ตึ่งตึ่ง
เกิดเสียงกระแทกดังขึ้นสองครั้ง
หลังจากนั้นศพพิษสองตัวที่มีความเร็วสูงสุดขีดก็ถูกซัดกระเด็นกลับหลังไปอีกครั้งจนกลิ้งหลุนๆอยู่บนพื้น
เฮ้ย!
ต้วนเทียนหยาวันนี้โคตรโหดเลย!
แถมยังมีของดีแบบนั้นเก็บไว้อีก!
ผู้คนเพิ่งจะมองเห็นสิ่งที่อยู่ในโลงศพนั่นชัดๆ เป็นครั้งแรกมันคือศพโลหิตที่สวมใส่ชุดเกราะราชันเงินขาวเอาไว้บนตัวแล้วเพียงแต่ศพโลหิตตัวนี้มันไม่ใช่ยินเซ่าเทียนที่ก่อนหน้านี้เคยอาละวาดอย่างโหดเหี้ยมที่ทะเลสาบเมฆาอัสนีนั่นอีกแล้ว
ไม่รู้ว่าหลินหยางใช้ศาสตร์ลับวิชาใดถึงได้สามารถกำจัดกลิ่นอายคาวเลือดอันเข้มข้นที่เคยแผ่ออกมาจากตัวมันก่อนหน้านี้ทิ้งจนไม่เหลือร่องรอยแถมยังหลอมชุดเกราะราชันเงินขาวเข้ากับตัวมันได้อย่างสมบูรณ์กลายเป็นหุ่นเชิดสำหรับต่อสู้โดยเฉพาะ
ยินเซ่าเทียนเมื่อหนึ่งปีก่อนนี้ก็มีพลังต่อสู้ที่เกือบจะเทียบเท่ากับระดับโพ่ไห่แล้วตอนนี้มันได้ถูกปรับเสริมเติมแต่งโดยหลินหยางจนพลังในแต่ละด้านล้วนถูกยกระดับขึ้นหลายขั้นสองหมัดที่ชกออกไปนั้นรุนแรงราวกับค้อนศึกระดับวิถีราชันชั้นยอดสองด้านหวดทุบเข้าใส่ศพพิษทั้งสองร่างแบบเต็มๆ
โฮก!
แต่ศพพิษทั้งสองเองก็เป็นปีศาจเหมือนๆ กัน ถึงแม้ว่ามันเพิ่งจะถูกหวดจนปลิวไปแต่ระดับความอำมหิตของมันก็ไม่ได้ลดน้อยลงเลยลุกกลับขึ้นมาใหม่พร้อมกับส่งเสียงคำรามก้อง จากนั้นมันก็ดีดตัวพุ่งเข้าใส่หุ่นเชิดเกราะเงินทันที
ซึ่งต้วนเทียนหยาไม่ได้ใส่ใจพวกมันอีกต่อไปแล้วปล่อยให้หุ่นเชิดของหลินหยางรับมือกับศพพิษทั้งสองร่างนั้นไปตามลำพังส่วนตัวเขานั้นหันไปหาศพนักรบที่เพิ่งทำลายฝาโลงทิ้งไปเมื่อครู่นี้
จากนั้นเขาก็ไม่พูดพร่ำทำเพลง ฟันดาบเข้าใส่ศัตรูทันที
ในที่สุดซากศพสามร่างสุดท้ายก็มีคู่ต่อกรด้วยแล้ว
ที่เหลืออยู่ก็มีแค่เหล่านักรบฝ่ายธรรมะทั้งสี่ร้อยนายที่สวมใส่ชุดเกราะราชันเงินขาวเอาไว้และยอดฝีมือจำนวนร้อยกว่าคนของฝ่ายลัทธิหมื่นวิญญาณ
สองฝ่ายประชันหน้ากัน สีหน้าแตกต่างกันสุดขั้ว
เซวี่ยเทียนที่สวมใส่ชุดเกราะราชันเงินขาวเอาไว้นั้นรอยยิ้มบนใบหน้าของเขาแทบจะฉีกไปถึงหูแล้ว
มันตะเบ็งเสียงออกมาประโยคหนึ่งจากนั้นก็นำพรรคพวกทั้งหลายบุกเข้าหาศัตรูทันที
“เหลือไอ้ยินว่านเสียนั่นไว้ให้ข้าส่วนคนที่เหลือ ไล่เก็บกวาดไอ้พวกลูกกระจอกตรงหน้านี้ให้หมดซะ!”
“เล่นมันเลย ฆ่ามัน!”
“ท่านหัวหน้าเผ่าในที่สุดข้าก็จะได้ล้างแค้นให้ท่านแล้ว!”
“ท่านแม่ทัพทัวเหลย ท่านพักผ่อนให้สบายเถอะ...”
ฆ่ามัน!
ไม่จำเป็นต้องเสวนาอะไรให้มากความอีกแล้ว
บาปกรรมที่พวกมันลัทธิหมื่นวิญญาณได้ก่อไว้ มันรุนแรงมากเสียจนคนอย่างพวกมันไม่สมควรอยู่บนโลกนี้อีกต่อไปแล้ว
หากไม่มีเมี่ยชางเซิง ไม่มีพวกซากศพ ต่อให้ไอ้ยินว่านเสียนั่นจะออกโรงด้วยตัวเองแต่ระดับฝีมือของมันอย่างมากก็แค่สูสีกับเซวี่ยเทียนที่สวมใส่ชุดเกราะราชันเงินขาวไว้เท่านั้น
คนอื่นๆ นั้นสามารถไล่สังหารคนของลัทธิหมื่นวิญญาณที่เหลือได้อย่างไม่ยากลำบากนัก
ฟู่...ฟู่...
ยินว่านเสียตอนนี้สมองปั่นป่วนไปหมด เขาหอบหายใจอย่างหนักหน่วงขณะเดียวกันก็ต้องฝืนให้กำลังใจเหล่าสมุนด้านหลังเขาว่า
“ความอยู่รอดของลัทธิหมื่นวิญญาณเราขึ้นอยู่กับการต่อสู้ครั้งนี้พวกเจ้าจงสู้ไปด้วยกันกับข้า ขอแต่สามารถต้านทานไว้ได้จนกว่าท่านอาจารย์จะสามารถสังหารไอ้หลินหยางได้พวกเราก็จะอาบเลือดของไอ้พวกนี้ได้ทันที”
“อาบเลือดอาม่าเจ้าเถอะ!”
แต่คำพูดปลุกใจของยินว่านเสียยังกล่าวไม่จบ เซวี่ยเทียนที่แบกกระบองฉลามทมิฬคู่ใจเอาไว้ก็ได้บุกเข้ามาประชิดถึงตัวเขาแล้ว
เคร้ง
ยินว่านเสียต้องรีบยกอาวุธของตัวเองขึ้นมาต้านรับเอาไว้จากนั้นสงครามระหว่างนักรบสวรรค์สีเงินกับกองทัพปีศาจจอมชั่วร้ายสีดำก็ได้เปิดฉากขึ้นอย่างเป็นทางการ
..................................
ขณะเดียวกันนั้นเอง ทั่วทั้งลานชมฟ้าก็ล้วนเข้าสู่การต่อสู้อันดุเดือดเลือดพล่านครั้งสุดท้ายกันแล้ว
แต่ละคนล้วนกำลังต่อสู้กันอย่างเอาเป็นเอาตายบนพื้นดินบริเวณนั้นล้วนเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบเลือดสดๆ ของทั้งสองฝ่าย
การต่อสู้ครั้งนี้เป็นการต่อสู้นัดชี้ชะตาของพวกเขาทั้งสองฝ่ายสิ่งที่รออยู่สำหรับผู้แพ้มีเพียงความตายเท่านั้น
ดังนั้นทุกคนที่อยู่ที่นี่จึงไม่มีทางถอยอีกแล้วทำได้แค่ร่ายรำอาวุธในมือ ปลดปล่อยพลังฟ้าดินในกายใช้เคล็ดวิชาสุดยอดกระบวนท่าต่างๆ ใช้ฝ่ามือ ใช้ทุกส่วนของร่างกายเท่าที่จะสามารถใช้ได้ จัดการสังหารศัตรูตรงหน้าของตนจนกว่าจะพินาศสิ้น
ฆ่า! ฆ่า! ฆ่า!
บุก! บุก! บุก!
เหล่าประชาชนชาวเมืองอวิ๋นเฉิงที่อยู่ห่างออกไปนับสิบลี้แม้จะอยู่ห่างไกลขนาดนี้ก็ยังสามารถมองเห็นเมฆหมอกสีแดงเลือดที่ลอยคลุ้งให้ความรู้สึกราวกับว่าการต่อสู้อันรุนแรงนั้นมันเกิดขึ้นอยู่ตรงหน้าเลยก็ไม่ปาน
ภายในราชวังชูอวิ๋นนั้น เหล่าผู้นำของอาณาจักรใหญ่หลายๆ แห่งล้วนมารวมตัวกันอยู่บริเวณลานกว้างมองไปยังเมฆหหมอกสีแดงเลือดที่ปรากฏอยู่ตรงขอบฟ้าพวกเขาล้วนรู้สึกตึงเครียดและกังวลจนเหงื่อออกเต็มฝ่ามือไม่มีใครรู้ว่าการต่อสู้ครั้งนี้จะจบลงอย่างไร
และในขณะที่การต่อสู้กำลังดำเนินไปถึงจุดสูงสุดอยู่นั้น ไม่มีใครรู้สึกตัวถึงเงาร่างที่ดูคล้ายกับวิญญาณสายหนึ่งซึ่งกำลังยืนมองการต่อสู้ครั้งนี้อยู่ในป่าทึบแห่งหนึ่งซึ่งอยู่ห่างจากลานชมฟ้าไปนับพันเมตร
เงาร่างนี้ยืนมองเงียบๆ อยู่บนต้นไม้ยักษ์ต้นหนึ่งซึ่งถูกปกคลุมไปด้วยใบไม้จำนวนมากเผยให้เห็นแค่แววตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความคิดชั่วร้ายอันมืดมนคู่หนึ่งที่กำลังจับจ้องไปที่สนามรบณ ลานชมฟ้า
เขาก็เหมือนกับหมาไฮยีน่าตัวหนึ่งที่กำลังแอบซ่อนอยู่ในเงามืดเพื่อรอกินซากศพของสัตว์ร้ายที่ถูกฆ่าตายจากการต่อสู้อันดุเดือดนั่น
ตัวเขาในตอนนี้ยังอ่อนแอมากเกินไป ยังไม่มีพลังมากพอที่จะไปล้างแค้นได้แต่เขามีวิธีที่ทำให้เขาสามารถพัฒนาเติบโตขึ้นได้อย่างรวดเร็วจนมิอาจจินตนาการถึงพลังชีวิตที่เหลือจากสงครามอันโหดเหี้ยมอำมหิตนี้มันมากพอที่จะช่วยให้พลังของเขาเติบโตขึ้นด้วยความเร็วที่สูงจนมิอาจคาดเดาได้
“ฆ่ากันไปเถอะ... ตายกันให้เยอะๆ เลย...”
เขาสาปแช่งผู้คนที่อยู่ในสนามรบเหล่านั้นทั้งหมด
“จงกลายมาเป็นส่วนหนึ่งในความยิ่งใหญ่ของข้าเสีย...หลินหยาง เจ้ารอก่อนเถอะ วันที่ข้าจะกลับไปหาเจ้ามันอีกไม่นานแล้ว...หึหึหึ...”
จะมีใครสามารถคาดเดาได้บ้างว่า
เบื้องหลังสงครามระหว่างฝ่ายธรรมะและอธรรมนั้นยังมีศัตรูอีกคนที่โหดเหี้ยมอำมหิตและเลือดเย็นยิ่งกว่าแอบซ่อนอยู่อีกคน
..................................
สงครามครั้งนี้ไม่ได้กินเวลายาวนานต่อเนื่องเท่ากับที่จินตนาการไว้
การเตรียมพร้อมมาอย่างเต็มที่ของหลินหยางนั้นทำให้แผนการบุกสังหารของเมี่ยชางเซิงในครั้งนี้ได้กลายเป็นเรื่องตลกขึ้นมาจริงๆ เสียแล้ว
คนแรกที่ทำลายแผนการนั่นย่อมต้องเป็นหั่วเอ๋อร์อยู่แล้ว
ถึงเมี่ยชางเซิงจะได้เตรียมซากศพมารับมือหั่วเอ๋อร์โดยเฉพาะแล้วซึ่งอันที่จริงมันก็กำลังจะสำเร็จแล้วด้วยเพียงแต่ว่าส่วนอื่นๆ ที่ยังไม่สามารถทำหน้าที่ให้สำเร็จลุล่วงได้ทันตามผลัลัพธ์ที่ต้องการหั่วเอ๋อร์ก็ได้ระเบิดพลังความสามารถของมันออกมาแล้ว
“ไอ้พวกหน้าแมว ถ้าข้าไม่เอาจริง พวกเจ้าก็จะทำกับข้าอย่างกับเป็นคนนป่วยไม่สิ นกป่วยเลยใช่ไหม!”
หั่วเอ๋อร์ที่ถูกซากศพทั้งสามตามวอแวจนรำคาญอย่างเหลืออดแล้วก็กระพือปีกทั้งสองข้างอย่างรุนแรงเปลวเพลิงที่ลุกโชนไปทั่วทั้งตัวพลันเกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้น
เพลิงวิเศษสีแดงที่แต่เดิมลุกโชนอย่างร้อนแรงก็ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีทองอร่ามมากขึ้นเรื่อยๆนั่นคือสุดยอดพลังที่มันเพิ่งจะสามารถกลับมาใช้ใหม่ได้อีกครั้งหลังจากที่ระดับพลังกลับมาอยู่ในระดับโพ่ไห่แล้ว
“เจอท่าพุ่งชนไร้เทียมทานของท่านหั่วเอ๋อร์หน่อยเป็นอย่างไร!”
น่าเสียดายที่ชื่อของวิชาสุดเทพนั่นกลับถูกตั้งขึ้นอย่างห่วยบรมแต่หั่วเอ๋อร์ที่ทั่วทั้งตัวล้วนเปล่งประกายแสงสีทองอันเรืองรองออกมานั้นก็ราวกับอสูรเทวะที่กลับมาเกิดใหม่แสดงให้เห็นฤทธิ์เดชสุดแข็งแกร่งของยอดอสูรที่ครั้งหนึ่งเคยสามารถยึดครองภูเขาเมฆมรกตนี้ได้
แกว๊ก!
เสียงร้องของพญาวิหคดังขึ้น หั่วเอ๋อร์ในร่างสีทองก็บินทะลวงทรวงอกของศพนักรบนั่นไปจนกลายเป็นรูโบ๋เปลวเพลิงสีทองที่ลุกโชนอย่างไม่สิ้นสุดได้ลุกไหม้ขึ้นบริเวณปากแผลตรงหน้าอกนั่นจากนั้นก็ค่อยๆ ลามออกไปทั่วทุกทิศจากนั้นก็ได้แปรเปลี่ยนซากศพนักรบที่ได้ชื่อว่ามีร่างกายที่แข็งแกร่งทนทานมากที่สุดให้กลายเป็นเปลวเพลิงรูปร่างมนุษย์สายหนึ่งเท่านั้น
“แล้วก็พวกเจ้า!”
หั่วเอ๋อร์ไล่ฆ่าอย่างเมามันเปลวเพลิงสีทองนั้นเป็นดั่งคมดาบที่เทวดาบนสวรรค์ใช้ปราบปรามปีศาจร้ายก็ไม่ปานทันทีที่มันบินตัดผ่านอากาศไปทั้งศพพิษและศพวิญญาณเองก็ถูกเผาไหม้จนกลายเป็นเพียงเถ้าถ่านสีดำตามศพนักรบไปในเวลาไม่นาน
เรียบร้อย!!
หลินหยางน้อย กลับไปอย่าลืมให้หัวสิงโตข้าด้วย!
ฝั่งของต้วนเทียนหยาที่อยู่อีกด้านหนึ่งก็ปรากฏผลแพ้ชนะแล้วเช่นกัน
ตอนที่ดาบเทพเจ้าของเขาที่ใช้พลังฟ้าดินสร้างขึ้นเล่มนั้นกำลังต่อสู้กับพวกซากศพอยู่นั้นมันให้ความรู้สึกราวกับว่ากำลังใช้มีดอันคมกริบหั่นผักหั่นแตงอยู่ก็ไม่ปานไม่ว่าศพนักรบมันจะเคยผ่านการเสริมแต่งด้วยวิชาลับแบบไหนมาก็ตามมันก็ไม่สามาถต้านทานคมดาบอันแหลมคมจนน่าหวาดกลัวนี้ไว้ได้ลย
หลังจากปะทะกันไปแค่ไม่กี่นาทีปีศาจร้ายที่มีขนาดตัวสูงราวสองเมตรกว่าก็ได้กลายเป็นเพียงเศษเนื้อที่ถูกหั่นทิ้งมั่วๆกองหนึ่งก็เท่านั้น ตายจนไม่สามารถตายได้อีกแล้ว
หลังจากกวาดสายตามองไปทั่วบริเวณนี้แล้ว
หุ่นเชิดเงินขาวที่หลินหยางปรับแต่งขึ้นมาใหม่นั้นกำลังใช้ฝ่ามือกดศพพิษทั้งสองตัวเอาไว้บนพื้นโดยใช้มือกดไว้ข้างละตัวไม่ว่าพวกมันจะดิ้นรนอย่างไรก็ไม่ยอมปล่อยมือโดยเด็ดขาด ส่วนพิษโลหิตสีแดงก่ำอันน่าหวาดกลัวนั้นสำหรับหุ่นเชิดที่ไม่มีชีวิตอยู่แล้วนั้นมันก็ไม่ต่างอะไรกับดอกไม้ไฟสีแดงไร้สาระเลยด้วยซ้ำไป
ยอดฝีมือทั้งสามคนของกลุ่มพันธมิตรการค้าใต้หล้าและยอดฝีมือที่แข็งแกร่งที่สุดทั้งสามคนจากอาณาจักรต่างๆถึงแม้ว่าจะต่อกรกับศพพิษกลุ่มละตัวได้อย่างยากลำบากกว่าแล้วแต่เพราะพลังป้องกันอันแข็งแกร่งที่ได้รับการเสริมพลังจากชุดเกราะราชันเงินขาวแล้วทำให้ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บถึงตายเลยสักคน
และเมื่อหั่วเอ๋อร์และต้วนเทียนหยาสามารถเข้าไปช่วยการต่อสู้ในจุดอื่นๆได้แล้ว สถานการณ์ก็เปลี่ยนไปทันที
พวกที่ซวยที่สุดก็ย่อมต้องเป็นพวกยินว่านเสียและเหล่าสมุนทั้งหลายของลัทธิหมื่นวิญญาณอยู่แล้ว
วันอันแสนซวยนี้ทำให้ความสิ้นหวังในจิตใจของยินว่านเสียนั่นเพิ่มสูงขึ้นจนมิอาจบรรยายเป็นคำพูดได้แล้ว
ไอ้ชุดเกราะราชันเงินขาวนั่นมันโกงเกินไปจริงๆ
ไอ้คนอย่างเซวี่ยเทียนที่เป็นแค่โจรสลัดกระจอกๆ ระดับอวิ้นหลิงขั้นกลางเท่านั้นก่อนหน้านี้มันยังไม่มีสิทธิมาเลียทำความสะอาดรองเท้าให้ยินว่านเสียเลยด้วยซ้ำแต่ตอนนี้มันกลับสามารถใช้กระบองดำของมันนั่นไล่หวดเขาอย่างเกรี้ยวกราดโดยที่ไม่อาจโต้กลับไปได้เลย
ส่วนสถาการณ์ของคนอื่นๆ เองก็เหมือนกันชุดเกราะราชันเงินขาวสามารถทำให้กลุ่มยอดฝีมือระดับเซียนเทียนกลายเป็นยอดฝีมือระดับอวิ้นหลิงได้ทำให้ยอดฝีมือระดับอวิ้นหลิงขั้นกลางกลายเป็นขั้นสูงสุด
ต่อให้ลัทธิหมื่นวิญญาณจะแข็งแกร่งมากกว่านี้ก็คงต้องถูกไล่หวดจนต้องร้องขอชีวิตตอนนี้ก็ขึ้นอยู่กับเวลาแล้วว่าพวกลัทธิชั่วร้ายนี้จะล่มสลายไปตอนไหน
ความหวังเพียงหนึ่งเดียวของพวกเขาในตอนนี้อยู่ที่เมี่ยชางเซิงที่ตอนนี้กำลังต่อสู้กับศึกตัดสินครั้งสุดท้ายอย่างดุเดือดอยู่ขอแต่เขาสามารถสังหารหลินหยางได้สถานการณ์ในตอนนี้จะพลิกกลับจากหน้ามือเป็นหลังเท้าทันที
แต่ว่า...
แล้วสถานการณ์ของเมี่ยชางเซิงตอนนี้ล่ะ เป็นอย่างไรบ้างแล้ว?