STARCIN อุบัติมหาสงครามสตาร์คิน (อ่านฟรีจนจบ)(มี EBOOK)

    ภาคที่ 6 OverThrow ตอนที่ 35 สิ้นสูญ

    สายตาที่กำลังสั่นกลัวของมอร์เดร็ดจ้องมองพี่ชายฝาแฝดของเขาพร้อมกับกล่าวว่า “พี่ครับ...ผมได้พลังเดอะหลังจากที่พี่ลูเทอร์กับพี่อูเทอร์ตาย แบบนี้มันหมายความว่ายังไงครับ...”

    “มองหน้าพี่ไว้มอร์เดร็ด น้องไม่ได้ทำอะไรผิดทั้งนั้น”

    นั่นคงเป็นครั้งแรกที่เราโกหกพี่อาเธอร์ ตั้งแต่ที่จำความได้เราก็สัมผัสได้ถึงพลังเดอะที่หลับใหลในตัวมาตลอดและครั้งแรกที่มันตื่นขึ้นก็เพราะการฆ่าแมลงที่เข้ามาในห้องนอน หลังจากนั้นก็ลองฆ่าสัตว์อื่น ๆ ที่พอจะหาได้บริเวณนั้นพอวันนั้นมาถึงเราก็เลยอยากลองฆ่าคนบ้าง

    เมื่ออาเธอร์ได้ตำแหน่งผู้นำตระกูลเขาก็แอบลงทุนกับการทดลองลับ ๆ เพื่อให้ได้ข้อมูลของพลังเดอะคิวเลอร์แบบทะลุปรุโปร่ง

    แม้ตอนแรกจะยังกล้า ๆ กลัว ๆ ที่ต้องเปิดเผยพลังให้กับพี่แต่พอทำได้มันกลับรู้สึกสบายใจอย่างเห็นได้ชัด ในการทดลองจะมีทีมนักวิจัยที่พี่จ้างมาโดยเฉพาะและกลุ่มทาสไม่ก็นักโทษที่โดนเกณฑ์มาใช้งาน

    “เดอะคิวเลอร์เคยเป็นของฆาตกรต่อเนื่องในอดีตและคาดว่าจะยิ่งแข็งแกร่งเมื่อสังหารสิ่งมีชีวิต”

    พี่อาเธอร์เป็นคนที่ขยันคันแข็งมาก ๆ มากเสียจนตัวเรารู้สึกผิด ขณะที่ต้องทำงานบริหารธุรกิจของตระกูลก็ยังทำงานการทดลองกับเรามันก็ยิ่งทำให้เรารู้สึกผิดกับการโกหกพี่อาเธอร์เข้าไปอีก

    วันคืนที่แสนยาวนานที่เราโดนขังไว้ใต้ดินและเดินทางไปมาระหว่างห้องทดลองกับคุกโดยใช้ทางลับที่พี่ทำไว้

    “ยิ่งเป็นสิ่งมีชีวิตที่ทรงภูมิปัญญามากเท่าไรก็จะได้รับพลังมากขึ้นเท่านั้น”

    เมื่อทดลองไปได้สักพักเราก็ได้รู้ข้อมูลสำคัญหลายอย่าง พอเป็นเช่นนั้นเราจึงเน้นไปที่เอลฟ์ ภูตและเผ่ามีแนวโน้มจะฉลาดกว่าเผ่าอื่นซึ่งได้รับผลการทดลองที่น่าพึงพอใจ

    “ตัวทดลองหมายเลขหนึ่งสองห้าสี่เข้ามา”

    หลังจากการทดลองใช้คนทะลุหนึ่งพันไปแล้วเราจึงได้ข้อสรุปอีกอย่าง

    “พลังที่ได้มาจะอยู่ได้แค่หนึ่งอาทิตย์แต่ถ้ายังฆ่าต่อไปเรื่อย ๆ พลังก็จะยังคงอยู่ แถมการฆ่าในที่นี้ยังสามารถทำได้ทั้งทางตรงและทางอ้อมไม่ว่าจะเป็นการใช้ยาพิษและปล่อยให้ค่อย ๆ ตายหรือผสานมานาจากผู้อื่นก็ยังสามารถทำได้”

    เผาไฟ จับกดน้ำ ทรมานด้วยสารพัดวิธีจนกว่าจะตายหรือแม้แต่การฆ่าตรง ๆ อย่างแทงทะลุหัวใจหรือตัดหัวไม่ก็ฆ่าด้วยเวทมนตร์ พอได้ทำบ่อย ๆ มันก็รู้สึกเสพติดจนห้ามใจไม่อยู่

    “รักษาระดับพลังเลเวลหกไว้เพราะน้องต้องฝึกใช้เวทมนตร์ด้วย ถ้าเราจะฆ่าคนทีเดียวเยอะ ๆ น้องอาจจะควบคุมพลังตัวเองไม่ได้จึงต้องเรียนวิธีการซึมซับและควบคุมมานา”

    พี่อาเธอร์จ้างอาจารย์สอนเวทมนตร์ที่เก่งที่สุดที่จะหาได้ซึ่งเป็นคนของสำนักมนตร์ดำ เขาสอนเราตั้งแต่เริ่มต้นจนกระทั่งการร่ายแบบไม่ใช้คำร่ายและทุก ๆ สี่วันเราก็จะได้ฆ่าคนหนึ่งถึงสองคนแล้วก็กลับไปเรียนเวทมนตร์ต่อ

    “นายถือว่าเป็นคนมีพรสวรรค์มากเลยนะทั้งพลังเดอะดี ๆ พลังธาตุทั้งสี่และยังมีพี่ชายแสนดีนั่นอีก”

    เราได้แต่ยิ้มอย่างมีความสุขที่อาจารย์พูดเช่นนั้น พี่ชายที่แสนดีที่ทำทุกอย่างเพื่อน้องชายตัวเล็ก ๆ คนนี้

    “พอจะคุมมานาได้หรือยัง?”

    หลังจากได้รับการฝึกสอนมาได้หนึ่งปีเราก็สามารถดึงพลังของเดอะคิวเลอร์มาใช้แบบค่อย ๆ ได้แล้ว การซึมซับพลังที่ค่อย ๆ ออกมาจากศพก็จะสามารถควบคุมพลังของตัวเองไม่ให้เอ่อล้นมากเกินไปได้ ลองคิดดูสิถ้าจู่ ๆ คนที่อยู่เลเวลหนึ่งกระโดดขึ้นไปเลเวลเก้ามันจะรู้สึกอย่างไร

    “การใช้มานาที่กำลังเอ่อล้นให้เป็นประโยชน์ก็คือเสริมกำลัง เวทเสริมกำลังเป็นเวทมนตร์อัตถะประโยชน์ใช้ได้หลากหลายไม่เหมือนกับพาวเวอร์อัปกับสปีดอัปที่เพิ่มพลังแบบเฉพาะเจาะจง”

    “ถ้ามานาเยอะก็ใช้มันทุกอย่างไปเลยสิครับ” เราถามไปอย่างนั้นเพราะความอยากรู้อยากเห็น

    “มันก็ได้แหละสำหรับคนอย่างนายที่มีมานามากกว่าใคร อย่างพาวเวอร์อัปพวกคนงานก็ใช้กันเพราะมันช่วยยกของหนักแบกหามอะไรพวกนั้นได้กลับกันถ้าใช้เสริมกำลังมันกินมานามากเกินไปที่จะใช้ทั้งวันได้”

    หลังจากคำนวณจำนวนคนที่ใช้เพื่อต่อกับจักรพรรดินีได้พี่อาเธอร์จึงเริ่มแผนการสับเปลี่ยนตำแหน่งและใช้อำนาจของท่านเอเลเพื่อรวมคนมาที่เมืองให้มากที่สุด ปืนใหญ่ทำลายล้างก็ถือเป็นของที่ใช้เวลาทดลองและผลิตนานกว่าห้าปีถึงจะสำเร็จและได้สร้างปืนเวทขนาดพกพาขึ้นมาด้วยพร้อม ๆ กันเพื่อใช้เป็นข้อต่อรองกับขุนนางคนอื่น

    “พร้อมแล้วใช่ไหมมอร์เดร็ด?”

    จนกระทั่งวันนั้นที่พี่อาเธอร์ได้เอ่ยคำถามที่รอมานานแสนนาน คำถามที่รู้คำตอบอยู่แล้วแต่มันกลับสร้างแรงกระตุ้นอยากพลิกชะตากรรมของอาณาจักรนอดเข้าไปอีก

    “คนที่เป็นเสี้ยนหนามมากที่สุดก็คงไม่พ้นจักรพรรดินีทุ่งสีขาวและถ้าให้ดีก็ต้องกำจัดสายเลือดราชวงศ์ทั้งหมดด้วย”

    “เชื่อใจผมได้เลย”

    ประโยคที่พูดออกไปไม่น่าเชื่อเลยว่าจะเป็นสิ่งสุดท้ายที่เรานึกขึ้นได้ก่อนตาย...ไม่สิ

    เชื่อใจผมได้เลยพี่อาเธอร์ พวกเราฝึกซ้อมและเตรียมแผนการมาอย่างดีไม่มีทางที่ผมจะทำแผนของพี่ล่มเด็ดขาด อนาคตที่เราวาดฝันไว้มันจะต้องเกิดขึ้น

    หลังจากปลดปล่อยมานาหมดแคทเทอรีนก็อ่อนแรงร่วงลงพื้นและไม่นานนักเธอก็คืนร่างกลายเป็นมนุษย์เช่นเดิม

    สำเร็จไหมเนี่ยหรือจะยังเคลื่อนไหวได้อีก ซึฮากิสอดส่องสายตามองแต่ไกล เห็นก้อนน้ำแข็งที่ห่อหุ้มร่างของมอร์เดร็ดไว้ราวกับเป็นงานศิลปะตั้งโชว์และถัดไปนิดเดียวก็จะเห็นแคทเทอรีนนอนเปลือยอยู่เช่นกัน

    พอกันที ยกเลิกการซึมซับมานาทีละนิด

    ทันใดนั้นก็มีคลื่นมานาพุ่งตรงมาจากเมืองเอเธนรวดเร็วยิ่งกว่าความเร็วเสียงจนซึฮากิก็ยังตั้งตัวไม่ทัน ก้อนน้ำแข็งเบื้องหน้าค่อย ๆ ละลายร้าวจนแตกออกเผยให้เห็นร่างที่เอ่อล้นไปด้วยมานาถ้าคนทั่วไปอยู่ใกล้ ๆ ก็คงหมดสติกันแน่ ๆ

    “คงต้องรีบจบเรื่องนี้สักทีแต่ก่อนอื่นก็ขอจัดการไอ้แมลงที่มาเกะกะเสียก่อน” มอร์เดร็ดค่อย ๆ หันมองด้วยหางตามาทางที่ซึฮากิซ่อนอยู่และเพียงแค่เสี้ยววินาทีเขาก็มาปรากฏตรงหน้าพร้อมกับยกมือกระชากคอเสื้อออกมา

    “แกเป็นลูกน้องของแคทเทอรีนสินะ ก่อนหน้านี้ก็คงเป็นฝีมือของแกกับเวทมนตร์แปลก ๆ ที่เจาะเสริมกำลังของฉันได้ใช่ไหม? เวทมนตร์แบบนั้นแม้แต่อาจารย์ก็ยังไม่เคยสอนให้เลยสักครั้ง” มอร์เดร็ดถลึงตามองก่อนจะค่อย ๆ หักแขนของซึฮากิ

    “เก่งนักก็คิดเอาเองสิ” ขณะที่มอร์เดร็ดกำลังจ้องซึฮากิตาเขม็งก็มีกระสุนวายุพุ่งปะทะกับเสริมกำลังบริเวณหัวและไม่ใช่เพียงแค่นั้นยังมีห่ากระสุนยิงเข้าที่จุดเดิมซ้ำ ๆ พยายามเจาะมานาอันหนาแน่นเข้าไปทีละนิด

    “เหอะ มากันกี่คนล่ะเนี่ย” เพียงการกวาดมือลงก็สามารถสร้างดาบมานาแหวกป่าที่กลายเป็นน้ำแข็งแยกเป็นสองฝั่งได้ทันที

    ซึฮากิที่โดนจับอยู่ตรงหน้าใช้มีดสั้นที่ซ่อนไว้สร้างคลื่นวายุอัดเข้าที่ของลับระหว่างขาแม้จะเจาะไม่เข้าแต่สัญชาตญาณของผู้ชายมันก็ทำให้มอร์เดร็ดสะดุ้งถอยหนี

    “แกมันพวกชอบเล่นทีเผลอ...”

    เมื่อมอร์เดร็ดยืนนิ่งเพียงแค่ไม่กี่วินาทีก็มีซึฮากิหกคนพุ่งเข้าใส่จากทุกทิศทางพร้อมด้วยดาบวายุที่หมุนวนจนเห็นเป็นดาบเรียวเล็กดูไม่มีพิษสงอะไร

    “ที่แท้ก็ใช้มนตร์ดำได้นี่เองแต่มันก็เท่านั้นแหละ”

    ระดับมานาที่มอร์เดร็ดสัมผัสได้จากซึฮากิทุกคนนั้นอ่อนแอมากเสียจนไม่ต้องใส่ใจ ดาบวายุที่สามารถเจาะทะลวงหัวผู้ที่มีเลเวลต่ำกว่าห้าได้ไม่ยากเย็นแต่เมื่อมาอยู่ต่อหน้าชายผู้ที่มีพลังเหนือกว่าแคทเทอรีนมันก็เป็นเพียงไม้แหลม ๆ เท่านั้น

    ป่านนี้เขาคงกำลังยุ่งอยู่กับร่างโคลน ซึฮากิอุ้มแคทเทอรีนหนีทิ้งระยะห่างพอสมควรก่อนจะพยายามตบหน้าเรียกสติ

    “ขะขอโทษค่ะ...” เสียงละเมอพึมพำเปล่งออกมาราวกับเป็นคำสั่งเสียสุดท้าย

    “ตื่นสักทีได้ไหม !” ซึฮากิกัดฟันหงุดหงิดที่ปลุกไม่ตื่นเสียทีจนต้องออกแรงตบหน้าหัน

    “ไม่ได้หลับนะคะท่านราฟา !” เธอสะดุ้งตื่นและลุกยืนทำวันทยหัตถ์โดยไม่รู้ตัว พอได้ตั้งสติมองซ้ายขวาจึงเห็นแต่ป่าสีขาวที่โดนหิมะและน้ำแข็งปกคลุมจากนั้นจึงเลื่อนสายตามองเรือนร่างเปลือยเปล่าของตัวเอง

    “ได้สติหรือยัง? หรือต้องให้ตบอีกที” เสียงชายหนุ่มอันเรียบนิ่งมองด้วยแววตาไร้อารมณ์แต่แคทเทอรีนก็ยังสะดุ้งตกใจเพราะหวาดระแวง

    “แกมันซึฮากิ...ทำไมถึงมาอยู่ที่นี่?” มือที่แหลกเละตั้งการ์ดเพ่งรวมมานาพร้อมตอบโต้แต่พอได้เห็นท่าทางเป็นมิตรของซึฮากิมันก็ทำให้เธอลังเล

    “ศัตรูที่เธอต้องจัดการมันอยู่ทางโน้นต่างหาก” เมื่อมองตามนิ้วที่ชี้ไปก็จะเห็นมอร์เดร็ดกำลังกวาดต้นไม้ทั้งป่าให้หายไปจนเป็นหลุมกว้างอย่างกับอุกกาบาตตกลงมา

    “เวรเอ๊ย ! โดนไปขนาดนั้นก็ยังไม่ตายอีก”

    “ใจเย็นก่อนคุณจักรพรรดินี” น้ำเสียงอันเรียบนิ่งที่เอ่ยถึงฉายาอันน่าเกรงขามกลับให้ความรู้สึกว่ากำลังถูกเหยียดหยามเสียมากกว่า

    “เหอะ แล้วแกต้องการอะไรหรือจะมาแก้แค้นเรื่องเมื่อตอนนั้น”

    “ตอนแรกก็คิดไว้แต่พอเห็นสภาพแล้วก็เลยล้มเลิกความตั้งใจนั้นไป ก่อนอื่นมาเตรียมแผนจัดการมอร์เดร็ดกันก่อนดีกว่า”

    “ยังไง? แกเลเวลแค่นั้นส่วนฉันเลเวลเก้าที่ทุ่มทุกอย่างหมดแล้วก็ยังเอาชนะไม่ได้ เห็นแบบนี้แล้วยังจะพยายามอีกเหรอ...” พูดไม่ทันขาดคำซึฮากิก็เหวี่ยงแขนตบหน้าจนแดงเป็นรอยมือ

    แคทเทอรีนถึงกับยืนอึ้งทำอะไรไม่ถูกได้แต่มองตามแผ่นหลังของซึฮากิที่พยายามทำอะไรบางอย่าง

    “อีกเดี๋ยวมันก็จะจบแล้ว” ออร่ามานาของเขากำลังปั่นป่วนและหลุดจากการควบคุม ดูจากสภาพแล้วคงจะคุมได้อีกไม่นานเท่าไรหลังจากนั้นมันก็จะระเบิดออกมาในรูปแบบระเบิดมานาก้อนใหญ่

    “จุดที่เรายืนอยู่ตรงนี้ก็คือจุดนัดพบ ทำยังไงก็ได้ให้เขามาตรงนี้และยื้อให้ยืนอยู่สักสิบวินาทีก็พอ” หลังจากกล่าวจบซึฮากิก็โยนถุงผ้าที่มีเลือดซึมออกมาให้กับแคทเทอรีน

    เธอทำตามซึฮากิโดยใช้มานาอันน้อยนิดที่ค่อย ๆ ฟื้นกลับมายิงกระสุนน้ำแข็งใส่หลังมอร์เดร็ด

    “อ้าว ๆ ยังไม่ตายเหรอ? อยากได้ที่ลงอารมณ์พอดีเลย” ร่างโคลนของซึฮากิทุกคนถูกฆ่าตายอย่างน่าอนาถหลังจากที่โยนหัวของร่างโคลนทิ้งเขาก็พุ่งตรงเข้าหาแคทเทอรีนทันทีเหมือนไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย

    แคทเทอรีนวิ่งหนีสุดชีวิตกลับไปยังจุดนัดพบที่เตรียมไว้ขณะที่จะถึงมอร์เดร็ดก็ฟาดดาบมานาตัดแขนของจักรพรรดินีเสียก่อน ส่วนมืออีกข้างที่กระดูกหักก็ยังถือถุงผ้าไว้ไม่ยอมปล่อย

    “ดิ้นรนเข้าไปจักรพรรดินี ! ฉันสนุกมากที่ได้ประมือกับเธอแม้จะเป็นช่วงเวลาสั้น ๆ ไม่กี่ชั่วโมง ฉันสัญญาว่าเมื่อตัดคอของเธอได้ฉันจะนำมันไปแขวนไว้หน้าทางเข้าเมืองให้ผู้คนได้เชยชมใบหน้าซีด ๆ นั่น” มอร์เดร็ดเดินเข้าหาช้า ๆ พลางกล่าววาจาโอ้อวดเยาะเย้ยไม่หยุด

    “เหอะ ๆ รู้หรือเปล่าว่าแกมันก็แค่เด็กน้อยที่ทำอะไรไม่ได้ถ้าไม่มีพี่ชาย”

    “พูดอะไรไร้สาระ? พวกเราสองพี่น้องเป็นคู่หูที่จะไม่มีใครเอาชนะได้ พลังเดอะที่แข็งแกร่งและมันสมองของพี่อาเธอร์ทำให้ทุกอย่างออกมาสมบูรณ์แบบ”

    มอร์เดร็ดถึงกับยืนนิ่งปากสั่นเมื่อแคทเทอรีนเปิดถุงผ้าออกมาให้เผยให้เห็นหัวของอาเธอร์ที่แม้จะสภาพเละเทะแต่ผู้เป็นน้องก็มองออกในทันที

    “พะพี่อาเธอร์...” มอร์เดร็ดยืนช็อกจนทำอะไรไม่ถูกมีแต่ความคิดว่านั่นอาจจะเป็นแค่กลอุบายของแคทเทอรีนแต่ถึงกระนั้นเขาก็ไม่อาจปักใจเชื่อแบบนั้นได้ลงและด้วยความคิดที่ตีกันในหัวไม่หยุดทำให้มานาที่กำลังคลุ้มคลั่งเริ่มตีกันเอง

    “ทำได้ดีมากจักรพรรดินี” เสียงอันเบาริบหรี่เอ่ยมาจากเบื้องล่าง เมื่อมอร์เดร็ดก้มมองจึงเห็นซึฮากิผุดขึ้นมาจากใต้ดินกำลังสัมผัสกับเสริมกำลังของเขา

    กระตุ้นมานาภายในเรียบร้อยคงจะเหลือเวลาไม่กี่นาทีก่อนที่มันจะระเบิด

    “ไอ้พวกเฮงซวย !” มอร์เดร็ดง้างแขนสร้างดาบมานาแต่แทนที่มันจะคงรูปดาบกลับแตกสลายกระจายกลายเป็นออร่ามานาที่ไม่เสถียร

    “นี่มัน...” มานาของคนเกือบแสนคนกำลังเอ่อล้นและพร้อมระเบิดทุกเมื่อ ไม่ว่าเขาจะพยายามร่ายเวทมนตร์อะไรก็ตามมันก็จะประสบแต่ความล้มเหลวราวกับพระเจ้าได้ทอดทิ้งเขาแล้ว

    สัมผัสแบบนี้มัน ซึฮากิตรวจจับสิ่งมีชีวิตกลุ่มหนึ่งกำลังเดินเข้ามาใกล้และเมื่อได้เห็นหน้าจึงรู้ว่าเป็นทหารคุ้มกันเมืองที่อยู่แถวนี้ พวกเขามาเพื่อสอดส่องความปลอดภัยแต่ใครจะไปคิดว่ามันจะเป็นวันสุดท้ายเสียแล้ว

    “จักรพรรดินี ! แปลงร่างเป็นมังกรเดี๋ยวนี้” ซึฮากิกระชากแขนข้างสุดท้ายของแคทเทอรีนลากมายืนตรงหน้าของมอร์เดร็ด

    “แต่มานามัน...” พูดไม่ทันขาดคำซึฮากิก็ยัดขวดมานาเข้าปาก

    “เธออยากให้คนบริสุทธิ์ต้องมาตายที่นี่หรือยังไง?”

    จักรพรรดินีผู้น่าเกรงขามกำลังเปลือยเปล่าต่อหน้ากลุ่มคนจำนวนมากในขณะที่มอร์เดร็ดขาดสติพยายามใช้เวทมนตร์จนแทบจะบ้ามันจึงเป็นการเร่งปฏิกิริยาให้เกิดระเบิดไวขึ้นไปอีก

    “ฉันจะยื้อไว้ได้แค่หนึ่งนาที หนึ่งนาทีนี้เธอต้องบินขึ้นไปให้ได้อย่างน้อยยี่สิบกิโลเมตร”

    ซึฮากิเดินเข้าประชิดมอร์เดร็ดที่ไม่เหลือตัวตนมนุษย์อีกต่อไปและใช้ความสามารถวิเคราะห์มานาเพื่อยืดเวลาการระเบิดให้มากที่สุดและขณะเดียวกันแคทเทอรีนก็ฝืนแปลงร่างเป็นมังกรอีกครั้งพร้อมกับแบกซึฮากิและมอร์เดร็ดไปด้วย

    “สามสิบวินาที !”

    “รู้แล้วน่า !”

    มังกรสีขาวราวกับเกล็ดหิมะกำลังสยายปีกบินขึ้นเหนือฟ้าหายไปกับกลีบเมฆ แรงปีกที่ใช้เวทมนตร์สนับสนุนกำลังเร่งความเร็วสูงสุดที่จะทำได้และเมื่อรู้ตัวอีกทีร่างของมอร์เดร็ดก็กำลังจะระเบิดแล้ว

    “เตรียมบินหนีให้ไวเลย !” ซึฮากิโยนมอร์เดร็ดออกไปให้ห่างขณะที่แคทเทอรีนพยายามบินฉีกออกห่างแต่ออกมาได้ไม่ถึงหนึ่งร้อยเมตรมันก็ระเบิดเสียก่อน

    ต้องกางเสริมกำลังกับเวทวายุเพื่อปรับโครงสร้างลดแรงปะทะ

    ซึฮากิเกาะหลังมังกรแน่นพร้อมกับสร้างเสริมกำลังผสมผสานกับเวทมนตร์วายุทำให้โครงสร้างมีลักษณะกระจายแรงกระแทกออกรอบด้านแต่ด้วยพลังมหาศาลที่ควบแน่นและปะทุระเบิดในคราเดียวทำให้ส่งคลื่นปะทะไปไกลกว่าสิบกิโลเมตรกว่ามันจะอ่อนแรงลง

    แรงปะทะมันมากเกินไปจนคุมเสริมกำลังวายุไม่ได้แล้ว

    ทั้งมังกรและซึฮากิโดนแรงกระแทกผลักออกไปไกลหลายสิบกิโลเมตรค่อย ๆ ย้อยตกลงที่ไหนสักแห่ง

    ที่เหมืองหินเวทเมื่อเกิดระเบิดมันก็ทำให้ต้นไม้ในป่าทั้งแถบล้มระเนระนาดไปหมด ชาวบ้านชาวเมืองได้แต่สวดภาวนาให้พระองค์ช่วยปกป้อง กลุ่มทหารที่มาตรวจตอบต่างก็ช่วยสร้างโล่ป้องกัน โชคดียังดีที่แรงปะทะอ่อนกำลังลงแล้วไม่เช่นนั้นพวกเขาก็คงโดนกดทับไปกับผืนแผ่นดินแน่ ๆ

    “กิจัง...” ฟรานยืนอ้ำอึ้งเงยหน้ามองท้องฟ้าปลอดโปร่งเพราะโดนแรงระเบิดผลักเมฆหายไปหมดและสิ่งที่เห็นเหนือขึ้นไปหลายสิบกิโลเมตรก็คือร่างของมังกรกำลังลอยห่างออกไปเรื่อย ๆ 

    “กำลังสู้แท้ ๆ แต่กลับละสายตาเนี่ยนะ” เฟอเรนกระโจนเข้าใส่ด้านหลังหวังสะบั้นคอให้ขาดในดาบเดียวแต่มีดวายุของเขากลับแตกสลายหายไปราวกับรับความเสียหายไม่ไหว

    “ถึงพวกซากิจะไม่อยากให้ใช้ก็เถอะ...แต่แค่ดาบเดียวก็คงพอแล้ว” ฟรานชักดาบเทพทมิฬที่เหน็บไว้ตรงเอวมาตลอดเพียงแค่ออกจากฝักมันก็สร้างแรงกดดันที่มาพร้อมจิตสังหารรุนแรงที่แม้แต่เฟอเรนหนึ่งในสมาชิกสำนักมนตร์ดำยังต้องกลัว

    “เพ้ออะไรอยู่เจ้าหนู” เฟอเรนฝืนยิ้มตอบโต้เพื่อไม่ให้รู้ว่าตัวเองกำลังกลัวแต่หญิงสาวตรงหน้าก็หาสนใจไม่

    ฟรานเดินเข้าหาช้า ๆ ขณะที่อยู่ในท่าเตรียม “ลงดาบรูปแบบที่หนึ่ง...”

    การก้าวเดินที่เหมือนเชื่องช้าแต่กลับมองไม่เห็นจุดอ่อนใด ๆ และเมื่อเฟอเรนรู้ตัวอีกทีเธอก็มาโผล่ด้านหลังเสียแล้ว

    “[เส้นทางเปล่าเปลี่ยว]”

    เฟอเรนหันมองตามแผ่นหลังของฟรานที่กำลังเก็บดาบเข้าฝักทั้ง ๆ ที่ตัวเขายังไม่มีบาดแผลอะไรเลยด้วยซ้ำ

    “เล่นอะไร? รำดาบเหรอ?” ทันทีที่เขาพยายามจะแทงข้างหลังหัวของเขาก็ร่วงลงพื้นโดยที่ไม่รู้ตัวว่าตนเองได้ตายไปแล้ว

    กิจังฉันจะไปหาเดี๋ยวนี้ ฟรานวิ่งผ่านทุ่งหิมะฝ่าไปตามเส้นทางที่คาดว่ามังกรจะลอยไป

    แต่ทุกอย่างก็ไม่ได้เป็นอย่างที่คิด เพียงแค่ไม่กี่นาทีเธอก็คาดสายตากับพวกเขาแถมยังมีกลุ่มคนแปลกหน้ายืนขวางทางอีก

    “ช่วยหลีกทางด้วยค่ะ” น้ำเสียงแข็งกระด้างที่พยายามอดทนอดกลั้นไม่แสดงความโกรธออกไปแต่ถึงกระนั้นกลุ่มคนที่ยืนขวางก็ไม่ทำตาม

    “ขอโทษนะครับคุณผู้หญิง ตอนนี้เราปิดชายแดนกันอยู่จึงไม่อนุญาตให้คนนอกเข้าเด็ดขาด”

    “แต่พวกของฉันผ่านไปทางนี้นะคะ ถ้าไปช้ากว่านี้อาจจะช่วยไม่ทันก็ได้”

    “ไม่มีแต่ครับกฎก็ต้องเป็นกฎ พวกเราจะช่วยดูให้เองว่าเป็นอะไรหรือเปล่าเพราะฉะนั้นวางใจเถอะ” 

    แรงระเบิดขนาดนั้นถ้าไม่รีบละก็

    ขณะที่เธอกำลังจะตัดสินใจใช้กำลังเพื่อฝ่ากลุ่มคนไปก็มีหญิงสาวรูปงามราวกับเทพธิดาจุติลงมาอีกทั้งยังส่งยิ้มอันเป็นมิตรแก่เธอทั้ง ๆ ที่ไม่รู้ว่าเป็นศัตรูหรือไม่

    “สัมผัสพลังมหาศาลได้ตั้งแต่ก่อนหน้านี้แต่นึกไม่ถึงเลยว่าจะเป็นฝีมือของมังกร” เสียงอันอ่อนหวานค่อย ๆ ฉีกยิ้มอ่อนนุ่มละมุนแค่เห็นก็รู้สึกได้ถึงความเอาใจใส่

    “ช่วยเปิดทางให้ด้วยค่ะ ไม่อย่างนั้น...” ฟรานสร้างออร่ามานาเป็นการขู่อ้อม ๆ ว่าถ้าไม่ยอมให้ผ่านก็จะใช้กำลัง

    “จงกลับไปเถอะเจ้าหนูทางเราจะเร่งตามหาและให้การช่วยเหลือเอง เมื่อชายแดนเปิดอีกครั้งก็ค่อยมารับตัวเพื่อนของเจ้าไป”

    ดูท่าทางจะคุยกันไม่รู้เรื่อง

    ฟรานชักดาบคาตานะธรรมดาพร้อมที่จะฟาดฟันผู้ที่ขวางทางแต่ทันใดนั้นก็มีกลุ่มคนปริศนาโผล่ออกมาประมือด้วย

    “ท่านหญิงไม่เป็นอะไรใช่ไหมครับ?”

    “ฉันไม่เป็นอะไร แต่ก็วางใจได้เพราะยังไงเธอก็คงไม่ทำร้ายคนบริสุทธิ์หรอก...ผู้กล้าแห่งอาณาจักรเซีย ฟราน”

    ฟรานจ้องตาเขม็งสงสัยในคำพูดของเธอ

    “เจ้าหนูกลับไปเถอะแต่ก็มีเรื่องสงสัยอยู่หลายอย่าง ทำไมผู้กล้าฟรานถึงมาอยู่ที่อาณาจักรนอดได้หรือคิดว่าแข็งแกร่งมากพอแล้วจึงปล่อยให้ออกไปเพิ่มเลเวลนอกพื้นที่เขตปกครอง”

    “นั่นไม่ใช่กงการอะไรของคุณ” ฟรานเคลื่อนไหวผ่านกลุ่มคนพยายามฝ่าด่านตรวจคนเข้าไปแต่ก็มีหนึ่งในนั้นตามความเร็วของเธอทันและถีบหญิงสาวอันบอบบางกระเด็น

    “ยอมแพ้ซะเถอะ พวกเขาทั้งสามคนเป็นองครักษ์ของฉันและยังอยู่เลเวลแปดแล้วด้วย ถ้าไม่อยากเจ็บด้วยก็รีบกลับไปได้แล้ว” พูดจบเธอก็หันหลังเดินออกไปโดยไม่เหลียวแลฟรานอีก

    “ไม่มีทางซะหรอก” ฟรานกระโจนเข้าต่อสู้กับหนุ่มสาวสามคนแต่ขณะที่จะชักดาบเทพทมิฬมือไม้ของเธอก็ไร้เรี่ยวแรงควบคุมไม่ได้

    “หลับให้สบายนะสาวน้อย” หมัดเสริมกำลังชกเข้าที่คางแรงจนสมองสั่นสะเทือนร่วงลงพื้นทันที

    “เอายังไงกับเธอดีครับคุณหญิง?”

    “ให้เธอนอนอยู่ตรงนั้นไปนั่นแหละ ถ้าปล่อยไปด้านนอกอาจจะโดนสัตว์อสูรเล่นงานได้”

    “รับทราบครับคุณหญิง”

    หลังจากกล่าวคำสั่งสุดท้ายเสร็จพวกเขาก็แยกย้ายกลับเหลือเพียงทหารยามที่เฝ้าชายแดนไว้เท่านั้น

    หลายชั่วโมงผ่านไปจนฟรานได้สติอีกครั้งเวลาก็ล่วงเลยผ่านไปจนมืดเสียแล้ว แววตาสับสนนึกย้อนไปถึงภาพที่หมัดอันทรงพลังพุ่งเข้ามาและเมื่อตั้งสติได้เธอจึงลุกขึ้นยืน

    “กิจัง...ฉันจะไปเดี๋ยวนี้”

    เบื้องหน้าของเธอมีทหารเฝ้าชายแดนสองคนกำลังเดินเข้ามาหาพร้อมกับชี้นิ้วไล่เธอออกไป

    “หลีกไป...”

    “หนูฟราน !” ทันใดนั้นก็มีเสียงลุงโทลตะโกนมาจากด้านหลัง

    “กิจังลอยข้ามไปทางโน้นค่ะพวกเราต้องรีบไปช่วยนะคะ”

    “ใจเย็นก่อนฟราน” โทลเดินเข้าคุยกับทหารยามพยายามเกลี้ยกล่อมเท่าที่จะทำได้แต่อีกฝ่ายก็เอาแต่ปฏิเสธเสียงแข็งจนต้องถอดใจถอยออกมา

    “เป็นยังไงบ้างคะ?” พอโทลได้เห็นท่าทางร้อนรนของฟรานมันก็ทำให้เขาหนักใจที่จะตอบ

    “เราผ่านไปไม่ได้เพราะต่อจากนี้จะเป็นอาณาเขตของอาณาจักรคา”

    “ทำไมล่ะคะ? ก็แค่เข้าไปหากิจังเอง”

    “มันเป็นกฎของที่นั่นเพราะช่วงนี้จะเป็นช่วงเวลาแห่งการบ่มเพาะ...เธอต้องเชื่อใจซึฮากิสิเขาไม่มีทางเป็นอะไรง่าย ๆ หรอก” โทลจับไหล่ทั้งสองข้างเพื่อให้ฟรานรู้สึกอุ่นใจขึ้นบ้าง

    “ตะแต่...” ฟรานที่พยายามรั้นที่สุดเท่าที่จะทำได้แต่เมื่อเห็นโทลส่ายหน้าเธอจึงตัดใจยอมเชื่ออีกสักครั้ง

    “ฝากตรวจสอบศพของหน่วยจู่โจมด้วย ฉันจะพาฟรานกลับไปพักก่อนแล้วค่อยว่ากันต่อพรุ่งนี้”

    “รับทราบครับ !”

    เสียงตอบรับพร้อมเพรียงก่อนจะแยกทางกันไปโดยที่ทิ้งความขุ่นมัวไว้ในใจจนทำให้ฟรานนอนไม่หลับ

    คล้ายกับเรื่องSTARCIN อุบัติมหาสงครามสตาร์คิน (อ่านฟรีจนจบ)(มี EBOOK) ที่คุณอ่าน