจินก็แสดงสีหน้าไม่ดีเช่นกันพวกเขาได้ยินเสียงพูดคุยด้านนอกว่าสัตว์อสูรที่พบไม่ธรรมดามิฉะนั้นเสือวายุที่ลากรถอสูรซึ่งมีพลังบ่มเพาะระดับสองของจวี้หยวนจะหวาดกลัวขนาดนี้ได้อย่างไรตอนนี้รถอสูรเอียงไปด้านหน้าเพราะเสือวายุกำลังหมอบราบลงกับพื้น
แล้วเสียงการต่อสู้ก็เริ่มขึ้นฉับพลันนั้นรถอสูรก็พลิกคว่ำเยี่ยซางคว้าเหล็กที่หน้าต่างไว้ได้ทันจึงไม่ล้มกลิ้งเหมือนคนอื่นๆมีเพียงเด็กหนุ่มสองคนในรถเท่านั้นที่ล้มควํ่า ตามจริงแล้วฉินเจินก็เกือบจะล้มไปแต่องครักษ์ที่นั่งข้างๆจับเขาไว้ได้ก่อน
“แย่แล้ว! นี่คืออินทรีปีกเขียวมันมีสายเืของเผิงปีกเขียวที่เป็อสูรโบราณ”หนึ่งในองครักษ์ของฉินเจินะโขึ้น ผ่านหน้าต่างรถ
“องครักษ์กลุ่มนั้นฆ่ามันไม่ได้หรือ?” ฉินเจินถามพร้อมขมวดคิ้ว
“ข้าไม่รู้ระดับการบ่มเพาะของคนอื่นๆ ในกลุ่มองครักษ์อาจมีเพียงหัวหน้ากลุ่มองครักษ์เท่านั้นที่สามารถต่อกรกับมันได้แต่ก็ยากที่จะสังหารมันอยู่ดี” หนึ่งในองครักษ์ของฉินเจินกล่าว
เยี่ยซางที่นั่งอยู่ติดหน้าต่างเขาสามารถมองเห็นสถานการณ์ภายนอกได้ตอนนี้อินทรีปีกเขียวกำลังต่อสู้กับกลุ่มองครักษ์อยู่
ปีกของมันเป็สีเขียวกว้างห้าถึงหกจั้งมีกรงเล็บแหลมคมคู่หนึ่งส่องประกายเย็นเยียบไม่ต่างจากใบมีดอันแหลมคม
ขณะที่เยี่ยซางกำลังดูอยู่อินทรีปีกเขียวก็หันหน้าไปจิกดาบยาวในมือของกลุ่มองครักษ์จากนั้นก็สะบัดหัวกระแทกอกขององครักษ์ผู้นั้นจนกระเด็นออกไป
“โจมตีที่กรงเล็บด้านนอกของมัน!” ชิวเจินคำราม
ด้วยสายตาเฉียบคมของเยี่ยซางเขามองเห็นกรงเล็บแหลมคมคู่หนึ่งของอินทรีปีกเขียวที่ขยับไปมามีเพียงขาด้านนอกเท่านั้นที่ไม่สามารถโจมตีได้แม้ว่าปีกและปากของมันจะสามารถโจมตีได้แต่ก็ไม่ได้ทำให้าเ็สาหัสอะไรมากนักมันไม่อาจทำอันตรายถึงตายได้เพียงการโจมตีครั้งเดียว
ชิวเจินเผชิญหน้ากับอินทรีปีกเขียวร่างกายของเขาขยับเร็วมากจนเยี่ยซางแทบมองร่างของอีกฝ่ายไม่ทัน
องครักษ์ถูกปีกของเ้าอินทรีสะบัดกระแทกปลิวออกไปทีละคนแต่อินทรีปีกเขียวไม่สามารถต้านการโจมตีอย่างต่อเนื่องของกลุ่มองครักษ์ได้ไม่นานนักาแหลายจุดก็ปรากฏทั้งบนปีกและขาของมัน รวมถึงยังมีแผลลึกบางส่วน
“ตอนนี้ถ้ามีใครโจมตีประตูหุบเขาของมันได้จะได้ผลดีกว่า” หลังจากที่เฝ้ามองอยู่ครู่หนึ่งเยี่ยซางก็กล่าวขึ้น
ฉินเจินใมาก ก่อนจะหันมองเยี่ยซางโดยพลันแล้วองครักษ์ก็กล่าวขึ้นว่า “หลี่ซง เ้าปกป้องนายน้อย ข้าจะไปช่วยทางนั้นถ้าต้านไว้ไม่ได้ ทุกคนจะลำบากกันหมด”
“ได้! กวนสยง เ้าระวังตัวด้วย” หลี่ซงพยักหน้า
องครักษ์ของฉินเจินที่ชื่อกวนสยงเปิดประตูรถออกไปเขาเคลื่อนไหวอย่างว่องไวจนแทบมองไม่ทันก่อนเขาจะขยับไปยังบริเวณหางของอินทรีปีกเขียว
ประตูหุบเขาที่เยี่ยซางกล่าวถึงนั้นอยู่บริเวณใต้หางของอินทรีปีกเขียวหรือคือบริเวณก้นของมัน
กวนสยงไม่คิดอะไรมากเขาจัดการด้วยการเคลื่อนไหวเพียงครั้งเดียวโดยแทงดาบยาวในมือเข้าไปในประตูหุบเขาของอินทรีปีกเขียว
เสียงคำรามดังลั่นหางของอินทรีปีกเขียวกดต่ำลงตั้งใจจะสะบัดกวนสยงออกไปโดยพลันทว่าอีกฝ่ายก็คว้าดาบของตนแล้วบิดแน่นโดยไม่ยอมปล่อยมือ
อินทรีปีกเขียวคำรามก้องใช่ มันคำราม! นี่คือความแตกต่างระหว่างอินทรีปีกเขียวกับสัตว์ร้ายที่เป็นกอื่นๆมันเป็เสียงคำรามไม่ใช่เสียงร้องจิ๊บๆ
อินทรีปีกเขียวขนาดใหญ่ที่ประตูหุบเขาของมันกำลังโดนแทงด้วยดาบอยู่แม้าแจะไม่ใหญ่มากนักแต่เมื่อกวนสยงขยับดาบมันก็จะรู้สึกเ็ปมากขณะเดียวกันชิวเจินก็โจมตีที่หัวของมันอีกครั้งเพื่อป้องกันไม่ให้มันหันไปโจมตีกวนสยง
เมื่อมันไม่สามารถสลัดกวนสยงได้หลังจากพยายามหลายต่อหลายครั้งอินทรีปีกเขียวก็โจมตีอีกสองสามครั้งแล้วสะบัดปีกหนีพอเห็นเช่นนี้กวนสยงก็ปล่อยมือจากดาบอย่างรวดเร็วเนื่องจากประตูหุบเขาของอินทรีปีกเขียวนั้นยึดดาบของกวนสยงไว้แน่นเขาจึงไม่สามารถดึงออกมาและทำได้เพียงทิ้งดาบเท่านั้น
อินทรีปีกเขียวบินหนีไปทำให้ทุกคนถอนหายใจอย่างโล่งอกหลังจากทำแผลให้คนที่ได้รับาเ็แล้วทุกคนที่ไม่ได้าเ็ก็ช่วยกันพาคนเจ็บขึ้นรถอสูร
“พี่กวน ครั้งนี้ต้องขอบคุณท่านมาก หากท่านไม่ได้ยื่นมือเข้าช่วยเหลือพวกเราคงถูกฆ่าไปแล้ว” สีหน้าของชิวเจินดูไม่ดีนักไม่ต้องพูดถึงว่าองครักษ์หลายคนได้รับาเ็ในตอนแรกที่เขายังหาจุดอ่อนของมันไม่เจอ กรงเล็บที่แหลมคมของอินทรีปีกเขียวจึงคร่าชีวิตขององครักษ์ไปหนึ่งคน
“หัวหน้าชิว เ้าไม่อาจขอบคุณเื่นี้กับข้าได้หรอกเป็เยี่ยซางต่างหากที่เห็นจุดอ่อนของอินทรีปีกเขียว” กวนสยงไม่รับคำขอบคุณ
“เยี่ยซาง? เ้า...มีสายตาที่ดีจริงๆ”ชิวเจินมองเยี่ยซางด้วยความใ
“ข้าเคยล่าสัตว์มาก่อนจึงรู้ว่าการต่อสู้กับพวกมันควรใช้ประโยชน์จากจุดแข็งของเราและหลีกเลี่ยงจุดอ่อนต้องโจมตีให้เร็วและต่อเนื่องถึงจะขับไล่มันออกไปได้ ไม่อย่างนั้นอาจต้องสู้กันจนตาย”เยี่ยซางพูด
“เ้าพูดถูก มันเป็สัตว์อสูรเจี่ยตันถึงได้มีพลังสูงกว่าระดับบ่มเพาะของมัน หากมันอยู่ระดับสามหนิงตันจริงๆพวกเราคงตายไปแล้ว” ชิวเจินรู้สึกหวาดกลัวเล็กน้อยนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาเดินทางไปนครตานติ่ง แต่เป็ครั้งแรกที่ได้เจออันตรายครั้งใหญ่เช่นนี้
เพราะการโจมตีของอินทรีปีกเขียวกลุ่มองครักษ์จึงต้องสูญเสียอย่างหนัก ไม่ต้องพูดถึงองครักษ์สองคนที่เสียชีวิตไปทั้งยังมีเสือวายุอีกสามตัวของรถอสูรคันแรกที่ถูกอินทรีปีกเขียวฆ่าด้วย เสือวายุจึงถูกถอดออกจากรถแต่ละคันในตอนนี้รถอสูรจะใช้เสือวายุลากคันละสองตัว
หลังจากฝังร่างองครักษ์สองคนแล้วทั้งขบวนก็เดินทางต่อ
คนที่อยู่ในรถคันเดียวกับเยี่ยซางยามนี้ทั้งชิวเจินและคนอื่นๆ ต่างก็กระตือรือร้นที่จะพูดคุยกับเยี่ยซางมากขึ้น
เมื่อเห็นพลังของอินทรีปีกเขียวเยี่ยซางก็รู้สึกหวาดกลัวไม่น้อย เขาเพิ่งออกเดินทางมาได้เพียงไม่กี่วันเส้นทางข้างหน้าจะต้องพบเจอกับความยากลำบากอีกมาก! หากเดินทางไปกับกองคาราวานอันตรายครั้งนี้คงต้องรุนแรงมากยิ่งขึ้นนอกจากนี้ความแข็งแกร่งของผู้คุ้มกันกองคาราวานนั้นยังเทียบไม่ได้กับองครักษ์ที่คฤหาสน์ของเ้านครส่งมาอย่างแน่นอน
โชคดีที่การเดินทางในครั้งนี้ใช้เวลาอีกไม่นานก็ใกล้จะถึงที่หมายแล้วเยี่ยซางยังได้เห็นวิธีต่อสู้ของชิวเจินและคนอื่นๆ เช่น การยิงด้วยหน้าไม้ขนาดเล็กการใช้ยาที่ทำให้มึนงง และการใช้พิษ เมื่อเผชิญหน้ากับสัตว์อสูรที่ทรงพลังชิวเจินและคนอื่นๆไม่ได้ประมาทในการต่อสู้ ต่างจากตอนอินทรีปีกเขียวที่เป็อุบัติเหตุอย่างไรแล้วมันก็เป็สัตว์อสูรบินได้ที่ทรงพลัง ชิวเจินและคนอื่นๆก็ไม่ได้เตรียมพร้อมที่จะรับมือกับมัน
เมื่อพวกเขาพักผ่อนอีกครั้งชิวเจินก็บอกกับทุกคนว่ายังเหลือเวลาอีกสามวันก่อนจะถึงนครตานติ่งกล่าวได้ว่า่นี้ปลอดภัยแล้วเพราะจะไม่มีสัตว์อสูรอยู่ใกล้นครตานติ่งมากจนเกินไป
“หัวหน้าชิวระยะทางระหว่างนครชื่อเหยียนกับเมืองตานติ่งนั้นไกลมากไม่ง่ายเลยที่จะเดินทางไปมาหากไม่มีการบ่มเพาะที่เพียงพอ คงต้องตายระหว่างทางอย่างแน่นอน”เยี่ยซางกล่าวด้วยอารมณ์บางอย่าง
“ครั้งนี้มีคนจำนวนมากหากมาคนเดียวก็สามารถหาสัตว์อสูรบินมาใช้ได้” ชิวเจินพูดด้วยรอยยิ้ม
เมื่อได้ยินคำพูดนี้เยี่ยซางก็ใจริงเสียด้วย มีเสือดาว สิงโต และเสือวายุที่ถูกฝึกให้เชื่องจนเป็สัตว์ขี่ได้เช่นนั้นสัตว์ร้ายหรือสัตว์อสูรที่บินได้ก็สามารถฝึกให้เชื่องแล้วใช้เป็สัตว์ขี่ได้เช่นกัน
“ไอ้สารเลว ถ้าไม่ใช่เพราะอาสามของข้าช่วยเหลือเ้าเ้าไม่มีทางได้มาที่นครตานติ่งแน่”เมื่อเห็นการแสดงออกที่เต็มไปด้วยความประหลาดใจของเยี่ยซางฉินไห่ก็พูดขึ้นอย่างประชดประชัน