เหวินซานเองก็ละสายตาออกมา สีหน้าเรียบนิ่งดังเดิม เขาไม่ได้คิดจะเข้าไปทัก บางสิ่งเมื่อผ่านไปแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องหวนกลับ โดยที่เหวินซานไม่ทันสังเกต หูหรงอี้กลับหันมามองแผ่นหลังของเขาอีกครั้ง
นางขมวดคิ้วเล็กน้อย "แปลก..." ศิษย์น้องข้างกายเอ่ยถาม "มีอะไรหรือศิษย์พี่" หูหรงอี้ส่ายหน้าเบา ๆ "ไม่มีอะไร เพียงรู้สึกว่า แผ่นหลังของคนผู้นั้น เหมือนเคยเห็นที่ใดมาก่อน"
แต่นางกลับเดินผ่านเขาไปราวกับไม่เคยรู้จักกัน ดวงตาคู่นั้นเพียงเหลือบมองเขาแวบหนึ่ง ก่อนจะเลื่อนไปยังที่อื่น
ชายหนุ่มชุดเทาผู้สะพายกระบี่ธรรมดาตรงหน้า แทบไม่เหลือเค้าของเด็กอ่อนแอจากหมู่บ้านในอดีตเลย ยิ่งไปกว่านั้น นางคงไม่คิดว่าเด็กหนุ่มที่รากวิญญาณพิการในวันนั้น จะสามารถยืนอยู่ ณ สถานที่แห่งนี้ได้
เสียงหัวเราะและบทสนทนารอบลานหินยังคงดังต่อเนื่อง ไม่นานนัก... ชายหนุ่มในชุดคลุมสีครามปักลายกระบี่สามเล่มก็เดินตรงเข้ามา
เขาคือมู่เฉิง ศิษย์ชั้นในของสำนักพันกระบี่ ผู้ว่าจ้างเหวินซานในครั้งนี้
เมื่อเห็นเหวินซาน มู่เฉิงก็ยิ้มบาง ๆ เหวินซานลุกขึ้นประสานมือ "ศิษย์พี่มู่" มู่เฉิงพยักหน้า ก่อนหันไปเรียกคนในกลุ่ม "ทุกคน"
ศิษย์สำนักพันกระบี่ทยอยเดินเข้ามา มีทั้งหมดสี่คน แต่ละคนล้วนมีกลิ่นอายคมกริบ สมกับเป็นศิษย์สำนักกระบี่อันดับต้น ๆ ของแคว้น ชายหนุ่มร่างสูงผู้หนึ่งกวาดตามองเหวินซานตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า เมื่อเห็นชุดผ้าสีเทาธรรมดาและกระบี่ด้านหลัง ก็มุมปากยกขึ้นทันที
"ศิษย์พี่มู่... หรือว่าคนผู้นี้คือผู้ช่วยที่ท่านพูดถึง?"
"ใช่" มู่เฉิงตอบรับสั้น ๆ
ชายหนุ่มอีกคนถึงกับหัวเราะออกมาทันที "ท่านล้อเล่นกระมัง นี่มันเด็กที่ไหนกัน"
ศิษย์ผู้หนึ่งที่ยืนอยู่ด้านข้างอดไม่ได้ที่จะเอ่ยเสริม "สิ่งที่เราต้องการเดิมที ไม่ใช่นักหลอมโอสถระดับหนึ่งหรือ"
มู่เฉิงถอนหายใจยาวออกมาก่อนจะเป็นฝ่ายอธิบาย "ตอนแรกข้าตั้งใจจะหานักหลอมโอสถระดับสองให้ติดตามพวกเราเข้าไปในแดนลับ"
"ระดับสอง?" ฟางหรงชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะหลุดหัวเราะเสียงดัง "ศิษย์พี่มู่ ท่านคงกำลังล้อข้าเล่นแน่ ๆ"
มู่เฉิงทำได้เพียงส่ายหน้าช้า ๆ "ข้ารู้ว่ามันแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย"
เขากวาดสายตามองไปรอบด้าน ก่อนกล่าวต่อ "แดนลับแห่งนี้มีกฎจำกัดอายุอย่างเข้มงวด ผู้ที่มีอายุเกินสิบแปดปีไม่อาจก้าวล่วงเข้าไปได้ ต่อให้พวกเราจะมีหินวิญญาณในมือมากแค่ไหน ก็ไม่อาจเชิญนักหลอมโอสถรุ่นอาวุโสให้ติดตามเข้าไปด้วยได้"
ฟางหรงหัวเราะพลางส่ายหัว "นักหลอมโอสถระดับสองที่มีอายุไม่เกินสิบแปดปีอย่างนั้นหรือ? ทั่วทั้งแคว้นนี้จะมีสักกี่คนเชียว"
การก้าวจากนักหลอมโอสถระดับหนึ่งสู่ระดับสองมิใช่เรื่องง่าย ไม่ว่าจะเป็นการควบคุมไฟ การสกัดแก่นยา หรือการประสานฤทธิ์สมุนไพร ล้วนต้องอาศัยประสบการณ์ไม่น้อย สำหรับคนทั่วไป หากก้าวเข้าสู่ระดับหนึ่งได้ก่อนอายุสิบแปดก็นับว่ามีพรสวรรค์แล้ว ส่วนระดับสองนั้นยิ่งหายากกว่าเดิมหลายเท่า
มู่เฉิงถอนหายใจซ้ำอีกครั้ง "ข้าส่งคนออกตามหามาหลายวันแล้ว สุดท้ายอย่าว่าแต่ระดับสองเลย..." เขายกมือขึ้นชูห้านิ้ว "แม้แต่นักหลอมโอสถระดับหนึ่งที่อายุไม่เกินสิบแปดปี สุดท้ายยังพบเพียงห้าคน"
"ห้าคน?"
"อืม"
"และสองในห้าคนนั้นเพิ่งจะหลอมโอสถระดับหนึ่งสำเร็จได้ไม่นาน ส่วนอีกสามคนแม้จะมีประสบการณ์มากกว่า แต่ก็ยังอยู่ห่างไกลจากระดับสองอีกหลายขุม" มู่เฉิงทอดถอนใจ "ส่วนระดับสองน่ะหรือ... ข้าเลิกหวังไปนานแล้ว"
"คนอายุสิบเจ็ดสิบแปดที่จะหลอมโอสถระดับสองได้ หากมีตัวตนอยู่จริง สำนักใหญ่ ๆ คงแย่งชิงกันรับตัวไปเป็นศิษย์สายตรงตั้งนานแล้ว จะยอมมารับหินวิญญาณแค่ไม่กี่ร้อยก้อนเพื่อแลกกับการไปเสี่ยงชีวิตในแดนลับกับพวกเราทำไมเล่า?"
ผู้คนรอบข้างต่างพยักหน้าเห็นพ้อง
"นั่นสิ ระดับหนึ่งก่อนอายุสิบแปดก็หายากยิ่งแล้ว"
"ระดับสองรึ? เกรงว่าคงต้องเป็นอัจฉริยะด้านโอสถที่หลายสิบปีจึงจะปรากฏตัวขึ้นสักคนกระมัง"
ท่ามกลางเสียงพูดคุยสนทนาดังกล่าว เหวินซานกลับยืนนิ่งเงียบไปเล็กน้อย สิบแปดปี?
เหวินซานนิ่งไปเล็กน้อย อีกไม่กี่อาทิตย์เขาก็จะอายุครบสิบห้าปี
ที่ผ่านมารอบตัวเขาเต็มไปด้วยนักหลอมโอสถ จนแทบไม่เคยตระหนักว่า การหลอมโอสถระดับสองได้ในวัยเท่านี้ผิดปกติเพียงใดในสายตาคนนอก
ดูเหมือนว่าเรื่องนี้... ควรเก็บเงียบไว้ก่อน
ต้วนต้วนที่เกาะอยู่บนบ่าเอียงคอมองเขาด้วยความสงสัย "อึ๊บ?"
เหวินซานเหลือบสายตามองเจ้าตัวเล็กครู่หนึ่ง ก่อนจะกระซิบตอบแผ่วเบา "ไม่มีอะไร"
ในขณะเดียวกัน ฟางหรงก็หัวเราะออกมาเสียงดัง "เห็นหรือไม่? แม้แต่ศิษย์พี่มู่ยังหามาได้เพียงนักหลอมโอสถระดับหนึ่งแค่ห้าคนเท่านั้น"
จากนั้นสายตาของเขาก็เบนกลับมาจ้องมองที่เหวินซานอีกครั้ง "แล้วเด็กหนุ่มผู้นี้เล่า?"
คราวนี้เหวินซานไม่ได้รีบร้อนเอ่ยปากตอบคำใดในทันที เขาเพียงแต่คิดอยู่ในใจอย่างเงียบงันว่า หากเขาเอ่ยปากบอกออกไปตามตรงว่าตนเองสามารถหลอมโอสถระดับสองได้ คนพวกนี้จะยอมเชื่อกันสักกี่คนกัน? ถึงแม้ว่าเขาจะยังหลอมโอสถระดับสองได้อย่างยากลำบากและเนื้อโอสถจะไม่สมบูรณ์แบบนัก แต่มันก็ยังคงนับว่าเป็นโอสถระดับสองอยู่ดี
ชายผู้หนึ่งที่ยืนอยู่หลังศิษย์หลายคนแค่นหัวเราะ “พวกเจ้ายังมีความหวังลม ๆ แล้ง ๆ กับสำนักโอสถจันทราอยู่อีกหรือ?”
ผู้พูดคือ หลี่จิ้ง อดีตศิษย์ผู้ช่วยของสำนักโอสถจันทรา ซึ่งครั้งนี้ติดตามกลุ่มของมู่เฉิงมาด้วย
เขาโบกมืออย่างรู้ดี “ข้าเคยอยู่ที่นั่น เหตุใดจะไม่รู้กฎของสำนัก? ศิษย์ที่ร่ำเรียนวิชาโอสถไม่อาจรับงานว่าจ้างจากสำนักภายนอกโดยพลการ ยิ่งเป็นการเข้าไปในแดนลับที่ไม่รู้ว่ามีอันตรายใดซ่อนอยู่ ยิ่งไม่มีทาง”
มู่เฉิงพยักหน้า
ศิษย์รุ่นเยาว์ที่สามารถหลอมโอสถระดับสองได้ ล้วนเป็นเมล็ดพันธุ์ชั้นยอดที่สำนักให้ความสำคัญ ไหนเลยจะยอมส่งคนเช่นนั้นไปเสี่ยงชีวิตเพียงเพื่อหินวิญญาณ
ยิ่งสำนักโอสถจันทรามิได้ขาดแคลนทรัพยากร โอสถที่ศิษย์หลอมขึ้นแต่ละเตาล้วนขายได้ราคาสูงอยู่แล้ว สำหรับพวกเขา หินวิญญาณที่สำนักอื่นเสนอมา จึงไม่คุ้มกับความเสี่ยงแม้แต่น้อย
หลี่จิ้งแค่นเสียงหยัน “ข้าได้ยินมาว่า ครั้งแรกพวกท่านถึงกับส่งสาส์นเทียบเชิญไปยังสำนักโอสถจันทราเลยมิใช่หรือ?”
มู่เฉิงไม่ได้ปฏิเสธ “ส่งไปแล้วจริง ๆ”
“แล้วผลลัพธ์เล่า?”
“ถูกปฏิเสธ” มู่เฉิงพลันส่ายหน้า "ไม่ใช่ว่าสำนักโอสถจันทราไม่มีคน"
ทุกคนหันมามองเขา มู่เฉิงลังเลเล็กน้อย ก่อนกล่าวต่อ "ข้าได้ข่าวมาว่า เมื่อไม่นานมานี้ สำนักโอสถจันทรามีศิษย์รุ่นเยาว์ผู้หนึ่งสามารถหลอมโอสถระดับสองได้สำเร็จ"
"อะไรนะ?" เสียงอุทานดังขึ้นแทบพร้อมกัน
แม้แต่ฟางหรงก็ชะงักไป "อายุเท่าใด?"
"เรื่องนั้นข้าไม่แน่ใจ" มู่เฉิงตอบ "ข่าวที่แพร่ออกมามีเพียงว่าอายุยังน้อยมาก และเพิ่งเข้าสำนักได้ไม่นาน"
ชายอีกคนรีบถาม "เช่นนั้นเหตุใดไม่เชิญเขามา?"
มู่เฉิงหัวเราะอย่างจนใจ "คิดว่าข้าไม่ได้ลองหรือ?"
"ทันทีที่ได้ข่าว ข้าก็ให้คนส่งจดหมายไปยังสำนักโอสถจันทราแล้ว ทั้งยังเสนอหินวิญญาณมากกว่าราคาที่ตั้งไว้เดิมถึงสองเท่า"
"แล้วทางนั้นตอบว่าอย่างไร?"
"ปฏิเสธ" คำตอบสั้น ๆ ทำให้หลายคนเงียบลง
มู่เฉิงถอนหายใจ "ไม่มีแม้แต่การต่อรองราคา สำนักโอสถจันทราตอบกลับมาเพียงว่า ศิษย์ผู้นั้นไม่รับภารกิจจากภายนอก"
ฟางหรงแค่นหัวเราะ "ก็ไม่แปลก หากข่าวเป็นจริง เด็กอายุเท่านั้นกลับหลอมโอสถระดับสองได้ คนเช่นนี้ย่อมถูกสำนักปกป้องเสียยิ่งกว่าสมบัติ จะยอมปล่อยเข้าแดนลับที่ไม่รู้ว่ามีสิ่งใดอยู่ภายในได้อย่างไร"
"นั่นแหละปัญหา" มู่เฉิงส่ายหน้า "คนที่พอจะเข้าไปได้ ฝีมือหลอมโอสถกลับไม่ถึง ส่วนคนที่ฝีมือถึง อายุก็เกินข้อจำกัดเสียเกือบทั้งหมด"
เหวินซานซึ่งยืนฟังอยู่ด้านข้างมาตลอดกลับมีสีหน้าแปลกประหลาดขึ้นเล็กน้อย
ศิษย์รุ่นเยาว์ของสำนักโอสถจันทรา หลอมโอสถระดับสอง เพิ่งเข้าสำนักได้ไม่นาน ยิ่งฟัง เหตุใดจึงยิ่งคุ้นหู?
ต้วนต้วนบนไหล่เงยหน้ามองเขา
ในตอนนั้นเอง หลี่จิ้งที่ยืนอยู่ด้านข้างกลับแค่นหัวเราะออกมา "พวกเจ้าพูดถึงศิษย์ผู้นั้นหรือ?" น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนไปเล็กน้อย ราวกับเรื่องที่ทุกคนกำลังพูดถึงมิใช่ข่าวลือห่างไกล แต่เป็นเรื่องที่ตนรู้ดีกว่าผู้ใด
มู่เฉิงหันไปมอง "เจ้ารู้จัก?"
หลี่จิ้งยกคางขึ้นเล็กน้อย "ย่อมรู้จัก"
เพียงสองคำก็ทำให้สายตาของคนรอบข้างเปลี่ยนไปทันที "จริงหรือ?"
"แน่นอน" หลี่จิ้งยิ้มอย่างได้ใจ "คนผู้นั้นมีนามว่า เหวินซาน ตอนนี้นับว่าเป็นศิษย์ที่เหล่าผู้อาวุโสให้ความสำคัญไม่น้อย"
มู่เฉิงมีสีหน้าประหลาดใจ "เจ้ารู้แม้กระทั่งชื่อ?"
"ข้าบอกแล้วว่ารู้จัก" หลี่จิ้งหัวเราะ ก่อนยกมือไพล่หลัง ท่าทางราวกับกำลังนึกถึงเรื่องในอดีต
“ตอนนั้นข้ากับเขาเคยพบหน้ากันอยู่หลายครั้ง” หลี่จิ้งกล่าว “เขาเพิ่งเริ่มศึกษาวิชาโอสถ ยังมีหลายสิ่งไม่เข้าใจ ข้าเห็นว่าเป็นศิษย์รับใช้ด้วยกัน จึงเคยชี้แนะเรื่องสมุนไพรให้เขาอยู่บ้าง”เขาหยุดเล็กน้อย เมื่อเห็นว่าทุกคนกำลังตั้งใจฟัง รอยยิ้มบนใบหน้าก็ยิ่งกว้างขึ้น
"ชี้แนะเหวินซาน?" ศิษย์คนหนึ่งมองหลี่จิ้งด้วยสายตาแตกต่างไปจากเดิมทันที
“อืม เด็กผู้นั้นหัวไว ข้าพูดเพียงไม่กี่คำก็เข้าใจ หลังจากเขาได้รับความสนใจจากผู้อาวุโส พวกเราจึงไม่ค่อยได้พบกันอีก”
เหวินซานที่ยืนอยู่ไม่ไกลเงียบไป คิ้วของเขาค่อย ๆ ขมวดเข้าหากัน เขามองใบหน้าของหลี่จิ้งอย่างละเอียดอีกครั้ง เหวินซานพยายามค้นความทรงจำตั้งแต่วันแรกที่เข้าสำนัก ตั้งแต่เรือนศิษย์รับใช้ สวนสมุนไพร หอโอสถ ไปจนถึงคนที่เคยพูดคุยกับเขา สุดท้ายก็ยังหาใบหน้าตรงหน้าไม่พบ
ข้าเคยพบเขาด้วยหรือ?
ต้วนต้วนเอียงศีรษะมองหลี่จิ้ง ก่อนหันกลับมามองเหวินซาน "อึ๊บ?" แววตาเล็ก ๆ ของมันราวกับกำลังถามคำถามเดียวกัน
เหวินซานเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนส่ายหน้าให้มันช้า ๆ ไม่รู้จัก
ด้านหลี่จิ้งกลับยังกล่าวต่ออย่างออกรส "แต่หลังจากเขาได้รับความสนใจจากผู้อาวุโสแล้ว พวกเราต่างก็มีหน้าที่ของตน จึงไม่ค่อยได้พบกันอีก" เขาถอนหายใจราวกับเสียดายมิตรภาพในอดีต
มู่เฉิงพลันสนใจ “ในเมื่อเจ้ารู้จักเขา เช่นนั้นเหวินซานมีรูปลักษณ์อย่างไร?”
หลี่จิ้งชะงักไปเพียงเสี้ยวอึดใจ แต่เพียงไม่นาน สีหน้าก็กลับมาเป็นปกติ เขายกมือขึ้นลูบคาง ทำท่าครุ่นคิดราวกับกำลังรื้อฟื้นความทรงจำเก่า "ศิษย์น้องเหวินหรือ..."
"อืม"
"รูปร่างสูงกว่าคนทั่วไปเล็กน้อย ไหล่กว้าง ใบหน้าค่อนข้างเหลี่ยม คิ้วหนา ดวงตาคมกริบ ที่เห็นเด่นที่สุดน่าจะเป็นรอยแผลเล็ก ๆ ตรงข้างแก้มซ้าย"
ต้วนต้วน "อึ๊บ?"
เหวินซานก้มมองมัน ต้วนต้วนเองก็เงยหน้ามองเขา หนึ่งคนหนึ่งหนอนสบตากันอยู่ครู่หนึ่ง เหวินซานยกมือขึ้นแตะแก้มซ้ายของตน ไม่มีรอยแผล จากนั้นก็ก้มมองไหล่ของตัวเอง ก็ไม่ได้กว้าง ส่วนใบหน้า ยิ่งไม่เหลี่ยม
ต้วนต้วนเอียงหัวไปอีกด้าน ก่อนร้องขึ้นอีกครั้ง "อึ๊บ..."
คราวนี้เสียงเบาลงอย่างเห็นได้ชัด ราวกับแม้แต่มันยังเริ่มสงสัยว่า คนที่หลี่จิ้งกำลังพูดถึงนั้นใช่เจ้านายของตนจริงหรือไม่
เหวินซานลูบหัวมันเบา ๆ "อย่ามองข้า"
เขากระซิบเสียงต่ำจนมีเพียงต้วนต้วนได้ยิน "ข้าเองก็เพิ่งรู้ว่าข้ามีหน้าตาเช่นนั้น"
ต้วนต้วนกะพริบตาปริบ ๆ "อึ๊บ"
ทางด้านมู่เฉิงกลับไม่ได้สังเกตปฏิกิริยาของทั้งสอง เขาพยักหน้าช้า ๆ ราวกับกำลังจดจำรายละเอียดเหล่านั้นไว้ "ที่แท้เป็นเช่นนี้"
เมื่อเห็นว่าทุกคนเชื่อ หลี่จิ้งก็ยิ่งได้ใจ "อีกอย่าง ศิษย์น้องเหวินเป็นคนพูดน้อยมาก วัน ๆ เอาแต่หมกตัวอยู่กับเตาหลอม ข้ายังเคยเตือนเขาหลายครั้งว่า วิชาโอสถไม่อาจรีบร้อน ต้องค่อยเป็นค่อยไป"
ฟางหรงอดถามไม่ได้ "แล้วเขาฟังเจ้าหรือ?"
หลี่จิ้งยิ้มบาง "แน่นอน"
เขายกมือไพล่หลัง "ตอนนั้นเขายังเรียกข้าว่า ศิษย์พี่หลี่ ทุกคำ"
เหวินซานหลุบตามองพื้น คราวนี้เขาเลิกพยายามค้นความทรงจำแล้ว ไม่เคย แน่นอนว่าไม่เคย เขาไม่เคยเรียกคนตรงหน้าว่าศิษย์พี่หลี่ กระทั่งชื่อ หลี่จิ้ง เขายังเพิ่งได้ยินเป็นครั้งแรกในวันนี้ด้วยซ้ำ แต่แทนที่จะเปิดโปง เหวินซานกลับเลือกยืนฟังต่ออย่างเงียบ ๆ
มู่เฉิงกลับถอนหายใจอย่างเสียดาย "หากเจ้าสนิทกับเหวินซานจริง เหตุใดไม่ลองติดต่อเขาดู? หากเขายอมมาร่วมทาง เรื่องนักหลอมโอสถก็จบแล้ว"
รอยยิ้มบนใบหน้าหลี่จิ้งแข็งค้างไปชั่วขณะ แต่เขารีบกระแอม "เรื่องนั้น..."
สายตาหลายคู่หันมามอง หลี่จิ้งจึงยืดอกขึ้นอีกครั้ง "ใช่ว่าข้าไม่อยากช่วย เพียงแต่ตอนนี้ศิษย์น้องเหวินได้รับความสำคัญจากสำนักอย่างมาก แม้แต่ข้าก็ไม่ควรรบกวนเขาด้วยเรื่องเล็กน้อยเช่นนี้"
"อีกอย่าง..." เขาเหลือบมองเหวินซาน ก่อนหัวเราะเย็น "ในเมื่อพวกเรามีคนมาแล้ว จะไปตามศิษย์น้องเหวินมาอีกทำไม?"
เหวินซานเงยหน้าขึ้น สองสายตาประสานกัน คราวนี้มุมปากของเขากลับยกขึ้นเล็กน้อย
หลี่จิ้งย่อมไม่มีทางรู้ว่า คนที่เขาเพิ่งอ้างว่าเคยชี้แนะวิชาโอสถ คนที่เขาบอกว่าเคยเรียกตนว่า ศิษย์พี่หลี่ และคนที่เขาเพิ่งบรรยายว่ามี ใบหน้าเหลี่ยม ไหล่กว้าง และรอยแผลบนแก้มซ้าย กำลังยืนอยู่ตรงหน้าเขามาตั้งแต่ต้น
หลี่จิ้งก็กล่าวต่อไม่หยุด "เรื่องสหลอมโอสถ ปล่อยให้ข้ารับผิดชอบก็พอ ส่วนเด็กคนนี้" เขาหันไปมองเหวินซาน ก่อนยักไหล่ "ถ้าจะให้ดี ก็ช่วยแบกสัมภาระก็แล้วกัน" สิ้นคำ เสียงหัวเราะก็ดังขึ้นจากศิษย์หลายคน
เหวินซานไม่คิดโต้แย้ง เพียงปล่อยให้หลี่จิ้งพูดต่อไปตามใจ
มู่เฉิงถอนหายใจเบา ๆ เขาหันมาทางเหวินซาน ก่อนประสานมือกล่าวด้วยความรู้สึกผิด "น้องไป๋ ข้าต้องขออภัยแทนพวกเขาด้วย"
เหวินซานเพียงส่ายหน้า "ไม่เป็นไร" น้ำเสียงของเขาสงบนิ่งราวกับเรื่องเมื่อครู่ไม่เคยเกิดขึ้น "ผู้คนย่อมตัดสินกันจากสิ่งที่เห็น ข้าเข้าใจ"
มู่เฉิงมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเผยรอยยิ้มบาง ๆ ยิ่งสัมผัส เขายิ่งรู้สึกว่าเด็กหนุ่มตรงหน้ามีวุฒิภาวะเกินวัยอย่างประหลาด "เอาเถิด" มู่เฉิงกล่าว
ทันใดนั้น เสียงระฆังอันกังวานก็ดังขึ้นสามครั้ง กัง! กัง! กัง! ทั่วทั้งลานหินที่เคยอึกทึกพลันเงียบลง สายตาของผู้ฝึกตนหลายพันคนหันไปยังแท่นศิลาสูงเบื้องหน้า ชายวัยกลางคนผู้หนึ่งค่อย ๆ เหาะลงมาจากสัตว์อสูรตัวใหญ่ อาภรณ์ของเขามีสีทองปักลายมังกรห้าเล็บ
ด้านหลังมีทหารองครักษ์ในชุดเกราะเงินยืนเรียงกันอย่างเป็นระเบียบ กลิ่นอายที่แผ่ออกมาทำให้ผู้คนจำนวนมากไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง ชายผู้นั้นกวาดสายตามองผู้คนเบื้องล่าง ก่อนกล่าวด้วยเสียงทรงอำนาจ "ข้าคือหลินเทียนกง รองแม่ทัพองครักษ์แห่งราชวงศ์ ครั้งนี้ได้รับพระบัญชาจากองค์ไท่จื่อ ให้เป็นผู้ดูแลการเปิดแดนลับ"
เมื่อได้ยินคำว่า 'องค์ไท่จื่อ' ดวงตาของเหวินซานพลันหรี่ลงเล็กน้อย ภาพจางเหวินฉีผุดขึ้นในความทรงจำทันที แต่สีหน้าของเขายังคงสงบนิ่ง
หลี่เทียนกงกล่าวต่อ "ข้าจะประกาศกฎเพียงครั้งเดียว ผู้ใดฝ่าฝืนรับผิดชอบชีวิตตนเอง" ทั่วทั้งลานเงียบกริบ "ข้อหนึ่ง ผู้ที่เข้าแดนลับได้ ต้องมีอายุไม่เกินสิบแปดปี ผู้ใดแอบใช้วิธีอื่นเข้าไป ค่ายกลจะสังหารทันที ข้อสอง แดนลับจะเปิดเพียงสามสิบวัน เมื่อครบกำหนด ทุกคนต้องรีบออกมา ผู้ที่ยังอยู่ภายในจะถูกขังจนกว่าแดนลับจะเปิดอีกครั้ง" เมื่อได้ยินประโยคนี้ ผู้คนหลายคนถึงกับสูดลมหายใจ เพราะการเปิดแต่ละครั้งห่างกันถึงสิบปี
"ข้อสาม ภายในแดนลับ ราชวงศ์จะไม่แทรกแซง การแย่งชิงหรือแม้แต่การสังหาร ล้วนเป็นเรื่องปกติ เมื่อก้าวเข้าไปแล้ว ชีวิตและความตาย ขึ้นอยู่กับตัวพวกเจ้าเอง"
บรรยากาศโดยรอบเคร่งเครียดขึ้นทันที หลายคนกำอาวุธแน่น หลี่เทียนกงกล่าวต่อ "ข้อสี่ ก่อนเข้าแดนลับ ทุกคนต้องลงทะเบียนจำนวนสมาชิก แต่ละกลุ่ม มีได้ไม่เกินหกคน หลังเข้าไปแล้ว จะแยกย้ายหรือร่วมเดินทางต่อ เป็นสิทธิ์ของพวกเจ้า"
มู่เฉิงหันมามองสมาชิกของตน ก่อนพยักหน้าเบา ๆ เห็นได้ชัดว่าเขาเตรียมเรื่องนี้ไว้แล้ว
"ข้อสุดท้าย" หลี่เทียนกงโบกมือ แผนที่ขนาดมหึมาปรากฏขึ้นกลางอากาศ ภายในแบ่งพื้นที่ออกเป็นหลายชั้น "แดนลับเมฆาอัสดงแบ่งออกเป็นสี่เขต เขตรอบนอก เหมาะสำหรับเก็บสมุนไพรและล่าอสูร เขตชั้นกลาง มีค่ายกลและซากโบราณ เขตชั้นใน เต็มไปด้วยอันตราย ส่วน..." เขาชี้ไปยังพระราชวังกลางแผนที่ น้ำเสียงหนักแน่นขึ้น "ตลอดหลายร้อยปีที่ผ่านมา ยังไม่มีผู้ใดสามารถเข้าถึงส่วนลึกที่สุดได้ หากผู้ใดได้รับมรดกภายใน ถือเป็นวาสนาของผู้นั้น"
คำกล่าวเพียงประโยคเดียว ทำให้สายตาของผู้ฝึกตนแทบทุกคนลุกวาวด้วยความโลภ ขณะที่เหวินซานกลับจ้องมองแผนที่นั้นอย่างเงียบงัน เขาไม่ได้สนใจพระราชวังในทันที แต่กลับจำตำแหน่งของป่าสมุนไพรและซากค่ายกลโบราณไว้ในใจ
ผู้ฝึกตนจากทุกสำนักทยอยเดินไปยังแท่นศิลาขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่หน้าทางเข้า บนแท่นศิลามีอักขระโบราณส่องประกายอยู่ตลอดเวลา
ด้านหน้ามีเจ้าหน้าที่ของราชวงศ์นั่งเรียงกันหลายสิบคน คอยจดบันทึกรายชื่อและตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ที่จะเข้าสู่แดนลับ "สำนักมังกรทะยานฟ้า! ผ่าน! สำนักอัสนีกระบี่! ผ่าน!" เสียงประกาศดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ละสำนักทยอยเดินขึ้นไปลงทะเบียนอย่างเป็นระเบียบ
ไม่นานก็มาถึงคิวของสำนักพันกระบี่ มู่เฉิงเดินนำขึ้นไปก่อน ประสานมือคารวะ "สำนักพันกระบี่ กลุ่มที่เจ็ด สมาชิกหกคน" เจ้าหน้าที่เงยหน้าขึ้น "แจ้งรายชื่อ" มู่เฉิงเริ่มกล่าวทีละคน "มู่เฉิง, ฟางหรง, หลิวเหิง, ซ่งฉี, หลี่จิ้ง" จากนั้นเขาหันกลับมามองเหวินซาน ก่อนกล่าวอย่างชัดเจน "ไป๋เจิ้ง" เจ้าหน้าที่ชะงักเล็กน้อย เขาเงยหน้ามองเหวินซานที่ยืนอยู่ท้ายแถว ชุดสีเทาธรรมดา กระบี่สะพายหลัง ไม่มีแม้แต่ตราประจำสำนัก
สายตาของเขากลับหยุดลงตรงป้ายโลหะสีเงินที่ห้อยอยู่ข้างเอว บนผิวป้ายสลักรูปดอกเบญจมาศบานสะพรั่ง “เบญจมาศเงิน?” เจ้าหน้าที่มองเหวินซานอีกครั้ง คราวนี้แววตาเปลี่ยนไปเล็กน้อย ก่อนหันไปทางมู่เฉิง
“ผู้นี้เป็นคนของสมาคมเบญจมาศ?”
มู่เฉิงพยักหน้า "ถูกต้อง ข้าเป็นผู้ว่าจ้าง" เจ้าหน้าที่ก้มลงเขียนต่อ ก่อนหยิบแผ่นหยกหกแผ่นออกมาส่งให้สมาชิกคนละแผ่น "หยดโลหิตลงบนแผ่นหยก เมื่อเข้าสู่แดนลับ ตราบใดที่อยู่ห่างกันไม่เกินห้าสิบลี้ แผ่นหยกจะบอกตำแหน่งของสมาชิกในกลุ่ม หากผู้ถือเสียชีวิต... แผ่นหยกจะแตกทันที"
ทุกคนรับแผ่นหยกมา เหวินซานใช้นิ้วกรีดปลายนิ้วเบา ๆ หยดเลือดลงบนแผ่นหยก
วูม…
แสงสีฟ้าอ่อนส่องวาบ ก่อนปรากฏชื่อของเขาบนผิวหยก 'ไป๋เจิ้ง'
หลี่จิ้งเหลือบมอง ก่อนแค่นหัวเราะ "หวังว่าแผ่นหยกของเจ้าจะไม่แตกตั้งแต่วันแรก" ศิษย์อีกหลายคนหัวเราะตาม มู่เฉิงขมวดคิ้ว "พอได้แล้ว เมื่อเข้าไปข้างใน ทุกคนคือสหายร่วมกลุ่ม ข้าไม่ต้องการเห็นความขัดแย้งกันเอง"
หลี่จิ้งยักไหล่ "ข้าก็แค่พูดเล่น" แม้ปากจะกล่าวเช่นนั้น แต่สายตาที่มองเหวินซานกลับเต็มไปด้วยความดูแคลน เหวินซานยังคงเงียบเช่นเดิม ราวกับไม่ได้ยินคำพูดเหล่านั้น
หลังลงทะเบียนเสร็จ เจ้าหน้าที่ราชวงศ์จึงกล่าวเสียงดัง “ทุกกลุ่ม เตรียมเข้าสู่แดนลับ!”
ผู้ฝึกตนนับพันคนทยอยเดินไปยังลานพิธีด้านหน้า ใจกลางลาน มีประตูหินโบราณสูงกว่าสิบจั้งตั้งตระหง่านอยู่ บนบานประตูเต็มไปด้วยอักขระโบราณนับไม่ถ้วน ผู้เฒ่าหลายสิบคนจากราชวงศ์กำลังนั่งล้อมรอบ ส่งพลังวิญญาณเข้าสู่ค่ายกลอย่างต่อเนื่อง
ครืนนน... พื้นดินเริ่มสั่นสะเทือน อักขระบนประตูหินค่อย ๆ เปล่งแสงสีทอง กลิ่นอายโบราณอันหนักอึ้งแผ่ปกคลุมไปทั่วทั้งลาน ผู้ฝึกตนหลายคนถึงกับเผลอกลั้นหายใจ
มู่เฉิงกำแผ่นหยกในมือแน่น ก่อนหันมามองสมาชิกทุกคน "เมื่อเข้าไปแล้ว... มีโอกาสสูงที่พวกเราจะถูกสุ่มไปคนละแห่ง จำไว้" เขาชี้ไปยังแผ่นหยกในมือทุกคน "หากพลัดหลง ให้รีบเดินทางไปยังจุดรวมพลที่กำหนดไว้บนแผนที่ ห้ามเดินลึกเข้าไปเพียงลำพัง"
ทุกคนพยักหน้า มีเพียงหลี่จิ้งที่ยิ้มอย่างมั่นใจ "ไม่ต้องห่วง แค่แดนลับเก่า ๆ คงไม่มีอะไรอันตรายเกินไปหรอก" เหวินซานเหลือบมองเขาเพียงครู่เดียว ก่อนเงยหน้าขึ้นมองประตูหินที่กำลังเปิดออกช้า ๆ
ครืนนนน!
เสียงครืนหนักดังก้องไปทั่วหุบเขา ประตูหินโบราณที่ปิดผนึกมานานนับสิบปีค่อย ๆ แยกออกจากกัน แสงสีขาวเจิดจ้าพวยพุ่งทะลักออกมาจากรอยแยกจนเหล่าผู้ฝึกตนจำนวนมากต้องยกแขนขึ้นบดบังสายตาจากความสว่างที่บาดตา
เบื้องหลังบานประตูนั้น... กลับไม่ใช่เส้นทางเดินหรือห้องโถงกว้าง หากแต่เป็นม่านแสงขนาดมหึมาที่กำลังหมุนวนเชี่ยวกรากราวกับวังน้ำวน กลิ่นอายโบราณเก่าแก่อันล้ำลึกแผ่ซ่านออกมาจากอีกฟาก เพียงสูดลมหายใจเข้าไปหนึ่งครั้ง เหวินซานก็พลันสัมผัสได้ถึงพลังวิญญาณที่หนาแน่นเข้มข้นกว่าโลกภายนอกหลายเท่าตัว
ต้วนต้วนซึ่งเกาะนิ่งอยู่บนลาดไหล่พลันชูศีรษะขึ้นทันที
"อึ๊บ!"
ดวงตากลมโตคู่เล็กของมันเป็นประกายวาววับขึ้นมาในทันใด เหวินซานเหลือบสายตามองมันเล็กน้อย "ยังไม่ทันได้ก้าวเข้าไปข้างใน เจ้าก็เริ่มได้กลิ่นของกินเข้าเสียแล้วหรือ?"
"อึ๊บ!" เจ้าหนอนพยักหน้ารัว ๆ
ดูเหมือนว่าคนที่ตื่นเต้นกับแดนลับแห่งนี้มากที่สุด จะไม่ใช่ตัวเขาเสียแล้ว
"แดนลับเปิดออกแล้ว!" เสียงประกาศกังวานของหลี่เทียนกงดังทะลุผ่านฝูงคน "ทุกคนมีเวลาจำกัดเพียงสามสิบวัน เข้าไป!"
สิ้นเสียงคำสั่ง ผู้ฝึกตนนับพันเริ่มหลั่งไหลเข้าสู่ม่านแสงทันที กลุ่มแรกพุ่งทะยานเข้าสู่ม่านแสง ตามติดมาด้วยกลุ่มที่สองและสามอย่างต่อเนื่อง ร่างของแต่ละคนหายวับไปกับตาในชั่วพริบตาที่สัมผัสถูกประตู
"ไปกันเถอะ!" มู่เฉิงออกคำสั่ง
สมาชิกสำนักพันกระบี่ทั้งหกคนเคลื่อนตัวพร้อมเพรียง เหวินซานก้าวเดินตามรั้งท้ายกลุ่ม
ก่อนที่ร่างจะก้าวเข้าสู่เขตประตู เขากลับรู้สึกเหมือนถูกจ้องมองด้วยสายตาคู่หนึ่งจากทางด้านหลัง เหวินซานชะงักฝีเท้าลงเล็กน้อยแล้วหันกลับไปมอง
ท่ามกลางหมู่ศิษย์สำนักมังกรทะยาน หูหรงอี้กำลังมองตรงมาที่เขาพอดี สายตาของทั้งสองประสานกันเพียงชั่วลมหายใจเดียว หูหรงอี้ขมวดคิ้ว ความรู้สึกคุ้นเคยบางอย่างแล่นริ้วขึ้นในอก แต่ก่อนที่นางจะทันนึกออกว่าคืออะไร ร่างของเหวินซานก็ก้าวผ่านม่านแสงและหายลับไปจากสายตาเสียแล้ว
วูมมม