“การทดสอบที่สองพวกเจ้าต้องทำการลั่นกลองศึกการลั่นกลองศึกได้จำนวนเท่าใดจะบอกถึงตำแหน่งของพวกเจ้าในการทดสอบนี้ยิ่งมากยิ่งดี แต่หากไม่อาจทำให้กลองส่งเสียงได้ พวกเจ้าจะไม่ตกรอบแต่จะต้องยอมรับชะตากรรมของตนเอง”
ผู้อาวุโสสำนักมังกรฟ้ากล่าวจบฝูงชนก็พากันฮือฮาตั้งปณิธานจะลั่นกลองให้ดัง และมากที่สุดให้ได้!
ผู้คนที่หวังสำเร็จดั่งใจลั่นกลองก็ทะยานร่างเข้าประจำตำแหน่งกลองรบ ลงมือฟาดกลองเต็มกำลัง
แต่ไหนเลยการทดสอบจะง่ายดาย หากว่าทุกคนสามารถฟาดให้เกิดเสียงได้จะเรียกว่าการทดสอบได้อย่างไร ?
ปัง !
นั่นไม่ใช่เสียงกลอง หากแต่เป็นเสียงคนถูกพลังสะท้อนกระเด็นกระดอนออกมา
หนิงเฟยหลงหดนัยน์ตา เขาสัมผัสได้ถึงความผิดปกติของกลองนี้มันไม่ได้ง่ายอย่างที่คิดไว้
“นี่สหายท่านจะไปลองพร้อมข้าหรือไม่ ?” เฟิงเหลยชักชวนหนิงเฟยหลง เขาเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นและมั่นใจเต็มเปี่ยมพร้อมที่จะทดสอบทุกเมื่อ
“ท่านไปก่อนเถอะ ข้าขอสังเกตดูอีกสักพักจึงจะไป”หนิงเฟยหลงปฏิเสธที่จะรีบเข้าทดสอบ
“เหอะ ! ทำเป็นพูดจาอันที่จริงก็กลัวเสียมากกว่า เป็นเพียงแก่นแท้พลังขั้นเจ็ดจะมีปัญญาอะไร ?ไหนเลยจะสู้คุณชายของข้าได้” เสียงหนึ่งดังแทรกพวกเขาทั้งสองน้ำเสียงเต็มไปด้วยการดูถูกดูแคลน ตามมาด้วยเสียงเท้าเดินเข้ามาร่างชายหนุ่มสามคนปรากฏขึ้น ดูเหมือนว่าคนที่กล่าวจะเป็นผู้สวมอาภรณ์ครามผู้ติดตามที่เดินตามหลังชายหนุ่มอาภรณ์ขาวเข้ามา
และชายอาภรณ์ขาวนั่นก็คือหนึ่งในสิบผู้ยืนหยัดภายใต้พลังกดดันในการทดสอบรอบที่หนึ่งเขามีใบหน้าที่หล่อเหลา เพียงแต่มีร่องรอยของบาดแผลใกล้หางคิ้วเป็นรอยถากเฉียงลงซึ่งทำให้ใบหน้าอันหล่อเหลานั้นต้องด่างพร้อย
โต่วเยี่ยนฉวี่เห็นชายผู้นั้นแล้วก็แกล้งมองเมินอย่างไม่สนใจ คล้ายว่านางมีความหลังบางอย่างที่ไม่ดีกับชายผู้นี้
“แม่นางโต่วท่านงดงามขึ้นมาก งามจนข้าแทบไม่อาจละสายตาได้เลยมิทราบว่าการทดสอบในครั้งนี้ข้าจะมีวาสนาเพียงพอให้ร่วมกลุ่มเดียวกันกับท่านได้หรือไม่?” เสียงของคุณชายหลู่ดังขึ้น เขามองผ่านหนิงเฟยหลง และเฟิงเหลยเขาไม่แม้แต่จะชายตามองมุ่งความสนใจทั้งหมดไปที่หญิงสาวอาภรณ์แดงเด่น
“กลุ่ม ?” เฟิงเหลยค่อนข้างงุนงง “นี่มันการทดสอบเดี่ยวมิใช่รึ ?”
“เจ้าพวกบ้านนอก ข้าจะบอกอะไรให้เจ้าฟัง คุณชายท่านนี้คือ คุณชายหลู่เหวินบุตรชายของท่านเจ้าเขตทวีปหมิง ย่อมต้องแตกต่างจากพวกเจ้าการที่จะรู้การทดสอบต่อจากนี้ก็หาใช่ปัญหาไม่” ชายอาภรณ์ครามผู้ติดตามเป็นผู้เอ่ยมันมองหนิงเฟยหลง และเฟิงเหลยที่แต่งกายเยี่ยงคนสามัญก็นึกดูถูกโดยหารู้ไม่ว่าทั้งสองนั้นแท้จริงแล้วมีฐานะที่ไม่ธรรมเหมือนกัน คำกล่าวของเขาช่างโอ้อวดเชิดชูหลู่เหวินเป็นพิเศษ
ทว่านั่นก็เป็นการแสดงบารมีอย่างหนึ่งเช่นกันทำให้ผู้คนในละแวกนั้นต้องยำเกรงต่อเขา โดยเฉพาะอย่างยิ่งคุณชายหลู่ก็ยิ่งได้หน้า
“หลี่ซิ่งพอได้แล้ว” หลู่เหวินหันไปมองที่หนิงเฟยหลง และเฟิงเหลย“พวกเจ้าทั้งสองคงเป็นสหายของแม่นางโต่ว ข้าขอเตือนอะไรพวกเจ้าหน่อย อยู่ให้ห่าง ๆจากนางไว้ ข้าขอเตือนด้วยความหวังดี” นัยน์ตาของหลู่เหวินกระพริบแสงวาบ นี่คือคำเตือนของเขาที่มีต่อบุรุษทั้งสอง
“คุณชายหลู่ข้าคงมิอาจร่วมกลุ่มกับเจ้าได้บิดาข้าได้ให้ข้ารวมกลุ่มอยู่กับเขาทั้งสอง ขออภัยด้วย” โต่วเยี่ยนฉวี่เอ่ยปฏิเสธอย่างนุ่มนวล
“แต่ว่า...” หลู่เหวินกำลังจะเอ่ย แต่ก็ต้องโดนขัดด้วยคำพูดของใครบางคน
“เจ้านี่มันน่ารำคาญจริง ๆ อยู่เงียบ ๆ ได้หรือไม่ ข้ากำลังสนใจการลั่นกลองพวกเจ้ามาพูดจาอะไรไร้สาระ ไปไหนก็ไป” หนิงเฟยหลงหันกลับมาสาดสายตาปะทะเข้ากับนัยน์ตาของหลู่เหวินในเมื่อหลู่เหวินไม่คิดจะมีมารยาททำไมเขาต้องสนใจด้วย
หลู่เหวินรู้สึกเสียหน้าเป็นอย่างมาก แต่ก็ระงับซึ่งอารมณ์ไว้ เขาจ้องไปที่หนิงเฟยหลงพร้อมกับแสยะยิ้มออกมา“ดีมาก แล้วเราจะได้เจอกันแน่ !” จากนั้นหลู่เหวินก็หันมาพูดกับโต่วเยี่ยนฉวี่ “แม่นางโต่วข้าขอตัวก่อน”
“เหวินเหลียงเจ้าไม่น่าไปหาเรื่องเขาเลย เขาเป็นบุตรชายของหัวหน้าเขตทวีปหมิงอิทธิพลของพวกเขาไม่ธรรมดา”โต่วเยี่ยนฉวี่นางกล่าวด้วยความเป็นกังวล ดูเหมือนนางจะห่วงใยชายหนุ่มเป็นพิเศษ
“ช่างเถอะ ข้าไม่ได้สนใจเขาอยู่แล้ว แต่ถ้าหากเขามาก่อกวนไม่เลิกราละก็...ข้าคงไม่อาจออมมือไว้ได้”หนิงเฟยหลงกระตุกมุมปากยิ้ม เขาไม่สนใจหลู่เหวินอยู่แล้วหลู่เหวินสำหรับเขาในตอนนี้แล้วก็เป็นแค่มดปลวกทว่ามดปลวกนี่กลับมีบิดาที่แข็งแกร่งเสียได้
“สหายเฟิงท่านน่าจะไปได้แล้ว”หนิงเฟยหลงคร้านจะสนใจเรื่องราวของหลู่เหวินอีกเขาจึงตัดบทด้วยการเข้าเรื่องการทดสอบแทน
“ได้” เฟิงเหลยทะยานเข้าไปประจำตำแหน่ง เขาพกความมั่นใจมาเต็มเปี่ยม
“เอาล่ะมาเริ่มกันเลย !” เฟิงเหลยหลุบตาลงฝ่ามือก็ยืดขึ้น เขาฟาดฝ่ามือที่เต็มไปด้วยพลังจิตออกไป
เปาะ...
เสียงกลองของเขาเบามาก “นี่...” เฟิงเหลยแทบไม่เชื่อสิ่งที่เขาเห็นหรือได้ยินจะเป็นไปได้อย่างไรนี่เขาใช้พลังไปมากกว่าเจ็ดส่วนก็มิอาจทำให้กลองดังขึ้นได้
“อีกครั้ง !” เขาเพ่งสมาธิปลดปล่อยพลังจิตให้มากยิ่งกว่าเดิม
“แปดส่วน !”
เปาะ...
“โธ่เว๊ย ! ต้องเพิ่มขึ้นอีก ทั้งหมดที่ข้ามีไปเลย”เฟิงเหลยตัดสินใจใช้พลังรบสูงสสุด พลังจิตอันมหาศาลของเขาทำให้ผู้คนต้องแตกตื่น
“นั่นมันผู้บ่มเพาะพลังจิต เขาอยู่ก่อจิตขั้นปลายแล้ว !”
“ไม่ใช่ว่าผู้บ่มเพาะพลังหายากอย่างงั้นหรือ งั้นพลังของเขาต้องแข็งแกร่งมากแน่ๆ”
“ทำลาย !”พลังจิตพุ่งกระแทกหน้ากลองอย่างรุนแรง กลองศึกมีปฏิกิริยาแล้ว
ปัง !
“ข้าทำได้ สำเร็จแล้ว ฮ่าฮ่า” เฟิงเหลยระเบิดเสียงหัวเราะด้วยความสะใจทว่าเขากลับลืมระมัดระวังตัวไป พลังสะท้อนตีกลับ เฟิงเหลยโดนกระแทกเข้าไปเต็ม ๆ กระเด็นออกจากกลองศึกไปหลายสิบก้าวหนิงเฟยหลงก็รีบทะยานมารับเขาไว้ทันทีพร้อมกับสลายพลังสะท้อนทั้งหมดไป
“ไม่เลวเจ้าเด็กนั่นใช้พลังจิตทำให้กลองศึกส่งเสียงได้ช่างเหมาะกับสำนักของข้านัก” ผู้อาวุโสหนึ่งในเจ็ดสำนักท่านหนึ่งกล่าว ผู้อาวุโสผู้นี้มีพลังฝีมือไม่ธรรมดาและเขาก็เป็นถึงปรมาจารย์ด้านพลังจิตของสำนักค่ายกลเทวะเฟิงเหลยเป็นหนึ่งในคนที่เขาสนใจแล้ว
สำนักค่ายกลเทวะจะให้ความสนใจผู้บ่มเพาะพลังจิตเป็นพิเศษการฝึกฝนของพวกเขาจะแปลกแยกมากที่สุดในบรรดาสำนักทั้งหมด ความโดดเด่นแต่ละสำนักก็ยิ่งต่างกัน
‘กลองนี้ต้องใช้พลังเทียบเท่าแก่นแท้พลังสูงสุดจึงจะสามารถทำให้มันส่งเสียงได้พลังจิตที่เฟิงเหลยใช้มาเมื่อครู่จึงเทียบเท่ากับแก่นแท้ขั้นสูงสุดแล้วเขาใกล้ทะลวงระดับพลังจิตจิตแล้วแต่เพราะมีพลังสะท้อนกลับทำให้เฟิงเหลยไม่อาจต้านทานได้ พลังนั่นคล้ายว่าจะรุนแรงมากกว่าที่เฟิงเหลยโจมตีเสียอีกกลองนี่น่าสนใจมาก’
“สหายเจ้ารีบโคจรพลังจิตรักษาอาการภายในพลังสะท้อนกลับทำให้วิญญาณเจ้าบาดเจ็บ”หนิงเฟยหลงสังเกตอาการภายนอกของเฟิงเหลยนั้นไร้ซึ่งรอยขีดข่วนทว่าสำหรับการบาดเจ็บทางวิญญาณนั้นออกจะรุนแรงน่าดูนั่นแสดงถึงการสะท้อนของกลองนั้นเป็นไปตามประเภทพลังที่ตนใช้
โต่วเยี่ยนฉวี่เห็นว่าเฟิงเหลยสามารถลั่นกลองศึกได้แววตาของนางก็บ่งบอกถึงความไม่ยินยอมในบรรดาอัจฉริยะทั้งหมดนางถือเป็นหนึ่งในนั้นและด้วยความทะนงตนทำให้นางมาถึงจุดนี้ได้ มันคือการไม่ยอมแพ้ และไม่ยินยอมที่จะแพ้!
แส้วิหคเพลิงแดงของนางปรากฏขึ้น ร่างผอมบางอาภรณ์แดงดุจองค์หญิงผู้สูงศักดิ์ก็ทะยานเข้าสู่กลองศึกพร้อมกับหวดมันลงไปอย่างเต็มกำลังแส้วิหคเพลิงก็แสดงอานุภาพ เปลวเพลิงที่รุนแรงก็แผดเผากลองศึกพร้อมกับแส้ที่ฟาดลงอย่างไร้ปราณี เสียงระทึกกึกก้องของกลองก็ดังขึ้นนั่นคือพลังสูงสุดของนางในยามนี้
ทว่านั่นก็ส่งผลถึงพลังสะท้อนที่น่าหวาดหวั่น
แรงสะท้อนที่รุนแรงทบทวีเปลวเพลิงที่ร้อนระอุซัดทอดกลับมาโต่วเยี่ยนฉวี่ใบหน้าซีดขาวทนฝืนรับพลังนั้นไว้ก่อนจะต้านทานไม่ไหวถูกผลักถลาออกมาหลายสิบก้าวเช่นเดียวกับเฟิงเหลยอย่างไรเสียนางก็ไม่ได้ประมาทอย่างเฟิงเหลยสุดท้ายก็สามารถสลายพลังสะท้อนด้วยตัวของนางเองได้
“แม่นางโต่วท่านไม่เป็นไรนะนี่คือโอสถลับของตระกูลข้าใช้รักษาอาการบาดเจ็บท่านรับมันไปเถอะ”หลู่เหวินไม่ทราบว่ามาถึงโต่วเยี่ยนฉวี่ตั้งแต่เมื่อใดรีบยื่นโอสถให้นางรับไว้แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้เขาดูดีขึ้นในสายตาของนางเลยโต่วเยี่ยนฉวี่ยังคงมีท่าทีที่เย็นชาหยิบเอาโอสถที่ตนพกไว้ขึ้นมากินไปแทนที่จะรับโอสถจากหลู่เหวิน
นั่นทำให้ใบหน้าของหลู่เหวินด้านชา เขากัดฟันกรอด ก่อนจะยิ้มอย่างอ่อนโยนให้นางแล้วเดินตรงไปยังกลองศึก ระหว่างทางก็ประสานสายตากับหนิงเฟยหลงเป็นเชิงท้าทายและดูแคลนยิ่ง “เจ้าคงไม่ขี้ขลาดเกินกว่าจะแสดงฝีมือหรอกนะ”
หลี่ซิ่งกับผู้ติดตามอีกคนสืบเท้าตามหลู่ซิ่งไปแต่ระหว่างผ่านก็ไม่ลืมแยกเขี้ยวใส่หนิงเฟยหลง
“ดูพวกเจ้าสิ สารรูปไม่ต่างจากสุนัขเลย” หนิงเฟยหลงส่ายศีรษะอย่างเอือมระอาเขาเบื่อพวกที่ชอบหาเรื่องเขาเป็นที่สุด
“เจ้าเนี่ยนะข้าบอกว่าอย่าไปหาเรื่องเจ้าก็ไปหาเรื่องเขาจนได้ดูเหมือนว่าอนาคตของเจ้าจะไม่ราบรื่นเอาเสียแล้ว”โต่วเยี่ยนฉวี่อดไม่ได้ที่จะหมั่นไส้บุรุษผู้นี้อย่างน้อย ๆ
“เหอะ ใครหาเรื่องใครกันแน่ แม่นางท่านคงไม่ได้สับสนกระมัง ?” เฟิงเหลยกล่าวขึ้นเขาไม่พอใจการกระทำของพวกหลู่เท่าไหร่นัก
ปัง !
เสียงกลองศึกดังขึ้นผู้คนพากันมองตามไปทางเดียวกัน “โอ้นั่นมันหลู่เหวินดูเหมือนเขาจะมีฝีมือจริงด้วย” เฟิงเหลยทึ่งเล็กน้อยแต่แค่ครั้งหนึ่งเขาก็ทำได้
ทว่าไม่ทันที่เขาจะสงบใจ เสียงกลองอีกสามครั้งก็ดังขึ้นก่อนที่พลังสะท้อนมหาศาลจะระเบิดออกสร้างความโกลาหลให้ฝูงชนเป็นอันมากหลู่เหวินตัวลอยมาแต่ไกลล้มลงที่ด้านหน้าของหนิงเฟยหลงมุมปากของเขาปรากฏโลหิตไหลย้อย
“คุณชายหลู่เจ้าไม่เห็นต้องทำเช่นนี้เลย สำนึกผิดแล้วก็ไม่จำเป็นต้องคำนับข้าก็ได้ลุกขึ้นเถิด”หนิงเฟยหลงยิ้มพลางยื่นมือให้หลู่เหวินปัดมือเขาทิ้งสีหน้าแดงก่ำจ้องมองหนิงเฟยหลงด้วยแววตาหมายสังหาร
“เจ้ามีนามว่าอะไร ?”
“เหวินเหลียง”
“ดีมากเหวินเหลียง เจ้าทำให้ข้าหมายหัวเจ้าได้ช่างไม่ธรรมดาเสียจริงแต่ถ้าหากเจ้าไม่สามารถทำให้กลองส่งเสียงได้เจ้ามันก็เป็นเพียงขยะไร้ค่า !” หลู่เหวินกำหมัดแน่นหากว่านี่ไม่ได้อยู่ในการทดสอบเขาจะฆ่าไอ้หมอนี่ให้ได้ !
“ได้ข้าจะแสดงให้เจ้าดู เจ้านะสี่ครั้งสินะมันก็แค่สี่ครั้งมีอะไรน่าชื่นชมกันหากว่าข้าทำได้มากกว่าเจ้าต่อไปก็จงอย่าได้มายุ่งกับแม่นางโต่วอีก”หนิงเฟยหลงมีท่าทีที่สบายมากสำหรับเขาแล้วการทำให้เสียงกลองดังขึ้นมาสี่ครั้งอย่างหลู่เหวินนับเป็นอะไรได้ต่อให้เป็นสิบครั้งเขาก็มั่นใจว่าตนเองต้องทำได้
“หึ แล้วข้าจะคอยดูหากว่าเจ้าทำได้อย่างว่าข้าจะไม่มายุ่งกับแม่นางโต่วอีก”หลู่เหวินลอบยิ้มในใจมีรึที่แก่นแท้พลังขั้นเจ็ดจะสู้เขาได้แม้เพียงการทำให้กลองเกิดเสียงครั้งเดียวก็ยังยากเลยหากว่าไม่มีพลังที่ใกล้เคียงกับแก่นแท้พลังสูงสุดก็ไม่อาจทำให้กลองนี้เกิดเสียงได้
‘เจ้ามันก็แค่สวะ ที่บังอาจมาล่วงเกินข้า ข้าจะปล่อยให้หลงระเริงไปก่อนดูสิว่าหลังจากการลั่นกลองเจ้าจะมีสภาพเช่นไร’
...