ระบบกลืนกินระดับเทพ : เส้นทางวิวัฒนาการของตัวข้าผู้เป็นสัตว์อสูร (อ่อนแอ)

    เล่มที่ 6 บทที่ 160 ทำไมเจ้านี่หัวแหลมจัง

            ดูออกไม่ยากว่าคนที่มาใหม่มีนิสัยคล้ายกับหลี่ฉางหมิงอยู่หลายส่วนโดยเฉพาะความมั่นใจในตัวเองอย่างล้นเหลือ

            ทว่าเขากับหลี่ฉางหมิงยังมีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

            ถึงหลี่ฉางหมิงจะมั่นใจในตัวเองสูงแต่เขากลับไม่ทำให้ใครรู้สึกหมั่นไส้อย่างน้อยเขาก็ไม่ได้ด่ากราดทุกคนแบบไม่เลือกหน้า หรือมองว่าทุกคนเป็นขยะ

            แต่สำหรับผู้ชายคนนี้มันไม่ใช่แค่ความมั่นใจแล้ว แต่มันคือความหยิ่งยโส!

            แค่พูดไม่กี่ประโยคเขาไม่เพียงแต่ด่าเจียงจืออวี๋กับไป๋ฉางเซิงแต่ยังเหมารวมด่านักศึกษาทุกคนที่อยู่ที่นี่ด้วย

            แต่ที่น่าแปลกคือแม้ทุกคนจะมองเขาด้วยความโกรธเคือง ทว่ากลับไม่มีใครกล้าเอ่ยปากว่าอะไรออกมา

            เห็นได้ชัดว่าปกติแล้วหมอนี่คงทำตัวกร่างสุดๆ และมีฝีมือไม่ธรรมดา ไม่อย่างนั้นด้วยปากแบบนี้ คงโดนรุมกระทืบไปนานแล้ว

            ไป๋ฉางเซิงหรี่ตาลงเล็กน้อยมองดูชายที่กำลังเดินฝ่าฝูงชนตรงมายังลานประลอง

            บนศีรษะโล้นเลี่ยนมีเส้นเลือดปูดโปนท่อนบนสวมเพียงเสื้อกล้ามสีขาวที่ถูกกล้ามเนื้ออันใหญ่โตเกินจริงดันจนแทบปริขนาดรอบแขนของเขาใหญ่แทบจะเท่าต้นขาคนปกติอยู่แล้ว

            เมื่อเดินมาหยุดอยู่หน้าทุกคนเขามองขึ้นไปยังเจียงจืออวี๋และไป๋ฉางเซิงบนลานประลอง ก้มหน้าเล็กน้อยแล้วแสยะยิ้มจากนั้นก็ระเบิดพลังจากท่อนขา ส่งร่างพุ่งทะยานขึ้นไปยืนอยู่บนลานประลองในพริบตา

            เขายืนกอดอกด้วยท่าทีจองหอง“มหาวิทยาลัยสายต่อสู้นครปีศาจ อันดับสองแห่งทำเนียบอัจฉริยะสวรรค์หลี่เฉิงกัง!”

            คนบางคนแค่ท่ายืนก็ให้ความรู้สึกว่าแข็งแกร่งจนน่ากลัว

            แต่ว่า...ทำไมหัวเจ้านี่มันถึงแหลม ๆ หว่า?

            ไป๋ฉางเซิงแอบบ่นในใจจากนั้นเขาก็เห็นพลังเลือดทั่วร่างของหลี่เฉิงกังเริ่มสั่นสะเทือนกล้ามเนื้อที่เดิมทีก็ใหญ่เวอร์อยู่แล้ว กลับขยายพองออกเหมือนหลุดจากพันธนาการ

            รูปร่างแบบนี้แม้แต่ไป๋ฉางเซิงยังต้องตกใจ

            แม้แต่เจียงจืออวี๋ที่มองดูการเปลี่ยนแปลงของหลี่เฉิงกังอยู่ยังเผยแววตาประหลาดใจออกมาให้เห็น

            “สายเลือดไททันบรรพกาลงั้นเหรอ?”

            “แต่น่าเสียดายที่มันเจือจางเกินไป นอกจากจะทำให้รูปร่างดูน่ากลัวขึ้นแล้วก็ไม่มีพลังเสริมด้านอื่นเลย”

            ก่อนจะมาเป็นผู้ฝึกยุทธ์พละกำลังอาจจะวัดได้จากกล้ามเนื้อ

            แต่หลังจากเป็นผู้ฝึกยุทธ์แล้วพลังทั้งหมดขึ้นอยู่กับความหนาแน่นของปราณวิญญาณและความแข็งแกร่งของพลังเลือดกล้ามเนื้อจะมีมากหรือน้อยนั้นแทบไม่มีผล

            เหมือนอย่างเจียงจืออวี๋ที่ดูบอบบางแต่ความจริงแล้วหมัดที่เธอชกออกไปเต็มแรงสามารถสร้างพลังทำลายล้างได้เกินกว่าสิบตันอย่างสบาย!

            แน่นอนว่าถึงกล้ามเนื้อพวกนี้จะไม่ได้เป็นตัวตัดสินผลแพ้ชนะแต่หุ่นที่เต็มไปด้วยกล้ามแบบนี้มันก็น่ากลัวอยู่ไม่น้อย

            “ฉันจะเตือนพวกแกไว้อย่าง รีบไสหัวลงไปซะไม่อย่างนั้นอย่าหาว่าหมัดเหล็กของฉันไม่ปรานี!”

            หลี่เฉิงกังกำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูดโปนขึ้นบนหลังมือหากเป็นคนใจเสาะคงขวัญหนีดีฝ่อไปแล้วแต่เห็นได้ชัดว่าทั้งเจียงจืออวี๋และไป๋ฉางเซิงไม่ใช่คนแบบนั้น

            “ทำเนียบอัจฉริยะอะไรกันอันดับสองก็ยังเป็นแค่แม่ทัพยุทธ์ระดับกลางไม่ใช่เหรอ?”

            “ไม่มีแม่ทัพยุทธ์ระดับสูงบ้างหรือไง? ไม่อย่างนั้นมันก็น่าเบื่อเกินไปหน่อยนะ”

            ไป๋ฉางเซิงแกล้งหาวออกมาน้ำเสียงเต็มไปด้วยความดูถูกหลี่เฉิงกังอย่างปิดไม่มิด

            เมื่อหลี่เฉิงกังได้ยินสิ่งที่ไป๋ฉางเซิงพูดดวงตาของเขาก็เบิกกว้างด้วยความโกรธทันที

            “ดี... ดีมาก! แกเป็นคนแรกเลยนะที่กล้าพูดกับฉันแบบนี้!”

            “ในเมื่อไม่ยอมถอย ก็เตรียมตัวโดนฉันถลกเกล็ดออกให้หมดได้เลย!”

            สิ้นคำหลี่เฉิงกังก็กระทืบเท้า พุ่งทะยานเข้าหาไป๋ฉางเซิงอย่างบ้าคลั่ง

            การต่อสู้ระหว่างสวี่เสวี่ยกับเจียงจืออวี๋เมื่อกี้เขาเห็นหมดแล้วในเมื่อตัดสินใจจะลงมือ เขาก็ต้องชิงเป็นฝ่ายเปิดก่อน

            ต้องรีบจัดการฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งให้หมดสภาพไปก่อนจะได้ไม่ต้องตกอยู่ในสถานการณ์ถูกรุม

            ถึงพลังของเขาจะสามารถบดขยี้แม่ทัพยุทธ์ระดับต้นได้อย่างง่ายดายแต่ปัญหาคือ ทั้งเจียงจืออวี๋และไป๋ฉางเซิงไม่ใช่แม่ทัพยุทธ์ระดับต้นธรรมดา ๆน่ะสิ

            “คิดจะถลกเกล็ดฉันเหรอ? ก็ต้องดูว่าแกมีน้ำยาพอหรือเปล่า!”

            เมื่อเห็นหลี่เฉิงกังพุ่งเข้ามาหาราวกับลูกปืนใหญ่ไป๋ฉางเซิงก็แค่นเสียงเย็นชา จากนั้นลูกไฟหลายลูกพลันปรากฏขึ้นพร้อมกันพุ่งเข้าใส่หลี่เฉิงกัง ตามมาด้วยอัสนีบาตสีน้ำเงินขาวที่ฟาดฟันอากาศตามมาติด ๆ

            “ตูม!”

            “ตูม!”

            “ตูม!”

            เสียงระเบิดดังสนั่นติดต่อกันสามครั้งลูกไฟที่ไป๋ฉางเซิงยิงออกไปถูกหมัดของหลี่เฉิงกังต่อยจนแตกกระจายราวกับลูกโป่งกลายเป็นกลุ่มเพลิงที่ลุกโชน แต่มันไม่อาจหยุดการเคลื่อนไหวของเขาได้เลย

            ต้องรู้ก่อนว่าด้วยพลังจิตของไป๋ฉางเซิงในตอนนี้ ลูกไฟที่เขายิงออกไปแม่ทัพยุทธ์ระดับต้นแค่โดนเฉี่ยว ๆ ก็ต้องบาดเจ็บ ถ้าโดนเข้าไปเต็ม ๆคงไม่ตายก็คางเหลือง

            แต่เมื่อลูกไฟปะทะกับหมัดของหลี่เฉิงกังมันกลับสร้างรอยขีดข่วนให้เขาไม่ได้เลยสักนิด

            ภาพที่เห็นทำให้ไป๋ฉางเซิงรู้สึกใจคอไม่ดีขึ้นมา

            คู่ต่อสู้ระดับแม่ทัพยุทธ์ระดับกลางสำหรับเขาในตอนนี้ ถือว่าตึงมือเกินไปหน่อย

            แต่โชคดีที่ลูกเล่นของเขาไม่ได้มีแค่ลูกไฟ

            หลังจากลูกไฟถูกชกจนแตกสลายวินาทีต่อมาพวกมันกลับกลายเป็นธาตุที่บริสุทธิ์ที่สุดแล้วเข้าหลอมรวมกับอัสนีบาตที่ตามหลังมาทันที

            เดิมทีอานุภาพของสายฟ้าก็ไม่ได้อ่อนแออยู่แล้วเมื่อได้รับพลังเสริมจากธาตุไฟ พลังทำลายล้างของมันก็พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

            ตอนแรกหลี่เฉิงกังตั้งใจจะใช้หมัดรับการโจมตีต่อแต่พอเห็นสายฟ้าที่หนาเท่าท่อนแขนฟาดเข้ามา หัวใจเขาก็กระตุกวูบเขาไม่ลังเลที่จะกระโดดหลบเพื่อเลี่ยงการโจมตีของไป๋ฉางเซิงพร้อมกับทิ้งตัวดิ่งลงมาหวังจะกระแทกใส่อีกฝ่ายอย่างแรง

            อูร่า?!

            เมื่อเห็นท่าทางของหลี่เฉิงกังคำนี้ก็โผล่ขึ้นมาในหัวของไป๋ฉางเซิงทันที

            ถ้าโดนทับเข้าไปเต็มๆ ต่อให้มีเกล็ดมังกรป้องกันก็คงกระอักแน่

            แต่เจียงจืออวี๋ที่คอยระวังอยู่ข้างๆ ก็เริ่มขยับแล้ว

            ในจังหวะที่ไป๋ฉางเซิงบีบให้หลี่เฉิงกังต้องกระโดดลอยอยู่กลางอากาศเธอพลันถีบเท้าพุ่งออกไปหอกในมือวาดเป็นวงกว้างแล้วฟาดใส่หลี่เฉิงกังกลางอากาศอย่างดุดัน

            และสิ่งที่ฟาดตามมาติดๆ ก็คือหางมังกรของไป๋ฉางเซิง!

            “ปัง!”

            ทั้งหอกและหางมังกรปะทะเข้ากับท่อนแขนทั้งสองข้างที่หลี่เฉิงกังยกขึ้นมาป้องกันไว้ตรงหน้าแรงกระแทกส่งร่างของหลี่เฉิงกังกระเด็นถอยหลังไปไกลกว่าสิบเมตร

            แต่หลี่เฉิงกังไม่ใช่สวี่เสวี่ยเขารีบพลิกตัวลงสู่พื้น แล้วกลับมายืนหยัดบนลานประลองได้อย่างมั่นคงอีกครั้ง

            เขาสะบัดมือเล็กน้อยนอกจากรอยแดงบนแขนที่เกิดจากการถูกกระแทกอย่างแรงแล้วเขาก็ไม่มีบาดแผลอื่นใดอีกเลย

            แค่การแลกหมัดกันครั้งเดียวก็ดูออกแล้วว่าหลี่เฉิงกังรับมือยากกว่าสวี่เสวี่ยเยอะ

            ไม่ใช่แค่พลังเลือดที่สูงกว่ามากเท่านั้นแต่ยังรวมถึงประสบการณ์ต่อสู้ด้วย

            แม้ภายนอกหลี่เฉิงกังจะดูหยิ่งยโสกว่าสวี่เสวี่ยมากแต่ในความเป็นจริง การต่อสู้เมื่อกี้เขาระมัดระวังตัวในทุกก้าวไม่เปิดโอกาสให้เจียงจืออวี๋และไป๋ฉางเซิงซัดเขาตกเวทีไปได้ง่าย ๆ

            ท่าทางจะงานเข้าแล้วแฮะ

            ไป๋ฉางเซิงเหลือบมองเจียงจืออวี๋แวบหนึ่ง

            เห็นได้ชัดว่าเจียงจืออวี๋เองก็รู้สึกแบบเดียวกัน

            แต่ถึงจะยากก็ต้องลุยในเมื่อหาวิธีอัดอีกฝ่ายให้ตกเวทีแบบง่าย ๆ ไม่ได้ งั้นก็คงต้องมาวัดฝีมือกันจริงๆ แล้ว!

            โดยไม่รอช้าทั้งไป๋ฉางเซิงและเจียงจืออวี๋พุ่งทะยานออกไปพร้อมกันอาศัยจังหวะที่หลี่เฉิงกังเพิ่งจะแตะพื้นและยังทรงตัวไม่นิ่งเข้าจู่โจมซ้ำทันที

            เมื่อเห็นหอกพุ่งเข้าหาตัวเองอีกครั้งหลี่เฉิงกังก็คำรามลั่น ร่างกายของเขาขยายใหญ่ขึ้นอีกครั้ง!

            ในตอนนี้เขาดูเหมือนลูกโป่งที่ถูกสูบลมจนเต็มรูปร่างของเขาขยายพองจนอยู่ในระดับที่เหนือล้ำจินตนาการไปไกล

             

    คล้ายกับเรื่องระบบกลืนกินระดับเทพ : เส้นทางวิวัฒนาการของตัวข้าผู้เป็นสัตว์อสูร (อ่อนแอ) ที่คุณอ่าน