ไอวี่ ไอริส ชาร์ลอตต์ เซล่า ที่เสร็จจากการทำงานของพวกเธอทั้งหมดก็เดินเข้ามาในห้องเพื่อมาดูอาการของผมที่หมดสภาพไปตอนนั้น แต่พอเปิดประตูเข้าห้องมานั้นก็อดที่จะตกตะลึงไม่ได้สภาพของห้องเละไปหมดเสื้อผ้ากระจัดกระจายไปทั่วทุกมุมของห้อง ก่อนที่พวกเธอทั้งหมดจะมองไปยังเตียงที่ตอนนี้มีผมกับเพย์ตันนอนกอดกันในสภาพที่เปลือยเปล่า
เซล่าพูดขึ้นมาก่อนที่จะมองดูสภาพห้องสลับกับเตียงนอน
“นี่พวกเขาทำกันรุนแรงขนาดนั้นเลยเหรอ”
“อย่าไปสนเรื่องนั้นเลย รีบไปปลุกพวกเขาไปทานข้าวก่อนเถอะ”
ชาร์ลอตต์พูดบอกเซล่าก่อนที่จะเดินไปปลุกผมกับเพย์ตันให้ลุกขึ้นมา สภาพผมกับเพย์ตันอ่อนเพลียไปมากแทบจะหมดเรี่ยวแรงไปเลยทำให้ไอวี่ต้องรีบเข้ามาตรวจดูอาการของผมกับเพย์ตันก่อนที่จะแสดงสีหน้าที่พึ่งพอใจออกมา
“ไม่คิดเลยว่าทุกคนจะตั้งครรภ์กันหมดแบบนี้”
คำพูดของไอวี่ทำให้ ไอริส ชาร์ลอตต์ และเซล่างุนงง มันก็แน่นอนอยู่แล้วนะสิ ถ้าจะตั้งครรภ์กันทุกคนแบบนี้ก็เล่นทำแบบนั้นกันทุกวันนี่นะจะว่างก็แค่ช่วงนี้ที่ไม่ได้ทำเพราะยุ่งอยู่กับงานกันทุกคน
( สำหรับใครที่กังวลหรือลืมว่าไรท์เคยอธิบายไปแล้วเกี่ยวกับทารกน้อยในครรภ์ของภรรยาโรเบิร์ตทุกคนว่าจะเป็นอะไรรึเปล่าถ้าหากเข้าต่อสู้หรือทำกิจกรรมหนักๆ สามารถย้อนกลับไปอ่านตอนที่ 46 กับตอนที่ 47 ได้เพราะช่วงนั้นจะมีรายละเอียดของการตั้งครรภ์ของแวมไพร์ระบุเอาไว้ครบถ้วน )
“การที่ฉันตกใจแบบนี้มันก็เพราะอัตราการเกิดลูกของแวมไพร์มันยากมากๆไม่เหมือนกับมนุษย์โดยเฉพาะแวมไพร์เลือดบริสุทธิ์ที่มีอัตราการเกิดไม่ถึงหนึ่งในล้านเลยด้วยซ้ำเมื่อเทียบกับสายเลือดอื่นที่มีอัตราที่น้อยกว่ามนุษย์แค่ 30%”
สีหน้าของทุกคนตกใจเมื่อได้ยินไอวี่พูดมาแบบนั้นเพราะถ้าเป็นเรื่องจริงแสดงว่าพวกเธอทั้งหมดไม่เรียกว่าโชคหล่นทับหรอกเหรอ
“การตั้งครรภ์ของแวมไพร์มันพิเศษมากกว่าเผ่าอื่นก็ตรงที่ยิ่งหญิงสาวที่ยิ่งให้กำเนิดลูกของแวมไพร์มากเท่าไหร่ก็จะยิ่งมีพลังความแข็งแกร่งที่มากขึ้นเท่านั้นบางทีอาจแข็งแกร่งยิ่งกว่าผู้นำวงศ์วานอย่างแวมไพร์ต้นสายเลือดซะอีก ที่ฉันบอกไปแบบนี้มันก็แค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น ส่วนที่สำคัญก็คือการพัฒนาการของโรเบิร์ตกับพวกเราจะมากยิ่งขึ้น”
เซล่าพูดขึ้นด้วยความสงสัย
“แล้วมันไม่ดีเหรอ?”
“ดีสิแต่ว่าพลังที่เพิ่มขึ้นนั้นก็จะทำให้ดึงดูดพวกที่แข็งแกร่งให้มาหาโดยเฉพาะเผ่าแวมไพร์ด้วยกันเอง มันเคยมีเหตุการณ์ที่แวมไพร์แย่งชิงวงศ์วานของกันละกันจนจบลงที่การฆ่ากันตายเกิดขึ้นด้วย เผ่าพันธุ์แวมไพร์นับว่าแข็งแกร่งก็จริงแต่ก็มีขีดจำกัดที่ไม่อาจก้าวข้ามไปได้.....”
ไอวี่พูดด้วยน้ำเสียงที่เบาลงเรื่อยๆ ก่อนที่เธอจะพูดเปลี่ยนประเด็นไปทำให้ทุกคนไม่ได้ถามอะไรต่อเพราะไอวี่ก็มีเรื่องที่พูดออกมาไม่ได้เหมือนกัน
“ตอนนี้ไม่ต้องไปสนใจเรื่องพวกนั้นหรอก ตอนนี้พวกเราทั้งหมดกำลังจะสามารถเชื่อมผ่านจิตใจได้แล้ว”
“เชื่อมผ่านจิตใจ?”
ทุกคนพูดออกมาพร้อมกัน
“มันคือการที่พวกเราทั้งวงศ์วานสามารถเชื่อมผ่านจิตใจกันได้และทำให้สามารถสร้างทักษะวงศ์วานขึ้นมาได้ โดยทักษะนี้จะเป็นทักษะที่เป็นการรวมพลังทั้งหมดของทุกคนในวงศ์วานเข้าด้วยกันอาจเรียกได้ว่าคือไพ่ตายของพวกเราทุกคน”
“แบบนั้นก็ดีเลยสิ”
( เพิ่มเติม เชื่อมผ่านจิตใจ คือการที่จิตใจของวงศ์วานผสานเชื่อมเข้าด้วยกันใช้สำหรับเป็นตัวปลดปล่อยทักษะวงศ์วาน และยังมีความสามารถในการเพิ่มพลังของแวมไพร์ให้ผู้นำวงศ์วานอย่างโรเบิร์ตด้วย )
ทุกคนมองหน้ากันก่อนที่จะเกิดอาการดีใจขึ้นมาไม่ได้ เพียงเท่านี้พวกเธอก็จะสามารถช่วยผมทำเรื่องต่างๆได้แล้ว
ผมลืมตาขึ้นก่อนที่จะมองไปรอบๆโดยที่ยังกอดเพย์ตันไว้แน่น
“ภรรยาสุดที่รักของผมนี่เองนึกว่าเป็นใครไปซะอีก”
“ขนาดในเวลาที่ตัวเองหมดสภาพยังล่อลวงเพย์ตันได้อีกนะ”
คำพูดของเซล่าเล่นเอาผมชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะยิ้มออกไป
“…..”
ไอวี่รีบพูดแทรกขึ้นมา
“ดีแล้วที่นายเลือกทำแบบนั้น เพราะตอนนี้พวกเราทุกคนตั้งครรภ์กันหมดแล้ว”
“หืม! ตั้งครรภ์หมดทุกคนเลยเหรอ ดีมาก”
การตั้งครรภ์ของแวมไพร์ไม่ได้ทำให้ผมกังวลเหมือนมนุษย์ที่ต้องคอยระวังเรื่องความรุนแรงของการทำกิจกรรมต่างๆของเหล่าสาวๆแต่มันกลับทำให้ผมดีใจมากกว่าด้วยซ้ำเพราะการตั้งครรภ์ของแวมไพร์มันแตกต่างไปอย่างสิ้นเชิงที่ไม่ต้องมากังวลไปกับการระวังเรื่องความรุนแรงอะไรเลยถ้าคนเป็นแม่ไม่ตายทารกในครรภ์ก็จะไม่เป็นอะไรเลยต่อให้เลาะเครื่องในออกมาทั้งหมดก็ตาม ( เล่นเอาสยองเลยนะโรเบิร์ต )
สีหน้าของโรเบิร์ตที่แสดงออกมาเซล่าก็อดไม่ได้ที่จะพูดขึ้น
“ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่เชียวนะ”
“ฮ่า ฮ่า นั่นสินะผมก็รู้สึกดีใจที่ภรรยาของผมทุกคนให้กำเนิดลูกของผมก็เท่านั้น”
ผมที่พูดแบบนั้นไปก็ไปทำให้พวกเธอทุกคนใบหน้าแดงระเรื่อกันไปทุกคนขนาดไอวี่ที่สงบนิ่งได้มากกว่าคนอื่นก็เป็นไปด้วยใครจะไปปกปิดอาการดีใจของการให้กำเนิดลูกกับคนที่ตนเองรักได้กันละจริงไหมเป็นใครก็ต้องมีความสุขเป็นธรรมดา
“พวกคุณตั้งใจจะมาชวนผมไปทานข้าวใช่ไหมผมว่าพวกคุณทานกันไปก่อนเถอะตอนนี้ผมกับเพย์ตันยังขยับร่างกายไม่ได้เลย”
ตามที่ทุกคนได้รับรู้ไปความจริงแล้วเวลามันผ่านไปมากกว่าสามวันแล้วในการร่วมรักของผมกับเพย์ตันและแต่ละท่วงท่ามันก็ดุดันทั้งนั้น การที่ผมร่วมรักกันแต่ละครั้งที่ผมมีอาการล้าแบบนี้มันเกี่ยวกับพลังของแวมไพร์ในร่างของผมเป็นต้นเหตุทั้งหมดถ้าพลังนี้ไม่ถูกปลดปล่อยออกมามันแน่นอนอยู่แล้วว่าผมสามารถอยู่กับสาวๆได้เจ็ดแปดวันก็สามารถทำได้
แต่ว่าถ้ามันไม่ปลดปล่อยพลังเหล่านั้นออกมาละก็ผมก็จะไม่มีการพัฒนาอะไรเลย นอกจากการร่วมรักกับวงศ์วานของตนเองแล้วมันก็ไม่มีวิธีอื่นที่จะทำให้ผมพัฒนาพลังของแวมไพร์ไปได้อีก ทำไมผมถึงได้มั่นใจขนาดนั้นก็เพราะผมได้ลองมันมาทั้งหมดแล้วยังไงละ
ชาร์ลอตต์ที่เงียบมานานก็พูดขึ้น
“ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวพวกเราจะนำอาหารมาให้ก็แล้วกันนะ นอนพักผ่อนรอที่นี่ไปก่อน แต่ก่อนอื่นพวกเราก็มาจัดห้องก่อนเถอะเพราะตอนนี้มันไม่ค่อยน่าดูเท่าไหร่”
“ฝากด้วยนะครับ”
ผมหลับตาลงอีกครั้งเข้าสู่การหลับใหลต่อไป
หลังจากนั้นก็ผ่านไปอีกหลายชั่วโมงในที่สุดผมกับเพย์ตันก็ตื่นขึ้นมาได้แต่มันก็เป็นสภาพร่างกายที่อ่อนแรงกว่าปกติ ผมเองก็ไม่รู้ว่าทำไมเหมือนกันถึงเป็นแบบนี้ไปได้ปกติแล้วถ้านอนไปขนาดนั้นมันต้องฟื้นฟูเป็นปกติไปแล้ว ตอนนี้มากสุดก็แค่ลุกขึ้นมาทานข้าวเช้าที่เหล่าภรรยาแสนสวยจัดเตรียมมาให้ พวกเธอไม่เลือกที่จะทานที่ห้องอาหารด้วยซ้ำแต่กลับมารวมกันที่ห้องของผมแทน ถ้าผมไม่เป็นคนเริ่มทานก่อนพวกเธอจะไม่ทานกันเลย สมกับเป็นศรีภรรยาของผมจริงๆ
เสร็จจากนั้นก็เป็นลูเชียโน่กับอิซาเบลล่าที่เข้ามาเยี่ยมเยือนผมถึงภายในห้องต่อจากการทานข้าวในแบบครอบครัวเสร็จไปได้สิบนาที
“โรเบิร์ต นายเป็นยังไงบ้างดีขึ้นแล้วใช่ไหม”
“ดีสิ ก็ได้รับการปลอบใจจากเธอตั้งขนาดนั้น”
ผมดึงเพย์ตันเข้ามากอดแน่นโดยไม่สนใจสายตาของลูเชียโน่กับอิซาเบลล่าจนลูเชียโน่เองก็อยากลองทำแบบผมบ้างแต่ก็โดนอิซาเบลล่าปัดมือออกไป
เพย์ตันในตอนนี้เธอก็กำลังแสดงท่าทีเขินอายออกมาอย่างชัดเจน เมื่อก่อนเคยเป็นแค่อัศวินที่รับใช้จักรพรรดินีโดยตรงหรือจะให้เรียกว่าดาบของชาร์ลอตต์ก็ได้ การมีชีวิตอยู่ด้วยการปกป้องจักรพรรดินีตลอดเวลานั่นคืองานของเธอและเธอก็คิดว่ามันก็จะเป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆจนกระทั่งได้มาพบกับโรเบิร์ตและก็ได้...ในคืนนั้นไปร่วมกับจักรพรรดินีของตนเองที่ตนเองต้องปกป้องพร้อมกับผู้หญิงคนอื่นๆ.....
ทั้งที่มันควรจะเป็นเพียงแค่ชั่วข้ามคืนที่ผ่านไปเท่านั้นมันกลับไม่ได้มีแค่นั้นภายในหัวใจที่สงบนิ่งของเธอมันได้เต้นระรัว เธอไม่ได้รู้จักกับโรเบิร์ตมาก่อนแต่กลับรู้สึกรักเขามากจนถึงขั้นที่ว่าขาด...ไม่ได้ ( ขอย้ำว่าไม่ใช่ผลของพลังแวมไพร์ ไม่ใช่ผลของยาเสน่ห์ใดๆ เผื่อจะมีคนเข้าใจผิด )
หลายวันที่ผ่านมานั้นจากการที่ได้พูดคุยทำความเข้าใจกับผมเป็นอย่างดีทำให้เธอไม่ปกปิดความรักที่จะเปิดเผยออกมาและการวางตัวของเธอแบบก่อนกับเหล่าภรรยาของผมอีกต่อไป
“เรื่องที่จะพูดก็คือเรื่องของแวมไพร์ผมเข้าใจแล้วว่าพวกนายรู้กันมาคราวๆแล้วนั่นแหละเกี่ยวกับตัวผมที่เป็นแวมไพร์เพียงแต่ว่าแวมไพร์พวกนั้นไม่ใช่แบบเดียวกับผมเลยเพราะผมนั้นแตกต่างไปมากโขเลยละ”
เมื่อฟังที่ผมพูดจบไปอิซาเบลล่าถึงได้ทำความเข้าใจกับมันได้และปะติดปะต่อเรื่องทั้งหมด เป็นความจริงที่เธอรู้เกี่ยวกับแวมไพร์แต่มันก็เป็นแค่สายเลือดอื่นกับสายเลือดผสมเท่านั้นแต่มีอีกส่วนหนึ่งที่เธอไม่เคยรับรู้ก็คือสายเลือดที่สูงส่งมากกว่านี้
แวมไพร์เป็นเผ่าพันธุ์ที่แข็งแกร่งจริงแต่ว่ามีแค่ไม่กี่สายเลือดเท่านั้นที่แข็งแกร่งชนิดที่ว่าไม่ได้รับผลจากพลังงานด้านลบพวกนั้น ในบรรดาเหล่าแวมไพร์ทั้งหมดจะเรียกพวกเขาว่า "สายเลือดชั้นสูง" ที่พบเห็นได้น้อยมาก
เธอสงสัยตั้งแต่ตอนที่โรเบิร์ตไม่ได้รับผลจากพลังงานด้านลบพวกนั้นแล้วเพราะเป็นไปไม่ได้เลยที่คนที่มีพลังอ่อนด้อยกว่าจะต้านทานพลังงานด้านลบได้ถึงขั้นที่พวกมันไร้ผลได้ขนาดนั้น ที่แท้โรเบิร์ตตรงหน้าของเธอก็ไม่ใช่สายเลือดที่เธอได้เคยรู้จักมาแต่เป็นสายเลือดที่สูงยิ่งกว่า
“สีหน้าแบบนั้นดูเหมือนคุณจะรู้อยู่แล้วสินะคุณไวโอเล็ท”
“ฉันก็พอเข้าใจได้คราวๆอยู่หรอกว่า สายเลือดของนายไม่ใช่สายเลือดอื่นหรือสายเลือดผสมแต่เป็นสายเลือดที่มีความสูงส่งมากกว่านั้นไปอีกถ้าจะให้พูดถึงมันและนึกถึงได้ก็คงเป็น “สายเลือดบริสุทธิ์”สินะ”
“ใช่แล้ว ผมคือสายเลือด…”
อาเธน่าพุ่งออกมาจากตัวของผมก่อนที่จะหาวนอนเล็กน้อยแล้วพูดแทรกเข้ามาเพื่อตัดบทสนทนาทั้งหมด
“เรื่องของแวมไพร์พูดกันได้นะแต่ว่าเรื่องของสายเลือดบริสุทธิ์ห้ามพูดให้พวกเขารู้ไปมากกว่านี้เด็ดขาด”
ผมขมวดคิ้วก่อนที่จะถามเหตุผลกับอาเธน่า
“ทำไมถึงพูดไม่ได้”
“มันคือพันธสัญญาโลหิตโทษทัณฑ์ของแวมไพร์ที่ได้สร้างขึ้นมาถ้าหากเอ่ยขึ้นมาโดยหวังเพื่อจะเผยแผ่สู่สาธารณะคนที่ได้ฟังจะระเบิดตัวเองในทันทีพร้อมกับตัวแวมไพร์เองหรือคนที่รู้เรื่องนี้เล่าให้ฟังก็จะถูกโซ่แห่งโลหิตโทษทัณฑ์จับตัวไปลงโทษถึงหนึ่งแสนปีอย่างทรมานแน่ๆ”
“มันรุนแรงถึงขนาดนั้นเลยเหรอ ถ้าอย่างนั้นก็คงเล่าต่อไปไม่ได้แล้ว”
“มาสเตอร์มันก็พอมีวิธีนะคะ และก็เป็นสิ่งที่ฉันอยากแนะนำมาสเตอร์มานานแล้ว เพราะพวกเขาสองคนมีความเข้ากันได้กับพลังแห่งความมืดสูงมาก”
“วิธีอะไร?”
“วิธีนั้นก็คือให้คุณโคลด์กับคุณไวโอเล็ททำพันธสัญญาโลหิตอัศวินแห่งวงศ์วานถึงจะสามารถล่วงรู้ความลับของแวมไพร์ได้ นั่นสินะถ้าจะให้อธิบายเข้าใจง่ายๆก็คงต้องบอกว่าพวกคุณสองคนมาเป็นอัศวินในวงศ์วานของมาสเตอร์”
ลูเชียโน่กับอิซาเบลล่ามองหน้ากันก่อนที่จะพูดคุยกันเล็กน้อยจากนั้นก็หันหน้ามาหาผมพร้อมกับสีหน้าที่จริงจัง
“ลูเชียโน่กับฉันปรึกษากันมาสักพักแล้วเกี่ยวกับการจะติดตามพวกนายไปด้วยแต่ในเมื่อโอกาสมันมาถึงแล้วทำไมพวกเราต้องปฏิเสธที่จะรับมันด้วย”
“หากพวกเขาว่ามาแบบนั้น ก็มาเริ่มกันเลยเถอะอาเธน่า”
อาเธน่าอุ้มแขนของผมขึ้นมาก่อนที่เขี้ยวของเธอจะงอกออกมาเธอฝังมันลงไปเบาๆ เลือดสองหยดไหลออกมาจากบาดแผลเธอเก็บมันมาอย่างรวดเร็ว บาดแผลของผมมันก็สมานตัวกลับไปอย่างรวดเร็วเหมือนกัน อาเธน่านำเลือดสองหยดนั้นมาแล้วบอกให้ลูเชียโน่กับอิซาเบลล่ารับกันไปคนละหยดเพื่อให้ดื่มมันเข้าไป
เมื่อขั้นตอนแรกเสร็จไปแล้วลูเชียโน่กับอิซาเบลล่าก็นอนทรมานดิ้นไปมากับพื้นก่อนที่อาเธน่าจะค่อยๆยกมือขึ้นมาวาดมันออกไปกลางอากาศเป็นอักขระที่ยาวกว่าตอนที่เธอร่ายมันให้ผมออกมาจากโลกมืดแห่งนั้นซะอีก เธอร่ายมันได้ประมาณหนึ่งร้อยบรรทัดในจังหวะที่บรรทัดที่หนึ่งร้อยถูกเขียนเสร็จ
วงเวทย์สีแดงขนาดเท่าตัวของลูเชียโน่กับอิซาเบลล่าที่เต็มไปด้วยอักขระแปลกๆอยู่ภายในก็เริ่มปรากฏออกมาพร้อมกับเปล่งแสงสีแดงออกมาอย่างช้าๆโซ่สีแดงที่ลักษณะเป็นลวดลายแผ่ขยายจากวงเวทย์วงนั้นเข้าไปในร่างของทั้งสองคนทำให้เสียงทรมานของทั้งสองยิ่งดังมากขึ้นกว่าก่อนหน้านี้ถึงสามเท่า
ผ่านไปนานถึงสิบห้านาทีเสียงทรมานของลูเชียโน่กับอิซาเบลล่าก็ได้หายไปแทนที่ด้วยพลังความสามารถทั้งหมดที่เปลี่ยนไปกลายเป็นแวมไพร์พร้อมกับเผ่าพันธุ์ก็เปลี่ยนจากมนุษย์ให้กลายเป็นแวมไพร์ไปด้วย พวกเขาสองคนลืมตาตื่นขึ้นก่อนที่จะลุกขึ้นมายืนได้อีกครั้งพร้อมกับตรวจเช็คสภาพร่างกายของตนเอง
พวกเขาทั้งสองได้แต่ตกตะลึงพลังของพวกเขาในตอนนี้มันเกินโลกใบนี้ไปแล้วเรียบร้อย แน่นอนว่าทางฝั่งของผมกับเหล่าภรรยาของผมพลังทั้งหมดก็เพิ่มขึ้นมาเหมือนกัน
ติ๊ง! ลูเชียโน่ โคลด์ และ อิซาเบลล่า ไวโอเล็ท เข้าร่วมวงศ์วานในฐานะอัศวินผู้พิทักษ์วงศ์วาน
ติ๊ง! วงศ์วานของของคุณแข็งแกร่งขึ้น คนในวงศ์วานทั้งหมดจะได้รับผลต้านทานสถานะด้านลบทั้งหมดตามผู้นำวงศ์วานเมื่ออยู่ตัวคนเดียว และอัศวินผู้พิทักษ์วงศ์วานจะได้รับทักษะ พิทักษ์คุ้มครอง
ติ๊ง! พลังแห่งความมืดเลื่อนจากระดับสูงกลายเป็นระดับสูงสุด
. . .