หญิงสาวปกปิดใบหน้ารูปร่างชวนหลงไหลก็สงสัยในมูลเหตุที่อาเส้าเหวินทิ้งดาบยอมแพ้ แต่เมื่อได้ฟังคำกล่าวชายกลางคนรูปร่างท้วมสมบูรณ์ที่ใส่ชุดสีทองพูดก็พอจะเข้าใจ
"สายฟ้าวายุผู้เป็นนายของสายฟ้าทั้งปวง ผู้ใดครอบครองย่อมมิต้องกลัวอันตรายใด ๆ จากสายฟ้าทุกชนิด และหากใช้สายฟ้าวายุโจมตีตรง ๆ ผู้โดนโจมตี แม้จะเป็นผู้ที่มีระดับปราณจักรพรรดิ์สงครามก็ยากจะต้านทาน " นี่จึงเป็นสาเหตุที่อาเส้าเหวินยามเห็นสายฟ้าวายุเข้าถึงกับเหงื่อตก รีบทิ้งกระบี่เพื่อยอมแพ้ในทันที แต่จากคำกล่าวในตอนท้ายที่ผู้เป็นบิดากล่าวออกมายังคงสร้างความสงสัยให้แก่หญิงสาว นางจึงสอบถามขึ้น
"ความหมายของท่านพ่อคืออะไรหรือเจ้าคะ ด้วยระดับฝีมือของเขาในปัจจุบันถึงจะดูน่าสนใจบ้าง แต่ก็คงมิเป็นปัญหาสำหรับยอดฝีมือระดับสูงท่านอื่น แล้วเขาจะอยู่อย่างสงบสุขได้อย่างไร ระดับพลังแค่นี้คงไม่ใช่สาเหตุ ..อา..าา ..หรือว่า สายฟ้าวายุนั่น "
"ใช่แล้ว การครอบครองสิ่งล้ำค่าหากไม่มีกำลังที่เพียงพอตงยากจะรักษาไว้ ต้องยุ่งยากลำบากและอาจถึงขั้นต้องสูญเสียชีวิตไป เจ้าหนุ่มนี่ก่อนหน้านี้คงโชคดีบังเอิญได้ครอบครองสายฟ้าวายุ แม้สายฟ้าวายุจะมีอานุภาพยิ่ง แต่อาจคงเพิ่งได้ครอบครอง และด้วยระดับฝีมือเพียงแค่นี้คงยากจะรักษาไว้ได้นาน เมื่อสายฟ้าวายุถูกเปิดเผยออกมา ย่อมสร้างความโลภหลงให้แก่ผู้ที่มีพลังเหนือกว่าที่ต้องการไปครอบครอง"
" ต่อไปภายภาคหน้า มิทราบมรสุมการช่วงชิงจะยิ่งน่ากลัวขนาดไหน ถ้าหากข่าวการถือกำเนิดของสายฟ้าวายุถูกแพร่กระจายออกไปในวงกว้าง ย่อมเป็นการยากที่จะควบคุม หากจะให้การช่วงชิงนี้จะยุติลงคงเป็นการยาก เว้นเพียงแต่....."
ชายกลางคนรูปร่างท้วมสมบูรณ์ใส่ชุดสีทองส่ายหน้าไปมานิ่งไปชั่วครู่ก่อนกล่าวต่อ
"แต่นั่น คงมิอาจเป็นไปได้...!!"
การกล่าวของผู้เป็นบิดาทำให้สตรีสาวปกปิดโฉมหน้าสงสัยยิ่งจึงกล่าวถามขึ้น
"เว้นเพียงแต่อะไรเจ้าคะท่านพ่อ.."
"สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงตำนานที่เล่าขานมาเนิ่นนานแต่โบราณกาลแล้วเท่านั้น ตำนานโบราณมีบันทึกไว้ว่า สายฟ้าวายุ เป็นสายฟ้าที่รุนแรงที่สุดในบรรดาสายฟ้าทั้งปวง จึงได้รับการขนานนามว่า ผู้เป็นนายเหนือสายฟ้าทั้งปวง สายฟ้าวายุได้สร้างสิ่งที่วิเศษล้ำยิ่งกว่าตัวมันขึ้นมาได้อีก เรียกว่าเม็ดพลังสายฟ้าวายุ ซึ่งนับเป็นของวิเศษฟ้าดินตามธรรมชาติ ที่เกิดจากการหล่อหลอมรวมกันของพลังฟ้าดิน และวาตะ ซึ่งพลังทั้งสามชนิด อันได้แก่ พลังฟ้า คือ สายฟ้าวายุ พลังดิน คือเส้นชีพจรมังกรที่อยูในพื้นปฐพี และพลังวาตะ คือพลังลม พลังทั้งสามอย่างนี้เกิดขึ้นพร้อมกันในสถานที่เดียวกันและหล่อหลอมรวมกันนานนับแสนปีขึ้นไป จึงจะถือกำเนิดเป็นเม็ดพลังสายฟ้าวายุขึ้นเม็ดหนึ่ง "
"อันเม็ดพลังสายฟ้าวายุที่เกิดขึ้นนั้น ถือเป็นสิ่งวิเศษตามธรรมชาติที่ยากจะหาเจอหรือยากจะเกิดขึ้นได้ ในรอบหนึ่งล้านปีถึงจะมีโอกาสเกิดขึ้นสักครั้ง เพราะเป็นการยากมาก ที่พลังทั้งสามชนิดจะมาอยู่ด้วยกันและใช้เวลาถึงหนึ่งแสนปีกว่าจะหลอมรวมกันจนเกิดเป็นเม็ดพลังสายฟ้าวายุขึ้นเม็ดหนึ่ง แต่หากเกิดเม็ดพลังสายฟ้าวายุขึ้นแล้ว นี่หละที่จะเป็นของวิเศษที่แท้จริง"
"เพราะตามตำราโบราณบ่งบอกไว้ว่า เม็ดพลังสายฟ้าวายุนั้นหากใครได้กลืนกินและสามารถย่อยพลังทั้งหมดได้ ไม่ว่าคนหรือสัตว์ หากได้กลืนกินเม็ดพลังสายฟ้าวายุนี้เข้าไป เม็ดพลังสามารถสร้างปีกยุทธให้เกิดขึ้นแก่ผู้ที่ได้กลืนกินขึ้นในทันทีไม่ว่าจะมีปราณยุทธระดับใดก็ตาม และวิธีที่จะยุติการแย่งชิงได้ คือผู้ที่ได้ครอบครองต้องหลอมรวมเม็ดพลังจนสามารถสร้างปีกได้สำเร็จ และฝึกฝนจนปีกสามารถโจมตีด้วยพลังสายฟ้าได้สำเร็จเมื่อใด เมื่อนั้นเม็ดพลังธาตุสายฟ้าวายุก็จะถูกย่อยสลายไปอย่างถาวร ผู้อื่นก็มิอาจแย่งชิงหรือใช้ประโยชน์อันใดจากร่างนั้นได้อีก แม้ว่าร่างนั้นจะตกตายไปแล้วก็ตาม "
"ตำรากล่าวไว้ว่าการจะช่วงชิงเม็ดพลังธาตุสายฟ้าวายุที่ผู้คนหรือสัตว์อสูรครอบครองอยู่เพื่อจะนำไปใช่ประโยชน์ได้นั้นต้องทำตอนที่ผู้คนหรือสัตว์อสูรเพิ่งได้ครอบครองเม็ดพลังธาตุสายฟ้าวายุและยังมิถึงขั้นที่สามารถย่อยสลายเม็ดพล้งธาตุสายฟ้าวายุไกด้หมด หรือปีกที่สร้างจากเม็ดพลังธาตุสายฟ้าวายุยังไม่สามารถโจมตีออกด้วยพลังสายฟ้าวายุได้แล้วเท่านั้นดูจากความรูปร่างเจ้าหนุ่มนี่คงเพิ่งได้ครอบครองเม็ดพลังธาตุสายฟ้าวายุ และคงยังมิได้สร้างปีกที่ว่านั้นหรือคงยังมิอาจใช้ปีกโจมตีด้วยพลังสายฟ้าวายุได้สำเร็จเนื่องด้วยวัยอันอ่อนเยาว์นี้"
คำกล่าวอธิบายอันยืดยาวจบลง สตรีสาวคลุมหน้าหวนนึกไปถึงเงาเลือนลางใดที่คล้ายโบยบินวูบออกมาจากช่องว่างเพียงน้อยนิดก่อนท่าโจมตีดาราดาษของอาเส้าเหวินจะระเบิดออกก่อนหน้านี้ นางรำพึงในใจ
"หรือว่าสิ่งที่เห็นก่อนหน้านี้จะเป็นจริง..!!ข้าคงมิได้ตาฝาดไป..!!"
..................................................................................................................................................................................................................................................
บุรุษชุดขาวเยาว์วัยที่มีสายตาลึกซึ้งชั่วร้าย ก่อนหน้านั้นเมื่อเห็นการต่อสู้ยังเคยมีความคิดที่จะออกไปต่อสู้กับกังหลง แต่เมื่อเห็นสายฟ้าสีน้ำเงินก็หยุดความคิดนั้นเสีย สายตาคมวาวจ้องมองไปยังกังหลงครุ่นคิดอย่างเงียบเชียบ ส่วนเถ้าแก่จางลี่เมื่อเห็นอาเส้าเหวินทิ้งดาบยอมแพ้และถอยออกจากเขตลานประลอง ก็รีบประกาศก้องขึ้นในทันที
"อีกฝ่ายขอยอมแพ้ ผู้ชนะคือกงจื้อท่านนี้ ขอเชิญกงจื้อมารับของรางวัลที่เดิมพันไว้"
กังหลงแย้มยิ้ม เดินเข้ามาหาเถ้าแก่ ยกมือขึ้นคารวะพร้อมกล่าว
"เรียกข้าว่า กังหลง เงินรางวัลแบ่งเป็นสองส่วนเท่าๆกัน มอบให้แก่สหายข้าครึ่งนึงส่วนที่เหลือพร้อมแก่นอสูรสีแดงข้าขอเก็บไว้เนื่องจากแก่นอสูรเป็นสมบัติเดิมของข้าที่ถูกแย่งชิงไปเชิญเถ้าแก่จัดการด้วย "
กล่าวจบกังหลงเดินไปตบไหล่หยางเชียงซีเบาๆ พร้อมกล่าวขึ้น
"พี่หยางเชียงซีเงินเดิมพันแบ่งกันคนละครึ่ง และข้าต้องขอตัวก่อนเนื่องจากมีเรื่องต้องกระทำ ส่วนตัวท่านก็รีบกลับไปพักผ่อนเพื่อรักษาตัวให้หายโดยเร็วเถิด ไว้โอกาสหน้าหากเจอกันพวกเราค่อยมาร่ำสุรากันให้เมามายไปข้างนึงค่อยเลิกรา บัดนี้ท่านนับเป็นสหายของข้าแล้วขอตัวก่อน..!!"
จากการประลองที่ผ่านมาขณะเจอเหตุการณ์ที่ฝ่ายตรงข้ามแสดงอาวุธระดับขุนพลและโจมตีด้วยพลังอันรุนแรงสุดตัวกังหลงคล้ายสัมผัสได้ถึงบางอย่างในห้วงแห่งจิต อักษรและความรู้ต่าง ๆ ที่กังหลงเคยกลืนกินจากเม็ดพลังความรู้ที่เฒ่าเทียนคงได้กลั่นให้ไว้อักษรที่เคยนอนนิ่งไม่เคลื่อนไหวใดๆ ในทะเลแห่งจิตเริ่มละลายซึมซับเข้าสู่จิตสำนึกมากยิ่งขึ้น ทำให้ได้รับข้อมูลที่มีประโยชน์มากขึ้นเรื่อย ๆ
ก่อนหน้านั้นเม็ดพลังความรู้ที่กลืนกินไปคล้ายสลายไปได้ทีละน้อยมีบางส่วนที่เริ่มแข็งขึ้นจนย่อยสลายไม่ได้แต่พอพลังกล้าแข็งขึ้นก็จะเริ่มสลายเข้าไปจนเม็ดพลังเริ่มเล็กลง ๆยิ่งเม็ดพลังมีขนาดเล็ก เม็ดพลังยิ่งแข็งแกร่งขึ้นพลังที่ใช้ย่อยสลายก็ยิ่งมีระดับที่สูงขึ้นเช่นกันและความรู้ที่ได้รับยิ่งมายิ่งลึกล้ำขึ้นเช่นกัน..!!