อีกด้านหนึ่งของสตรีมลู่เฉินหยวนนั่งมองหน้าจอตั้งแต่ประตูสีแดงปรากฏขึ้นจนบรรทัดแจ้งการตายของถังซินจางหาย
เขาปิดช่องข้อความซึ่งกำลังทะเลาะกันจนเหลือเพียงภาพผู้เล่นเจ็ดคนในตรอกแคบ
คำว่า “ออก”เหนือประตูใหญ่พอให้ทุกคนเห็นตั้งแต่แรก แต่เสิ่นโม่จิ่นแทบไม่มองมัน สายตาเธอกลับมองพื้นใต้ประตูไม้ดูพู่โคมซึ่งไม่ขยับ และเมื่อแน่ใจจึงเอ่ยเตือน
ไม่เหมือนการเดาสุ่ม แล้วถูกหญิงสาวคนนั้นมองสิ่งผิดปกติตรงกรอบประตูมากกว่ามองคำตอบที่ดันเจี้ยนเขียนใส่ป้ายยื่นให้ตรงหน้า
ลู่เฉินหยวนวางปลายนิ้วค้างอยู่เหนือภาพสตรีม ของหญิงสาว
เสิ่นโม่จิ่นรู้จริงหรือแค่เดากันนะ
*****
ภายในตรอกหางเสียงฆ้องครั้งที่สองยังครางอยู่ใต้พื้น
เสิ่นโม่จิ่นยืนกดส้นรองเท้าแตะไว้บนอิฐก้อนเดิมปลายดิ้วเหล็กสีแดงพาดอยู่บนท่อนแขน ขณะที่กำแพงสองข้างครูดเข้ามาอีกช่วงหนึ่งจนข้อศอกของเหอเจิ้งแทบชนผนัง
ไม่มีใครกล้าขยับเท้าหลบ
ป้าหรงช่วยรับน้ำหนักหลินเยว่จากอีกด้านใบหน้าของคนหมดสติทิ้งอยู่บนบ่าเหอเจิ้งปลายเท้าลากกับพื้นทุกครั้งที่ร่างถูกเบียด
เสี่ยวอันซุกหน้าอยู่ตรงสีข้างอวี้หลานไหล่เล็กสั่นเป็นระยะ แต่เด็กชายกัดแขนเสื้อของตัวเองไว้จึงไม่มีเสียงร้องลอดออกมา
อาเฉิงยืนติดกันอยู่ทางซ้ายเขาปล่อยมือจากลำคอแล้วล้วงโทรศัพท์ออกมา นิ้วโป้งสั่นจนแตะหน้าจอผิดหลายครั้งตัวอักษรในช่องบันทึกขึ้นเป็นคำขาด ๆ
กำ...หลั...มี...
เขาลบแล้วพิมพ์ใหม่คราวนี้เหลือเพียงเส้นมั่วเพราะปลายนิ้วลากค้างอาเฉิงยกหน้าจอให้เหอเจิ้งดูพร้อมชี้ไปทางผนังฝั่งซ้าย แต่คนถูกถามขมวดคิ้ว
อ่านไม่ออกว่าเจ้าตัวกำลังเตือนเรื่องกำแพงประตู หรือเสียงซึ่งเพิ่งขโมยถังซินไป
“รอฆ้องหยุดก่อน” เหอเจิ้งพูดโดยไม่ขยับปากมาก“ค่อยเขียนใหม่”
อาเฉิงเม้มริมฝีปากแล้วลดโทรศัพท์ลงสองมือกำเครื่องไว้แน่นจนข้อนิ้วซีด
เสียงเรียกจากผนังยังเปลี่ยนไปเรื่อย ๆบางครั้งเป็นถังซิน บางช่วงกลายเป็นโจวหมิง ประตูสีแดงตรงปลายตรอกจึงเคาะเองอีกสองครั้งก่อนเสียงทั้งหมดจะขาดหายไปพร้อมกัน
เหลือเพียงแรงสั่นใต้ฝ่าเท้าซึ่งค่อย ๆ เบาลง
เสิ่นโม่จิ่นไม่ได้รีบเดินแม้คนอื่นเริ่มคลายหัวไหล่เธอยังรอจนแรงสะเทือนระลอกสุดท้ายผ่านร่องอิฐไปแล้วไม่ย้อนกลับมาอีก
ระหว่างนั้นผนังฝั่งซ้ายเลื่อนสวนกับก้อนด้านในเล็กน้อยรอยปูนซึ่งเคยปิดแสงด้านนอกจึงเปิดขึ้นใหม่คราวนี้ช่องแตกลากจากระดับเอวลงไปถึงเหนือร่องน้ำ
ความสว่างเส้นแคบๆแทงผ่านฝุ่นสีเทาเข้ามาตกบนพื้นห่างจากปลายรองเท้าเสิ่นโม่จิ่นไม่ถึงสองก้าว
มันอยู่ใกล้กว่าประตูแดงมาก
ด้านหลังรอยแตกไม่ใช่ผิวอิฐชั้นเดียวเสิ่นโม่จิ่นมองเห็นโพรงแคบคั่นอยู่ แล้วจึงเป็นความสว่างจากอีกฟาก
ทว่าตรงกลางโพรงมีอิฐก้อนหนึ่งยื่นพ้นแนวออกมาสีของมันดำกว่าก้อนรอบข้างเพียงเล็กน้อยหากไม่ตั้งใจมองคงคิดว่าเป็นคราบชื้นธรรมดา
'ประตูโผล่มาล่ออยู่ข้างหน้าแต่รีบปิดรอยนี้ก่อน' ความคิดนั้นทำให้เธอเปลี่ยนตำแหน่งมือบนดิ้วเตรียมตรวจจุดเดิมทันทีที่ขยับได้
หางเสียงฆ้องจางลงอีกนิด
เหอเจิ้งลองยกปลายรองเท้าขึ้นเพียงเสี้ยวเดียวแล้วรีบวางกลับเมื่อพื้นยังสั่นป้าหรงสูดอากาศผ่านริมฝีปากเป็นจังหวะสั้น
อวี้หลานก้มเช็ดน้ำตาให้เสี่ยวอันด้วยข้อมือโดยไม่ปล่อยแขนจากตัวเด็ก
สายตาของคนที่เหลือหันมาทางเสิ่นโม่จิ่นทีละคน
เสิ่นโม่จิ่นเห็นแล้วก็ไม่ได้พูดอะไร
หากเธอบอกว่ารอยแตกเป็นทางออกคนพวกนี้อาจแย่งกันพุ่งใส่ผนังทั้งที่ยังไม่มีใครรู้ว่าข้างหลังมีพื้นให้ยืนหรือมีปากอะไรอ้ารออยู่
หากบอกว่าไม่แน่ใจ คำถามอีกสิบคำก็คงตามมา 'กลัวจนหัวจะหลุด ยังพร้อมแย่งรูเท่ากำปั้นกันได้ กูตรวจเองดีกว่า'
เมื่อพื้นหยุดสั่นสนิทเสิ่นโม่จิ่นจึงก้าวออกจากตำแหน่งเดิม
เธอเดินเข้าใกล้ผนังฝั่งซ้ายเพียงก้าวเดียวเว้นระยะให้ปลายดิ้วแตะถึงโดยที่หัวไหล่ไม่อยู่ตรงแนวอิฐอาเฉิงรีบยกโทรศัพท์ขึ้นชี้จุดเดียวกันเขาพยักหน้ารัวราวกับสิ่งที่พยายามเขียนเมื่อครู่เกี่ยวข้องกับตรงนี้
“คุณเห็นอะไรหรือ” เหอเจิ้งถาม
เสิ่นโม่จิ่นไม่ตอบดวงตาสีทองจับอยู่บนอิฐดำหลังช่องแตก
ตอนมองผ่านๆ มันเป็นเพียงก้อนอิฐบิ่นมุมหนึ่งเนื้อหยาบ มีคราบดำจับตามร่องแต่เมื่อเธอนิ่งสายตาและปล่อยให้พลังบุญซึ่งติดอยู่ในดวงวิญญาณซึมขึ้นมาตรงม่านตาสีทองรอบรูม่านตาก็ค่อย ๆ เข้มขึ้น
ภาพในโพรงเปลี่ยนไป
ผนังอิฐชั้นหน้าเบาบางลงคล้ายหมอกสกปรกส่วนก้อนดำกลับชัดขึ้น บนเนื้ออิฐมีเส้นสีแดงเล็กเท่าเส้นผมวิ่งอยู่ข้างในมันแตกแขนงจากกึ่งกลางไปตามมุมทั้งสี่ และหดตัวช้า ๆ เป็นจังหวะ
ตุบ
ช่วงสีแดงพองขึ้น
ตุบ
มันยุบลงอีกครั้งแล้วส่งสีคล้ำไหลต่อเข้าไปในแนวกำแพง
ไม่ใช่อิฐธรรมดาแต่เส้นซึ่งต่อจากก้อนนั้นแยกออกไปหลายทางแสดงว่าสิ่งตรงหน้าอาจเป็นเพียงส่วนหนึ่ง ไม่ใช่ต้นตอทั้งหมด
เสิ่นโม่จิ่นกะพริบตาประกายสีทองจางกลับไปเล็กน้อย อาการตึงแล่นจากขมับลงมาถึงท้ายทอยทันทีร่างนี้ยังรับสิ่งที่ติดตามวิญญาณของเธอมาได้ไม่ดีนัก
แค่มองทะลุกลผีช่วงสั้นๆหัวเข่าก็อ่อนลงจนต้องใช้ปลายดิ้วแตะพื้นช่วยพยุง
เหอเจิ้งเห็นท่าทางนั้นจึงขยับเข้ามาครึ่งก้าว“คุณไหวไหม”
“ยังไม่ตาย” คำตอบทำให้เขาหยุดอยู่ตรงนั้น
เสิ่นโม่จิ่นสอดมือข้างหนึ่งเข้าไปในย่ามเธอดึงม้วนสายสิญจน์สีขาวส่วนที่ยังสะอาดออกมา คลายเพียงช่วงสั้นกว่าท่อนแขนแล้วใช้เล็บตัดเส้นหนึ่งออกจากม้วน
ด้ายสีขาววางพาดฝ่ามือเบาจนแทบไม่มีน้ำหนักทว่าทันทีที่เธอกดพลังวิญญาณลงไปเพียงนิด ความเย็นก็กัดจากปลายนิ้วเข้ามาถึงข้อมือ
ไอในอกซึ่งเหลืออยู่บางเบาลงอีกส่วน
เธอหยุดส่งพลังทันทีไม่ฝืนให้สายทั้งเส้นตื่นฤทธิ์เต็มที่เพียงผูกปลายข้างหนึ่งเข้ากับข้อสุดท้ายของดิ้วแล้วพับอีกด้านเป็นห่วงเล็กซ้อนสองชั้น ขนาดพอคล้องมุมอิฐได้
(คนดูผีมือใหม่): เธอเอาสายสีขาวออกมาอีกแล้ว
(ร้านฝ่าชีเก่า): เส้นใหม่ไม่เปลี่ยนเป็นสีเทาแต่ยังดูไม่เหมือนฝ่าชีของจีน
(คนเคยเรียนไทย): นั่นอาจเป็นสายสิญจน์ของไทยแต่ใครเขาเอามาทำตะขอวะ
ข้อความไหลผ่านมุมสายตาเสิ่นโม่จิ่นอ่านคำสุดท้ายแล้วมองดิ้วในมือ
'ของมีไว้ใช้ จะให้กูเอามากราบหรือไง'
เธอหดดิ้วกลับจนเหลือความยาวประมาณหนึ่งศอกพันสายรอบปลายโลหะอีกครั้งเพื่อไม่ให้ห่วงแกว่ง จากนั้นยกขึ้นเล็งรอยแตก
เหอเจิ้งมองตาม “คุณกำลังจะดึงอะไรออกมา”
“อย่าวิ่ง แล้วก็อย่าพูดมากถ้าไม่อยากเป็นคนต่อไป”
ป้าหรงรีบหุบปากเสี่ยวอันกอดเอวอวี้หลานแน่นขึ้น ส่วนอาเฉิงเก็บโทรศัพท์แล้วพยักหน้าทันที
เหอเจิ้งยังไม่ยอมปล่อยคำถาม“อย่างน้อยคุณควรบอกพวกเราว่า...”
เสิ่นโม่จิ่นเหวี่ยงดิ้วออกไปก่อนเขาพูดจบ
ข้อโลหะยืดออกกลางทางพร้อมเสียงสั้น ๆปลายสีแดงพุ่งผ่านรอยแตก ห่วงสายสิญจน์ตามเข้าไปติดกัน
แต่กลับไม่มีเสียงกระทบจากอีกด้านราวกับดิ้วทั้งท่อนถูกโยนเข้าไปในช่องซึ่งไม่มีพื้นหรือผนังรองรับ
มือของเธอกำด้ามไว้ไม่ปล่อยอาวุธหลุดเข้าไปทั้งหมด
เสิ่นโม่จิ่นหมุนข้อมือไปทางซ้ายช้า ๆสายสิญจน์เสียดกับขอบแตกโดยไม่ขาด ปลายดิ้วด้านในแกว่งผ่านความว่างเปล่าหนึ่งรอบจากนั้นแรงตึงก็กระตุกกลับมาถึงฝ่ามือ
มีบางอย่างเกี่ยวห่วงไว้
เธอดึงทดสอบเพียงครั้งเดียว
กึก
อิฐดำในโพรงขยับออกจากตำแหน่งครึ่งนิ้วเส้นสีแดงใต้เนื้อก้อนกระตุกแรงจนผนังรอบข้างนูนตาม
“เกี่ยวอะไรได้” เหอเจิ้งพูดเบาลง
เสิ่นโม่จิ่นไม่ตอบ เธอเปลี่ยนมือจับด้ามเอาปลายดิ้วพาดข้างลำตัวแล้วใช้ทั้งแขนดึงกลับโดยไม่เข้าใกล้กำแพง
ตอนแรกก้อนอิฐไม่ยอมขยับสายสิญจน์ตึงจนเส้นใยฝังลงในรอยปูน แรงอีกด้านไม่ได้ดึงสวนตรง ๆแต่มันหนักขึ้นทุกครั้งที่คนรอบตัวมองเหมือนกำแพงกำลังเอาน้ำหนักทั้งตรอกกดทับปลายห่วงไว้
‘หวงจริงนะ’
เสิ่นโม่จิ่นเหลือบเห็นเหอเจิ้งกับป้าหรงจ้องสายจนไม่กะพริบจึงพูดโดยยังออกแรงค้าง “มองเท้าตัวเอง”
“อะไรนะ” ป้าหรงถาม
“มันชอบแดกตอนพวกมึงกลัว อย่าจ้อง”
เหอเจิ้งหันไปสั่งคนอื่นทันที “ก้มหน้าอย่ามองกำแพง!”
อวี้หลานปิดตาเสี่ยวอันแล้วหลบสายตาลงป้าหรงก้มมองไหล่หลินเยว่ อาเฉิงลังเลเล็กน้อยก่อนหันหน้าหนีจากรอยแตก
แรงซึ่งกดสายเบาลงในจังหวะเดียวกัน
'ใช่จริงด้วย'
เสิ่นโม่จิ่นถ่ายน้ำหนักไปที่ขาหลังแล้วกระชากดิ้วกลับสุดแรง
กร๊อบ!
อิฐดำหลุดจากแนวไปครึ่งก้อนกำแพงสองฝั่งสะเทือนพร้อมกันจนผงปูนร่วงใส่ไหล่ผู้เล่น
หลินเยว่ซึ่งหมดสติอยู่กระตุกตามแรงโยกเหอเจิ้งรีบล็อกข้อศอกประคองตัวเธอส่วนป้าหรงเซไปทางผนังและหยุดได้ก่อนแขนเสื้อแตะอิฐเพียงนิดเดียว
“อย่าล้ม!”อวี้หลานคว้าหลังเสื้อป้าหรงไว้โดยไม่ยื่นมือผ่านแนวกลาง
เสียงครางต่ำดังขึ้นจากใต้ผนังมันไม่ได้ออกมาจากจุดเดียว แต่ไหลผ่านอิฐทุกก้อนตลอดตรอกคล้ายลำคอหลายร้อยลำคอกำลังสูดอากาศผ่านช่องแคบพร้อมกัน
เสิ่นโม่จิ่นกัดฟันแล้วดึงซ้ำ
มุมหนึ่งของอิฐดำแตกออกเศษขนาดครึ่งฝ่ามือกระเด็นผ่านรอยแยก ตกกระแทกพื้นตรงปลายรองเท้าเธอเส้นสีแดงซึ่งฝังอยู่ในเนื้อก้อนดิ้นสองครั้งก่อนหยุดลง แต่สีคล้ำยังไหลอยู่ข้างใน
(คนกินแตงหน้าแถว): เดี๋ยวนะอิฐมันมีเส้นเลือดเหรอวะ
(ผู้เล่นเก่าแรงค์ E): กำแพงสั่นทั้งตรอกก้อนนั้นต้องเกี่ยวกับกลไกแน่
เสิ่นโม่จิ่นใช้ส้นรองเท้าเขี่ยเศษอิฐเข้ามาแล้วเหยียบขอบไว้ไม่ให้แรงสะเทือนกลิ้งมันกลับไปใกล้ผนัง
ช่องซึ่งเสียมุมอิฐดำไปเปิดกว้างขึ้นความสว่างจากอีกด้านลอดเข้ามาตกบนข้อเท้าเธอ เหอเจิ้งเห็นเช่นกันเขาชะโงกเพียงศีรษะโดยไม่เข้าใกล้ผนัง “ด้านหลังมีแสงจริง ไม่ใช่ประตูแดง”
“มันก็แค่อิฐ...” ป้าหรงเงยหน้ามองเพียงแวบเดียวคำพูดยังไม่ทันจบ อิฐทุกก้อนรอบรอยแตกก็ยุบเข้าไปด้านใน
โครม!
แรงกระแทกส่งผ่านพื้นจนผู้เล่นทั้งหมดเสียหลักเสิ่นโม่จิ่นกางขาเพิ่มเพื่อรับน้ำหนักแต่ปลายดิ้วถูกกระชากกลับเข้าหากำแพงอย่างรุนแรง ข้อโลหะลั่นจนเกือบพับกลับทับนิ้ว
เธอบิดด้ามขวางกับข้อมือ ไม่ยอมปล่อยสายสิญจน์เส้นสั้นตึงเป็นเส้นตรงจากปลายดิ้วเข้าไปในช่องดำ
สิ่งที่โผล่ตามอิฐออกมาไม่ใช่ก้อนถัดไป
ปลายนิ้วสีเทาดำห้านิ้วดันพ้นรอยแตกทีละนิ้วเล็บยาวสีหม่นขูดร่องปูนจนเกิดเสียงแสบหูจากนั้นฝ่ามือทั้งข้างก็เบียดอิฐซึ่งยุบตัวออกมา
ผิวหนังแตกระแหงตามข้อมีตุ่มพองใสเรียงตั้งแต่ข้อมือถึงปลายนิ้ว บางเม็ดแตกจนของเหลวสีดำไหลตามซอกเล็บ
ใต้ผิวสีเทามีเส้นสีแดงปูดนูน มันเต้นตุบ ๆในจังหวะเดียวกับเศษอิฐใต้รองเท้าเธอ
รอยพุพองไม่ได้กระจายทั่วแขนส่วนที่หนักที่สุดอยู่ตรงแนวซึ่งน้ำมนต์เคยทะลุเข้าไปพอดี
'โดนน้ำมนต์แล้วเจ็บจริงแสดงว่ามึงมีเนื้อซ่อนอยู่หลังของปลอม'
ข้อสรุปนั้นทำให้เสิ่นโม่จิ่นไม่ปล่อยดิ้วแม้ฝ่ามือจะเริ่มลื่นจากเหงื่อ เธอกดปลายรองเท้าทับเศษอิฐดำให้แน่นขึ้นแล้วดึงสายกลับมาอีกช่วงหนึ่งเพื่อบังคับให้มือเผยออกมามากกว่าเดิม
มือสีเทาดำตะปบสายสิญจน์
นิ้วทั้งห้ากำแน่นจนด้ายสีขาวฝังเข้าไปในแผลพุพองควันบางลอยขึ้นตรงจุดสัมผัส กลิ่นไหม้เหมือนเส้นผมถูกไฟแตะพุ่งเข้าจมูกขณะเดียวกันความเย็นก็ไหลย้อนตามสายเข้าปลายดิ้ว
แขนขวาของเสิ่นโม่จิ่นชาจนเกือบหลุดจากข้อศอกแม้เธอหยุดส่งพลังไปแล้ว
อาการวูบใต้ซี่โครงยังตามแรงกระตุกของสายทุกครั้งราวกับอีกฝ่ายกำลังสาวแรงวิญญาณออกจากตัวเธอผ่านเส้นด้ายทีละนิด
เธอกระตุกดิ้วกลับ แต่ผีไม่ปล่อย
“ตัดสายทิ้ง!” เหอเจิ้งตะโกน
“รู้แล้ว”
เสิ่นโม่จิ่นใช้หัวแม่มือดันกลไกหดข้อสุดท้ายตั้งใจหนีบสายให้ขาด ทว่ากำแพงสองฝั่งกลับพุ่งเข้าหากันเร็วกว่าเดิม
ครืด!
ช่องว่างซึ่งเคยเหลือข้างตัวผู้เล่นหายไปครึ่งหนึ่งอวี้หลานต้องหมุนเสี่ยวอันให้ยืนซ้อนด้านหน้าป้าหรงแนบหลังกับเหอเจิ้งโดยมีหลินเยว่คั่นอยู่ตรงกลางอาเฉิงยกแขนขึ้นเหนือหัวเพื่อไม่ให้ข้อศอกโดนผนัง
ร่องทางเดินแคบจนหากบีบเข้ามาอีกครั้งพวกเขาจะไม่มีที่วางแม้แต่ปลายเท้า
“มันกำลังปิดรอยแตก!” เหอเจิ้งพูด
อิฐรอบแขนผีเคลื่อนเข้าหากันจริงขอบปูนบดผิวแตกจนของเหลวสีดำไหลมากขึ้น ทว่ามือข้างนั้นยังไม่ยอมถอยกลับมันกำสายสิญจน์ไว้และพยายามลากดิ้วกับเสิ่นโม่จิ่นเข้าไปหาผนัง
ปลายรองเท้าแตะของเธอไถลไปข้างหน้าครึ่งคืบ
เศษอิฐดำใต้ส้นขูดพื้นเป็นทางเส้นสีแดงข้างในเต้นเร็วขึ้นทุกครั้งที่เข้าใกล้มือ
เสิ่นโม่จิ่นลดตัวลงใช้มือซ้ายกำด้ามซ้อนมือขวาแล้วถ่ายแรงลงสะโพก เธอไม่คิดแข่งกำลังกับกำแพงทั้งตรอกสิ่งที่ต้องการอยู่ใต้เท้าแล้ว ที่เหลือเพียงตัดความเชื่อมโยงก่อนถูกดึงไปติดกฎข้อสี่เอง
'เจอไส้มึงแล้ว จะรีบอะไรนักหนา'
เธอกำลังจะบิดดิ้วให้กลไกหนีบสายข้อนิ้วสีเทาดำกลับขยับก่อน
นิ้วชี้ซึ่งเต็มไปด้วยตุ่มพองค่อย ๆคลายออกจากสายสิญจน์ ขณะที่อีกสี่นิ้วยังกำเส้นสีขาวแน่น เล็บยาวหมุนมาทางเธอช้า ๆ
มันชี้ตรงมาที่ใบหน้าเสิ่นโม่จิ่น
เสียงครางในผนังหยุดลงพร้อมกัน
จากรอยแตกซึ่งเหลือเพียงช่องรอบข้อมือมีเสียงแหบต่ำดังออกมาเป็นครั้งแรก
“เจ้ามองเห็น…”