โครตพลังดวงตาเทพเจ้า

    ตอนที่ 41 แจกันทวิมุกจวีชิง

    ตอนที่ 41 แจกันทวิมุกจวีชิง
    สีหน้าของเจียงรุ่ยถึงกับดูไม่ได้ไปในทันที เนื่องจากเพราะกำลังรีบเร่งเขาจึงรู้สึกเป็นกังวลเป็นอย่างเกิน จนเมื่อครู่นี้ไม่ทันได้มองว่าในลิฟต์มีคนอยู่หรือเปล่า ก็ได้รีบเดินเข้าไปอย่างใจร้อน นี่ถึงยังไงก็เป็นความผิดของเขาเองแน่นอน
    เพียงแต่เขากลับคิดไม่ถึงเลยว่าที่บังเอิญเจอกันจะเป็นเซิงห่าวและฉีเจา
    ถ้าหากว่าเปลี่ยนเป็นคนอื่นแล้วละก็ เขาจะต้องขอโทษอย่างแน่นอน แต่ที่เขาชนกลับเป็นทั้งสองคนนี้
    "ฮึ สิ่งของที่ล่ำค่าขนาดนี้แล้วทำไมคุณถึงไม่ระวังมากกว่านี้หน่อยล่ะ? "
    เมื่อเซิงห่าวได้ยินเข้า แทบจะไม่จำเป็นต้องคิดเขาก็หันไปมองเจียงรุ่ยด้วยสีหน้าดูถูกดูแคลน : "แม้ว่าศิษย์พี่ของผมระวังมากแค่ไหน แต่ถ้าหากเป็นเป้าหมายของพวกคนถ่อยแล้วละก็ ก็ใช่ว่าจะป้องกันทั้งหมดได้ "
    ในคำพูดนั้นได้แฝงไว้ด้วยความหมายของการเหน็บแนมอยู่
    เจียงรุ่ยถึงกับเดือดดาล : “แก......”
    ฉีเจาย่อมมีความกังวลต่อสิ่งของที่อยู่ในกระเป๋าเดินทางอยู่แล้ว เขาจึงได้ตัดบทพูดของเจียงรุ่ยทันทีว่า : "ศิษย์น้อง พวกเรากลับไปห้องไปดูกันว่าของข้างในเสียหายหรืเปล่าก่อนจะดีกว่า ถ้าเกิดมีปัญหาอะไรค่อยออกมาคิดค่าเสียหายแล้วให้เขาชดใช้ก็แล้วกัน"
    "ได้ครับ" เซิงห่าวพยักหน้า ทั้งสองคนทำเป็นมองไม่เห็นเจียงรุ่ยแล้วก็ได้เดินตรงไปที่ห้องพักทันที
    เจียงรุ่ยที่แม้อยากจะสร้างปัญหาให้กับพวกเขาทั้งสองคนต่อ แต่ก็นึกขึ้นได้ว่าตัวเองกำลังรีบอยู่ จึงทำได้แต่มองตามหลังของทั้งสองคน แล้วพูดออกมาอย่างแค้นเคืองว่า : "ถ้าของข้างในเสียหายได้ก็ดี"
    เขาเองก็ไม่รู้ว่าสิ่งของข้างในกระเป๋าเดินทางที่ฉีเจาถือมาด้วยนั้นเป็นอะไร แต่ตอนนี้ยังไงก็ยังอยู่ระหว่างงานประชุมนักประเมิน จากที่เห็นท่าทีที่เก็บรักษาเป็นอย่างดีของฉีเจา เป็นไปได้ว่าก็คงจะต้องเป็นวัตถุโบราณแล้ว
    สำหรับเซิงห่าวที่ก็มาถึงที่นี่ เขาก็คิดแค่เพียงว่าเขามากับฉีเจาก็เพื่อหาประสบการณ์ในงานประชุมนักประเมินเท่านั้น
    เมื่อเห็นว่าประตูของลิฟต์ใกล้จะปิดลงแล้ว เจียงรุ่ยก็รีบร้อนเดินเข้าไปข้างใน
    เลขที่ห้องของเซิงห่าวนั้นอยู่ติดกับห้องของฉีเจาพอดี ฉีเจาแบกกระเป๋าเดินทางใบใหญ่สองใบเอาไว้เลยทำให้เปิดประตูไม่สะดวกเท่าไร ดังนั้นเซิงห่าวจึงได้เข้าไปช่วยเขาเปิดประตู
    พึ่งจะเปิดประตูออก ฉีเจาก็เดินเข้าห้องไปในทันที พร้อมสีหน้าที่เต็มไปด้วยความกังวล แต่ก็ยังปฏิบัติต่อกระเป๋าเดินทางทั้งสองใบนั้นด้วยความอ่อนโยนอยู่ดี หลังจากนั้นเขาก็ได้นำกระเป๋าทั้งสองใบนั้นวางไว้บนเตียงตัวใหญ่สีขาวราวหิมะนั้นอย่างแผ่วเบา เขายังได้สั่งเซิงห่าวว่า : "รีบปิดประตูเร็วเข้า! "
    เซิงห่าวปิดประตูลงอย่างรวดเร็ว
    เมื่อได้กดรหัสผ่านของกระเป๋าเดินทาง กระเป๋าใบนั้นก็ถูกเปิดออก มีผ้าสีขาวราวหิมะคลุมไว้ชั้นหนึ่งภายในกระเป๋าใบนั้น ฉีเจาบรรจงดึงผ้าออกมาด้วยความระมัดระวังจนเผยให้เห็นกระดาษอีกชั้นที่อยู่ภายใน จนเผยให้เห็นตัวแจกันออกมา เขาสวมถุงมืออย่างรีบร้อน พร้อมกับสวมแว่นตา ค่อย ๆ หยิบแจกันออกมาอย่างช้า ๆ แจกันที่ทั้งผอมยาวทั้งยังสูงใบนั้นก็ได้ถูกประคองไว้ภายในมือของเขาได้มั่นคงเป็นอย่างยิ่ง
    ดวงตาทั้งสองข้างนั้นได้จ้องมองไปที่แจกันอย่างไม่ลดละ ตรวจสอบทั้งบนทั้งล่างดูอย่างละเอียดถี่ถ้วนอยู่รอบหนึ่ง หลังจากที่แน่ใจแล้วว่าไม่มีส่วนไหนได้รับความเสียหาย เขาจึงค่อยได้ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกและนำแจกันวางกลับเข้าไปในกระเป๋าอย่างช้า ๆ หลังจากนั้นก็ทำแบบเดียวกันตอนเปิดกระเป๋าเดินทางอีกใบหนึ่ง เขามองมันอย่างระมัดระวังเหมือนกับตอนที่เขาหยิบออกมา
    เซิงห่าวที่ยืนอยู่ทางด้านข้างมาตลอดก็อยากจะถามบางอย่าง แต่เขาก็กลัวว่าจะเป็นการรบกวนฉีเจา ก็เลยได้แต่อดกลั้นที่จะไม่ถามเอาไว้
    เขาสงสัยเป็นอย่างมากว่าแจกันนี้ที่จริงแล้วเป็นวัตถุโบราณของราชวงศ์สมัยไหนกันแน่
    ในตอนนี้ระบบได้ทำการส่งข้อมูลบางอย่างมา : "แจกันทวิมุกจวีชิง มีลักษณ์ปากแคบเอวกลมก้นกลม แจกันทรงสูงผอม วาดด้วยลวดลายอันวิจิตรงดงาม แบ่งเป็นรูปสาวงามสูงศักดิ์ร่ายรำอย่างงามสง่าและรูปทหารหาญควบม้าศึกห้อตะบึง"
    เมื่อได้ยินชื่อของรูปทั้งสองนี้แล้ว เซิงห่าวก็จ้องมองไปที่ลวดลายบนแจกันอีกครั้งหนึ่ง ได้แต่พึมพําอยู่ในใจ หรือว่าแจกันนี้จะบอกใบ้ถึงการทำสงคราม
    ระบบได้ทำการอธิบายต่อไปอีก เพื่อปฏิเสธในความคิดของเขา
    แจกันทวิมุกจวีชิงมาจากประเทศเกาชาง คำแรกของชื่อนั้นมาจากตระกูลจูชือของขุนนางในเกาชาง ของราชวงศ์ชิงที่เปรียบได้กับต้นฤดูใบไม้ผลิ ทวิมุกอุปมาอุปไมยว่าคือคู่รักในเวลาเดียวกันนั้นก็แสดงถึงแจกันหนึ่งคู่ เป็นคำใบ้เกี่ยวกับความรักของชนชั้นขุนนาง เป็นแจกันที่ใช้กันในพระราชวัง สรุปรวบยอดการตั้งราคาอยู่ที่ประมาณสามสิบสองล้านหยวน
    สามสิบสองล้านหยวน!
    เซิงห่าวลอบส่งเสียงตื่นเต้น คิดไม่ถึงเลยว่าตลอดทางมานี้เขาได้อยู่กับเงินถึงสามสิบสองล้านหยวน ไม่น่าแปลกใจว่าทำไมศิษย์พี่ถึงทำราวกับว่าแจกันสองใบนี้เป็นสมบัติล้ำค่า ถ้าหากว่าเปลี่ยนเป็นเขา จะต้องนึกเสียดายจนไม่เอาออกมานอกบ้านแน่นอน
    แต่ทว่าประเทศเกาชางนี้ เขากลับไม่เคยได้ยินมาก่อนเหมือนกัน
    ตอนนี้ระบบนั้นเข้าอกเข้าใจคนเป็นอย่างมากที่ได้อธิบายเกี่ยวกับประเทศเกาชางให้เขาอีกรอบหนึ่ง เดิมนั้นประเทศเกาชางปรากฏขึ้นในเวลาเพียงสั้นๆ เท่านั้น หากไม่ใช่คนที่มีความสนใจในประวัติศาสตร์แล้วละก็ ตามหลักพื้นฐานแล้วก็แทบจะไม่มีใครรู้ได้ว่าประเทศนี้เคยมีอยู่จริง
    "โชคดีที่ไม่เป็นปัญหาอะไร" ในที่สุดฉีเจาก็ได้นำแจกันทั้งสองใบนั้นใส่กลับเข้าไปใหม่เรียบร้อยด้วยความอาลัยอาวรณ์ ท้ายที่สุดหินก้อนหนึ่งที่หนักอยู่ในอกก็ได้ถูกวางลง
    "ศิษย์พี่ ดูจากท่าทางที่คุณถนอมของล้ำค่าขนาดนี้ แจกันสองใบนี้หรือจะเป็นวัตถุโบราณที่มีความสำคัญอะไรบางอย่างซ่อนอยู่? " แม้ว่าจะรู้ที่มาของแจกันนี้มาตั้งแต่แรกแล้ว แต่เซิงห่าวก็ไม่อยากทำให้ฉีเจาเกิดความสงสัยอะไร ทางที่ดีที่สุดก็เลยถามออกไปอีกครั้ง
    เมื่อฉีเจาได้ยินคำถามของเขา แน่นอนว่าต้องค่อนข้างเกิดความรู้สึกที่ภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง : "แจกันสองใบนี้มีประวัติความเป็นมาที่ไม่ธรรมดาเลยทีเดียว ยังดีที่ฉันตาแหลมคมและมือไวพอ เลยได้ไปแย่งชิงมาจากคนอื่นได้”
    เมื่อได้ฟังในเรื่องราวแล้ว เซิงห่าวก็ถามขึ้นมาอย่างรีบร้อนขึ้นทันที : "อ๋อ? หมายความว่ายังไง? "
    "ก่อนที่ฉันจะได้รับจดหมายเชิญนี้ คือตอนที่กำลังเข้าร่วมงานประมูลหนึ่งอยู่ แจกันทั้งสองใบนี้ก็มาจากภายในงานนั่นแหละ แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะประมูลได้มานะ แต่กลับเป็นตอนที่ฉันกำลังเดินอยู่บนถนน ได้มีชายคนหนึ่งเอาสิ่งของชิ้นนี้ออกมาขาย คนคนนั้นต้องการเงินเป็นอย่างมาก แล้วฉันก็ได้จ่ายไปทั้งหมดห้าล้านกว่าหยวนเพื่อซื้อมา"
    "อย่างนี้นี่เอง" เซิงห่าวพยักหน้า ภายในใจก็อุทานออกมาอย่างไม่จบไม่สิ้น ใช้เงินเพียงแค่ห้าล้านหยวนก็ซื้อแจกันทวิมุกจวีชิงมูลค่าสามสิบสองล้านหยวนมาได้หนึ่งชิ้น ศิษย์พี่ถึงกับทำกำไรได้เป็นกอบเป็นกำเลยนะ
    “เพียงแต่ว่า” ทันใดนั้นฉีเจาก็ได้ถอนหายใจออกมา
    เซิงห่าวไม่เข้าใจว่าเพราะอะไรเขาถึงได้ถอนหายใจออกมากะทันหัน : “เป็นอะไรไปเหรอศิษย์พี่? ”
    "หลังจากที่กลับมาแล้วนั้นฉันก็ได้ลองรื้อค้นจากตำราดูบ้าง ก็พบว่าแจกันใบนี้ชื่อแจกันทวิมุกจวีชิง เป็นของใช้ของพระราชวังสมัยโบราณ แต่ก็ไม่รู้ว่าจะเป็นของจริงหรือของปลอม แต่เพราะว่างานประชุมการประเมินกำลังจะเริ่มขึ้น ฉันก็เลยไม่ทันที่จะไปหาคนมาประเมินให้ เธอก็รู้ว่าตอนนี้เทคโนโลยีการจำลองก้าวหน้าไปแค่ไหน ฉันล่ะกลัวจริงๆ ว่าสิ่งนี้จะเป็นของปลอม "
    เซิงห่าวสองจิตสองใจอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะถามขึ้นว่า : “สิ่งนี้น่าจะเป็นของแท้นะครับ? ”
    ระบบสามารถที่จะประเมินออกมาได้ อย่างนั้นก็สามารถพูดได้อย่างชัดเจนแล้วว่าแจกันใบนี้เป็นของแท้
    "ก็หวังว่าเป็นอย่างนั้น ความจริงแล้วฉันก็รู้สึกว่าจะต้องเป็นของจริงอยู่เหมือนกัน ฉันเคยตรวจดูทั้งบนล่างอย่างละเอียดมาบ้างแล้ว ไม่ว่าจากงานฝีมือหรือเทคนิคก็ดูจะไม่มีปัญหาอะไร ดังนั้นครั้งนี้ฉันถึงมีความมั่นใจและเอาแจกันสองใบนี้มา"
    ฉีเจาหัวเราะฮ่าฮ่า: “ถ้าหากมันเป็นของจริงแล้วละก็ อย่างนั้นฉันคงจะทำกำไรได้มากเลยละ”
    "การประชุมผู้ประเมินนี้ก็คือการที่เอาสมบัติมาแบ่งกันเชยชม คนที่มีคุณสมบัติในการเข้าร่วมงานนั้นฐานะของทุกคนล้วนแล้วแต่มีผู้อยู่เบื้องหลัง"เมื่อฉีเจาพูดมาจนถึงตรงนี้ ก็ได้จ้องมองมาที่เซิงห่าวด้วยสายตาที่แปลกประหลาด : "แน่นอนว่า เธอเป็นข้อยกเว้น"
    ความหมายของฉีเจาก็คือ โดยปกติแล้วจะมีเพียงแค่คนที่มีฐานะเท่านั้นถึงจะสามารถได้รับจดหมายเชิญการประชุมนักประเมินครั้งที่สองนี้ได้ และเช่นเดียวกับเซิงห่าวที่ไปชนะเดิมพันแล้วเอามาจากมือของคนอื่นแบบนี้ เป็นเรื่องที่ไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยจริงๆ
    แน่นอนว่าเซิงห่าวนั้นเข้าใจความหมายของเขาดี เขาหัวเราะออกมาอย่างซุกซน : "ผมก็มีเบื้องหลังนะ ศิษย์พี่แล้วก็ยังมีอาจารย์ไม่ใช่เบื้องหลังของผมอย่างนั้นเหรอ? "
    เมื่อได้ยินคำพูดที่ซุกซนของเขา ฉีเจาก็อดไม่ได้ที่ยิ้มออกมา : "ใช่แล้ว ฉันยังมีกระเป๋าอีกใบหนึ่งไม่ใช่ว่าเธอเป็นคนถือมาเหรอ? มีของอีกชิ้นหนึ่งที่ฉันอยากจะให้เธอดู ไปหยิบมาหน่อย"
    ฉีเจาถือกระเป๋าเดินทางทั้งสองใบไว้ตลอดเวลา แล้วยังมีกระเป๋าอีกใบหนึ่งย่อมต้องให้เซิงห่าวถือไว้แน่นอน ในระหว่างที่เดินเข้ามาในห้องเซิงห่าวก็ได้วางไว้ที่ข้างประตูหลังจากที่ได้ปิดประตู แต่เมื่อได้ยินดังนั้น เขาก็แต่เดินไปหยิบมา
    เมื่อหยิบกระเป๋าแล้ว ฉีเจาได้หยิบกล่องต้นจันทน์จากในนั้นออกมาใบหนึ่ง บนพื้นผิวของกล่องนั้นได้แกะสลักภาพของลวดลายมังกรในเมฆเอาไว้
    "อยากที่จะเข้าร่วมงานประชุมผู้ประเมิน ยังจำเป็นที่จะต้องเอาสมบัติบางอย่างไปประเมินด้วย ศิษย์พี่ได้เตรียมเอากำไลไว้ให้อันหนึ่ง มันเป็นของซูสีไทเฮาสมัยราชวงศ์ชิงเป็นกำไรหยกเจไดต์ที่ท่านเคยใส่"
    เมื่อเปิดกล่องออกมา กำไรหยกสีแดงสดละเอียดชิ้นหนึ่งก็ได้ปรากฏอยู่ตรงหน้าของเซิงห่าว
    เซิงห่าวหยิบมันออกมา มองดูอย่างระมัดระวังอยู่ครู่หนึ่ง เขาได้ค้นพบว่ากำไรชิ้นนี้ช่างสวยงามเสียจริง อีกทั้งกำไรชิ้นนี้ยังใช้หยกที่หายากชนิดหนึ่งทำขึ้นมาอีกด้วย
    ระบบก็ได้ทำการประเมินให้เขาอีกรอบหนึ่ง โดยที่ตั้งมูลค่าไว้สูงถึงยี่สิบล้านหยวน
    ผู้เข้าร่วมงานประชุมผู้ประเมินทุกคนต่างก็เอาสมบัติส่วนตัวของตัวเองเช่นเดียวกัน เพื่อเอาไปประเมินก่อน เซิงห่าวเกิดมาเป็นแค่เพียงคนธรรมดา เดิมทีก็ไม่ได้มีสมบัติอะไร ก่อนหน้านี้เขาก็เคยถามกับฉีเจาแล้ว ฉีเจาก็พูดเพียงแค่ว่าปล่อยให้เขาจัดการทุกอย่างเอง
    เขาไม่ได้คาดหวังว่าฉีเจาจะถึงกับเตรียมกำไรหยกชิ้นนี้ไว้ให้เขา
    ฉีเจาชี้ไปที่กำไรชิ้นนั้น : "กำไรกับแจกันให้ฉันดูแลก่อน คืนนี้เธอก็รีบพักผ่อน พรุ่งนี้ก็ตื่นตามเวลา จากนั้นพวกเราค่อยเอาเข้าไปในงานประชุมนักประเมินด้วยกัน"
    "ได้ครับ"เซิงห่าวตอบรับ แล้วก็ได้ปิดฝากล่องต้นจันทน์ทันที พร้อมกับส่งคืนไปให้กับฉีเจา แล้วไปหยิบสัมภาระของตัวเอง : "ถ้าอย่างนั้นคุณก็รีบพักผ่อน ผมกลับก่อนนะครับ"
    “อืม”
    เมื่อออกมาจากห้องของฉีเจาแล้ว เขาก็เดินไปที่ห้องข้าง ๆ หยิบกุญแจออกมาแล้วเปิดเข้าห้องพักของตัวเอง การจัดวางและรูปแบบของห้องล้วนแต่เหมือนกับห้องพักของฉีเจาทุกประการ
    เขาได้วางสัมภาระลง จากนั้นก็ได้อาบน้ำอาบท่า แล้วค่อยมานอนอยู่บนเตียง นั่งรถมาหนึ่งวันเต็มเลยทำให้เขารู้สึกเหนื่อยมากเป็นพิเศษ
    ในตอนที่เขานอนอยู่บนเตียงก็ได้พึมพำว่า : "ไม่รู้ว่าที่งานประชุมผู้ประเมินของวันพรุ่งนี้ จะมีวัตถุโบราณมากแค่ไหนนะ เพียงแค่แจกันทวิมุกจวีชิงเพียงชิ้นเดียว ยังมีมูลค่าถึงสามสิบสองล้านหยวน ดูเหมือนว่านักสะสมโบราณวัตถุ ส่วนใหญ่คงมีแต่พวกคนรวยกันแล้วล่ะ".

    .

    คล้ายกับเรื่องโครตพลังดวงตาเทพเจ้า ที่คุณอ่าน