ซวนหยวนจีส่ายหัวอย่างแรงและได้สติมองไปยังกระบองสีดำในมือของจางซวนด้วยความไม่อยากเชื่อไม่ว่าเขาจะมองอย่างไรก็ไม่อาจมองเห็นระดับของสมบัติในมือของจางซวนได้มันราวกับแค่เป็นท่อนไม้ธรรมดาๆเท่านั้นไม่ใช่สมบัติชั้นยอดอะไรแต่เมื่อครู่เขารู้สึกว่าดวงจิตสั่นไหวจริงๆ
“น่าจะเป็นเพราะพลังกายของเด็กนี่แข็งแกร่งเกินไปทำให้ข้าเสียเปรียบงั้นเหรอ”ซวนหยวนจีขมวดคิ้ว
จางซวนไม่รอช้าพุ่งเข้าหาอีกฝ่ายต่อกระบองในมือร่ายรำแทนกระบี่แล้วโจมตีออกไปซวนหยวนจีได้สติและใช้หอกในมือป้องกันการโจมตี แต่ทุกครั้งที่อาวุธทั้งสองปะทะกันดวงจิตของซวนหยวนจีก็รู้สึกสั่นสะเทือนตลอดเวลา
“นี่มันอะไรกันเกิดอะไรขึ้นกับข้า”ซวนหยวนจีเริ่มตาลาย
“ได้โอกาสแล้ว”จางซวนยิ้มกว้างฟาดกระบองออกไปปะทะเข้ากับแขนข้างหนึ่งของซวนหยวนจี
“เปรี้ยง!!!!!!!!!!!”ร่างของซวนหยวนจีกระเด็นหมุนออกไปกรีดร้องออกมาการโจมตีนี้ไม่เพียงแต่ทำให้แขนของซวนหยวนจีเจ็บปวดแต่ดวงจิตก็สั่นสะเทือนอย่างรุนแรงทำให้ความเจ็บปวดที่ซวนหยวนจีได้รับทวีคูณเข้าไปอีก
“อ๊ากกก”ซวนหยวนจีกรีดร้องโหยหวนดิ้นกับพื้น
“เกิดอะไรขึ้นแค่กระบองท่อนเดียวไม่น่าจะทำให้ซวนหยวนจีกรีดร้องออกมาแบบนี้ได้”
“หรือว่ากำลังกายของจางซวนจะทรงพลังมากทำให้การตีครั้งนี้แขนของซวนหยวนจีหักไปแล้ว”ผู้คนพากันตกใจ
ผู้อาวุโสตระกูลลั่วหรี่ตาลงมองไปยังกระบองสีดำในมือของจางซวนเขาสัมผัสได้ว่ากระบองมีการเปลี่ยนแปลงแต่ไม่รู้ว่าเปลี่ยนแปลงยังไงก่อนจะหันไปมองหลิงจวิน
“ทำไมอยากได้คืนงั้นเหรอ” หลิงจวินยิ้มออกมา
“แน่นอนว่าไม่ในเมื่อรับปากว่าจะให้แล้วก็ต้องทำตามคำพูด” ผู้อาวุโสตระกูลลั่วกล่าว
“ไม่ใช่เจ้ากล่าวผิดแล้วเจ้าไม่ได้ให้แต่เป็นการแลกเปลี่ยนต่างหาก”หลิงจวินยิ้ม
มุมปากของผู้อาวุโสตระกูลลั่วกระตุกและไม่ได้กล่าวอะไรอีก
จางซวนไม่เปิดโอกาสให้ซวนหยวนจีได้ตั้งตัวซวนหยวนจีที่ยันตัวพึ่งจะยืนขึ้นมาได้ก็ถูกท่อนไม้สีดำฟาดลงมาที่กลางหัวล้มลงกับพื้นหมดสติพร้อมกับน้ำลายฟูปากทันทีร่างของซวนหยวนจีชักกระตุกอยู่ที่พื้นอย่างน่าสังเวช
“พอแค่นั้นแหละ”ผู้ตัดสินรีบเข้ามาห้ามจางซวนที่เตรียมจะทุบจีอีกรอบก็หยุดลง
“เอ๋แสดงว่าข้าชนะแล้วเหรอ” จางซวนกล่าว
“ใช่แล้วเจ้าชนะแล้ว”ผู้ตัดสินยิ้ม
“พี่สาวหลิงซินข้าชนะแล้ว”จางซวนวิ่งเข้าไปหาหลิงซินและยิ้มออกมา
“เจ้าทำได้ดีมาก”หลิงซินเองก็ยิ้มอย่างอ่อนโยน
“น้องชายตัวน้อยท่อนไม้นั่นมีความลับอะไรหรือไม่” เหม่ยหนิงมองท่อนไม้ในมือของจางซวนและรู้สึกว่าไม่ธรรมดา
“ข้าไม่รู้เพียงแต่ข้าใช้แล้วถนัดมือมาก” จางซวนกล่าวและไม่คิดจะเปิดเผยความสามารถของกระบองสั่นวิญญาณให้ใครรู้
“เจ้าสวะ”ซวนหยวนป้ามองซวนหยวนจีด้วยแววตาเย็นชาและโกรธอย่างมากเขาไม่คิดเลยว่าซวนหยวนจีจะทำให้หน้าตาของตระกูลซวนหยวนต้องอับอายแบบนี้
“อาการบาดเจ็บเป็นอย่างไร”ผู้อาวุโสฝ่ายคุมกฎกล่าว
“ไม่มีอะไรแค่บาดเจ็บภายนอกเท่านั้น”ผู้ตัดสินกล่าว
“บาดเจ็บภายนอก”สีหน้าของผู้อาวุโสคุมกฎกังขาและตรวจสอบด้วยตัวเองแต่เขาก็ไม่พบสิ่งผิดปกติอะไรเลยแค่แขนข้างหนึ่งกระดูกแตกร้าวกับส่วนหัวที่มีแผลเล็กน้อย
“บาดแผลแค่นี้จะทำให้ซวนหยวนจีเจ็บปวดจนหมดสติได้อย่างไร”ผู้อาวุโสคุมกฎกล่าว
“เพราะเลี้ยงดูมาดีเกินไปและไม่เคยได้เจอกับความเจ็บปวดมาก่อนแน่นอนว่าย่อมรับไม่ไหวเมื่อเจอกับความเจ็บปวดระดับแค่นี้”ผู้ตัดสินเย้ยหยันออกมาในฐานะฝ่ายต่อสู้พวกเขามักจะอยู่แนวหน้าพร้อมกับพันธมิตรเซียนตลอด อาการบาดเจ็บคือความคุ้นชินของพวกเขาดังนั้นเขาจึงค่อนข้างดูถูกพวกลูกหลานตระกูลใหญ่ที่เอาแต่พึ่งพาอำนาจของตระกูลเพื่อสร้างชื่อเสียง
“เอาละตอนนี้รายชื่อ8 คนที่เข้ารอบได้ถูกกำหนดแล้ว พวกเจ้าทั้ง 8 คือคนที่ติด 1 ใน 10ส่วนอีกสองคนจะคัดเลือกจากผู้แพ้ในครั้งนี้แต่ก่อนหน้านั้นเราจะมาตัดสินอันดับกันก่อนว่าใครจะได้อันดับหนึ่ง
แน่นอนพวกเจ้าส่วนใหญ่น่าจะรู้อยู่แล้วแต่ข้าจะพูดอีกครั้งคนที่ได้อันดับที่หนึ่งจะได้ห้องบ่มเพาะในพื้นที่ลับที่ดีที่สุดและทรัพยากรมากที่สุดรองลงมาก็ที่ 2-3 จากนั้นก็ 4-6 และ 7-10ที่จะได้พื้นที่บ่มเพาะในระดับลองลงมาเรื่อย และนี่คือรายชื่อของคู่ต่อสู้ 4คู่ต่อไป” ผู้ตัดสินกล่าว
รายชื่อแรกทำให้ผู้คนตกใจเพราะคนที่ออกมาประลองคนแรกคือซ่งหยางและจางซวน
“สหายซ่งหยางอย่าได้แพ้ละ”ซวนหยวนป้ากล่าว
“แน่นอนในเมื่อเจ้านั่นมาเจอกับข้า ข้าก็จะเป็นคนจัดการแทนสหายซวนหยวนเอง” ซ่งหยางกล่าว
จางซวนที่พึ่งจะประลองเสร็จก็ต้องขึ้นไปประลองอีกครั้งซ่งหยางยิ้มอย่างพอใจและคิดว่าจางซวนคงใช้พลังไปเกือบหมดแล้ว
“มาเจอกับข้าในคู่แรกถือว่าเจ้าดวงซวยแล้ว”ซ่งหยางกล่าว
“ก็คงจะใช้จริงๆข้ายังไม่ทันได้นั่งพักฟื้นเลยก็ต้องมาสู้กับขอบเขตปราณแท้แล้วข้านี่ซวยจริงๆ”จางซวนกล่าว
“รู้ตัวก็ดีตอนนี้หากจะยอมแพ้ก็ยังทันนะ” ซ่งหยางเผยรอยยิ้มชั่วร้าย
“ข้าก็อยากจะทำแบบนั้นแต่ว่าข้าไม่อยากทำให้พี่สาวหลิงซินต้องผิดหวัง”จางซวนยักไหล่
“ดีในเมื่อเจ้าไม่ยอมแพ้จากนี้หลังจากข้าหักแขนหักขาของเจ้าแล้วก็อย่าได้มาโทษกันละ”ซ่งหยางเผยรอยยิ้มชั่วร้ายออกมาร่างกลายเป็นเงาติดตามเคลื่อนไหวมาถึงด้านหลังของจางซวนหนึ่งฝ่ามือตบที่หัวของจางซวนหมายจะโจมตีให้จางซวนบาดเจ็บสาหัสถึงขั้นพิการ
“เร็วมาก”จางซวนตื่นตัวร่างหมันอย่างรวดเร็วหนึ่งหมัดซัดออกไปปะทะกับฝ่ามือของซ่งหยาง
“เปรี้ยง!!!!!!!!!!”ร่างของจางซวนถอยออกไปรับรู้ได้ถึงพลังอำนาจของฝ่ามือเมื่อครู่
“แข็งแกร่งมากเมื่อมาถึงปราณแท้แล้วการโจมตีของเขาก็แข็งแกร่งได้ขนาดนี้เลยงั้นเหรอ” จางซวนหรี่ตาลง
“แน่นอนปราณแท้คือการขัดเกลาพลังปราณและทำให้พลังปราณหนาแน่นบริสุทธิ์เพื่อควบแน่นโอสถทองอีกอย่างในขั้นปราณแท้พลังปราณของแต่ละคนจะแฝงไปด้วยธาตุเดียวกับรากวิญญาณของคนนั้นๆ”เสียงของอี้ดังขึ้น
“ข้ายังห่างไกลจากจุดนั้นแต่ดูเหมือนขอบเขตสองของข้าก็น่าจะไม่พอต่อกรกับพลังของซ่งหยางในตอนนี้”จางซวนกล่าว
“นั่นก็ไม่แน่เจ้าลองใช้การโจมตีของเรือนกายผสานกับวิชาฝ่ามือห้าธาตุพร้อมกับกระบองสั่นวิญญาณดูหากเจ้าสามารถใช้การโจมตีได้อย่างชำนาญก็ย่อมมีโอกาสชนะ” อี้กล่าว
“ดูเหมือนการตอบสนองของเจ้าจะยอดเยี่ยมกว่าที่คิดแต่ว่าอย่าได้หวังว่าจะป้องกันได้เป็นครั้งที่สอง”ร่างของซ่งหยางแยกออกเป็นสี่ร่างแล้วเคลื่อนไหวเข้าหาจางซวนจากสี่ทิศพร้อมกัน
“เป็นคนที่รับมือยากจริงๆ”จางซวนคิดก่อนจะกำกระบองสั่นวิญญาณเอาไว้ทะยานเข้าหาหนึ่งในร่างแยกของซ่งหยางแล้วฟาดกระบองออกไป
“ตูม!!!!!!!!!!!”ฝ่ามือและกระบองปะทะกันทำให้ซ่งหยางสั่นสะเทือนแล้วสลายหายไปเห็นได้ชัดว่าเป็นร่างแยก
“ติดกับแล้ว”ร่างจริงปรากฏแล้วซัดฝ่ามือมาที่แผ่นหลังของจางซวนทำให้จางซวนกระเด็นออกไปแล้วกระอักเลือดออกมา
“ขอบเขตห่างกันมากเกินไปคนหนึ่งอยู่แค่กลั่นปราณขั้นที่ 13 อีกคนกลับอยู่ปราณแท้” ผู้อาวุโสคนหนึ่งส่ายหน้า
“นั่นสินะแค่ติดหนึ่งในสิบได้ก็ถือว่ายอดเยี่ยมมากแล้วไม่จำเป็นต้องเสี่ยงกว่านี้อีกแล้ว”ผู้อาวุโสอีกคนก็กล่าวขึ้น
“สหายหลิงจวินข้าว่าควรจะให้เด็กคนนั้นยอมแพ้ดีหรือไม่” ผู้นำฝ่ายเลี้ยงสัตว์อสูรกล่าวขึ้น
“รอดูอีกหน่อย”หลิงจวินกล่าว
จางซวนที่ถูกโจมตีก็เริ่มเสียเปรียบซ่งหยางไม่คิดจะปล่อยให้จางซวนได้พักติดตามจางซวนราวกับเงาร่างแยกของซ่งหยางรับมือได้ยากเพราะจางซวนไม่มีประสบการณ์ต่อสู้กับวิชาแบบนี้จึงหาร่างจริงไม่เจอ
“ฮ่าฮ่า เจ้าไม่มีทางทำลายวิชาของข้าได้หรอก” ซ่งหยางหัวเราะออกมาแล้วซัดฝ่ามือออกไปอย่างต่อเนื่อง
“อึกขืนเป็นแบบนี้ต่อไปข้าทนต่อไปไม่ไหวแน่” จางซวนทะยานร่างถอยออกไปสองฝ่ามือผสานกันรอบตัวรอบประทับฝ่ามือทั้งห้าปรากฏขึ้น
“ฝ่ามือห้าธาตุ”จิงเหลียนเผยสีหน้าตกใจ
“ฝ่ามือห้าธาตุฝ่ามือที่แทบไม่เคยมีใครฝึกนั่นหนะเหรอ”เหมาเสี่ยวเองก็ตกใจ
“แต่ดูจากที่เห็นดูเหมือนน้องชายตัวน้อยจะฝึกสำเร็จ”เหม่ยหนิงหรี่ตาลง
รอยประทับฝ่ามือของธาตุทั้งห้าลอยออกมาจากซวนไม่รอช้าตบฝ่ามือออกไปทำให้ฝ่ามือทั้งห้าโจมตีไปยังร่างต่างๆของซ่งหยาง
“ตูม!!!!!!!!!”ร่างแยกของซ่งหยางหายไปทันทีเหลือเพียงร่างหลัก
จางซวนไม่รอช้าทะยานเข้าหาอีกฝ่ายใช้กระบองฟาดลงไปซ่งหยางเผยสีหน้าโหดเหี้ยมนำกระบี่ออกมาฟาดฟันเข้าปะทะกับกระบองของจางซวน
“เปรี้ยง!!!!!!!!!!”ซ่งหยางถอยหลังออกไปรู้สึกดวงจิตสั่นสะเทือนไม่หยุด
จางซวนที่ได้โอกาสก็เป็นฝ่ายไล่โจมตีบ้างแล้วกระหน่ำฟาดกระบองสั่นวิญญาณใส่ซ่งหยางอย่างบ้าคลั่งโดยไม่รู้ตัวจางซวนได้ผสานการโจมตีของวรยุทธและวิชาฝ่ามือห้าธาตุและกระบองสั่นวิญญาณออกไปพร้อมๆกัน
เมื่อซ่งหยางร่ายวิชาแยกร่างจางซวนก็ใช้ฝ่ามือห้าธาตุทำลายร่างแยกแล้วโจมตีร่างจริงและเมื่อต้องปะทะกับกระบองสั่นวิญญาณซ่งหยางก็ต้องตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบแม้ขอบเขตซ่งหยางจะสูงแต่การโจมตีดวงจิตกลับไม่ใช่สิ่งที่ขั้นปราณแท้จะรับมือไหว
“อึก!!!!!”ซ่งหยางถอยหลังต่อเนื่องและกระอักเลือดออกมา
“ฝ่ามือห้าธาตุคือวิชาระดับสูงไม่ใช่เหรอศิษย์ใหม่คนหนึ่งไม่น่าจะสามารถเรียนรู้ได้” ผู้นำฝ่ายคุมกฎกล่าว
“แม้ฝ่ามือห้าธาตุจะเป็นวิชาระดับสูงแต่ด้วยเงื่อนไขในการเรียนรู้ค่อนข้างสูงบวกกับไม่เคยมีใครฝึกฝนมันได้จึงถูกนำมารวมกับวิชาระดับต่ำแต่ถึงแบบนั้นก็มีเด็กคนนี้เป็นคนแรกที่เลือกฝึกมัน” ผู้นำฝ่ายหอตำรากล่าว
“เหอะ”หลิงจวินเพียงยกยิ้มออกมาทำให้หนังตาของผู้นำฝ่ายคุมกฎกระตุกด้วยความโกรธ
ซ่งหยางที่ถูกต้อนก็ร้องคำรามออกมาปลดปล่อยวิชาลับเพลงกระบี่ขั้นสูงของซ่งหยางปลดปล่อยปราณแท้ที่มีธาตุวายุออกมาคมกระบี่วายุฟาดฟันออกไปทางจางซวนซึ่งปราณกระบี่วายุรวดเร็วอย่างมากทำเอาจางซวนหลบไม่ทันและใช้กระบองสั่นวิญญาณมาต้านรับแทนแต่ถึงแบบนั้นจางซวนก็กระเด็นออกไปจนเกือบตกจากสนามประลองและกระอักเลือดออกมาอีกครั้ง
“เจ้ากล้าดีอย่างไรที่บีบให้ข้าต้องใช้วิชาขั้นสูงเจ้าจะต้องชดใช้ในเรื่องนี้” ซ่งหยางคำรามด้วยความโกรธและโจมตีมายังจางซวนอย่างบ้าคลั่ง
จางซวนไม่กล้าปะทะตรงๆและวิ่งไปรอบๆเพื่อหลบการโจมตีซางหยางมีรากวิญญาณสีเดียวถือเป็นผู้มีพรสวรรค์ระดับสูงและธาตุของรากวิญญาณคือธาตุลม ซึ่งแตกต่างจากห้าธาตุ