ราชันย์สิบโลก

    ตอนที่ 98 หงส์เพลิง

            เฟิ่งหยูมองดูรอบๆ พลันสังเกตว่าผนังของวิหารมีรูปภาพทั้งสี่ด้านนั้นแตกต่างกัน เฟิ่งหยูจ้องพิจารณาผนังด้านหนึ่งอย่างสนอกสนใจ เขาจมอยู่ในภวังค์ของการหยั่งรู้ในทันทีมันคือเคล็ดวิชาบทหนึ่งแสดงถึงวิธีการเดินลมปราณของผู้ใช้ธาตุทั้งเก้าธาตุที่แต่ละธาตุจะโคจรลมปราณแตกต่างกันไป

            เฟิ่งหยูศึกษาและทดลองเดินลมปราณตามวิถีแห่งธาตุต่าง ๆเมื่อเขาก้าวเข้าสู่ขั้นราชันสวรรค์ สติปัญญาของเฟิ่งหยูพลันเฉียบแหลมขึ้นสติปัญญาและกำลังเฟิ่งหยูสูงขึ้นกว่าคนอื่นนับร้อยนับพันเท่าเพราะเขามีกายเซียนโบราณคอยสนับสนุน

            เมื่อเฟิ่งหยูมองวิธีการโคจรลมปราณต่าง ๆ ทั้งเก้าธาตุเพียงครั้งเดียวเฟิ่งหยูก็จำจนขึ้นใจแล้วเขาทดสอบทีละธาตุ ทีละธาตุจนเวลาล่วงเลยไปสามวันเฟิ่งหยูจึงสามารถเดินลมปราณตามวิถีธาตุต่าง ๆ ได้ทั้งเก้าธาตุ

            เฟิ่งหยูออกจากภวังค์ จากนั้นเดินไปที่ผนังห้องด้านที่สองเขาตั้งสมาธิจดจ้องอยู่ไม่นานเฟิ่งหยูก็เข้าสู่ภวังค์ของการหยั่งรู้ ผนังด้านนี้เป็นหลักของธาตุต่างๆ และการผสมผสานธาตุต่าง ๆ ให้มีอนุภาพมากยิ่งขึ้น

            โดยธาตุหลัก ๆ ได้แก่ ดิน น้ำ ลม ไฟ ไม้ ทอง ส่วนธาตุจำเพาะคือสายฟ้าลม แสง และธาตุมืด การจะปรับพื้นฐานลมปราณของธาตุต่างๆต้องศึกษาถึงความเป็นไปได้ต่าง ๆ ดังน้ำชนะไฟ ไฟชนะทอง ทองชนะไม้ ไม้ชนะดินดินชนะน้ำ หรือน้ำทำให้เกิดไม้ ไม้ทำให้เกิดไฟ ไฟทำให้เกิดดิน ดินทำให้เกิดทองทองทำให้เกิดน้ำหรือธาตุที่จะสามารถส่งเสริมให้เกิดความทรงพลังและความรุนแรงของธาตุอื่นมากขึ้น

            เฟิ่งหยูศึกษาและทำความเข้าใจอย่างลึกซึ้งโดยละเอียดเขาสามารถจำกัดความเฉพาะของธาตุต่างๆให้สามารถนำมาใช้งานได้อย่างมีประสิทธิ์ภาพมากขึ้นความเข้าใจนี้นับเป็นความรู้ใหม่และมีความสำคัญต่อเฟิ่งหยูเป็นอย่างยิ่ง  

                    ส่วนผนังด้านที่สามเป็นเคล็ดวิชาเกี่ยวกับเปลวเพลิงโดยเฉพาะ มันเป็นเคล็ดวิชาที่ยิ่งใหญ่ความรุนแรงของมันสามารถทำลายล้างอาณาจักรหนึ่งให้หายไปในพริบตาได้เลยหากฝึกฝนสำเร็จความยากของมันไม่ต้องเอ่ยถึงเพราะมันมีถึงเก้าระดับซึ่งชื่อเคล็ดวิชานี้คือ

            “หมัดเพลิงสวรรค์สะบั้นพิภพ” โดยแต่ละหมัดจะมีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ

            “หากข้าฝึกฝนจนถึงขั้นสะบั้นที่เก้าได้ พลังทำลายล้างสามารถทำให้อาณาจักรหนึ่งหายไปได้ภายในพริบตาพลังของมันช่างน่ากลัวเหลือเกิน”เฟิ่งหยูคิดในใจ

            เฟิ่งหยูฝึกฝนและทำความเข้าใจในหมัดเพลิงสวรรค์สะบั้นพิภพนี้จนกระจ่าง เขาศึกษามันอย่างลึกซึ้งเข้าใจทุกอย่างจึงหันไปมองผนังด้านสุดท้ายที่เขายังไม่ได้ศึกษามัน

            “แค่ความรู้และทักษะที่ได้มาเรียกได้ว่าคุ้มค่าสำหรับการเดินทางมาครั้งนี้แล้ว”

            เฟิ่งหยูตั้งสมาธิอยู่ที่ผนังด้านสุดท้าย เขาศึกษามันอย่างตั้งใจผนังด้านนี้เฟิ่งหยูกลับพบกลับชายชราคนหนึ่ง แต่งชุดเกราะสีแดงเพลิงทั้งตัว

            “ท่านผู้อาวุโสข้าน้อยเฟิ่งหยูขอคารวะ”

            “ฮื่ม... เจ้าหนูเจ้าสามารถทำความเข้าใจภาพผนังทั้งสามด้านได้นั้นนับว่ามีพรสวรรค์เป็นอย่างยิ่ง ข้าเป็นจิตวิญญาณของหงส์เพลิงที่ปกปักษ์รักษาอาณาจักรแห่งนี้เจ้านับว่ามีวาสนาต่อข้ายิ่งข้ามองเจ้าตั้งแต่เจ้าเข้าสู่อาณาจักรหงส์เพลิงแห่งนี้แล้ว”

            “เป็นท่านที่ดลใจให้ข้ามาที่นี่อย่างนั้นหรือ?”

            “ใช่แล้ว เป็นข้าเองที่ต้องการให้เจ้ามาในสถานที่แห่งนี้หาไม่แล้วเจ้าเองก็คงจะหาสถานที่แห่งนี้ไม่เจอหรอก”

            “เหตุใดท่านถึงต้องการให้ข้ามาหาท่านในสถานที่แห่งนี้ด้วยหรือว่าท่านต้องการให้ข้าน้อยช่วยเหลือสิ่งใดหรือไม่”

            “ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฉลาดไม่เบานี่เจ้าหนูที่ข้าต้องการให้เจ้ามาสถานที่แห่งนี้เพราะตอนนี้เจ้าเป็นเพียงผู้เดียวที่มีคุณสมบัติที่จะสามารถต่อกรกับคนของโลกอื่นได้”

            “ต่อกร กับคนของโลกอื่น ท่านผู้อาวุโสหมายความว่าอย่างไร”

            “เจ้าไม่จำเป็นต้องตกใจ เรื่องมันยังไม่เกิดภายในวันสองวันนี้หรอก”

            “ข้าจะเล่าให้เจ้าฟังเอง ในอดีตเมื่อล้านปีก่อนจักรวาลอันกว้างใหญ่ไพศาลมีเหล่าดวงดาวต่าง ๆมากมายพวกเขาต่างมีพลังยุทธ์ที่แข็งแกร่งยิ่งดวงดาวแต่ละดวงที่มีพลังแข็งแกร่งมากเท่าใดพวกเขาก็มักจะพากันรุกรานดาวดวงอื่นเพื่อนำทรัพยากรของดาวดวงนั้นมาเป็นของพวกเขาเอง และเข่นฆ่าสังหารคนของดาวดวงอื่นจนหมดสิ้น”

            “ดาวดวงที่เราอยู่ในทุกวันนี้ก็เช่นกัน ตอนนั้นทรัพยากรของดาวดวงอื่นเริ่มขาดแคลนกันแล้วมีเพียงดาวดวงนี้ที่ยังมีทรัพยากรที่สมบูรณ์เป็นอย่างมากคนของดาวดวงนี้ยังมีพลังยุทธ์ไม่กล้าแข็ง แต่ก็ยังมีระดับเทพเจ้าอยู่บ้าง เมื่อพวกเขาเหล่านั้นทราบข่าวการจะมารุกรานจากโลกใบอื่นพวกเขาจึงรวมตัวกันและเมื่อเห็นว่าคงสู้พวกดาวดวงอื่นไม่ได้แน่ๆ พวกเขาจึงร่วมมือกันปิดผนึกโลกใบนี้และอำพรางหลบซ่อนโลกใบนี้เอาไว้บิดบังไม่ให้พวกดาวดวงอื่นมาเจอ  และเพื่อมิให้คนจากโลกนี้สามารถออกไปยังโลกอื่นได้พวกเขาจึงได้กดพลังฟ้าดินของดาวดวงนี้เอาไว้ ให้เหลือเบาบางที่สุด”

            “แต่นั่นมันก็เป็นระยะนานมากแล้วนับล้านปีมาแล้วตอนนี้ผนึกที่พวกเขาช่วงกันสร้างขึ้นมาจึงเริ่มอ่อนกำลังลง หากไร้ซึ่งผนึกแล้วโลกใบนี้จะเริ่มมีพลังฟ้าดินที่หนาแน่นกว่าโลกใบอื่น และพวกผู้คนจากโลกอื่นเหล่านั้นก็จะทราบถึงการมีอยู่ของโลกใบนี้ได้ทันที“

            “สาเหตุที่ข้าต้องให้เจ้ามาที่นี่ก็เพราะเหตุนี้เจ้าคือความหวังที่จะช่วยเหลือเหล่าผู้คนในโลกใบนี้”

            “เพราะอะไรหละท่านผู้อาวุโส เหตุใดจึงต้องเป็นข้าด้วยคนทั่วทั้งโลกมีอีกตั้งหลายร้อยหลายพันล้านคน”

            “เพราะในร่างของเจ้ามีสิ่งที่สามารถช่วยเหลือผู้คนทั้งหมดอยู่กับตัวของเจ้า”

            “ข้าไม่เข้าใจในสิ่งที่ท่านกล่าวมาในตัวข้ามีสิ่งใดกันที่สามารถช่วยเหลือผู้คนนับพันล้านคนเหล่านั้นได้”

            “มรดกสวรรค์” ชายชรากล่าวสั้น ๆ

            “มรดกสวรรค์ มันคือสิ่งใดท่านผู้อาวุโส?”

            “เจดีย์ฟ้าสวรรค์ในตัวของเจ้าคือมรดกสวรรค์ที่เหล่าผู้คนโบราณได้ช่วยกันหลอมสร้างขึ้นมาเพื่อเหลือทิ้งไว้ให้ชนรุ่นหลังฝึกฝนก่อนที่คนจากโลกอื่นรับรู้ว่าโลกใบนี้มีตัวตนอยู่เจ้าต้องสร้างกองกำลังที่สามารถสู้รบปรบมือกับพวกเขาเหล่านั้น”

            “ท่านผู้อาวุโสรู้...........”

            “รู้สิ เพราะไม่เพียงแต่ข้าที่รู้เรื่องนี้วิหารแห่งนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งของเจดีย์ฟ้าสวรรค์ที่เจ้าครอบครองด้วยตอนนี้เจ้าสามารถเปิดเจดีย์ฟ้าสวรรค์ได้สามชั้นแล้วพลังฟ้าดินในเจดีย์ฟ้าสวรรค์เทียบเท่ากับพลังฟ้าดินของโลกใบอื่นแล้ว”

            “สามชั้นอย่างนั้นหรือ....”

            “ใช่ สามชั้น ชั้นที่สามเจ้าพึ่งจะเปิดไปตอนที่เหล้าหลอมรวมพลังฟ้าดินและพลังต้นกำเนิดของโลกใบนี้ตอนเจ้าเข้ามา ทำให้ระดับของเจ้าเลื่อนชั้นขึ้นจึงสามารถเปิดชั้นที่สามของเจดีย์ฟ้าสวรรค์ได้ทำให้พลังงานฟ้าดินในเจดีย์ฟ้าสวรรค์หนาแน่นขึ้นและยังสามารถขยายพื้นที่ออกไปอีกอย่างกว้างขวาง”

            “หากจะพูดง่ายๆก็คือในตัวของเจ้ามีโลกอีกใบหนึ่งอยู่ก็ว่าได้ตอนนี้อาณาเขตภายในเจดีย์ฟ้าสวรรค์ของเจ้ามีขนาดเท่ากับหนึ่งในสี่ของโลกใบนี้แล้ว”

            “หนึ่งในสี่ของโลกใบนี้” เฟิ่งหยูตกตะลึงเป็นอย่างมาก

            “ใช่ การเปิดออกของแต่ละชั้นจะสามารถขยายพื้นที่ อาณาเขตเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนกว้างใหญ่กว่าโลกใบนี้เสียอีกหากเจ้าเปิดออกครบทุกชั้น”

            “สาเหตุที่ข้าบอกเจ้าว่ามีเพียงแค่เจ้าคนเดียวที่สามารถช่วยเหลือผู้คนทั้งหมดได้เจ้าคงเข้าใจแล้วใช่ไหมเหล่าจอมยุทธ์ระดับพระเจ้าในอดีตหลอมเจดีย์ฟ้าสวรรค์เพื่อเป็นการช่วยเหลือคนในยุคสมัยนี้หากคนจากโลกอื่นบุกมาจริงแล้ว คนของโลกใบนี้สู้พวกเขาไม่ได้ นี่จะเป็นสถานที่หลบภัยที่พวกเขาตั้งใจสร้างไว้เพื่อชนรุ่นหลังนั่นเอง”

            “พูดง่าย ๆตอนนี้เจ้าเป็นผู้ปกครองโลกใบนี้นั่นเอง เพราะเจ้าถูกเลือกโดยเจดีย์ฟ้าสวรรค์”

            “ท่านผู้อาวุโสแล้วเหลือเวลาอีกเท่าไหร่กว่าที่โลกนี้จะถูกปลดผนึกอย่างสมบูรณ์?”

            “อย่างเร็วก็สิบปี ยี่สิบปี อย่างช้าก็ร้อยปีอันนี้ข้าเองก็ตอบไม่ได้เช่นกันดังนั้นสิ่งที่เจ้าต้องทำในตอนนี้คือฝึกฝนกองกำลังเพื่อเตรียมตัวต้อนรับพวกต่างโลกพวกนั้น”

             

            “และเรื่องที่เจ้าต้องรู้อีกเรื่องหนึ่งคือตั้งแต่ชั้นที่สี่เป็นต้นไปเจ้าไม่สามารถเปิดได้เอง แต่เจ้าต้องหลอมรวมกับแหล่งพลังงานของเจดีย์ฟ้าสวรรค์ซึ่งนั่นก็คือวิหารหงส์เพลิงแห่งนี้ที่เจ้าจะต้องหลอมรวมให้เป็นส่วนหนึ่งของเจดีย์ฟ้าสวรรค์ซึ่งจะสามารถเปิดชั้นที่สี่ได้”

            “ในส่วนชั้นที่ห้าเป็นวิหารพยัคฆ์ขาวที่อยู่ในอาณาจักรพยัคฆ์ขาวชั้นที่หกคือเต่าทมิฬซึ่งก็อยู่ในอาณาจักรเต่าทมิฬ การเปิดในแต่ละชั้นเจ้าต้องค้นหาวิหารเหล่านั้นให้เจอแต่เจ้าไม่ต้องกังวลเพราะจิตวิญญาณที่อยู่ดูแลวิหารเหล่านั้นเองก็ตามหาเจ้าด้วยเช่นกันดังเช่นที่ข้าเจอเจ้าก่อนเพราะข้าสัมผัสได้ถึงเจดีย์ฟ้าสวรรค์ที่อยู่ภายในตัวของเจ้า”

            ”ส่วนชั้นที่เจ็ดเจ้าต้องหลอมรวมกับวิหารมังกรในอาณาจักรมังกรคราม  ชั้นที่แปดและชั้นที่เก้านี้ข้าเองก็ไม่ทราบเจ้าต้องไปถามกับผู้ดูแลเจดีย์ฟ้าสวรรค์เอง หากเจ้าหลอมรวมวิหารต่าง ๆ ได้สมบูรณ์ สิ่งที่อยู่ในวิหารหงส์เพลิงทั้งหมดนี้จะไปปรากฏอยู่ในเจดีย์ฟ้าสวรรค์เองส่วนข้าที่เป็นจิตวิญญาณของหงส์เพลิงก็จะมีตัวตนขึ้นมาจริงๆข้าเองก็ไม่ต้องอยู่ในรูปของจิตวิญญาณอีกต่อไปข้าสามารถอยู่ในเจดีย์ฟ้าสวรรค์และสามารถช่วยเจ้าได้อีกแรงหนึ่งซึ่งเป็นหน้าที่ที่ข้าได้ตอบรับจากเหล่าจอมยุทธ์โบราณทั้งหลายด้วยตัวข้าเอง”

            “เอาหละตอนนี้เจ้าออกไปหลอมรวมวิหารหงส์เพลิงนี้ให้เป็นส่วนหนึ่งของเจดีย์ฟ้าสวรรค์ชั้นที่สี่ก่อนเมื่อหลอมรวมเสร็จแล้วเรายังมีเวลาคุยกันอีกมาก”

            เฟิ่งหยูออกจากภวังค์แห่งการหยั่งรู้พร้อมกับเดินออกมาจากวิหารหงส์เพลิง เมื่อเขาออกมาด้านนอกวิหารหงส์เพลิงเพียงไม่นานวิหารที่สวยสดงดงามพลันย่อเล็กลงและพุ่งเข้าไปในเจดีย์ฟ้าสวรรค์ภายในตัวของเฟิ่งหยูอย่างรวดเร็วเฟิ่งหยูเข้าในเจดีย์ฟ้าสวรรค์เขาพลันตกตะลึงกับการเปลี่ยนแปลงของเจดีย์ฟ้าสวรรค์

            มันเป็นดังที่ผู้อาวุโสของวิหารหงส์เพลิงกล่าวจริงๆ  เพราะพื้นที่ภายในนั้นกว้างใหญ่ไพศาลมากและพลังฟ้าดินภายในเจดีย์ฟ้าสวรรค์หนาแน่นเป็นอย่างมากรวมถึงพลังต้นกำเนิดที่เกิดขึ้นมาเพิ่มเฟิ่งหยูจึงสอบถามเรื่องการหลอมรวมวิหารหงส์เพลิงจากอู่หวังฉี

            “ท่านผู้อาวุโสพอจะแนะนำวิธีหลอมรวมวิหารหงส์เพลิงเพื่อเปิดใช้งานชั้นที่สี่ของเจดีย์ฟ้าสวรรค์ให้ข้าหน่อยสิ”

            “โอ้นี่เจ้ารู้แล้วอย่างนั้นหรือเจ้าเจอเจ้าหนูคนนั้นแล้วอย่างนั้นหรือ”

            “ข้าเจอกับผู้อาวุโสที่เป็นจิตวิญญาณของหงส์เพลิงแล้วขอรับและเขายังบอกวิธีเปิดชั้นสี่ถึงชั้นเจ็ดให้กับข้าด้วย”

             

    คล้ายกับเรื่องราชันย์สิบโลก ที่คุณอ่าน