กังหลงอยู่ตระกูลหยางอีกหนึ่งวันก็ขอตัวเดินทางกลับไปตระกูลกัง นงคราญสุรางค์สวรรค์เหมี่ยวเซี๊ยะก็ยังคงติดตามกังหลงไปเช่นเคยแม้กังหลงจะหาเหตุผลต่าง ๆ เพื่อให้นางปลีกตัวจากไปแต่ก็ไม่เป็นผล เนื่องจากนงคราญสุรางค์สวรรค์เหมี่ยวเซี๊ยะอ้างถึงภาระและหน้าที่ที่สืบทอดมาแต่บรรพชน
หยางไป่หู่ก็ต้องการให้บุตรสาวซึ่งถือเป็นคู่หมั้นหมายได้ติดตามใกล้ชิดกังหลงไปด้วย เนื่องจากด้วยวัยและพลังฝีมือที่แสดงออกมานั้น อนาคตของบุรุษหนุ่มผู้นี้คงยากที่จะมีใครทัดเทียมได้ และมิทราบหากเวลาผ่านไปนานเข้าจะพัฒนาไปสูงส่งถึงระดับใด สร้างความอิ่มเอมใจยิ่งเมื่อหวนคิดถึงการที่ตนเคยมีวาสนาได้เป็นพี่น้องร่วมสาบานกับกังหยางและได้ให้คำมั่นต่อความสัมพันธุ์ของบุตรที่จะเกิดขึ้นก่อนการแยกจากในครานั้น จึงอ้างถึงความเหมาะสมต่าง ๆ ทั้งการออกไปหาประสบการณ์เตรียมพร้อมการเข้าร่วมการแข่งขันระดับอาณาจักรด้านพลังยุทธที่จะเกิดขึ้นและต้องการให้บุตรสาวได้ไปกราบคารวะเยี่ยมเยียนกังหยางแทนตน แม้หยางเสี่ยวเอ๋อร์จะเอียงอาย จะปฏิเสธเช่นใดก็ไม่อาจขัดเจตนารมณ์ของผู้เป็นบิดาได้ จึงจำต้องก้มหน้ารับคำด้วยสีหน้าที่แดงระเรื่อดุจลูกตำลึงสุก
ก่อนเดินทางกลับกังหลงมิลืมที่จะแบ่งทรัพย์สินของมีค่าที่ยึดมาได้จากกลุ่มพยัคฆ์โลหิตส่วนหนึ่งไว้ให้ตระกูลหยาง สร้างความดีใจและตื้นตันใจให้แก่หยางไป่หู่และผู้คนของตระกูลหยางเป็นอย่างยิ่ง ทั้งสามจึงออกเดินทางมุ่งสู่ตระกูลกังในทันที
...........................................................................................................................................................
ณ ตระกูลกัง ใต้ต้นไม้ใหญ่อันร่มรื่นข้างลานประลองของตระกูล บัดนี้ยืนไว้ด้วยสตรีเยาววัย์งามพิลาสล้ำจนยากจะบรรยายได้ในชุดกระโปรงสีฟ้าอ่อนเสมอเข่า เข้ากับรูปกายบอบบางอ้อนแอ้นน่าทนุถนอม ช่วงขาเรียวงามขาวเนียนจนตาพร่าลาย ช่วงแขนทรงกระบอกเรียวงามขาวเนียนดุจงาช้าง ช่วงเอวคอดกิ่วเพียงหยิบมือ ทรวงอกชูชันสมบูรณ์เกินวัย ช่วงคอขาวระหงรับกับใบหน้าสวยซึ้งขาวเนียนไร้ไฝฝ้าราคีใด ๆ หากนับเป็นสตรีงามปานล่มเมืองก็คงมิเกินไป แต่กลับกันแววตาใสกระจ่างนั้นช่างดูเศร้าสร้อยมีน้ำตาเอ่อคลอปานจะหยด คิ้วโค้งเรียวงามต่างขมวดมุ่น พร้อมเสียงรำพันเบา ๆ คล้ายเสียงสะอื้น จากริมฝีปากบางอันสวยงาม
"เหตุใดยังมิเห็นพี่กังกลับมา นี่ก็ผ่านมาจนครบหกเดือนแล้ว ทั้งวันนี้เป็นวันกำหนดช่วงชิงตำแหน่งผู้นำตระกูล ใยท่านพี่ยังไม่กลับมา หรือท่านพี่ลืมกำหนดนัดหมายของวันนี้แล้ว หรือว่าจะเกิดอันตรายใด ๆ กับท่านพี่ ข้าบอกท่านพี่แล้วว่าอย่าไป ท่านก็ยังไม่เชื่อข้า ข้าจะไปกับท่านด้วยท่านก็มิยินยอม หรือท่านพี่ลืมท่านพ่อท่านแม่ ลืมข้าแล้ว ..อือ..อือ..พี่กังใจร้าย.."
สิ้นเสียงรำพึงตัดพ้อ ร่างงามได้ทรุดลงนั่งราบกับพื้นเอามือทั้งสองปิดหน้า ร่ำให้สะอึกสะอื่นเบา ๆ จนไหล่สั่นสะท้านช่างน่าเวทนายิ่งนัก ทันใดนั้นสตรีงามสัมผัสได้ว่าคล้ายมีกลุ่มคนเดินใกล้เข้ามาหาตน จึงได้ส่งเสียงด้วยความไม่พอใจเล็กน้อยที่มีใครเข้ามารบกวนตนขึ้น
"ข้าอยากอยู่คนเดียว ไม่ต้องมีใครมายุ่งกับข้า ..ไปให้พ้น..อือ ..อือ..!!"
"เยี่ยนฟาง...ไม่ต้องการพี่แล้วรึ..?"
สุ้มเสียงช่างคุ้นหูและเป็นสุ้มเสียงที่เฝ้าคอยหาอยู่ตลอด เมื่อได้ยินเช่นนั้นสตรีงามเยาว์วัยรีบเอามือที่ปิดหน้าออก เหม่อมองไปยังด้านหน้า เมื่อเห็นผู้ที่ยืนอยู่เบื้องหน้าจึงรีบลุกขึ้นโผพุ่งเขาไปกอดรัดพร้อมเสียงสะอื้นให้น่าสงสาร
"ท่านพี่..ท่านกลับมาแล้ว...อือ..อือ..ข้าเป็นห่วงท่านยิ่งนัก..ท่านปลอดภัยดีใช่หรือไม่"
หลังจากกอดรัดก็สำรวจดูตามร่างกายกังหลงไปจนทั่วด้วยอารมณ์เป็นห่วง จนลืมเลือนดูไปว่ากังหลงมาอย่างไร มากับใครบ้าง เมื่อได้ยินเสียงเอ็ดของพี่ชายจึงหน้าขึ้น
"อย่าขี้แย..พี่กลับมาแล้ว โตเป็นสาวแล้วรู้จักอายผู้อื่นบ้าง..ฮ่า ฮ่า!!"
"งะ..!!"
เมื่อสังเกตุเห็นมีผู้อื่นยืนอยู่ด้วยสาวน้อยเยี่ยนฟาง จึงรีบผละออกจากกังหลงด้วยความเขินอาย มองผู้ที่ยืนอยู่ด้านหลังถึงกับเป็นสตรีงดงามปานล่มเมืองจำนวนถึงสองนางกำลังยืนชดช้อยอยู่ด้านหลังด้วยใบหน้าแย้มยิ้มอย่างนุ่มนวล บัดนี้สตรีทั้งสองหลังจากเข้าสู่เขตของตระกูลกังก็ได้ปลดผ้าคลุมหน้าออกเจตนาเพื่อให้เกียรติบิดามารดาและผู้อาวุโสของกังหลง ทั้งสองจึงดูสวยงามพิลาสล้ำดุจเทพธิดาจุตติจากฟากฟ้า แม้แต่เยี่ยนฟางที่เป็นสตรีด้วยกันถึงกับเหม่อมองจนตะลึงงันไปเช่นกัน สตรีสาวทั้งสองแย้มยิ้มเดินเข้ามากล่าวทักทาย
"ยินดีที่ได้พบกัน ..คงเป็นน้องเยี่ยนฟางกระมัง..?"
"ช่างสวยงามเลิศล้ำจริง ๆ มิทราบจะสร้างความลุ่มหลงให้แก่บุรุษหนุ่มมากมายปานใดกัน.."
"พี่สาวทั้งสองเป็นใครกัน ช่างงดงามยิ่งนักดุจดังเทพธิดา มิน่าเชื่อว่าจะมีสตรีที่งดงามปานนี้ได้ มิใช่ว่าข้าตาฝาดไปรึ"
"นี่แม่นางเหมี่ยวเซี๊ยะ นี่แม่นางหยางเสี่ยวเอ๋อร์ นี่เยี่ยนฟางผู้เป็นน้องสาวของข้าที่เคยพูดถึงให้ท่านทั้งสองฟัง..ท่านทั้งสองทำความรู้จักกันก่อน ..เดี๋ยวข้าจะเข้าไปร่วมการแข่งขันช่วงชิงตำแหน่งผู้นำตระกูลก่อน"
"น้องเยี่ยนฟางก็เช่นกัน ช่างงดงามยิ่งนัก ที่ผ่านมาคงทำให้บุรุษหนุ่มลุ่มหลงงมงายจนเป็นบ้าไปบ้างแล้วกระมัง อิ..อิ."
พูดจบกังหลงก็เดินจากไป สตรีทั้งสามต่างจับมือทำความรู้จักกัน พูดคุยหยอกล้อกันตามประสาสตรีชั่วครู่ก่อนจะรีบเดินตามหลังกังหลงไป เมื่อมาถึงลานประลองของตระกูล บัดนี้เต็มกลับไปด้วยผู้คน บนเวทีประลองขณะนี้มีสองคนกำลังต่อสู่กัน เสียงเชียร์และเสียงวิพากวิจารณ์ดังกระหึ่มไปทั่วเวทีประลอง
"กังมู่อันหลง ฝีมือกล้าแข็งขึ้นข้าว่า ภายในสิบกระบวนท่าคงสามารถสยบ กังเฉินกัง ได้ "
"อย่าเพิ่งด่วนตัดสิน...เจ้าดูความสงบของกังเฉินกังผู้นั้น แม้ถูกรุกไล่ขนาดหนักแต่ท่าทางดูมิได้กินแรงสักนิด มิแตกตื่นอันใด และมิเคยเปิดเผยท่าไม้ตายใดออกมาเลย..แต่ข้าได้ข่าวมาว่าผู้เป็นตัวแทนที่จะเข้าแข่งขันช่วงชิงตำแหน่งผู้นำตระกูลครานี้มีแค่สี่คนเอง สามคนเป็นบุตรหลานของผู้อาวุโสทั้งสาม อีกคนเป็นบุตรขยะของผู้นำตระกูลคนปัจจุบันกังหยาง"
"นี่ขนาดเป็นการต่อสู้แลกเปลี่ยนฝีมือเพื่อแสดงให้แขกเหรื่อและผู้ชมได้ดูกั้นเวลา ก่อนการแข่งขันแท้จริงเพื่อช่วงชิงตำแหน่งผู้นำตระกูลจะมาุึง ยังเร้าใจตื่นเต้นขนาดนี้ นับว่าตระกูลกังยังพอมีอัฉริยะที่มีพรสวรรค์อยู่บ้าง เสียดายที่ตระกูลกังขาดทรัพยากรและอัจฉริยะที่เด่นล้ำอย่างแท้จริง ข้าว่าการแข่งขันระดับอาณาจักรที่จะเกิดขึ้น คงยากที่จะมีตระกูลกังได้เป็นหนึ่งในตัวแทนของอาณาจักรเป็นเแน่แท้.. ข้าได้ยินมาว่าบุตรขยะของผู้นำตระกูลกังหยางได้หายจากบ้านไปเกือบหกเดือนแล้วจวบจนตอนนี้ก็ยังมิกลับมา หรือว่าเกิดความอับอายกลัวความพ่ายแพ้จึงได้หลบหนีหายไปแล้ว จะได้มิต้องการกลับมาแสดงความทุเรศให้ผู้อื่นได้เห็น"
"อืม..ก็น่าจะเป็นเช่นที่ท่านกล่าวมา ส่วนเรื่องการแข่งขันช่วงชิงตำแหน่งผู้นำตระกูลรุ่นต่อไป เห็นทีครานี้ผู้นำตระกูลคนปัจจุบันกังหยางคงต้องสูญเสียตำแหน่งเป็นแน่แท้ บุตรของผู้นำตระกูลกังหยางผู้มีสิทธิ์จะเข้าการแข่งขันผู้นี้ ได้ข่าวว่าเป็นเพียงเศษสวะยิ่งกว่าผู้ใด อายุย่างสิบหกปีระดับพลังยังอยู่ที่ปราณขุนพลระดับหนึ่งขั้นสุด ครานี้กังหยางคงต้องทำใจยอมรับแล้ว ช่างน่าเสียดายที่บุตรผู้ที่มีพรสวรรค์อย่างแท้จริงของกังหยางกลับเป็นบุตรี ได้ข่าวว่าด้วยอายุเพียงสิบสามปีกลับมีพลังปราณขุนพลระดับสี่ขั้นปลายแล้ว ช่างน่าเสียดายนักที่กฎเกณฑ์ของตระกูลห้ามบุตรีมิอาจเป็นตัวแทนเข้าแข่งขันช่วงชิงตำแหน่งผู้นำตระกูลได้"
"เอ..แต่อัจฉริยะเช่นบุตรีของผู้นำตระกูลกังหยางผู้นี้หากแม้นได้รับการสนับสนุนส่งเสริมอย่างดีในการแข่งขันด้านปราณยุทธระดับอาณาจักรที่จะมาถึงครานี้อาจมีโอกาสได้เป็นตัวแทนเข้าแข่งขันคงต้องสร้างชื่อเสียงให้อาณาจักรเนตรอสูรเราได้เป็นแน่"
พลันเสียงทั่วทั้งสนามต่างเงียบลงกระทันหันผู้ที่กำลังหันหน้าพูดคุยกันต่างหยุดส่งเสียงพลางหันไปมองตามสายตาของฝูงชนทั้งหมดที่ขณะนี้กำลังเหม่อมองไปยังบุคคลที่กำลังเดินเข้ามาในบริเวณลานประลองบัดนี้มีผู้คนสี่คนกำลังเดินเข้ามา คนแรกเป็นบุรษหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาร่างกายบอบบางดุจนักศึกษาไร้เรี่ยวแรงผู้หนึ่งด้านหลังของบุรุษหนุ่มกับเป็นเป็นสตรีเยาว์วัยสะคราญล้ำเกินบรรยายสามนาง
สายตาทั้งหมดได้มองบุรุษหนุ่มด้านหน้าเพียงชั่วครู่แล้วผ่านไปหยุดจังงังอยู่ที่สตรีทั้งสามที่ตามมา สายตาทั้งหลายดุจโดนสะกดนิ่งคงเป็นสิ่งนี้เองที่ทำให้ทั่วทั้งสนามนั้นพลันเงียบสนิทลงสายตาทั้งมวลที่ถูกดึงดูดไปในทิศทางเดียวกันมิใช่อื่นใดแต่คงเป็นเพราะความงดงามเหนือคำบรรยายของสตรีทั้งสามนั่นเอง
นงคราญสุรางค์สวรรค์เหมี่ยวเซี๊ยะและหยางเสี่ยวเอ๋อร์นั้นหลังจากที่เข้าสู่เขตของตระกูลกังก็ได้ปลดผ้าคลุมหน้าออกจากที่ปกติเคยใช้ปกปิดรูปโฉมของตัวเองไว้ตลอดเวลา แต่ครั้งนี้เจตนาก็เพื่อให้เกียรติแก่บิดาและผู้อาวุโสของกังหลงทั้งสองจึงมิได้ปกปิดโฉมหน้าดุจดังเช่นที่ผ่านมาทั้งสองจึงดูสวยงามพิลาสล้ำดุจเทพธิดาจุติจากฟากฟ้า