บทที่ 4 เกิดใหม่ (รีไรท์)
่เวลาที่กำลังจะใกล้เข้าหน้าหนาวอย่างเต็มรูปแบบ คงเป็่เวลาที่ดวงอาทิตย์ตกเร็วที่สุด ทำให้ท้องฟ้ามืดเร็วกว่าปกติ และสว่างช้าหากเทียบกับฤดูอื่น ร่างผอมบางของหลิวไป๋ฮวาในตอนนี้ยังคงนั่งอยู่ที่เก้าอี้สานตัวเดิม เพื่อรับลมเย็นจากด้านนอกที่พัดผ่านเนื่องจากวันนี้อากาศดีกว่าปกติ ทั้งในมือที่ยังคงถืออุปกรณ์ปักผ้าเฉาซิ่วที่บนลายผ้ามีัทองอยู่เพียงตัวเดียว หลิวไป๋ฮวาชอบฤดูหนาวมากกว่าฤดูอื่น แม้จะเป็ฤดูที่ทำให้เธอรู้สึกเหงา และความรู้สึกโดดเดี่ยวกว่าปกติก็ตาม
“ทำไมถึงได้รู้สึกง่วงขนาดนี้กัน”
“แค่ก ๆ” ดวงตาที่ไม่อาจต้านทานความอ่อนเพลีย และความง่วงนั้นได้
“สงสัยผ้าเฉาซิ่วผืนนี้คงส่งต่อให้คุณหมอหลี่ได้ใช้ไม่ทันเสียแล้ว” แต่ก่อนที่เธอจะหลับใหลและไม่ได้รับรู้สิ่งต่าง ๆ รอบกาย กลับมีบางสิ่งที่คล้ายกับกลีบดอกเหมยฮวาสีขาวสะอาด ปลิวมาจากฟากฟ้าและเปลี่ยนทิศทางไปตามแรงลม มือเรียวเล็กที่เปื้อนไปด้วยเืและอ่อนแรงเต็มทีนั้น ค่อย ๆ ยื่นออกไปนอกหน้าต่าง มองสิ่งที่เธอคิดว่าเป็กลีบดอกเหมยฮวาในคราแรกนั้นตกลงสู่มือ ทว่ามันกลับไม่ใช่กลีบดอกเหมยฮวาอย่างที่เธอคิด
หิมะแรกของฤดูหนาวตกแล้ว…
ดวงตาอ่อนแสงละสายตาจากเกล็ดหิมะที่ถูกแต้มด้วยสีแดงจากเืบนฝ่ามือ หันมองไปยังด้านนอกที่ในตอนนี้ขาวโพลนไปด้วยหิมะที่ค่อย ๆ ตกลงมาเรื่อย ๆ ริมฝีปากบางเฉียบอันซีดเซียวนั้นผลิยิ้มบางออกมา ดวงตาของเธอไม่ได้หม่นแสงเหมือนดั่งเช่นวันก่อน ๆ อีกต่อไป ความรู้สึกโดดเดี่ยวแต่สงบคงเป็่ชีวิตสุดท้ายที่เธอไม่ได้รู้สึกเสียดายเลย
ก่อนที่ร่างกายหลิวไป๋ฮวาจะหลับใหลไปตลอดกาล ดวงตาที่กำลังจะปิดลงกลับเห็นบางสิ่งบางอย่าง ที่คล้ายกับเรือนร่างของใครบางคนยืนอยู่ที่ริมรั้วหน้าบ้านของเธอแต่มันกลับเลือนรางกว่าที่เธอจะรับรู้ได้ว่าใครคือเ้าของร่างนั้น
หลิวไป๋ฮวา หญิงสาวผู้ใสซื่อ บริสุทธิ์ดุจดอกเหมยฮวาขาว ดอกไม้ประจำหน้าหนาว ได้ลาลับไปจากโลกใบนี้ตามลำพังด้วยความเดียวดาย
…
เปลือกตาบางสีอ่อนคล้ายดอกท้อถูกห้อมล้อมเอาไว้ด้วยแพขนตายาวงอนงาม รับกับปลายจมูกโด่งเชิดรั้นเล็กน้อยที่สื่อไปถึงความดื้อดึงเพียงนิด พวงแก้มนวลสีแดงปลั่งราวกับลูกพลับสุก เ้าของใบหน้าที่งดงามนี้ค่อย ๆ ลืมตาตื่นขึ้นมาในตอนเช้าตรู่ เมื่อได้ยินเสียงนกร้องดังอยู่ด้านนอก เปลือกตากะพริบถี่ ในไม่ช้าเ้าของั์ตาสีน้ำตาลอ่อนค่อย ๆ เปิดขึ้น หลิวไป๋ฮวานอนแน่นิ่งอยู่บนเตียงอีกเพียงชั่วครู่ ก่อนที่หญิงสาวจะค่อย ๆ หยัดกายขึ้นนั่ง
“นี่มันอะไรกัน” ริมฝีปากจิ้มลิ้ม สีแดงสดอมชมพู เอ่ยขึ้นด้วยความแ่เบา คล้ายกับกำลังพูดคุยกับตัวเอง คิ้วเรียวสีน้ำตาลอ่อนดั่งคันศรขมวดเข้าหากันด้วยความงุนงง ก่อนที่เธอจะหยัดกายลุกขึ้นยืนอย่างเชื่องช้า
ช่างรู้สึกประหลาดนัก
เธอจำได้ว่าไม่กี่เดือนก่อนตัวเธอยังคงอยู่ใน่ป่วยหนัก เรี่ยวแรงแม้จะหยัดกายขึ้นยืนด้วยลำแข้งของตัวเองยังแทบจะไม่มี แต่ทำไมตอนนี้กลับกลายเป็เื่ง่ายไปเสียอย่างนั้น หลิวไป๋ฮวาก้มลงมองขาตัวเองด้วยความตระหนก ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าเธอในตอนนี้กำลังเดินเหินไปมาได้อย่างอิสระ ทั้งยังรู้สึกว่าร่างกายตัวเองสดใส กระปรี้กระเปร่า และมีชีวิตชีวาขึ้นราวกับว่าไม่เคยป่วยเป็โรคประหลาดมาก่อน
หลิวไป๋ฮวามุ่งหน้าตรงไปยังชานหน้าบ้านของตัวเองด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความสับสน กวาดสายตามองสิ่งแวดล้อมรอบข้างที่ดูค้นตาทว่าไม่คุ้นชิน ก่อนที่ร่างกายของหญิงสาวจะชะงักค้าง ต้นเถาฮวาที่เธอเคยปลูกเอาไว้เมื่อสามปีก่อน ตอนนี้กลับกลายเป็ต้นหลานฮวาที่ยืนต้นตายไปเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว ซึ่งมันกำลังบานสะพรั่งอย่างสวยงาม กลีบดอกสีม่วงร่วงโรยลงเต็มลานหน้าบ้าน
“นี่มัน… เป็ไปไม่ได้!”
“ไม่ใช่หรอก กำลังฝันแน่ ๆ” หลิวไป๋ฮวาเอ่ยขึ้นคล้ายกับตอนนี้สติที่มีหลุดออกไปเป็ที่เรียบร้อยแล้ว สองมือยกขึ้นมาตบไปที่พวงแก้มแดงปลั่งสองสามทีเพื่อสติ หรือปลุกตัวเองให้ตื่นจากความฝัน
“อ๊ะ เจ็บ!” ใช่เจ็บ ตอนนี้เธอกำลังเจ็บที่แก้ม นั่นหมายความว่าสิ่งที่เธอเห็นไม่ใช่ความฝันอย่างที่คิด
“ไป๋ฮวา!”
“ยืนทำอะไรอยู่ตรงนั้น ไปเก็บหยางเหมย*[1]ที่ลำธารท้ายหมู่บ้านกันเถอะ” น้ำเสียงที่ะโแข่งกับเสียงนกนานาชนิดที่ดังโหวกเหวกเพราะกำลังตีกันแย่งผลลูกพลับสุกที่อยู่ในบ้านหลังติดกัน เ้าของเสียงสดใสแต่ทว่ากลับแหลมคม จนบางครั้งรู้สึกแสบแก้วหูที่กำลังเรียกเธออย่างเจื้อยแจ้วอยู่ในตอนนี้นั้นคือ จ้าวหนิงเซี่ย ผู้ซึ่งยืนกวักมือเรียกเธออยู่หน้าบ้านในตอนนี้
บ้าไปแล้วหลิวไป๋ฮวา
หญิงสาวพร่ำกระซิบกับตัวเองด้วยประโยคเดิมซ้ำ ๆ เมื่อเธอในตอนนี้กำลังพบเจอกับเื่ที่น่าเหลือเชื่อ หลิวไป๋ฮว่าไม่ได้ตอบอะไรจ้าวหนิงเซี่ย หรือเดินออกไปตามที่อีกฝ่ายกำลังเรียกหา แต่เธอกลับวิ่งเข้าไปในบ้าน มองหาบางสิ่งบางอย่างที่หากจำไม่ผิดก็น่าจะแขวนติดเอาไว้บนผนังข้างตู้เย็น ร่างผอมเพรียวหรี่ตาลง พร้อมค่อมตัวลงไปข้างหน้าเพื่อมองตัวอักษรที่เด่นหราอยู่บนปฏิทินให้ชัดเจนขึ้น
พฤษภาคม 1980
“นี่ ไป๋ฮวาเป็อะไรไป?” จ้าวหนิงเซี่ยเอ่ยขึ้น พร้อมชักสีหน้ามึนงงมองอีกฝ่ายด้วยสายตาที่ตั้งคำถาม ในขณะที่ลำตัวบอบบางก็โน้มลงไปจนอยู่ในระดับเดียวกันกับหลิวไป๋ฮวา จ้องมองไปยังปฏิทินตรงหน้าที่อีกฝ่ายกำลังจับจ้องอย่างไม่ละสายตาไปไหนเช่นกัน
“อีกสองวันข้างหน้าก็ถึงวันชิวอิก*[2]แล้วนี่”
“...”
“ในหมู่บ้านน่าจะจัดงานเหมือนทุกปี เราไปเที่ยวด้วยกันนะ” ประโยคที่เอ่ยออกไปเต็มไปด้วยน้ำเสียงที่แสนจะเริงร่า ทว่าสำหรับหลิวไป๋ฮวานั้นกลับไม่ได้รู้สึกเช่นนั้นเลย เธอยังคงใกับสิ่งที่เกิดขึ้น
อะไรกัน ตัวเธอนั้นได้ย้อนเวลากลับมายังยุค 1980 เสียแล้วหรือนี่!
ทำไมโชคชะตาของเธอถึงได้พลิกผันไปมาเช่นนี้กัน ไท่ส่วยเอี้ย*[3]กำลังเล่นตลกอะไรกัน!
ริมฝีปากบางกระจับคว่ำลง ใบหน้าสวยเง้างอดราวกับเจอเื่ที่ทำให้ไม่พอใจอย่างถึงที่สุด ไม่ใช่เพราะไม่พอใจที่ได้ย้อนเวลากลับมา ทว่าไม่พอใจที่โชคชะตาของเธอนั้นไม่เคยลิขิตให้เธอได้พบเจอเื่ราวดี ๆ เลยสักครั้ง
“ไป๋ฮวา” จ้าวหนิงเซี่ยใช้ปลายนิ้วสะกิดต้นแขนของหลิวไป๋ฮวายิก ๆ ดวงตาใสซื่อสะท้อนภาพใบหน้างอง้ำของอีกฝ่ายที่หันมามอง
“ได้ยินแล้ว” น้ำเสียงที่เอ่ยตอบอัดแน่นไปด้วยความไม่พอใจ ทำให้จ้าวหนิงเซี่ยชะงัก
“ฉันทำอะไรผิดไปเหรอ?”
หลิวไป๋ฮวาจับจ้องไปยังดวงหน้าอีกฝ่าย ดวงตาที่ดูใสซื่อคู่นี้ทำให้ใครหลายคนมองว่าจ้าวหนิงเซี่ยนั้นเปรียบเสมือนหญิงสาวที่บริสุทธิ์ ไร้พิษสง ทั้งบุคลิกยังเป็เด็กสาวเรียบร้อย และดูอ่อนต่อโลก แต่แท้ที่จริงแล้วสิ่งเ่าั้กลับเป็เพียงแค่เปลือกนอกที่จ้าวหนิงเซี่ยสร้างขึ้นมาเพื่อตบตาผู้คน แก่นแท้เนื้อในของหล่อนเป็อย่างไร คงมีแต่หลิวไป๋ฮวาที่รู้ดี
แต่ในเมื่ออีกฝ่ายคิดจะมาไม้นี้ หลอกลวงเธอได้สำเร็จไปหนึ่งครั้งแล้ว ครั้งนี้เธอจะไม่ยอมตกหลุมพราง และโง่ซ้ำเป็ครั้งที่สองแน่!
“เหอะ เธอจะทำอะไรผิดกันล่ะ หนิงเซี่ย” น้ำเสียงที่หลิวไป๋ฮวาใช้พูดกับจ้าวหนิงเซี่ยคล้ายน้ำเสียงที่กระแทกแดกดันเต็มที หญิงสาวหยักยิ้มบางออกมาทว่าสายตากลับมองร่างเล็กของจ้าวหนิงเซี่ยอย่างเย้ยหยันที่อีกฝ่ายยังคงปั้นหน้ายิ้มแย้มได้เช่นนี้ ทั้งที่ภายในใจยังประสงค์ร้ายต่อเธออยู่
ถ้าเช่นนั้นเธอจะทำราวกับว่าไม่ได้มีอะไรเกิดขึ้น ทั้งที่จริงแล้วเธอรู้ดีหมดทุกอย่าง ทุกอย่างที่จะเกิดขึ้นยี่สิบปีหลังจากนี้ และรู้ดีว่าควรจะรับมือกับความเสแสร้งนี่อย่างไร
เสแสร้งได้ก็เสแสร้งไป สักวันอย่างไรธาตุแท้ของจ้าวหนิงเซี่ยก็ต้องถูกเปิดโปง
“จริงเหรอ ไม่ได้โกรธอะไรฉันใช่หรือเปล่า?” จ้าวหนิงเซี่ยถาม หลิวไป๋ฮวาปั้นหน้าฝืนยิ้มแย้ม ทว่าดวงตากลับดูแข็งค้างไร้อารมณ์ร่วมใด ๆ หากใครมาเห็นใบหน้าของหญิงสาวในตอนนี้คงจะขำขันกันเสียยกใหญ่ เพราะช่างละม้ายคล้ายเซี่ยจื้อที่กำลังยืนแยกเขี้ยวอย่างไรอย่างนั้น
“ใครจะไปโกรธอะไรเธอล่ะหนิงเซี่ย วัน ๆ ตีหน้าเศร้าแบบนั้นน่ะ ถามจริงเถอะ ไม่เบื่อหรือไงที่ต้องเสแสร้งไปวัน ๆ น่ะ!”
[1] หยางเหมย หรือ ยัมเบอร์รี่ เป็ไม้ยืนต้นในเขตอบอุ่นกึ่งร้อน มีถิ่นกำเนิดจากประเทศจีน ลักษณะของผลหยางเหมยมีสีแดงเข้ม ลูกเล็ก ฉ่ำน้ำ มีรสหวาน และเปรี้ยว
[2] วันชิวอิก เป็วันพระจีน ตรงกับวันขึ้น 1 ค่ำของเดือน และใน่ตรุษจีนถือว่าเป็วันแรกของปีใหม่ เป็วันที่ชาวจีนมีแนวปฏิบัติที่สืบต่อกันมาั้แ่โบราณ
[3] ไท่ส่วยเอี้ย เป็เทพยดาผู้พิทักษ์รักษาดวงดาวในรอบหกสิบปีซึ่งมีอิทธิพลต่อชะตาชีวิตของมนุษย์ตามคติโหราศาสตร์จีน