หลินกรุ๊ปเป็บริษัทผู้ผลิตเสื้อผ้าแบรนด์ดังรายใหญ่ในประเทศ และยังเป็ตัวแทนนำเข้าสินค้าแฟชั่นแบรนด์ดังของต่างประเทศอีกหลายแบรนด์ ถือได้ว่าเป็บริษัทที่เกือบผูกขาดสินค้าแฟชั่นของตลาดในประเทศเพียงรายเดียว
ซูเจินจำได้ว่าหลังจากเธอเรียนจบปริญญาโทกลับมาและเริ่มทำงานเป็ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายการตลาด เธอเคยเสนอให้บริษัทตั้งบริษัทย่อยขึ้นมาอีกหนึ่งบริษัท เพื่อทำสินค้าที่เน้นความเป็เอกลักษณ์ของประเทศให้ครอบคลุมเื่การแต่งกายทั้งหมด และการออกแบบให้ทำอย่างหลากหลายและเหมาะสมกับทุกเพศทุกวัย
บริษัทย่อยที่ก่อตั้งขึ้นมานี้ได้รับการตอบรับเป็อย่างดี สร้างยอดขายและกำไรให้บริษัทเป็อย่างมาก และคนที่ออกแบบผลิตภัณฑ์ของบริษัทคือ ‘หลิวฟางซิน’ ดีไซเนอร์ชื่อดังที่จบจากสถาบันชั้นนำของฝรั่งเศส
หลิวฟางซินเป็นักศึกษาชั้นปีเดียวกับซูเจินแต่เรียนคนละคณะ หลินฟางซินเรียนที่คณะออกแบบ สาขาการออกแบบเครื่องแต่งกาย ด้วยพร์และความสามารถทำให้ผลงานของเธอที่ออกแบบมาถูกเสนอให้เป็ตัวแทนของคณะเข้าร่วมการประกวดเครื่องแต่งกายระดับนานาชาติ เธอชนะการประกวดและได้ทุนไปเรียนต่อที่ฝรั่งเศสทันทีหลังเรียนจบ
ซูเจินจดชื่อหลิวฟางซินลงไปในสมุดของตัวเองทันที เธอต้องหาทางตีสนิทกับหลิวฟางซินให้ได้ เธอจะเปิดบริษัทผลิตเครื่องแต่งกายนี้ขึ้นมาอีกครั้งภายใต้ชื่อของเธอเอง เมื่อก่อนความคิดนี้เธอเป็คนริเริ่มขึ้นมาเป็คนแรก ดังนั้นตอนนี้เธอจึงไม่กลัวว่าใครจะคิดเื่นี้ขึ้นมาได้ เพียงแต่เธอต้องค่อยๆ วางแผนงานของเธอขึ้นไปทีละขั้น
ซูเจินสืบข้อมูลของหลิวฟางซินมาอย่างละเอียดทั้งความชอบและกิจวัตรประจำวัน จึงได้รู้ว่าหลิวฟางซินชอบเข้าห้องสมุดเพื่ออ่านหนังสือเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ และใช้เวลาส่วนใหญ่ร่างแบบที่นี่
‘ไม่น่าล่ะ เสื้อผ้าที่หลิวฟางซินออกแบบ ถึงมีความสง่างามตามศิลปะแต่ละสมัยของยุคโบราณและผสมผสานกับศิลปะสมัยใหม่ได้เป็อย่างดี’ ซูเจินจึงเริ่มปฏิบัติการเข้าห้องสมุด ทำตัวประหนึ่งหนอนหนังสือที่ชีวิตนี้ไม่สามารถแยกจากสถานที่แห่งนี้ได้
เริ่มแรกซูเจินจะเดินสำรวจห้องสมุดก่อน และเปลี่ยนมุมหาหนังสือที่น่าสนใจไปเรื่อยๆ จนมาถึงมุมของหนังสือประวัติศาสตร์ เธอพบหลิวฟางซินนั่งอยู่มุมนี้เป็ประจำ ซูเจินแสร้งหาหนังสืออ่านอย่างยากลำบาก หลิวฟางซินรู้จักซูเจินมาก่อน เพราะเพื่อนของหลิวฟางซินบางคนมีโอกาศได้ทำกิจกรรมของมหาวิทยาลัยร่วมกับซูเจินมาบ้าง หลิวฟางซินจึงได้รู้จักซูเจินมาก่อนเพราะเหตุผลนี้
“เธอกำลังหาหนังสืออะไรอยู่เหรอ ฉันแนะนำเธอได้นะ หนังสือโซนนี้ฉันอ่านมาเกือบหมดแล้ว” หลิวซางซินพูด
“จริงเหรอ ถ้างั้นก็ดีเลยน่ะสิ ฉันอยากหาหนังสือนอกเวลาอ่านสักหน่อย ถ้าเธอช่วยแนะนำมันคงจะง่ายขึ้น ฉันชื่อซูเจินเรียนอยู่คณะบริหารธุรกิจ สาขาการตลาดนะ เธอชื่ออะไร”
“ฉันชื่อหลิวฟางซินเรียนอยู่คณะออกแบบ สาขาการออกแบบเครื่องแต่งกาย ฉันรู้จักเธอนะ เพื่อนฉันที่คณะเคยทำกิจกรรมของมหาวิทยาลัยร่วมกับเธอ พวกเขาพูดถึงเธอให้ฉันฟังอยู่บ่อยๆ พวกเขาบอกว่าเธอนิสัยดี”
“ขอบคุณนะ เพื่อนเธออาจจะชมฉันเกินไปก็ได้” ซูเจินพูดอย่างอายๆ
“ตอนนี้เราเป็เพื่อนกันแล้วนะ ไหนลองบอกมาซิ เธออยากอ่านหนังสืออะไร” หลิวฟางซินพูดอย่างใจดี
“ปกติฉันอ่านหนังสือได้ทุกประเภทนะ แต่หนังสือประวัติศาสตร์นี่ไม่ค่อยได้อ่าน เธอช่วยแนะนำหนังสือง่ายๆ ให้ฉันอ่านทีได้ไหม” ซูเจินพูดอย่างเกรงใจ
“ได้สิ” หลิวฟางซินลุกจากที่นั่งแล้วเดินไปหยิบหนังสือมาให้ซูเจินสองเล่ม “สองเล่มนี้เป็ประวัติศาสตร์ง่ายๆ คนเขียนจะเขียนออกมาให้ความรู้สึกคล้ายกับว่าเธอกำลังอ่านเื่เล่าหรือนิยาย ฉันว่าเริ่มจากสองเล่มนี้ก่อนก็แล้วกัน ถ้าเธอชอบ ยังมีนักเขียนอีกหลายคนที่เขียนคล้ายๆ แนวนี้”
“ขอบใจเธอมากนะ เธอบอกว่าเราเป็เพื่อนกันแล้ว ถ้าอย่างนั้นฉันขอเรียกเธอว่าฟางซินก็แล้วกันนะ เธอจะเรียกฉันว่าเจินเจินก็ได้ เพื่อนสนิทฉันก็เรียกฉันว่าอย่างนี้” ซูเจินแสดงความจริงใจออกไป
“ตกลง ต่อไปเราก็เรียกกันอย่างที่เธอบอกก็แล้วกัน” หลิวฟางซินนั่งร่างแบบของเธอต่อ
ซูเจินมองดูภาพร่างเ่าั้ด้วยความสนใจ “เธอกำลังออกแบบเครื่องแต่งกายใหม่อยู่เหรอ”
“ใช่แล้วล่ะ” หลิวฟางซินยิ้มตอบ “ฉันชอบความเป็เอกลักษณ์ทางศิลปวัฒนธรรมของประเทศเรา ฉันเลยคิดว่าถ้าเราเอาเอกลักษณ์เ่าั้มาตกแต่งไว้บนเครื่องแต่งกาย มันคงจะออกมาสวยงามและจะเป็การเผยแพร่ศิลปะของชาติไปได้อีกทางหนึ่ง”
“แน่นอนสิ นอกจากจะแสดงเอกลักษณ์เ่าั้ออกมาแล้ว มันต้องผสมผสานกับความ้าในปัจจุบัน หรือความชอบของคนแต่ละวัยเข้าไปด้วย เสื้อผ้าที่ถูกออกแบบมาถึงจะน่าสนใจ” ซูเจินพูด
“เจินเจิน! เธอก็คิดอย่างนี้เหมือนกันเหรอ ตอนที่ฉันออกแบบชุดแล้วใส่ลวดลายพวกนี้ลงไปบนเสื้อผ้า มีแต่คนบอกฉันว่าเสื้อผ้าพวกนี้มันจะดูเชย เธอคนแรกเลยนะที่บอกว่ามันสามารถใส่ได้กับคนทุกวัย” หลิวฟางซินพูดอย่างตื่นเต้น
“มันก็อาจจะดูเชยเหมือนที่คนอื่นเขาบอกนั่นล่ะ แต่ถ้าเราออกแบบเสื้อผ้าให้ทันสมัยขึ้น และเน้นสีสันให้เหมาะสมกับคนแต่ละกลุ่ม แบบนี้มันอาจจะน่าสนใจขึ้นมาก็ได้ ฉันเห็นเธอออกแบบเสื้อผ้าสวยๆ อย่างนี้ออกมาแล้ว ฉันก็นึกเสียดายขึ้นมาเลย”
“เสียดายอะไรเหรอ” หลิวฟางซินถามอย่างไม่เข้าใจ
“ฉันเป็แค่นักเรียนทุน ไม่ใช่คนร่ำรวยมีเงิน ฉันถึงบอกว่าฉันเสียดาย ถ้าฉันมีเงินนะ ฉันจะชวนเธอมาเปิดบริษัทด้วยกันเลยล่ะ ฉันว่าเสื้อผ้าพวกนี้ต้องได้รับความนิยมแน่ๆ”
หลิวฟางซินมองหน้าซูเจินแล้วยิ้ม ก่อนที่เธอจะก้มหน้าลงไปเขียนอะไรบางอย่างบนกระดาษอย่างรวดเร็ว หลังจากนั้นเธอก็ยื่นกระดาษแผ่นนั้นให้ซูเจิน
“มันคืออะไรเหรอ” ซูเจินถามอย่างไม่เข้าใจ
“หนังสือสัญญาน่ะ ฉันเขียนเอาไว้ว่าต่อไปในอนาคต เสื้อผ้าที่ฉันออกแบบสไตล์นี้ ฉันจะร่วมลงทุนกับเธอคนเดียวเท่านั้น” หลิวฟางซินยิ้มกว้าง
“ฟางซิน! เธอไม่ต้องทำอย่างนี้ก็ได้ ฉันก็แค่พูดไปอย่างนั้นเอง ถ้ามีบริษัทไหนสนใจการออกแบบของเธอขึ้นมา มันจะเป็การตัดโอกาสการทำงานของเธอนะ”
“เธอเป็คนแรกที่เห็นด้วยกับสิ่งที่ฉันทำ ดังนั้นฉันจึงถือว่าเธอเป็หุ้นส่วนของฉันไปแล้ว อนาคตจะเป็ยังไง พวกเราค่อยมาว่ากันอีกที แต่ตอนนี้ฉันเห็นเธอเป็หุ้นส่วนของฉันแล้วล่ะ”
ซูเจินมองดูกระดาษที่อยู่ในมืออย่างรู้สึกละอาย ทีแรกเธอตั้งใจจะเข้าหาหลิวฟางซินเพราะผลประโยชน์ แต่เมื่อเห็นความจริงใจที่หลิวฟางซินมีให้เธอ ซูเจินจึงเปลี่ยนความคิดใหม่ว่าในอนาคตเธอจะต้องปฏิบัติกับหุ้นส่วนของเธอคนนี้ให้ดีที่สุด
นับจากวันนั้นซูเจินและหลิวฟางซินก็สนิทสนมกันมากขึ้น ซูเจินจึงแนะนำจูจื่อรั่วและมู่วั่งเจี๋ยให้หลิวฟางซินรู้จัก และกลุ่มของเธอก็เพิ่มขึ้นจากสามคนกลายเป็กลุ่มเพื่อนซี้สี่คนทันที