อาวุธมนุษย์เกิดใหม่เป็นเจ้าชายขยะ ในโลกที่ตัดสินว่าเวทมนต์คือทุกสิ่ง

    บทที่ 119 ไร้เดียงสา

            พวกคาทาริน่าทั้งสามคนยืนมองเด็กชายกอดแมวกลิ้งไปกลิ้งมาบนพื้นอยู่อย่างนั้น ก่อนที่จะมีหญิงชาวบ้านคนนึงวิ่งมาที่เด็กผู้ชายพูดอะไรบางอย่าง เด็กคนนั้นมองแมวที่เขากอดไว้แสดงสีหน้าลำบากใจก่อนจะยื่นแมวให้ผู้หญิงคนนั้นอย่างมายินยอม ผู้หญิงคนนั้นรับแมวมาทำท่าขอบคุณแล้วก็รีบเดินจากไปพร้อมกับอุ้มแมวไว้ในอ้อมอก เด็กผู้ชายลุกขึ้นพร้อมกับปัดขนแมวบนเสื้อผ้า แล้วสิ่งที่พวกเธอไม่คาดคิดก็ปรากฏขึ้นเมื่อผู้หญิงทั้งสามคนที่สองในนั้นเป็นเผ่ามารหูสัตว์เดินมาหาเด็กผู้ชาย ผู้หญิงผมสั้นสีดำพูดอะไรบางอย่างเด็กผู้ชายยิ้มให้แล้วพูดอะไรกับเธอก่อนจะหันหน้าแล้วเดินไปพร้อมกัน

            เจมส์ที่เห็นดังนั้นก็จะหันไปถามคาทาริน่าว่าควรจัดการกับเผ่ามารหูสัตว์ทั้งสองเลยดีไหม กลับต้องพบว่าคาทาริน่าได้เดินไปหาเด็กผู้ชายคนนั้นกับพวกผู้หญิงพร้อมกับพูดว่า

            “เดี๋ยวก่อนค่ะ”

            เด็กผู้ชายกับพวกผู้หญิงต่างหันมามองเธอเป็นตาเดียว เจมส์หันไปมองแบรดเป็นเชิงคำถาม ซึ่งแบรดก็ยักไหล่ให้เขาแล้วเดินตามคาทาริน่าไปหาเด็กชายคนนั้น เจมส์ที่ไม่เข้าใจในเหตุผลการกระทำของคาทาริน่าก็ได้แต่เดินตามเธอไปด้วยความสงสัย

            พวกเออร์วินที่กำลังกลับไปที่ปราสาททุกเสียงร้องเรียกกันทางด้านหลังก็หันไปมอง เห็นเป็นผู้หญิงคนหนึ่งกำลังเดินมาหาพวกเขา ผู้หญิงคนนี้จัดว่าเป็นคนที่สวยมากคนหนึ่งผมสีทองยาวสวยเข้ากับดวงตาสีน้ำทะเลลึกของเธอ แม้ว่าชุดที่เธอใส่นั้นจะเป็นชุดชาวบ้านธรรมดาแต่มันกลับไม่ได้ช่วยลดทอนความงามของเธอเลยแม้แต่น้อย ทันทีที่ได้เห็นผู้หญิงคนนี้เรเวนก็ขมวดคิ้วริมฝีปากของเธอคล้ายกับว่าต้องการจะพูดอะไรบางอย่างแต่ก็เลือกที่จะหยุดไว้

            เออร์วินมองที่เธอคนนั้นก่อนจะถามว่า

            “ผมเหรอครับ?”

            “ใช่ค่ะพอดีพี่มีเรื่องจะคุยกับหนูหน่อยน่ะ”

            คำพูดที่แสดงว่าตนเป็นผู้อาวุโสและเออร์วินยังเป็นแค่เด็กทำเอาเรเวนเกือบแสดงหน้าแปลกๆ ออกมา ผู้หญิงผมสีทองเดินมายืนตรงหน้าเออร์วินก่อนจะแนะนำตัวว่า

            “ยินดีที่ได้รู้จักนะพี่ชื่อว่าคาทาริน่าเป็นนักเดินทางมาจากเมืองอื่นเธอน่ะดูจะชอบแมวมากสินะ”

            เออร์วินยิ้มให้เธอก่อนจะแนะนำตัวว่า

            “ยินดีที่ได้รู้จักครับผมเชื่อว่าเออร์วินครับเป็นเจ้าชายของเมืองนี้”

            คำว่าเจ้าชายทำให้คาทาริน่ารู้สึกแปลกใจเล็กน้อย ไม่ใช่เพราะเขาเป็นเจ้าชายพี่กอดแมวแล้วเกือกกลิ้งไปมาบนพื้น แต่เป็นเพราะเธอได้ยินเขาแนะนำว่าเป็นเจ้าชายทั้งที่พลังเวทย์ของเขานั้นอยู่ต่ำกว่ามาตรฐาน หรือก็คือจัดอยู่ในกลุ่มคนที่เรียกว่าผู้มีพลังเวทย์อ่อนด้อย ในโลกที่ทุกคนให้ความสำคัญกับพลังเวทย์อย่างทวีปอาร์เคนัสการมีทายาทที่มีพลังเวทย์อ่อนด้อยนั้นจัดเป็นความอับอาย และไม่มีค่าพอให้เลี้ยงดู เลยทำให้มีเด็กที่เกิดในตระกูลชนชั้นสูงแต่กลับต้องถูกทอดทิ้งเพราะพลังเวทย์ที่อ่อนด้อยของพวกเขาอยู่บ่อยครั้งจนเป็นเรื่องปกติ ดังนั้นการที่เด็กคนนี้ยังมีตำแหน่งเจ้าชายอยู่จึงทำให้เธอรู้สึกแปลกใจ คาทาริน่าได้ยินเออร์วินพูดอีกว่า 

            “ผมชอบแมวมากครับเพราะแมวมันน่ารักจะเรียกว่าเป็นทาสแมวก็ได้”

            “ทาสแมว?” คาทาริน่าทวนคำที่เธอไม่เคยได้ยิน

            เออร์วินยิ้มเพราะคนในโลกนี้แม้มีการเลี้ยงดูแมวแต่ก็ไม่ค่อยได้สังเกตพฤติกรรมที่เหมือนเจ้านายของมันนัก เขาอธิบายให้เธอฟังว่า

            “ก็ลองสังเกตพฤติกรรมของมันสิครับกินนอนแถมเอาแต่ใจ ไม่ได้ดั่งใจก็โวยวายแถมชอบพังข้าวพังของเพื่อความสนุกอีกโดยไม่รู้สึกผิด สุดท้ายก็เป็นมนุษย์อย่างพวกเราที่ต้องมาเก็บกวาด แถมไม่ว่าจะโดนมันกัดหรือข่วนกี่ครั้งก็ต้องให้อภัยพวกมันเสมอ ถ้าไม่เรียกว่าพวกเราเป็นทาสมันแล้วจะเรียกว่าอะไรครับ”

            เหตุผลที่เด็กชายยกมาทำเอาคาทาริน่าลองคิดตามแล้วก็ยิ้มจนแก้มปริ เพราะเธอไม่นึกเลยว่าเจ้าตัวเล็กขนฟูแบบนั้นจะร้ายกาจได้ขนาดนี้ ปกติเธอไม่ใช่คนที่คลั่งแมวอะไรมากนัก แต่ถ้าถามว่าชอบไหมโดยพื้นฐานและผู้หญิงที่ชอบอะไรที่มันน่ารักก็ต้องตอบว่าชอบแมวเป็นธรรมดา การที่ได้ยินเด็กชายพูดถึงความร้ายกาจของเจ้าตัวเล็กๆ ขนฟูนี้ ทำเอาเธออยากจะลองสังเกตพฤติกรรมของมันจริงๆ ว่าจะร้ายกาจตามที่เด็กคนนี้พูดไหม

            เออร์วินที่ได้เห็นรอยยิ้มของเธอคนนั้นถึงกลับเผลอเหม่อลอยอย่างลืมตัวพักหนึ่ง เพราะเขารู้สึกว่าทันทีที่ผู้หญิงคนนี้ยิ้มราวกับรอบข้างมันดูสดใสขึ้นทันตา ก่อนจะได้ยินเสียงกะแอมของเรเวนเรียกสติเขากลับมา ทั้งที่เออร์วินไม่ได้หันไปมองเรเวนแต่คล้ายกับรู้สึกว่ากำลังมีสายตาเสียดแทงของเธอมองมาจากทางด้านหลัง

            เออร์วินมองไปที่ผู้ชายสองคนที่เดินมายืนด้านหลังคาทาริน่า จึงถามเธอว่า

            “พวกคุณมาจากที่อื่นเหรอครับ”

            คาทาริน่ายิ้มแล้วพยักหน้าให้เด็กชายก่อนจะตอบว่า 

            “พวกเราท่องเที่ยวไปเรื่อยน่ะพอดีเห็นเมืองนี้พอดีก็เลยแวะมา”

            เออร์วินพยักหน้าเข้าใจก่อนจะถามอีกว่า

            “ที่ที่พวกคุณจากมาใช่บนฟ้าไหมครับ”

            “บนฟ้า?” คาทาริน่าทวนคำด้วยความสงสัย เขาไม่เข้าใจว่าทำไมเด็กคนนี้ถึงคิดว่าพวกเธอมาจากบนฟ้า จนเมื่อได้ยินเออร์วินตอบด้วยใบหน้าที่ใสซื่อว่า

            “ก็คุณสวยขนาดนี้นี่ครับถ้าไม่คิดว่าคุณเป็นนางฟ้าลงมาท่องเที่ยวผมก็คิดไม่ออกแล้วว่าคุณจะมาจากที่ไหนได้”

            คำพูดของเด็กชายทำเอาคาทาริน่าต้องปิดปากด้วยความตกใจ ด้วยความงดงามของเธอแน่นอนว่าต้องมีผู้ชายมาชมเธอไม่น้อย ซึ่งเธอก็คุ้นชินกับคำชมเชยเหล่านั้น แต่เมื่อมาได้ยินคำชมที่ดูใสซื่อจากเด็กผู้ชายจึงทำเอาเธออดดีใจไม่ได้ แบรดที่อยู่ด้านหลังเธอมองเออร์วินแล้วก็ถูคางไปมาคิดในใจว่า

            ‘ไอ้เด็กนี่มันร้าย’

            ส่วนเจมส์นั้นยังคงจ้องมองเผ่ามารหูสัตว์ทั้งสองไม่วางตาจนพวกเธอรู้สึกได้ หญิงสาวเผ่ามารหูสัตว์คนที่ตัวโตกว่าทำการดึงเด็กผู้หญิงเผ่ามารหูสัตว์ให้มาหลบข้างหลังเธอ

            ส่วนเออร์วินนั้นหลังจากที่ป้อนคำหวานชมเชยอีกฝ่ายไป เขาก็รู้สึกได้ถึงสายตาของเรเวน ซึ่งเออร์วินก็เลือกที่จะทำเป็นไม่รับรู้ถึงสายตาที่จ้องมองมาและไม่คิดจะหันไปมองเธอ

            “พูดอะไรออกมาน่ะอย่างฉันเนี่ยจะเป็นนางฟ้าอย่างที่เธอพูดได้ยังไง” คาทาริน่าพูดออกมาด้วยความเขิน

            “เป็นได้สิครับตอนแรกผมก็สงสัยว่าทำไมวันนี้เมืองเล็กๆ นี่มันถึงดูสดใสกว่าทุกทีที่แท้ก็เพราะคุณมาที่เมืองนี้นี่เอง”

            คาทาริน่าที่ได้รับคำชมเป็นตั้งใจเต้นตึกตักไม่ใช่เพราะว่ามันคือคำชมจากผู้ชาย แต่เพราะคนที่ชมนั้นยังเป็นเด็กที่ดูใสซื่ออยู่เลยทำให้รู้สึกว่าคำชมนั้นมันดูจริงใจ มากกว่าคำชมจากพวกผู้ชายที่เธอเคยได้ยินเป็นไหนๆ คาทาริน่าอดไม่ได้ที่จะพูดว่า

            “เธอนี่จะปากหวานเกินไปแล้วนะ”

            เออร์วินยิ้มให้เธอก่อนจะถามว่า

            “แล้วไม่ทราบว่าคุณเรียกผมทำไมเหรอครับ”

            คาทาริน่าที่ได้ยินคำถามก็มองไปทางหญิงสาวเผ่ามารหูสัตว์ที่ตอนนี้กำลังเอาตัวบังเด็กผู้หญิงเผ่ามารหูสัตว์แวบหนึ่ง ก่อนจะหันพูดกับเด็กชายว่า

            “พอดีพี่ก็แค่สงสัยน่ะเพราะว่าไม่เคยเห็นหญิงสาวเผ่ามารหูสัตว์มาก่อน”

            เออร์วินก็ยิ้มพลางหันไปมองลูซี่ก่อนจะพูดว่า

            “พวกเธอเป็นสาวใช้ส่วนตัวของผมน่ะครับ”

            “สาวใช้ส่วนตัว?” คาทาริน่าทวนคำ

            เออร์วินพยักหน้าให้เธอ

            “ใช่ครับเธอมีชื่อว่าลูซี่ส่วนที่อยู่ด้านหลังของเธอคือเดซี่ทั้งเธอและน้องสาวของเธอเป็นสาวใช้ส่วนตัวของผมครับ นอกจากนี้ก็ยังมีน้องสาวของเธออีกคนนึงที่ชื่อว่าลิลลี่ตอนนี้กำลังเป็นอัศวินฝึกหัดอยู่ครับ”

            คาทาริน่านิ่งงันไปทันทีที่ได้ยินเช่นนั้น เผามารเป็นอัศวินฝึกหัดในเมืองของมนุษย์ เรื่องแบบนี้เป็นสิ่งที่เธอไม่เคยได้ยินมาก่อน ความคิดบางอย่างผุดขึ้นมาในหัวของเธอ ทันใดนั้นคาทาริน่าก็ก้มมองเด็กชายด้วยสายตาที่คล้ายจะแสดงความเข้มงวด แต่เมื่อเห็นอีกฝ่ายมองเธอด้วยใบหน้าที่ใสซื่อแบบเด็กทั่วไป เธอก็เปลี่ยนเป็นสีหน้าอ่อนโยนก่อนจะถามเขาว่า

            “เธอไปพบเจอทั้งหมดนั้นได้ยังไงหรอ แล้วก็ในเมืองนี้ยังมีเผ่ามารอื่นอีกไหม”

            เออร์วินตอบไปว่า

            “เหมือนพวกเธอจะเป็นทาสที่ถูกจับมาน่ะครับผมได้บังเอิญไปเจอพวกเธอสามพี่น้องพอดีก็เลยตัดสินใจช่วยพวกเธอ ส่วนในเมืองนี้นอกจากพวกเธอสามคนแล้วก็ไม่มีเผ่ามารอื่นอีกหรอกครับ”

            เหตุผลที่ว่าบังเอิญไปเจอของเออร์วินนั้นเป็นอะไรที่ฟังดูนะเหลือเชื่อมาก คาทาริน่าที่ได้ฟังก็ขโมโหมดคิ้วก็จะถามเขาว่า

            “หนูไปเจอพวกเธอได้ยังไงเหรอ”

            เออร์วินทำท่าครุ่นคิดก่อนจะตอบว่า

            “พอดีเมื่อไหร่วันก่อนเกิดเหตุการณ์ฆาตกรรมเศรษฐีคนหนึ่งขึ้นนะครับ แล้วผมที่เดินเล่นในเมืองแบบวันนี้บังเอิญไปเจอพวกเธอแอบอยู่โดยท่าทางหิวโซเห็นว่าน่าสงสารก็เลยตัดสินใจรับมาเป็นสาวใช้ส่วนตัวนะครับ”

            คาทาริน่าเหลือบมองลูซี่สายตาของเธอเพ่งมองไว้ที่ลำคอที่ขาวผ่องซึ่งปราศจากปลอกคอ ก่อนจะถามอีกว่า

            “หนูไม่กลัวพวกเธอเหรอทั้งที่พวกเธอเป็นเผ่ามารนะ”

            เออร์วินยิ้มกว้างให้เธอก่อนจะตอบว่า

            “ผมไม่กลัวหรอกครับเพราะในทวีปอาร์เคนัสยังมีแสงสว่างที่เรืองรองสาดส่องไปทั้งทวีปอย่างศาสนจักรมานาแห่งนิรันดร์อยู่นี่ครับและอีกอย่าง” เออร์วินหยุดไปก่อนจะพูดอีกว่า “เคยมีคนหนึ่งเขาพูดกับผมครับว่าเผ่ามารนั้นไม่น่ากลัวเพราะที่น่ากลัวที่สุดคือด้านมืดที่อยู่ในใจมนุษย์” เขาทำท่าครุ่นคิดก่อนจะพูดอีกกว่า “ซึ่งผมไม่เข้าใจครับว่าด้านมืดที่อยู่ในใจมนุษย์คืออะไร เพราะผมถามเขาเขาก็บอกเพียงแค่ว่ามนุษย์เป็นสิ่งที่ทำได้ทุกอย่างแม้กระทั่งกลืนกินเผ่าพันธุ์มนุษย์ด้วยกันเอง พอผมถามใครก็ไม่มีใครยอมตอบพี่สาวเป็นนักเดินทางที่มีประสบการณ์เยอะแยะพอดีพอเข้าใจประโยคนี้ไหมครับ”

            เออร์วินถามด้วยใบหน้าที่ใสซื่อเหมือนเด็กช่างสงสัย ทว่าสิ่งที่เออร์วินพูดนั้นมันช่างดูย้อนแย้งกับใบหน้าที่ใสซื่อของเขาจนคาทาริน่าทำตัวไม่ถูกไม่รู้จะตอบยังไง เธอจึงได้แต่ตอบว่า

            “บางทีเรื่องแบบนี้เธอเองอาจจะเข้าใจเมื่อโตขึ้นก็ได้นะ”

            เออร์วินพยักหน้าเล็กน้อย

            “อย่างนั้นเหรอครับผมจะเข้าใจเมื่อผมโตขึ้นสินะครับ”

            เออร์วินที่เหมือนจะเข้าใจนั้นได้ทิ้งพายุบางอย่างไว้ในใจของผู้หญิงสองคน คาทาริน่าที่ได้ยินในสิ่งที่เด็กคนนี้พูดก็รู้สึกปั่นป่วนขึ้นมา คล้ายกับว่าในใจเธอยอมรับในสิ่งที่เขาพูดอย่างไม่สามารถโต้แย้งได้ ส่วนเรเวนนั้นก็นึกถึงความภักดีที่ตระกูลของเธอเคยมอบให้กับคนคนหนึ่งแล้วสิ่งที่ได้รับมา แม้ว่าเธอจะไม่ได้พูดออกมาแต่เธอก็ยอมรับว่าที่เออร์วินพูดนั้นไม่ผิดเลยจริงๆ แต่ไม่รู้ทำไมเธอค่อนข้างมั่นใจว่าคนที่พูดประโยคนี้ก็ไม่ใช่ใครที่ไหนแต่เป็นตัวเขานั่นเอง

            คาทาริน่าถามอีกว่า

            “แล้วพ่อแม่ของเธอเขาอนุญาตเรื่องนี้ด้วยเหรอ หมายถึงเรื่องที่เธอรับเผ่ามารมาเป็นสาวใช้ส่วนตัวกับให้เผ่ามารรับการฝึกเป็นอัศวิน”

            เออร์วินตอบด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้มว่า

            “เรื่องนี้ท่านพ่อกับท่านแม่ไม่ว่าอะไรเลยครับหนำซ้ำท่านแม่ยังโอเคด้วยซ้ำบอกว่าถ้าพวกเธอน่ารักก็ไม่เป็นไร”

            “ฮะ?” คำตอบที่เออร์วินพูดออกมาทำเอาคาทาริน่าอุทานออกมาพร้อมกับรู้สึกไปไม่เป็น เพราะเธอไม่นึกว่าเหตุผลจะเป็นแค่เพราะว่าเผ่ามารหูสัตว์เหล่านี้น่ารัก

            เออร์วินยิ้มให้เธอก่อนจะพูดเหมือนนึกขึ้นได้ว่า

            “อ๊ะ! นี่ก็เย็นมากแล้วผมขอตัวกลับก่อนนะครับ คุณจะพักที่เมืองนี้ใช่ไหมครับ”

            คาทาริน่าพยักหน้าตอบว่า

            “ใช่แล้วล่ะพวกเราว่าจะพักเต็มเลยสักระยะหนึ่ง”

            เออร์วินทาบฝ่ามือที่อกขวาแล้วโค้งกายให้เธอพร้อมกับพูดว่า

            “ถ้าอย่างนั้นผมขอเป็นตัวแทนเมืองไพร์ล็อกต้อนรับพวกคุณนะครับ”

            คาทาริน่าแปลกใจเล็กน้อยกับท่าทีที่อยู่ๆ ก็เป็นทางการของเด็กชายซึ่งเธอก็ทาบฝ่ามือที่อกซ้ายและกำลังจะทำความเคารพอีกฝ่ายตอบแต่เธอก็ยั้งท่านี้ไว้ได้ก่อนที่เธอจะโค้งกาย

            “ผมกลับก่อนนะครับแล้วก็ถ้าไม่ว่าอะไรวันหลังคุณจะช่วยเล่าเรื่องราวการผจญภัยของคุณที่ผมฟังได้ไหมครับ”

            คาทาริน่ายิ้มและพูดว่า

            “ได้สิ”

            จากนั้นเออร์วินก็ยิ้มแล้วพาสาวใช้ส่วนตัวทั้งเดินจากไปทางปราสาท ขณะที่เดินกลับนั้นเด็กผู้หญิงเผ่ามารหูสัตว์ได้หันมามองพวกเธอแวบหนึ่งก่อนจะหันกลับไป คาทาริน่ามองพวกเขาสายตาจากไป เจมส์ก็ถามขึ้น

            “ปล่อยพวกนั้นไปจะดีเหรอครับท่านคาทาริน่า”

            คาทาริน่ายิ้มตอบเขาว่า

            “ไม่เป็นไรหรอกเรามาพักผ่อนนะและอีกอย่างเราจะให้เป้าหมายของเรารู้ไม่ได้ว่าคนของศาสนจักรยังต้องการของชิ้นนั้นอยู่”

            มองเด็กชายกับเหล่าสาวใช้ส่วนตัวทั้งสามคนเนื่องจากไปก็นึกถึงคนแคระนักล่าค่าหัวคนนั้น และนึกถึงบทสนทนาที่เธอได้ยินจากการแอบฟังระหว่างนอร่ากับมาร์ควิสราฟาเอล

            ‘เด็กนั้นเหรอ?’ เธอยังคงสงสัยในสิ่งที่เธอได้ยินในวันนั้นว่าคำว่าเด็กที่ทั้งสองคนพูดถึงหมายถึงเด็กจริงๆ หรือแค่เปรียบเปรยว่าอีกฝ่ายเป็นแค่เด็ก แต่เธอก็ไม่คิดว่าเจ้าชายที่ดูใสซื่อผู้มีพลังเวทย์อ่อนด้อยคนนี้ ที่ดูจะหลงใหลแมวจนถึงขนาดกอดมันแล้วนอนกลิ้งไปกลิ้งมากับพื้นจะเกี่ยวข้องอะไรกับนักล่าค่าหัวคนนั้น ตอนนี้สิ่งที่เธอต้องการคือทำทุกอย่างให้เป็นความลับ หลังจากที่เธอปล่อยให้คนแคระนักล่าค่าหัวคนนั้นหนีรอดไปได้เธอมาลองคิดดูก็พบว่าสาเหตุเป็นเพราะเขาได้รับความช่วยเหลือและรู้การมีอยู่ของเธอก่อน  ดังนั้น ธอจึงต้องการให้การมีอยู่ของเธอเป็นความลับจะให้เค้ารู้ไม่ได้ว่าศาสนจักรยังไม่ตัดใจจากของชิ้นนั้น

            “หาโรงแรมพักผ่อนกันเถอะ” คาทาริน่าพูดขึ้นเจมส์กับแบรดก็พยักหน้าเห็นพ้อง

             

            ไม่ไกลจากทั้งสามคนมีออกัสยืนแอบดูอยู่ด้วยความตึงเครียด เมื่อเห็นว่าเจ้าชายเออร์วินกับผู้หญิงทั้งคนนั้นคุยกันแบบปกติไม่มีการปะทะอะไรกันก่อนจะเดินจากไป เขาก็ถอนหายใจอย่างโล่งอกแม้จะไม่ได้ยินว่าทั้งสองคนคุยอะไรกัน แต่เท่าที่เขาแอบดูก็ไม่น่าจะมีเรื่องขัดแย้งอะไรเกิดขึ้นระหว่างทั้งสองคน เห็นว่าพวกคาทาริน่าเดินจากไปแล้วเขาก็มุ่งหน้าไปที่ค่ายทหารทันที

             


    คล้ายกับเรื่องอาวุธมนุษย์เกิดใหม่เป็นเจ้าชายขยะ ในโลกที่ตัดสินว่าเวทมนต์คือทุกสิ่ง ที่คุณอ่าน