ตำหนักบรรทมของฮ่องเต้ยามนี้กำลังอลหม่าน
ท้องนภาในยามอิ๋น[1]ยังมืดครึ้ม มองลอดผ่านทหารเฝ้ายามเข้าไปในตำหนัก ด้านนอกห้องมีบรรดานางกำนัลและเหล่าขันทียืนรออยู่ ส่วนด้านในห้องบรรทมมีองค์ชายองค์หญิง รวมทั้งร่างบางทั้งหลายของสนมนางในและฮองเฮาของฮ่องเต้ รอให้หมอหลวงหลายคนตรวจจับอาการอยู่ด้านข้าง
“เป็อย่างไรบ้างหมอหลวง ฝ่าาไม่เป็อะไรร้ายแรงใช่หรือไม่!”
เสียงร้อนใจของฮองเฮาถามขึ้น ก่อนจะมองไปยังร่างของบุรุษที่ได้ชื่อว่าเป็ฮ่องเต้ นอนแน่นิ่งอยู่ไม่ขยับสิ่งใด ริมฝีปากซีดเซียวเกือบจะม่วงคล้ำ ลมหายใจแผ่ออกมารวยริน ทุกลมหายใจเข้าออกล้วนฉีกกระชากใจของบรรดาสาวงามของเขาทั้งหมดจวนจะขาดใจ
“ทูลฮองเฮา ตามวินิจฉัยของหมอทุกคนมีความเห็นตรงกันว่าฝ่าาถูกพิษขอรับ”
“พิษอะไร!” เสียงทุกคนดังขึ้นพร้อมกัน ทำเอาหมอหลวงใไปกับการแตกตื่นของสาวงามและบุรุษในห้องจำนวนมาก
“พวกกระหม่อมล้วนไร้ความสามารถ ไม่สามารถระบุพิษชนิดนี้ได้ รู้เพียงแค่น่าจะมาจากชาวเผ่าหลาต้าซึ่งถนัดการใช้พิษ ที่อาศัยอยู่แคว้นชุนไห่ติดชายแดนพายัพของแคว้นเราขอรับ”
ยามนี้ทุกคนหน้าตาแย่ลงไปตามกัน หากจะกล่าวว่าแคว้นทั้งสองร่วมมือกันย่อมเป็ไปไม่ได้ ในเมื่อแคว้นชุนไห่นั้นเห็นแคว้นซูที่อยู่ติดชายแดนเหนือเป็ศัตรูคู่อาฆาตมานานหลายสิบปี หากจะกล่าวว่าเป็ฝีมือแคว้นซูให้สองแคว้นแตกคอกันฟาดฟันกันเองย่อมจะเป็ไปได้มากกว่า หากแคว้นซูทำก็ย่อมต้องมียาถอน
“แสดงว่าพิษนี้จะต้องร้ายแรงมาก เสด็จพ่อเพียงแค่สูดดมไม่ได้จับต้องก็ทำให้เกิดอาการร้ายแรงเพียงนี้” องค์ชายห้ากล่าวขึ้นมาหลังจากทุกคนเงียบงันกันอย่างโศกเศร้า
“เช้านี้ต้องเรียกท่านแม่ทัพทุกทิศเข้าประชุมเสียแล้ว เห็นทีแคว้นเราต้องได้ออกศึกก็คราวนี้” รัชทายาทเอ่ยขึ้น
“ทูตแคว้นซูก็ซื่อสัตย์เยี่ยงสุนัข! ไม่ยอมเอ่ยอันใดทั้งสิ้นทั้งที่โดนทรมานมานับหลายสิบวิธี” องค์ชายใหญ่เอ่ยขึ้นมาอย่างหัวเสีย
“พี่น้องทั้งหลาย ศึกครั้งนี้เราต้องกำราบแคว้นซูให้อยู่ใต้ฝ่าเท้าให้จงได้ จากนั้นต้องบีบคั้นให้พวกมันยอมมอบยาถอนพิษให้” เสียงรัชทายาทประกาศกึกก้อง
หลังจากเสร็จงานเลี้ยงเมื่อคืนฮ่องเต้ไม่ได้มีอาการใดๆ ทั้งสิ้น ทุกคนคิดว่าปลอดภัยแต่หารู้ไม่ว่าพิษนี้เพียงแค่สูดดมก็เกือบคร่าชีวิตบิดาและเ้าแผ่นดินของชาวแคว้นฝูหยวนเสียแล้ว แม้ก่อนหน้านั้นฮ่องเต้ยังเอ่ยเล่นกับหรงจวิ้นเื่เสวี่ยเหมยก็ยังไม่ได้มีอาการใดๆ สักนิด ทว่า เมื่อเข้าสู่ยามอิ๋นก็เกิดเหตุการณ์ะเืใจต่อทุกคนที่รักไปในพริบตาเดียว
เรือนรับรองของจวนแม่ทัพทิศทักษิณในยามเช้าทุกคนล้วนอยู่พร้อมหน้า
ขาดแค่แม่ทัพใหญ่ที่ถูกเรียกเข้าวังหลวงกะทันหันเท่านั้น ชาวบ้านทั่วไปล้วนยังไม่รู้เื่ราวที่เกิดขึ้น แต่พอแม่ทัพใหญ่ทุกทิศกลับเข้าเรือนรับรองแล้วพวกชาวบ้านเขาจะรู้แค่ว่ามีการสู้รบกับแคว้นซูที่เกิดการต่อสู้เมื่อคืนขึ้น ประกาศเพียงเท่านี้ทุกคนก็จะไม่สืบสาวราวเื่อื่นๆ อีก ว่ามีอะไรนอกเหนืออื่นใดหรือไม่ หรือฮ่องเต้ถูกวางพิษหรือไม่...
“ท่านพี่ มีเื่อันใด”
ยามบุรุษวัยกลางก้าวลงจากม้าใหญ่ตัวสีเผือก ฮูหยินของเขาก็รีบเร่งฝ่าเท้าคู่น้อยเข้ามาทักทายทันที แม้จะรู้ว่าสตรีมิควรยุ่งเื่การเมือง แต่สำหรับเสวี่ยฮูหยินนางไม่ได้ยุ่งเื่การเมืองเสียหน่อย นางยุ่งเื่ของสามีต่างหาก
“ชายแดนทิศเหนือแคว้นฝูหยวนจะเกิดการนองเืแล้วน้องหญิง ภายในสามเดือนนี้เกรงว่าจะให้พวกเ้าอยู่รั้งรอพี่กับเสี่ยวเจี้ยนกลับมาในเมืองหลวงก่อน”
เสวี่ยฮูหยินได้ยินชื่อบุตรชายก็ร้อนใจ “แต่ท่านพี่ เจี้ยนเอ๋อร์เพียงสิบสอง...”
“ข้าจะปกป้องเขาด้วยชีวิต ให้เขาได้ฝึกฝนในสนามจริงสักครั้งนับเป็โอกาสดี ยามนั้นข้าเพียงสิบปีก็ถูกท่านพ่อจับเข้ากองทัพแล้ว”
เสวี่ยฮูหยินจ้องมองเขานิ่ง แม่ทัพเสวี่ยถงไม่ได้ออกรบมานานเนื่องจากแว่นแคว้นสงบสุขมาหลายปี แต่เขาก็ไม่เคยหยุดการฝึกฝนใด ทุกเย็นเมื่อยามอยู่ที่จวนเขาก็ฝึกฝนให้กับบุตรชายเสมอเช่นกัน ทำให้ในที่สุดเสวี่ยฮูหยินก็พยักหน้าน้อยๆ ของนางพร้อมกับคลี่ยิ้มให้เขา “รักษาตัวด้วย ข้ากับเหมยเอ๋อร์จะรอพวกท่านที่นี่ แล้วเราจะกลับลงใต้พร้อมกัน”
สองสามีภรรยายืนกอดกันแนบชิด ยามตะวันของรุ่งอรุณสาดส่องมา เปล่งกระทบเงาร่างทั้งสองทำให้เกิดเป็ภาพอันสวยงามต่อผู้พบเห็น
“ท่านแม่ เรากลับแดนใต้ยามใดเ้าคะ ทางด้านเสี่ยวเจี้ยนข้าเห็นเขาจัดห่อผ้าั้แ่กลางวันแล้ว เช่นนั้นข้าจะได้ขอตัวไปจัดเตรียมบ้างเ้าค่ะ” เหมยเอ๋อร์กล่าวถาม ร่างบางก็มีสาวใช้คนสนิทตามหลังเช่นทุกครั้ง
“เหมยเอ๋อร์ เราจะยังอยู่เมืองหลวง”
“เพราะเหตุใดเ้าคะ”
“จะมีการสู้รบในแดนเหนือ พ่อเ้าและน้องเ้า ไม่เว้นแม้แต่แม่ทัพหน่วยใดล้วนต้องออกรบ”
“น้องชายยังเล็กนัก”
“พ่อของเ้าได้เข้าร่วมกองทัพั้แ่สิบขวบ เจี้ยนเอ๋อร์ถือว่าโตแล้ว” นางได้ยินเสวี่ยฮูหยินตอบเช่นนั้นก็ไม่กล้าถกเถียงเื่ใดอีก
“แล้ว...อยู่นานแค่ไหนเ้าคะ”
“ไม่เกินสามเดือน”
“สามเดือน!” นานไปแล้ว นางหันไปมองสาวใช้คนงามทันที เช่นนั้นซิงซิงของข้าคงต้องพรากจากบุรุษในใจของนางอีกตั้งสามเดือน สงสารนางยิ่งนัก
ว่าแต่...เขาต้องร่วมรบด้วยหรือไม่
คงไม่หรอก! แผลก็ยังไม่หายยังจะอวดเก่งไปร่วมกองทัพนับว่าสมองมีปัญหาแล้ว คนฉลาดที่ไหนเขาจะทำกันเล่า ถ้าเขาทำแสดงว่าเขาไม่ห่วงชีวิตตัวเองแล้ว
เสวี่ยเหมยคิดว่าตัวนางใกล้จะนึกถึงเขาขึ้นมาอีกแล้วเลยขอตัวเข้าห้องพัก เพื่องีบหลับพักสายตาสักหน่อยตื่นมาก็ลืมเื่บุรุษรูโบ๋ผู้นั้นนั่นแล้ว!
บุรุษรูโบ๋ ชื่อนี้ดียิ่ง สาวน้อยแอบหัวเราะในใจ หากหรงจวิ้นรู้ว่านางประทานฉายานี้ให้เขา เขาจะยังอยากยุ่งกับนางอยู่อีกไหม คนงามน้อยคิดต่ออีกไม่กี่เื่ก็หลับตาลงไปช้าๆ เข้าสู่ห้วงลึกในฝัน
เสวี่ยเหมยสะดุ้งตื่นอีกครั้งเพราะนางรู้สึกว่าใบหน้าเนียนโดนบางอย่างััเบาๆ ก่อนที่จะค่อยๆ ห่างออกไปจากแก้มนวลช้าๆ นางเด้งตัวลุกนั่งทันที ส่วนมือน้อยก็รีบคว้าสิ่งนั้นเอาไว้อย่างไม่คิดอะไร ััคุ้นเคยและกลิ่นกายที่โหยหาอยู่ทั้งวันย่อมเป็ใครไปไม่ได้
“ท่านเข้ามาได้อย่างไร!” ปากสาวน้อยตะคอกไม่พอใจ แต่มือบางกลับจับข้อมือเขาไว้แน่น หรงจวิ้นได้แต่ส่ายหัวเบาๆ ไปกับหญิงสาวปากไม่ตรงกับใจผู้นี้
“ข้ามาบอกลา ไม่คิดว่าเ้าจะตื่น” เขาไม่ตอบคำถามนางแต่ชิงพูดเื่ของเขาแทนเช่นนี้ใช้ได้ที่ไหนกัน
“จะบอกลาไปที่ใด แผลบนไหล่ก็ยังไม่หาย มาจับแก้มผู้อื่นตอนเขาหลับจะมาเรียกว่าบอกลาได้อย่างไร ท่านคิดอะไรอยู่!”
“ข้าจะขึ้นไปแดนเหนือ” เขากล้ามองข้ามคำถามของนางอีกแล้ว! นางไม่ได้อยากได้ยินว่าบุรุษผู้นี้จะไปรบรากับผู้ใดอีก หากไปร่างกายก็ดีแต่จะถ่วงผู้อื่นแทนน่ะสิ
เห็นนางทำหน้ามุ่ยสะบัดมือที่จับแขนเขาไว้ออกอย่างไม่พอใจ หรงจวิ้นเองก็ไม่เกรงใจจึงนั่งลงปลายเตียงนางทันที “ตอนแรกข้าตั้งใจจะมาบอกลาเ้าจริงๆ แต่ข้าไม่อยากรบกวนความสุขยามพักผ่อนของเ้า อันใดที่เ้าชอบ อันใดที่เ้ามีความสุข ข้าล้วนสนับสนุน”
นางเป็อะไรไปแล้ว เห็นสาวน้อยก้มหน้าไม่พูดสิ่งใดกลับมาจิตใจเขาก็ย่อมว้าวุ่นตาม จากนั้นมือใหญ่จึงค่อยๆ ช้อนคางหญิงในดวงใจขึ้นมาเบาๆ เขาเห็นเพียงสองตาเล็กเริ่มก่ำแดง ขนตาชื้นน้ำตาน้อยๆ หรงจวิ้นยิ่งใจร้อนเข้าไปใหญ่ คว้าตัวสาวงามมากอดแนบอกหนาอย่างรวดเร็ว
“ข้ามารบกวนเ้าแล้วจริงๆ ขออภัยหากที่ข้ามาทำให้เ้าเสียใจเช่นนี้”
นางได้ยินเขากล่าวเช่นนั้นหน้าก็บึ้งตึงกว่าเดิม ขออภัยๆ อยู่ได้ กล่าวเป็คำเดียวหรือไง! มือน้อยหยิกแผ่นหลังเขาแรงๆ หนึ่งที “รีบปล่อยข้าเดี๋ยวนี้นะ”
“ข้าย่อมปล่อยเ้าแน่ ขอแค่ครู่เดียวนะ ข้าไปก็นานหลายเดือนจะต้องคิดถึงอ้อมกอดเ้าแน่ๆ” เขาเป็อันใดอีกแล้ว มาถึงก็มาพร่ำคำหวานเช่นนี้ น่ารำคาญยิ่งนัก แต่ใบหน้านางที่ซบอยู่ตรงไหล่ชายหนุ่มกลับค่อยๆ ยิ้มกว้างขึ้นมาอย่างเปิดเผย
ผ่านไปนานหลายเค่อ หรงจวิ้นก็เอ่ยปากขึ้น แต่วงแขนกว้างก็ยังไม่ยอมคลายออกจากนาง “เหมยเอ๋อร์”
“หือ”
“หากสู้รบกลับมาแล้ว เ้าแต่งกับข้าไหม”
ร่างบางรีบดิ้นขัดขืนและผละออกจากร่างเขาทันที “ทะ ท่านพูดอันใด! ข้าย่อมไม่แต่งเด็ดขาด!”
“แต่เราสองคนนับว่าล่วงเกินกันมาหลายครั้งหลายคราแล้วเหมยเอ๋อร์ ถ้าเ้าไม่รับข้าเป็สามีผู้ใดจะกล้าขอเ้าแต่งกัน ในเมื่อเ้าเป็คนของข้า เป็ของหรงจวิ้นเท่านั้น”
“ข้าย่อมมีแน่!”
“เ้ากล้า!” ชายหนุ่มกัดฟันกรอดถามขึ้นเสียงดุ ก่อนจะคว้าตัวนางมารน้อยเข้าสู่อ้อมกอดอีกครั้ง ครั้งนี้นับว่านานหลายชั่วยาม นานจนหญิงงามของเขาที่คอยแต่ดิ้นขัดขืนจนหลับคาอยู่ในอ้อมกอดไปเสียแล้ว
บุรุษตัวโตช้อนตัวหญิงสาวขึ้นพาร่างน้อยไปนอนบนเตียงนุ่มอย่างเป็ระเบียบ จากนั้นนำผ้าห่มผืนหนามาคลุมให้นาง ก่อนจากมาก็อดก้มมองดวงหน้านางอีกสักพักไม่ได้ ชายหนุ่มก้มลงจุมพิตกลางหน้าผากเล็กของนางอย่างนุ่มนวลทันที แล้วทะยานตัวออกไปทางหน้าต่างที่เขาใช้ปีนเข้ามาอย่างคล่องแคล่วทันที
ต้องไปเสียแล้ว เขายังไม่อยากจากนางเลย ไม่อยากแม้แต่ครู่เดียว... ในปีก่อนเขาเคยกล่าวว่าจูอาน ว่าเขาลุ่มหลงภรรยา ถูกพิษรักเข้าเล่นงาน แต่สำหรับเขาแล้ว เขาถูกพิษรักหลายชนิดแล้วใช่หรือไม่ เยอะเกินจนไม่อาจกล้าหันไปต่อว่าบุรุษคนใดที่ลุ่มหลงภรรยาตนเองอีก
“อยู่เมืองหลวงดีๆ รอสามีกลับมาหาเ้านะ”
1 ยามอิ๋น คือ เวลาประมาณ 03.00 น. – 05.00 น.