บทที่168คนไล่ล่า ฟ้าขัดขวาง
บึงลี้ลับเผชิญวิกฤติการณ์การมาของคนนอก โดยเฉพาะคนจากนิกายเทวะวจนะได้นำพากลิ่นคาวโลหิตและหายนะคืบคลานสู่สถานที่ที่เป็นปริศนาแห่งนี้บึงลี้ลับพึ่งฟื้นฟู ครอบครัวเหล่าผู้ฝึกญาณพึ่งพานพบความสุขสงบหลังสงครามภายใน ทว่าในวันที่ฟ้าสดใสสิ่งที่น่ากลัวกว่าสงครามภายในได้บังเกิดอย่างมิทันให้พวกมันได้ตั้งตัว
บึงลี้ลับอันมีรากฐานมาอย่างยาวนานนับแต่ผู้ฝึกญาณถูกกวาดล้างจากปฐพีบัดนี้พวกมันได้ถูกกวาดล้างมาถึงสถานที่หลบภัยอันสงบสุขสุดท้ายแล้ว!
บึงลี้ลับมีภัยแต่คนทั่วปฐพีมิอาจรู้ การมาของวิหารยุทธ์แม้แต่คนในนิกายเดียวกันยังไม่รู้ เช่นนั้นจึงไม่มีข่าวคราวในเรื่องที่กำลังเกิดนี้ธรรมบาลมุทราก็ยังเข้าใจผิดต่อจุดประสงค์การเคลื่อนไหวของวิหารยุทธ์ คิดว่าพวกมันจะตามหาคัมภีร์สี่ศักดิ์สิทธิ์เล่มเทวะมุทราที่หายไปจึงได้ส่งไป๋เหิ่นซินศิษย์รักมา และมีหลายเหตุการณ์สืบเนื่องเป็นผลให้ไป๋เหิ่นซินมีสภาพมิต่างจากคนใกล้ตายต้องอยู่ภายใต้แผ่นหลังของฮุ่ยจวินตลอดเวลา ซึ่งเหตุนี้ทำให้ฮุ่ยจวินต้องหาทางรักษาชีวิตนาง
ความหวังที่จะช่วยสตรีนางนี้อย่างเร่งด่วนมีเพียงเทพดาเร้นกายข่าวสุดท้ายบอกว่าแพทย์อันดับหนึ่งผู้นี้อยู่แดนอันหนาวเหน็บแลเหนือสุดของแคว้นหลุนชายหนุ่มจึงนำพาไป๋เหิ่นซินข้ามทุ่งร้างข้ามขุนเขามุ่งสู่แดนเหมันต์ศักดิ์สิทธิ์อย่างรวดเร็ว
ผ่านทุ่งร้างไร้ผู้ติดตามผ่านขุนเขาไร้ผู้ขัดขวาง มองไปบนฟากฟ้าก็ไร้เสียงวิหคที่คอยก่อกวน แม้สิ่งเหล่านี้อาจเป็นความปกติของคนทั่วไปแต่สำหรับฮุ่ยจวินนี้กลับรู้สึกผิดปกติอยู่ไม่น้อย เหล่าผู้ฝึกญาณแห่งหุบเขาเร้นลับสมควรจะไล่หลัง ยิ่งสตรีวัยกลางคนอาจารย์ของมู่ผิงเยว่สมควรจะมีร่องรอยการไล่ล่าบ้างทว่าจนถึงป่านนี้วี่แววซักเสี้ยวก็ยังไม่มี จะมิให้ผิดสังเกตุในสายตาของฮุ่ยจวินได้อย่างไร
แต่เมื่อไร้ผู้ติดตามก็ถือว่าดีกว่าการมีผู้คอยติดตามสร้างความยุ่งยากฮุ่ยจวินจึงมิสนตื้นลึกหนาบางในสิ่งที่เป็นอยู่นี้ พอแบกร่างพาไป๋เหิ่นซินข้ามทางที่แคบเล็กหวาดเสียวมองไปเห็นแต่หุบเหวแลปลายหินแหลมคมเบื้องล่างได้ มันก็วางร่างของไป๋เหิ่นซินที่เกิดอาการหนาวสั่นจนเนื้อตัวมิอาจหยุดนิ่งลงทันที
พิษร้ายแทรกแซงจุดชีพจรลมปราณพิเศษของนางอีกแล้วซ้ำการย้อนทวนของกฎเกณฑ์แห่งคัมภีร์สี่ศักดิ์สิทธิ์เล่มเทวะมุทราก็เริ่มหนาหนักขึ้นฮุ่ยจวินจึงต้องทบทวนประโยคในคัมภีร์สี่ศักดิ์สิทธิ์เล่มเทวะมุทราที่ไป๋เหิ่นซินถ่ายทอดรวมถึงกฎเกณฑ์ที่นางตีความหมายจนสามารถฝ่าระดับเข้าถึง ซ้ำยังต้องพยายามตีความในส่วนที่นางไม่เข้าใจและฝืนใช้จนทำให้เกิดการย้อนทวนของพลังเช่นนี้
ฮุ่ยจวินใช้ปัญญาจนสุดความสามารถมันมองเห็นจุดสังเกตุบางอย่างทว่าสิ่งนั้นก็ไร้การสนับสนุน มันไม่มีจุดชีพจรลมปราณพิเศษแต่การได้ฟังคำอธิบายของไป๋เหิ่นซินยังพอจับจุดเข้าใจได้ ทว่าคัมภีร์สี่ศักดิ์สิทธิ์เล่มเทวะมุทรามีความลึกล้ำซับซ้อน ซ้ำยังถูกถ่ายทอดตีความได้ไม่ครบ หากไม่สามารถอ่านเล่มจริงจนจบ สิ่งที่ขาดหายอย่างไรก็ยากจะปะติดปะต่อ
ถึงไม่มั่นใจ แต่ทันทีที่มันโคจรลมปราณเจ็ดดาราภายใต้มหาวิถีวจนะมุทราสิ่งนี้ก็ทำให้นัยน์ตาของไป๋เหิ่นซินถึงกับฉายชัดด้วยความแปลกใจ นางมองบุรุษหนุ่ม คนผู้นี้ไร้ซึ่งจุดชีพจรลมปราณพิเศษเหตุใดจึงเคลื่อนพลังมุทราได้ ซ้ำยังเป็นมุทราที่ใกล้เคียงหรืออาจเรียกได้ว่าคือหนึ่งในมหาวิถีวจนะมุทราเลยก็ปาน
“เจ้าทำได้อย่างไร"
ฮุ่ยจวินกลับไม่สนเสียงที่แหบพร่ามันเพียงโคจรลมปราณต่อต้านกฎเกณฑ์อันย้อนทวนในกายของไป๋เหิ่นซิน ถ่ายเทพลังส่วนหนึ่งมาที่ลมปราณของตนแบ่งเบาอาการเจ็บปวดของไป๋เหิ่นซิน
ไป๋เหิ่นซินรับรู้ก็ได้แต่ทอดถอนใจบุรุษที่จิตใจมั่นคงจนดูคล้ายดื้อรั้นผู้นี้ แม้ห้ามอย่างไรมันก็คงมิยอมฟัง แต่สิ่งที่น่าแปลกใจและเหนือความคาดหมายขึ้นไปยิ่งกว่าก็คือบุรุษผู้นี้นอกจากจะเคลื่อนพลังที่ราวกับวจนะมุทราได้แล้ว มันยังสามารถปรับกฎเกณฑ์แห่งลมปราณในกายให้สอดคล้องกับตนเพื่อชักนำกฎเกณฑ์ที่ย้อนทวนเข้าสู่ร่างโดยเพียงอาศัยการอธิบายจากตนเท่านั้นกว่าตนจะเข้าใจในคัมภีร์สี่ศักดิ์สิทธิ์ที่อาจารย์ถ่ายทอดยังต้องอาศัยเวลาห้าปี แต่มันผู้นี้กลับทบทวนในสภาวะที่ถูกไล่ล่าเป็นตายภายในไม่กี่วันจนถึงตอนนี้นางไม่แปลกใจเลยว่าเหตุใดพลังลมปราณของมันจึงรุดหน้ากว่าครั้งก่อนมากเพียงนี้บางทีหากบุรุษหนุ่มผู้นี้มีวาสนาฟ้าประทาน มีจุดชีพจรลมปราณพิเศษที่เปิดออก มันอาจมีระดับพลังฝีมือพุ่งทะยานนำหน้าตนไปแล้ว
ฮุ่ยจวินฝืนแบกรับและต่อต้านกฎเกณฑ์ที่ย้อนทวนอยู่ครู่ใหญ่จนกฎเกณฑ์ดังกล่าวเริ่มสงบลงมันค่อยคลายใจไปเปราะหนึ่ง แต่ความหนักอึ้งที่มียังคงฉายชัด บนใบหน้าของชายหนุ่มตลอดเวลาที่มันรักษาประคองอาการของไป๋เหิ่นซินพิษที่ร้ายกาจยังมีอาการคงที่และแสดงการกำเริบในรูปแบบเดิม มันยังพอใช้วิธีการรักษาเดิมช่วยประคองอาการแก่นางในแต่ละหนได้ทว่ากฎเกณฑ์ที่ย้อนทวนทำลายคนนี้ นับวันมีแต่จะเพิ่มพูนแลเปลี่ยนแปรระดับ ตอนแรกส่งผลกระทบในรูปแบบที่น้อยนิดในอวัยวะภายในแห่งหนึ่งพอประคองต่อต้านไประยะหนึ่ง มันก็เพิ่มรูปแบบที่ทวีความรุนแรงมากเรื่อยๆ จุดที่ไหลเวียนอวัยวะที่จะรับผลกระทบก็แตกต่างยากคาดเดา นี่จึงเป็นสิ่งที่หนักหนากว่าพิษ เพราะหากชายหนุ่มยังมิพบกฎเกณฑ์ที่แท้จริงครบถ้วนในคัมภีร์สี่ศักดิ์สิทธิ์เล่มเทวะมุทรามันกับไป๋เหิ่นซินก็ยากที่จะแปรเปลี่ยนกฎเกณฑ์นี้ให้สงบแลคืนกลับสู่มรรคาที่ถูกต้องดังเดิมได้
ทั้งนี้ทั้งนั้นภายในระยะเวลาอันใกล้นี้ ก็ยังคงเป็นพิษที่สามารถจะคุกคามชีวิตของนางได้ก่อน พิษรักษาในรูปแบบเดิมได้ทว่าระยะเวลาในการฟื้นฟูสภาพร่างกายกลับแปรผกผันกับการรักษา ฮุ่ยจวินจึงให้ความสำคัญต่อการรักษาพิษเป็นอันดับแรก
หลังจากช่วยเดินลมปราณปรับสภาพความปั่นป่วนของกฎเกณฑ์ภายในกายของไป๋เหิ่นซินลงได้ชายหนุ่มก็หันมารักษาประคองอาการด้านพิษต่อ รูปแบบการรักษายังคงเป็นการฝังเข็มหาทางขับพิษแปรเปลี่ยนตัวยาสมุนไพรให้มีฤทธิ์แรง แต่ไม่ว่ามันจะปรับปรุงกี่สูตร ผสมเพิ่มเติมด้วยวิธีใดหาสมุนไพรสรรพคุณดีเลิศ หรือพิษจากสัตว์ที่ร้ายกาจ มาสกัดผสมปรุงเป็นยา สุดท้ายก็ยังเหมือนขาดส่วนผสมหลักไปฮุ่ยจวินยังคงเพียงทำได้แค่การประคองอาการ มันแทบจะหมดปัญญาในการเอาชนะพิษที่ร้ายกาจของสตรีกลางคนนางนั้นแล้ว
ฮุ่ยจวินตอนนี้มีสภาพอิดโรยมันทุ่มเททั้งแรงกาย แรงใจ และความคิดไปเป็นอย่างมาก ตอนนี้อ่อนแรงจนแทบจะก้าวเดินไม่ไหวอาการบาดเจ็บสาหัสจากการต่อสู้ยังไม่ทุเลาดี ยังต้องคอยแบกรับความเจ็บปวดจากไป๋เหิ่นซินเช่นนั้นยังมิทันก้าวขาผ่านจากเขตเขา มันก็ต้องเซถลาแทบล้มทั้งยืน
“เจ้าควรต้องพัก"
“แต่ชีวิตท่านมิอาจรอได้"
ไป๋เหิ่นซินมองเงาหลังของบุรุษหนุ่ม
“แต่ชีวิตข้าอยู่ในน้ำมือเจ้า…เจ้ามิใช่คนโง่ ย่อมเข้าใจในวาจาของข้า"
ฮุ่ยจวินย่อมเข้าใจนางในตอนนี้แม้แต่เดินยังทำไม่ได้ ต้องอาศัยที่แผ่นหลังของตนตลอดเวลา เช่นนั้นชีวิตนางจึงอยู่ในน้ำมือของมันจริงๆและหากมันเป็นอะไรไปก่อน แน่นอนว่านางก็ต้องประสบชะตากรรมนั้นด้วย เมื่อได้คิดไตร่ตรองฝีเท้าที่โซเซของมันจึงหยุดลง มองหาสถานที่ลับตาคน พบซอกเขาแห่งหนึ่ง มันจึงแบกไป๋เหิ่นซินเข้าไป
พอวางร่างบางของสตรีบนหลังลงชายหนุ่มก็รีบขัดสมาธิเดินลมปราณฟื้นฟูพลังแลร่างกายอย่างรวดเร็ว เวลาทุกวินาทีมีค่าแม้แต่ตอนพักมันก็ต้องร่นระยะเวลาให้น้อยที่สุด ไป๋เหิ่นซินมองร่างที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจ
“หากมิใช่ข้าบังเอิญช่วยชีวิตเจ้าเจ้ายังจะทุ่มเทเช่นนี้อยู่หรือไม่"
พอกล่าวคำนี้ ไป๋เหิ่นซินก็เงียบไปเนิ่นนานก็หลับลงเพราะอาการเหนื่อยล้าและความสาหัสที่สะสม ลมราตรีใต้ขุนเขาหนาวเย็นนักพิษที่แทรกแซงก็เย็นจนจับขั้วหัวใจ ไป๋เหิ่นซินที่นอนขดอยู่ต้องสะดุ้งแลสั่นเทา ปากของนางสั่นสะท้านจนฟันขาวกระทบกันดังกึกๆสภาพช่างดูน่าสงสารแลน่าเวทนา ฮุ่ยจวินจึงถูกปลุกให้ตื่นจากภวังค์แห่งห้วงสมาธิเพราะเสียงของฟันที่สะท้อนถี่ยิบชุดคลุมบนกาย กองไฟอันโชติช่วง เหล่านี้กลับยังมิอาจทำให้ร่างกายนางอบอุ่นขึ้น พิษคงกำเริบที่ภายในความร้อนอันเป็นปัจจัยภายนอกจึงไม่มีผล
ฮุ่ยจวินจึงขยับเข้าไปนั่งลงข้างกายนางไป๋เหิ่นซินแม้บาดเจ็บแต่ปฏิกิริยาตอบสนองรวดเร็วสมกับเป็นยอดฝีมือ นางสะดุ้งตื่น ดรรชนีเตรียมส่งออกแต่เพียงบังเกิดกิริยา ความเจ็บปวดภายในก็จู่โจมถาโถม ดรรชนีของนางจึงชะงักค้าง เป็นฮุ่ยจวินที่กำชับดรรชนีนั่นไว้พร้อมดึงนางเข้าสู่อ้อมอกอย่างแผ่วเบา
“เจ้าคิดทำอะไรหากล่วงเกินข้า ข้าจะมิให้เจ้าได้ตายดี"
ฮุ่ยจวินยังคงสวมกอดนางอย่างแผ่วเบาพลังภายในที่อบอุ่นสายหนึ่งถูกถ่ายทอดผ่านร่างที่แนบชิด ความร้อนจึงเข้าไปแทนที่ความเย็นในกายของนางความอบอุ่นที่ไม่หนาวเหน็บทรมานดั่งก่อนหน้าก็ทำให้ท่าทีที่ขึงขังของนางผ่อนคลายลง
“ขออภัยที่ต้องล่วงเกินพิษในกายท่านมีฤทธิ์เย็น ยาสมุนไพรฤทธิ์ร้อนของข้าก็เพียงรักษาความอบอุ่นได้ช่วงสั้นๆมีเพียงวิธีนี้เท่านั้นที่จะรักษาอุณหภูมิแก่ท่านได้"
ไม่รู้เป็นเพราะความร้อนที่ได้รับจากกายบุรุษหนุ่มหรือไม่จึงทำให้ใบหน้าที่เคยมีแต่ความเย็นชาขาวซีดดั่งหยกสลัก ได้มีร่องรอยของริ้วสีแดงก่ำปรากฏขึ้นบนพวงแก้มทั้งสองข้างตั้งแต่ที่เติบโตเป็นดรุณีวัยแรกแย้ม นี่เป็นครั้งแรกที่นางได้สัมผัสแนบชิดกับบุรุษหนุ่มเสมอมาจิตใจที่เย็นชามิเคยบังเกิดการกระเพื่อมต่อผู้ใด บัดนี้นางกลับมีความรู้สึกที่ยากอธิบายและบอกกล่าวต่อตนไม่ถูกแล้ว
ฮุ่ยจวินยังคงสวมกอดไป๋เหิ่นซินไว้ในอ้อมอกถ่ายเทพลังความร้อนสร้างความอบอุ่นให้แก่นาง ระหว่างนี้จิตใจของมันก็พลันเหม่อลอยนึกไปถึงฮุ่ยไป๋ยามค่ำคืนเช่นนี้ หากนางยังอยู่เป็นต้องให้ตนท่องบทกวีกล่อมนอนทุกครั้ง ดังนั้นมันจึงเผลอพึมพรำท่องบทกวีที่ไม่รู้ที่มาที่ไปนี้ขึ้นมาอีกรอบ
“เถาหมิงซาน…..”
ก่อนหน้านั้นไป๋เหิ่นซินหลับไปนางจึงไม่ได้ยินกวีบทนี้ทว่าวันนี้ ภายใต้อ้อมกอดของบุรุษหนุ่มและความร้อนผะผ่าวของกายเนื้อที่แนบชิดทำให้นางมิอาจข่มตาหลับเช่นนั้นสิ่งใดที่ฮุ่ยจวินกล่าว นางย่อมได้ยิน
ทว่านางได้ยินเพียงคำว่าเถาหมิงซาน…เขาเถาหมิงซานที่ทอดยาวสุดลูกหูลูกตานี้ก็คล้ายตอบรับ เพราะอยู่ๆ ก็เกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ขึ้นอย่างรุนแรงขุนเขาจึงสั่นสะเทือน ภูผาหินแตกกระจัดกระจายร่วงโรย แมกไม้ล้มระเนระนาด บทกวีจึงขาดห้วงมิอาจกล่าวต่อได้ยินเพียงเสียงของฮุ่ยจวินที่กล่าวว่า
“เกิดสิ่งใดขึ้น?”
จากนั้นมันก็กำชับร่างของนางทะยานออกจากซอกเขาหลบเลี่ยงก้อนหินที่ร่วงหล่นทันที