ชะตาฟ้าลิขิตสวรรค์

    ตอนที่ 191 การทดสอบเจ็ดสำนักใหญ่ (3)

            “การทดสอบที่สองพวกเจ้าต้องทำการลั่นกลองศึกการลั่นกลองศึกได้จำนวนเท่าใดจะบอกถึงตำแหน่งของพวกเจ้าในการทดสอบนี้ยิ่งมากยิ่งดี แต่หากไม่อาจทำให้กลองส่งเสียงได้ พวกเจ้าจะไม่ตกรอบแต่จะต้องยอมรับชะตากรรมของตนเอง”

             

            ผู้อาวุโสสำนักมังกรฟ้ากล่าวจบฝูงชนก็พากันฮือฮาตั้งปณิธานจะลั่นกลองให้ดัง และมากที่สุดให้ได้!

             

            ผู้คนที่หวังสำเร็จดั่งใจลั่นกลองก็ทะยานร่างเข้าประจำตำแหน่งกลองรบ ลงมือฟาดกลองเต็มกำลัง

             

            แต่ไหนเลยการทดสอบจะง่ายดาย หากว่าทุกคนสามารถฟาดให้เกิดเสียงได้จะเรียกว่าการทดสอบได้อย่างไร ?

             

            ปัง !

             

            นั่นไม่ใช่เสียงกลอง หากแต่เป็นเสียงคนถูกพลังสะท้อนกระเด็นกระดอนออกมา

             

            หนิงเฟยหลงหดนัยน์ตา เขาสัมผัสได้ถึงความผิดปกติของกลองนี้มันไม่ได้ง่ายอย่างที่คิดไว้

             

            “นี่สหายท่านจะไปลองพร้อมข้าหรือไม่ ?” เฟิงเหลยชักชวนหนิงเฟยหลง เขาเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นและมั่นใจเต็มเปี่ยมพร้อมที่จะทดสอบทุกเมื่อ

             

            “ท่านไปก่อนเถอะ ข้าขอสังเกตดูอีกสักพักจึงจะไป”หนิงเฟยหลงปฏิเสธที่จะรีบเข้าทดสอบ

             

            “เหอะ ! ทำเป็นพูดจาอันที่จริงก็กลัวเสียมากกว่า เป็นเพียงแก่นแท้พลังขั้นเจ็ดจะมีปัญญาอะไร ?ไหนเลยจะสู้คุณชายของข้าได้” เสียงหนึ่งดังแทรกพวกเขาทั้งสองน้ำเสียงเต็มไปด้วยการดูถูกดูแคลน ตามมาด้วยเสียงเท้าเดินเข้ามาร่างชายหนุ่มสามคนปรากฏขึ้น ดูเหมือนว่าคนที่กล่าวจะเป็นผู้สวมอาภรณ์ครามผู้ติดตามที่เดินตามหลังชายหนุ่มอาภรณ์ขาวเข้ามา

             

            และชายอาภรณ์ขาวนั่นก็คือหนึ่งในสิบผู้ยืนหยัดภายใต้พลังกดดันในการทดสอบรอบที่หนึ่งเขามีใบหน้าที่หล่อเหลา เพียงแต่มีร่องรอยของบาดแผลใกล้หางคิ้วเป็นรอยถากเฉียงลงซึ่งทำให้ใบหน้าอันหล่อเหลานั้นต้องด่างพร้อย

             

            โต่วเยี่ยนฉวี่เห็นชายผู้นั้นแล้วก็แกล้งมองเมินอย่างไม่สนใจ คล้ายว่านางมีความหลังบางอย่างที่ไม่ดีกับชายผู้นี้

             

            “แม่นางโต่วท่านงดงามขึ้นมาก งามจนข้าแทบไม่อาจละสายตาได้เลยมิทราบว่าการทดสอบในครั้งนี้ข้าจะมีวาสนาเพียงพอให้ร่วมกลุ่มเดียวกันกับท่านได้หรือไม่?” เสียงของคุณชายหลู่ดังขึ้น เขามองผ่านหนิงเฟยหลง และเฟิงเหลยเขาไม่แม้แต่จะชายตามองมุ่งความสนใจทั้งหมดไปที่หญิงสาวอาภรณ์แดงเด่น

             

            “กลุ่ม ?” เฟิงเหลยค่อนข้างงุนงง “นี่มันการทดสอบเดี่ยวมิใช่รึ ?”

             

            “เจ้าพวกบ้านนอก ข้าจะบอกอะไรให้เจ้าฟัง คุณชายท่านนี้คือ คุณชายหลู่เหวินบุตรชายของท่านเจ้าเขตทวีปหมิง ย่อมต้องแตกต่างจากพวกเจ้าการที่จะรู้การทดสอบต่อจากนี้ก็หาใช่ปัญหาไม่” ชายอาภรณ์ครามผู้ติดตามเป็นผู้เอ่ยมันมองหนิงเฟยหลง และเฟิงเหลยที่แต่งกายเยี่ยงคนสามัญก็นึกดูถูกโดยหารู้ไม่ว่าทั้งสองนั้นแท้จริงแล้วมีฐานะที่ไม่ธรรมเหมือนกัน คำกล่าวของเขาช่างโอ้อวดเชิดชูหลู่เหวินเป็นพิเศษ

             

            ทว่านั่นก็เป็นการแสดงบารมีอย่างหนึ่งเช่นกันทำให้ผู้คนในละแวกนั้นต้องยำเกรงต่อเขา โดยเฉพาะอย่างยิ่งคุณชายหลู่ก็ยิ่งได้หน้า

             

            “หลี่ซิ่งพอได้แล้ว” หลู่เหวินหันไปมองที่หนิงเฟยหลง และเฟิงเหลย“พวกเจ้าทั้งสองคงเป็นสหายของแม่นางโต่ว ข้าขอเตือนอะไรพวกเจ้าหน่อย อยู่ให้ห่าง ๆจากนางไว้ ข้าขอเตือนด้วยความหวังดี” นัยน์ตาของหลู่เหวินกระพริบแสงวาบ นี่คือคำเตือนของเขาที่มีต่อบุรุษทั้งสอง

             

            “คุณชายหลู่ข้าคงมิอาจร่วมกลุ่มกับเจ้าได้บิดาข้าได้ให้ข้ารวมกลุ่มอยู่กับเขาทั้งสอง ขออภัยด้วย” โต่วเยี่ยนฉวี่เอ่ยปฏิเสธอย่างนุ่มนวล

             

            “แต่ว่า...” หลู่เหวินกำลังจะเอ่ย แต่ก็ต้องโดนขัดด้วยคำพูดของใครบางคน

             

            “เจ้านี่มันน่ารำคาญจริง ๆ อยู่เงียบ ๆ ได้หรือไม่ ข้ากำลังสนใจการลั่นกลองพวกเจ้ามาพูดจาอะไรไร้สาระ ไปไหนก็ไป” หนิงเฟยหลงหันกลับมาสาดสายตาปะทะเข้ากับนัยน์ตาของหลู่เหวินในเมื่อหลู่เหวินไม่คิดจะมีมารยาททำไมเขาต้องสนใจด้วย

             

            หลู่เหวินรู้สึกเสียหน้าเป็นอย่างมาก แต่ก็ระงับซึ่งอารมณ์ไว้ เขาจ้องไปที่หนิงเฟยหลงพร้อมกับแสยะยิ้มออกมา“ดีมาก แล้วเราจะได้เจอกันแน่ !” จากนั้นหลู่เหวินก็หันมาพูดกับโต่วเยี่ยนฉวี่ “แม่นางโต่วข้าขอตัวก่อน”

             

            “เหวินเหลียงเจ้าไม่น่าไปหาเรื่องเขาเลย เขาเป็นบุตรชายของหัวหน้าเขตทวีปหมิงอิทธิพลของพวกเขาไม่ธรรมดา”โต่วเยี่ยนฉวี่นางกล่าวด้วยความเป็นกังวล ดูเหมือนนางจะห่วงใยชายหนุ่มเป็นพิเศษ

             

            “ช่างเถอะ ข้าไม่ได้สนใจเขาอยู่แล้ว แต่ถ้าหากเขามาก่อกวนไม่เลิกราละก็...ข้าคงไม่อาจออมมือไว้ได้”หนิงเฟยหลงกระตุกมุมปากยิ้ม เขาไม่สนใจหลู่เหวินอยู่แล้วหลู่เหวินสำหรับเขาในตอนนี้แล้วก็เป็นแค่มดปลวกทว่ามดปลวกนี่กลับมีบิดาที่แข็งแกร่งเสียได้

             

            “สหายเฟิงท่านน่าจะไปได้แล้ว”หนิงเฟยหลงคร้านจะสนใจเรื่องราวของหลู่เหวินอีกเขาจึงตัดบทด้วยการเข้าเรื่องการทดสอบแทน

             

            “ได้” เฟิงเหลยทะยานเข้าไปประจำตำแหน่ง เขาพกความมั่นใจมาเต็มเปี่ยม

             

            “เอาล่ะมาเริ่มกันเลย !” เฟิงเหลยหลุบตาลงฝ่ามือก็ยืดขึ้น เขาฟาดฝ่ามือที่เต็มไปด้วยพลังจิตออกไป

             

            เปาะ...

             

            เสียงกลองของเขาเบามาก “นี่...” เฟิงเหลยแทบไม่เชื่อสิ่งที่เขาเห็นหรือได้ยินจะเป็นไปได้อย่างไรนี่เขาใช้พลังไปมากกว่าเจ็ดส่วนก็มิอาจทำให้กลองดังขึ้นได้

             

            “อีกครั้ง !” เขาเพ่งสมาธิปลดปล่อยพลังจิตให้มากยิ่งกว่าเดิม

             

            “แปดส่วน !”

             

            เปาะ...

             

            “โธ่เว๊ย ! ต้องเพิ่มขึ้นอีก ทั้งหมดที่ข้ามีไปเลย”เฟิงเหลยตัดสินใจใช้พลังรบสูงสสุด พลังจิตอันมหาศาลของเขาทำให้ผู้คนต้องแตกตื่น

             

            “นั่นมันผู้บ่มเพาะพลังจิต เขาอยู่ก่อจิตขั้นปลายแล้ว !”

             

            “ไม่ใช่ว่าผู้บ่มเพาะพลังหายากอย่างงั้นหรือ งั้นพลังของเขาต้องแข็งแกร่งมากแน่ๆ”

             

            “ทำลาย !”พลังจิตพุ่งกระแทกหน้ากลองอย่างรุนแรง กลองศึกมีปฏิกิริยาแล้ว

             

            ปัง !

             

            “ข้าทำได้ สำเร็จแล้ว ฮ่าฮ่า” เฟิงเหลยระเบิดเสียงหัวเราะด้วยความสะใจทว่าเขากลับลืมระมัดระวังตัวไป พลังสะท้อนตีกลับ เฟิงเหลยโดนกระแทกเข้าไปเต็ม ๆ กระเด็นออกจากกลองศึกไปหลายสิบก้าวหนิงเฟยหลงก็รีบทะยานมารับเขาไว้ทันทีพร้อมกับสลายพลังสะท้อนทั้งหมดไป

             

            “ไม่เลวเจ้าเด็กนั่นใช้พลังจิตทำให้กลองศึกส่งเสียงได้ช่างเหมาะกับสำนักของข้านัก” ผู้อาวุโสหนึ่งในเจ็ดสำนักท่านหนึ่งกล่าว ผู้อาวุโสผู้นี้มีพลังฝีมือไม่ธรรมดาและเขาก็เป็นถึงปรมาจารย์ด้านพลังจิตของสำนักค่ายกลเทวะเฟิงเหลยเป็นหนึ่งในคนที่เขาสนใจแล้ว

             

            สำนักค่ายกลเทวะจะให้ความสนใจผู้บ่มเพาะพลังจิตเป็นพิเศษการฝึกฝนของพวกเขาจะแปลกแยกมากที่สุดในบรรดาสำนักทั้งหมด ความโดดเด่นแต่ละสำนักก็ยิ่งต่างกัน

             

             ‘กลองนี้ต้องใช้พลังเทียบเท่าแก่นแท้พลังสูงสุดจึงจะสามารถทำให้มันส่งเสียงได้พลังจิตที่เฟิงเหลยใช้มาเมื่อครู่จึงเทียบเท่ากับแก่นแท้ขั้นสูงสุดแล้วเขาใกล้ทะลวงระดับพลังจิตจิตแล้วแต่เพราะมีพลังสะท้อนกลับทำให้เฟิงเหลยไม่อาจต้านทานได้ พลังนั่นคล้ายว่าจะรุนแรงมากกว่าที่เฟิงเหลยโจมตีเสียอีกกลองนี่น่าสนใจมาก’

             

            “สหายเจ้ารีบโคจรพลังจิตรักษาอาการภายในพลังสะท้อนกลับทำให้วิญญาณเจ้าบาดเจ็บ”หนิงเฟยหลงสังเกตอาการภายนอกของเฟิงเหลยนั้นไร้ซึ่งรอยขีดข่วนทว่าสำหรับการบาดเจ็บทางวิญญาณนั้นออกจะรุนแรงน่าดูนั่นแสดงถึงการสะท้อนของกลองนั้นเป็นไปตามประเภทพลังที่ตนใช้

             

            โต่วเยี่ยนฉวี่เห็นว่าเฟิงเหลยสามารถลั่นกลองศึกได้แววตาของนางก็บ่งบอกถึงความไม่ยินยอมในบรรดาอัจฉริยะทั้งหมดนางถือเป็นหนึ่งในนั้นและด้วยความทะนงตนทำให้นางมาถึงจุดนี้ได้ มันคือการไม่ยอมแพ้ และไม่ยินยอมที่จะแพ้!

             

            แส้วิหคเพลิงแดงของนางปรากฏขึ้น ร่างผอมบางอาภรณ์แดงดุจองค์หญิงผู้สูงศักดิ์ก็ทะยานเข้าสู่กลองศึกพร้อมกับหวดมันลงไปอย่างเต็มกำลังแส้วิหคเพลิงก็แสดงอานุภาพ เปลวเพลิงที่รุนแรงก็แผดเผากลองศึกพร้อมกับแส้ที่ฟาดลงอย่างไร้ปราณี เสียงระทึกกึกก้องของกลองก็ดังขึ้นนั่นคือพลังสูงสุดของนางในยามนี้

             

            ทว่านั่นก็ส่งผลถึงพลังสะท้อนที่น่าหวาดหวั่น

             

            แรงสะท้อนที่รุนแรงทบทวีเปลวเพลิงที่ร้อนระอุซัดทอดกลับมาโต่วเยี่ยนฉวี่ใบหน้าซีดขาวทนฝืนรับพลังนั้นไว้ก่อนจะต้านทานไม่ไหวถูกผลักถลาออกมาหลายสิบก้าวเช่นเดียวกับเฟิงเหลยอย่างไรเสียนางก็ไม่ได้ประมาทอย่างเฟิงเหลยสุดท้ายก็สามารถสลายพลังสะท้อนด้วยตัวของนางเองได้

             

            “แม่นางโต่วท่านไม่เป็นไรนะนี่คือโอสถลับของตระกูลข้าใช้รักษาอาการบาดเจ็บท่านรับมันไปเถอะ”หลู่เหวินไม่ทราบว่ามาถึงโต่วเยี่ยนฉวี่ตั้งแต่เมื่อใดรีบยื่นโอสถให้นางรับไว้แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้เขาดูดีขึ้นในสายตาของนางเลยโต่วเยี่ยนฉวี่ยังคงมีท่าทีที่เย็นชาหยิบเอาโอสถที่ตนพกไว้ขึ้นมากินไปแทนที่จะรับโอสถจากหลู่เหวิน

             

            นั่นทำให้ใบหน้าของหลู่เหวินด้านชา เขากัดฟันกรอด ก่อนจะยิ้มอย่างอ่อนโยนให้นางแล้วเดินตรงไปยังกลองศึก ระหว่างทางก็ประสานสายตากับหนิงเฟยหลงเป็นเชิงท้าทายและดูแคลนยิ่ง “เจ้าคงไม่ขี้ขลาดเกินกว่าจะแสดงฝีมือหรอกนะ”

             

            หลี่ซิ่งกับผู้ติดตามอีกคนสืบเท้าตามหลู่ซิ่งไปแต่ระหว่างผ่านก็ไม่ลืมแยกเขี้ยวใส่หนิงเฟยหลง

             

            “ดูพวกเจ้าสิ สารรูปไม่ต่างจากสุนัขเลย” หนิงเฟยหลงส่ายศีรษะอย่างเอือมระอาเขาเบื่อพวกที่ชอบหาเรื่องเขาเป็นที่สุด

             

            “เจ้าเนี่ยนะข้าบอกว่าอย่าไปหาเรื่องเจ้าก็ไปหาเรื่องเขาจนได้ดูเหมือนว่าอนาคตของเจ้าจะไม่ราบรื่นเอาเสียแล้ว”โต่วเยี่ยนฉวี่อดไม่ได้ที่จะหมั่นไส้บุรุษผู้นี้อย่างน้อย ๆ

             

            “เหอะ ใครหาเรื่องใครกันแน่ แม่นางท่านคงไม่ได้สับสนกระมัง ?” เฟิงเหลยกล่าวขึ้นเขาไม่พอใจการกระทำของพวกหลู่เท่าไหร่นัก

             

            ปัง !

             

            เสียงกลองศึกดังขึ้นผู้คนพากันมองตามไปทางเดียวกัน “โอ้นั่นมันหลู่เหวินดูเหมือนเขาจะมีฝีมือจริงด้วย” เฟิงเหลยทึ่งเล็กน้อยแต่แค่ครั้งหนึ่งเขาก็ทำได้

             

            ทว่าไม่ทันที่เขาจะสงบใจ เสียงกลองอีกสามครั้งก็ดังขึ้นก่อนที่พลังสะท้อนมหาศาลจะระเบิดออกสร้างความโกลาหลให้ฝูงชนเป็นอันมากหลู่เหวินตัวลอยมาแต่ไกลล้มลงที่ด้านหน้าของหนิงเฟยหลงมุมปากของเขาปรากฏโลหิตไหลย้อย

             

            “คุณชายหลู่เจ้าไม่เห็นต้องทำเช่นนี้เลย สำนึกผิดแล้วก็ไม่จำเป็นต้องคำนับข้าก็ได้ลุกขึ้นเถิด”หนิงเฟยหลงยิ้มพลางยื่นมือให้หลู่เหวินปัดมือเขาทิ้งสีหน้าแดงก่ำจ้องมองหนิงเฟยหลงด้วยแววตาหมายสังหาร

             

            “เจ้ามีนามว่าอะไร ?”

             

            “เหวินเหลียง”

             

            “ดีมากเหวินเหลียง เจ้าทำให้ข้าหมายหัวเจ้าได้ช่างไม่ธรรมดาเสียจริงแต่ถ้าหากเจ้าไม่สามารถทำให้กลองส่งเสียงได้เจ้ามันก็เป็นเพียงขยะไร้ค่า !” หลู่เหวินกำหมัดแน่นหากว่านี่ไม่ได้อยู่ในการทดสอบเขาจะฆ่าไอ้หมอนี่ให้ได้ !

             

            “ได้ข้าจะแสดงให้เจ้าดู เจ้านะสี่ครั้งสินะมันก็แค่สี่ครั้งมีอะไรน่าชื่นชมกันหากว่าข้าทำได้มากกว่าเจ้าต่อไปก็จงอย่าได้มายุ่งกับแม่นางโต่วอีก”หนิงเฟยหลงมีท่าทีที่สบายมากสำหรับเขาแล้วการทำให้เสียงกลองดังขึ้นมาสี่ครั้งอย่างหลู่เหวินนับเป็นอะไรได้ต่อให้เป็นสิบครั้งเขาก็มั่นใจว่าตนเองต้องทำได้

             

            “หึ แล้วข้าจะคอยดูหากว่าเจ้าทำได้อย่างว่าข้าจะไม่มายุ่งกับแม่นางโต่วอีก”หลู่เหวินลอบยิ้มในใจมีรึที่แก่นแท้พลังขั้นเจ็ดจะสู้เขาได้แม้เพียงการทำให้กลองเกิดเสียงครั้งเดียวก็ยังยากเลยหากว่าไม่มีพลังที่ใกล้เคียงกับแก่นแท้พลังสูงสุดก็ไม่อาจทำให้กลองนี้เกิดเสียงได้

             

            ‘เจ้ามันก็แค่สวะ ที่บังอาจมาล่วงเกินข้า ข้าจะปล่อยให้หลงระเริงไปก่อนดูสิว่าหลังจากการลั่นกลองเจ้าจะมีสภาพเช่นไร’

             

            ...

             

    คล้ายกับเรื่องชะตาฟ้าลิขิตสวรรค์ ที่คุณอ่าน

    มหาพิภพ เทพมังกรสยบราชัน

    มหาพิภพ เทพมังกรสยบราชัน

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    1.40M 2022
    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    3.72M 1271
    Legend of God Soul ตำนานจิตวิญญาณเทพเจ้า

    Legend of God Soul ตำนานจิตวิญญาณเทพเจ้า

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    173K 135
    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    18K 258
    ความโกรธแค้นของชูร่า

    ความโกรธแค้นของชูร่า

    นิยาย เกมออนไลน์
    2.39M 852
    ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

    ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    207K 185
    ยุทธจักรเทพยุทธ์ (แปลจบแล้ว)

    ยุทธจักรเทพยุทธ์ (แปลจบแล้ว)

    นิยาย แฟนตาซี
    4.58M 3380
    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810
    [นิยายแปล] อภินิหาร หนึ่งราชันหมื่นอัตลักษณ์ Absolute Resonance

    [นิยายแปล] อภินิหาร หนึ่งราชันหมื่นอัตลักษณ์ Absolute Resonance

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    2.77M 1648
    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    นิยาย เกมออนไลน์
    603K 912