ลานหินใต้แสงตะเกียงเงียบลงไปชั่วขณะ อวี้เซียวเหมือนยังมีคำถามค้างอยู่หลายคำ แต่สุดท้ายก็เลือกกลืนมันลงไปก่อน ลั่วจวินเองก็ไม่ได้ขยับมือออกจากกระบี่ หากแรงที่กดอยู่ปลายนิ้วผ่อนลงกว่าเดิมเล็กน้อย
สือชิงเหอมองทั้งสองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเรียกคนรับใช้ที่ยืนอยู่ห่างออกไปใต้ชายคาเข้ามา
“พาพวกเขาไปพัก”
คนรับใช้ค้อมศีรษะรับคำ
อวี้เซียวหันกลับมามองเขา
“ที่นี่หรือ”
“ใช่ คืนนี้พวกเ้าควรพักที่นี่ไปก่อน”
สือชิงเหอตอบเรียบ ๆ
“อย่างน้อยก็จนกว่าข้าจะแน่ใจว่า คนที่เห็นเื่คืนนี้เหลืออยู่เท่าที่ควรเหลือ”
เขาหยุดเพียงครู่เดียว ก่อนกล่าวต่อเหมือนเพิ่งนึกถึงเื่ธรรมดาเื่หนึ่ง
“พรุ่งนี้เช้าข้าจะให้คนไปเรียก”
ลั่วจวินกับอวี้เซียวต่างเงยหน้าขึ้นน้อย ๆ
“พรุ่งนี้เช้า พวกเ้าทั้งสองคนตามข้าไปที่หนึ่ง”
“นายท่านทั้งสอง เชิญตามข้าน้อยมาทางนี้”
คนรับใช้เดินนำลั่วจวินกับอวี้เซียวไปตามระเบียงไม้ด้านข้าง แสงตะเกียงตามทางถูกลมกลางคืนพัดให้ไหวเป็่ ๆ เงาของคนทั้งสองทอดยาวไปบนพื้นไม้ ไม่มีผู้ใดพูดขึ้นก่อนระหว่างทาง
จนกระทั่งคนรับใช้พาพวกเขามาถึงหน้าห้องพักสองห้องที่อยู่เยื้องกัน
“คืนนี้พวกท่านพักที่นี่ หาก้าสิ่งใด เรียกข้าได้ทุกเมื่อ”
คนรับใช้ค้อมศีรษะ แล้วถอยออกไปตามระเบียงเดิม
เสียงฝีเท้าของเขาค่อย ๆ ห่างออกไป
ลั่วจวินรอจนเสียงนั้นกลืนหายไปกับลมกลางคืนแล้ว จึงหันไปทางอวี้เซียว
อวี้เซียวเองก็ยังไม่ได้เปิดประตูเข้าห้อง
เขายืนอยู่ใต้แสงตะเกียงที่ไหวเบา ๆ มองปลายระเบียงอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เบากว่าปรกติ
“เมื่อครู่ ข้ายังพูดไม่หมด”
ลั่วจวินมองเขา
อวี้เซียวหยุดไปเพียงนิด
“เื่เสวียน”
ลั่วจวินไม่ได้ตอบ
อวี้เซียวจึงพูดต่อเอง
“ข้าโตมากับคำสอนว่า เสวียนมิใช่สิ่งที่ควรไว้ใจ” เขากล่าว “และผู้ที่เลือกเดินวิถีนี้ ต้องกำจัดทิ้งโดยไม่มีข้อยกเว้น”
ถ้อยคำนั้นตรงมาก
ตรงจนหากกล่าวกับผู้อื่น อาจฟังคล้ายคำตัดสิน
แต่น้ำเสียงของอวี้เซียวกลับมิได้มีแววรังเกียจ มีเพียงความตรงของคนที่เลือกจะพูดสิ่งที่ควรพูด แทนการซ่อนไว้ใต้รอยยิ้ม
“ดังนั้น ข้ายังไม่อาจพูดได้ว่าข้าเชื่อใจเ้าเต็มสิบส่วน”
ลั่วจวินฟังจนจบ แล้วกล่าวเพียงสั้น ๆ
“ข้าเข้าใจ”
คราวนี้อวี้เซียวหันมามองเขาจริง ๆ
“เ้าเข้าใจง่ายถึงเพียงนี้?”
“หากคนทั้งใต้หล้าถูกสอนมาเช่นนั้นมาหลายปี” ลั่วจวินตอบ “เ้าจะเปลี่ยนความคิดได้ในคืนเดียวต่างหาก ที่น่าแปลก”
อวี้เซียวเงียบไปชั่วอึดใจ
มุมปากของเขาขยับขึ้นเพียงน้อย คล้ายจะยิ้มแต่ยังไม่เต็มที่
“เ้าพูดน้อยก็จริง”
เขากล่าว
“แต่พอพูดขึ้นมา มักทำให้คนตอบยาก”
ลั่วจวินไม่ได้รับคำชมเช่นนั้นไว้ เพียงมองทางเดินข้างหน้าแล้วกล่าวขึ้นอย่างราบเรียบ
“ต่อให้เ้ายังไม่กล้ารับว่าข้าเป็สหาย”
อวี้เซียวชะงักไปเล็กน้อย
ลั่วจวินกล่าวต่อ
“แต่ข้านับว่าเ้าเป็สหายแล้ว”
คำพูดนั้นทำให้จังหวะก้าวของอวี้เซียวหยุดลงครึ่ง่
เขาหันกลับมามองลั่วจวิน
ลั่วจวินยังคงมองตรงไปข้างหน้า
“เ้านับเร็วนัก”
“ไม่เร็ว”
ลั่วจวินตอบ
“เ้าเป็คนแรกที่นั่งลงตรงหน้าข้า แล้วคิดจะคบข้าเป็สหาย โดยไม่ตัดสินข้าจากระดับของข้า”
อวี้เซียวมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง
คราวนี้รอยยิ้มบนใบหน้าเขาชัดขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย
“หากข้าบอกว่า ตอนนั้นข้าเพียงอยากได้โต๊ะเล่า”
ลั่วจวินเหลือบมองเขา
“เช่นนั้นเ้าก็เป็คนแรกที่อยากได้โต๊ะ แต่ยอมเสียยาดีหนึ่งขวดให้คนแปลกหน้า”
อวี้เซียวหลุดหัวเราะเบา ๆ
เสียงหัวเราะนั้นไม่ดังพอให้คนรับใช้ด้านหน้าได้ยินชัด แต่พอให้ความตึงระหว่างคนทั้งสองคลายลง
เดินต่อไปอีกไม่กี่ก้าว ลั่วจวินจึงเอ่ยขึ้นเหมือนเพิ่งนึกถึงเื่หนึ่ง
“ตระกูลหานนี่ใหญ่มากหรือ”
อวี้เซียวเหลือบมองเขา
“เ้าถามเพราะอยากรู้ หรือถามเพราะเมื่อครู่ข้าบอกว่ายังไม่เชื่อใจเ้าเต็มสิบส่วน”
“ทั้งสองอย่าง”
คำตอบนั้นทำให้อวี้เซียวหยุดคิดอยู่ครู่หนึ่ง
จากนั้นเขาจึงกล่าวด้วยสีหน้าจริงจังเกินกว่าน้ำเสียง
“ใหญ่พอให้คนบางคนได้ยินแล้วถอยหนึ่งก้าว”
เขาหยุดไปนิดหนึ่ง ก่อนเสริมด้วยรอยยิ้มบาง
“แต่ก็ยังไม่ใหญ่พอที่จะหาข้าเจอ”
ลั่วจวินมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง
“ฟังดูไม่น่าอิจฉา”
“ขึ้นอยู่กับว่าเ้ายืนอยู่ด้านใดของประตูตระกูลหาน” อวี้เซียวว่า “คนด้านนอกมองเข้าไป มักเห็นแต่หลังคาสูงกับป้ายใหญ่ คนด้านในเงยหน้าขึ้นมา บางครั้งเห็นเพียงหลังคานั้นกดอยู่เหนือศีรษะ”
ลั่วจวินนิ่งฟัง
รอยยิ้มง่าย ๆ ของอวี้เซียวคงมิได้เบาอย่างที่เห็น
“เช่นนั้นข้าคงยืนอยู่ด้านนอกดีกว่า”
อวี้เซียวหันมามองเขา
“เ้าพูดเช่นนี้กับคนตระกูลหานตรง ๆ เลยหรือ”
“ก็เ้าถาม”
อวี้เซียวยิ้มออกมาอีกครั้ง
“ดี อย่างน้อยข้าก็รู้แล้วว่า หากวันหน้าเ้าต่อว่าตระกูลหาน ข้าคงต้องทำเป็ไม่ได้ยินก่อน”
“หากวันนั้นมาถึง ข้าจะพูดเบาลง”
“นั่นนับว่าเห็นแก่ข้ามากแล้ว”
บทสนทนาสิ้นสุดลงตรงนั้นพอดี เมื่อคนรับใช้หยุดอยู่หน้าห้องพักสองห้องที่อยู่เยื้องกัน
ลั่วจวินกับอวี้เซียวจึงแยกกันเข้าห้องโดยไม่พูดต่อ
ประตูไม้ปิดลงตามหลังคนทั้งสอง เสียงฝีเท้าของคนรับใช้ค่อย ๆ ห่างออกไปจนเงียบสนิท
ตะเกียงในเรือนหลักยังไม่ดับ
และเ้าของเรือนก็ไม่ได้กลับเข้าห้องเพื่อพักผ่อนตามคำที่เพิ่งบอกผู้อื่น
สือชิงเหอยืนอยู่หน้าตู้ไม้เตี้ยริมผนังด้านในอยู่ครู่หนึ่ง
ภายนอกตู้ใบนั้นไม่มีสิ่งใดสะดุดตา ไม้เก่า พื้นผิวถูกขัดจนเรียบตามการใช้งาน ฝุ่นบางเกาะอยู่ตรงขอบมุมไม่ต่างจากเครื่องเรือนธรรมดาในเรือนพักของคนมีฐานะทั่วไป
แต่เมื่อปลายนิ้วของเขากดลงบนขอบชั้นล่างสุด ไม้ทั้งแผ่นกลับจมลงไปอย่างไร้เสียง
ช่องแคบช่องหนึ่งค่อย ๆ เปิดออกใต้ฐานตู้
ลมเย็นจากเบื้องล่างไหลขึ้นมาปะทะหน้าในทันที
ไม่ใช่ความเย็นของคืนฝนใหม่
แต่เป็ความเย็นของหินที่ถูกปิดขังไว้ในที่มืดเป็เวลานาน จนไม่เหลือกลิ่นชีวิตของผู้คนภายนอกเจืออยู่แม้แต่น้อย
สือชิงเหอหยิบตะเกียงขึ้นมา แล้วก้าวลงไป
บันไดหินทอดลึกลงใต้เรือน คับแคบและชันพอให้ผู้ไม่คุ้นทางต้องชะลอฝีเท้า ผนังสองข้างเป็หินดิบเย็นชื้น แสงจากตะเกียงไหวผ่านผิวขรุขระเป็เงายาว บนฝ้าเหนือศีรษะมีหยดน้ำเกาะเป็เม็ดเล็ก พอร่วงลงมากระทบขั้นหิน ก็เกิดเพียงเสียงเบามาก ก่อนถูกความเงียบกลืนหายไปอีกครั้ง
สือชิงเหอเดินลงไปเรื่อย ๆ โดยไม่ลดความเร็ว
สุดทางบันไดมีประตูหินบานหนึ่งตั้งขวางอยู่
ประตูนั้นไม่ใหญ่โต หากกลับให้ความรู้สึกอึดอัดกว่าประตูเรือนชั้นบนหลายส่วน ผิวหินถูกฝังแผ่นโลหะสีดำเทาไว้เป็แนว ซ้อนทับกันละเอียดราวเกล็ด ร่องบางเส้นวิ่งเชื่อมกันทั่วทั้งบาน เหมือนเส้นทางเดินของบางสิ่งที่ไม่ใช่แสง ไม่ใช่น้ำ แต่เป็แก่นพลังที่ถูกบังคับให้ไหลอยู่ในเส้นทางแน่นอน
สือชิงเหอล้วงกุญแจดอกหนึ่งออกจากแขนเสื้อ
กุญแจนั้นยาวกว่ากุญแจทั่วไป ตัวดอกทำจากโลหะสีดำด้าน ปลายแตกเป็เขี้ยวเล็กหลายชั้นผิดรูปผิดรอย ไม่ใช่ของที่ช่างเหล็กทั่วไปจะทำขึ้นได้ตามใจชอบ
เมื่อมันถูกสอดเข้าช่องกุญแจ เสียงกลไกภายในก็ดังครืดต่ำ ๆ ขึ้นมา
เขายังไม่หมุน
ปลายนิ้วอีกข้างแตะลงบนแผ่นหินข้างกรอบประตู ส่งแก่นพลังสายบางแทรกผ่านลงไปตามร่องโลหะ รอยเส้นใต้ผิวหินจึงสว่างขึ้นทีละ่ แสงนั้นไม่ได้สว่างจ้า หากคล้ายถ่านเย็นที่ถูกปลุกให้มีประกายขึ้นจากด้านใน
เมื่อแสงวิ่งครบวง สือชิงเหอจึงหมุนกุญแจ
เสียงหนักดังสะท้อนออกมาจากภายใน
ประตูหินคลายออกทีละชั้น ก่อนเลื่อนเปิดไปด้านข้างอย่างเชื่องช้า
ห้องลับเบื้องในปรากฏแก่สายตา
มันไม่ใช่ห้องเล็กอย่างที่คนภายนอกอาจคาด หากเป็ห้องหินกว้างขวาง เพดานโค้งรับด้วยคานเหล็กสีดำหลายเส้น ผนังทั้งสี่ด้านฝังหมุดโลหะ แผ่นสลัก และรางนำแก่นพลังไว้แน่นขนัด มีชั้นวางตำรา กล่องไม้ เครื่องมือช่าง และม้วนบันทึกจัดวางเรียงเป็ระเบียบ
ทว่าของทั้งหมดนั้นยังไม่ใช่สิ่งที่สะดุดตาที่สุด
กลางห้องมีกลไกขนาดใหญ่ตั้งอยู่
ฐานทำจากหินดำทั้งแท่ง ขอบเสริมด้วยวงโลหะหลายชั้นซ้อนกันเป็วงแหวน รอบฐานสลักอักขระถี่แน่นจนแทบไม่มีช่องว่าง เสาโลหะสี่ต้นตั้งอยู่ตามมุม เชื่อมเข้าหากันเหนือศีรษะเป็โครงคล้ายกรง กลางโครงนั้นแขวนผลึกขุ่นหลายชิ้นซ้อนเหลื่อมกันเป็ชั้น ๆ
ใต้ผลึกลงมา มีแท่นวางแผ่นขนาดพอดีมือฝังอยู่ตรงแกนกลาง
เพียงมองก็รู้ว่า กลไกนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อทำงานกับผนึกบางชนิดโดยเฉพาะ
สือชิงเหอปิดประตูหินด้านหลัง
เสียงครืดหนักดังขึ้นอีกครา ห้องทั้งห้องจึงเงียบลงอย่างสมบูรณ์ เหลือเพียงเปลวตะเกียงในมือที่ไหวอยู่เล็กน้อย
เขาเดินตรงไปยังโต๊ะยาวข้างแท่นหลัก
บนโต๊ะมีกระดาษที่เขียนบันทึกไว้หลายแผ่น พู่กัน หมึก หินฝนหมึก และผนึกเทียบสารชิ้นหนึ่งวางอยู่บนผ้าดำ
ผนึกนั้นเป็แผ่นหกเหลี่ยมขนาดไม่ใหญ่ ผิวคล้ายหยกสีเทาอมเขียวจาง หากมีร่องกลไกละเอียดประสานอยู่ใต้ผิวราวเส้นใย เมื่อมองใกล้พอจะเห็นว่าบางร่องขาดสะบั้นอยู่ตรงกลาง คล้ายถูกของมีคมไร้รูปเฉือนผ่านจนการส่งสารขาดลงก่อนถึงปลายทาง
สือชิงเหอหยิบมันขึ้นมาช้า ๆ
ปลายนิ้วแตะรอยขาดบนผิวผนึกเพียงครู่หนึ่ง
ความเงียบในห้องลึกลงกว่าเดิม
จากนั้นเขาจึงวางมันลงบนแท่นตรงกลางอย่างแม่นยำ
ทันทีที่ผนึกแนบสนิทเข้ากับร่องรองรับ อักขระรอบฐานก็สว่างขึ้นพร้อมกันเป็วง แสงบางสายวิ่งจากแท่นขึ้นสู่เสาโลหะทั้งสี่ต้น แล้วไต่ต่อไปยังโครง้า ผลึกขุ่นหลายชิ้นเริ่มเรืองแสงทีละแผ่น ก่อนสะท้อนลำแสงบางเฉียบกลับลงมา ตกต้องผิวของผนึกเทียบสารตรงกลางพอดี
เสียงกลไกต่ำหนักเริ่มดังจากภายในฐาน
วงแหวนชั้นนอกสุดหมุนก่อน
ตามด้วยวงที่สอง
และวงที่สาม
ฟันเฟืองหลายชุดขบกันเป็จังหวะสม่ำเสมอ ราวกับทั้งห้องเริ่มมีลมหายใจของมันเอง
ร่องผนึกบนแผ่นหกเหลี่ยมค่อย ๆ ถูกแยกออกเป็ชั้นภายใต้แสงผลึก
บางเส้นลอยเด่นขึ้น
บางเส้นจมหาย
บางเส้นแตกแขนงออกเป็รูปใหม่
กลไกนี้ไม่ได้อ่านสารอย่างหยาบ หากกำลังแกะรอยมันย้อนกลับไปทีละชั้น ว่าส่วนใดเป็เจตนาของผู้ส่ง ส่วนใดเป็ภาพจำที่ถูกถักไว้ในแก่นพลัง และส่วนใดถูกบีบอัดจนเกือบกลายเป็รหัสที่ไม่ยอมเปิดง่าย ๆ
สือชิงเหอยืนมองโดยไม่กะพริบตา
ใบหน้าของเขายังสงบดังเดิม มีเพียงแสงจากผลึกที่ไหวผ่านดวงตา ทำให้ความนิ่งนั้นเย็นยิ่งกว่าเดิมหลายส่วน
เขายกพู่กันขึ้น จรดปลายลงบนกระดาษแผ่นใหม่
กลไกยังคงหมุนต่อไป
แล้วสัญลักษณ์ชุดหนึ่งก็ถูกดึงขึ้นจากชั้นรอยผนึกที่ทับซ้อนกัน ปรากฏเด่นกลางแสงผลึก ราวเพิ่งถูกดึงออกมาจากหมอกหนา
สองอักษรแรกที่เขาแกะได้ คือ
ชาง
หลิน
ห้องใต้ดินเหมือนเงียบลงอีกชั้นหนึ่ง
สือชิงเหอไม่ได้แปลกใจกับชื่อนั้น
เพียงแต่มันเป็ชื่อที่ไม่ควรหลุดออกมาจากผนึกที่ถูกตัดขาดง่ายดายถึงเพียงนี้
ยิ่งคำตอบสั้นเท่าใด น้ำหนักของมันก็ยิ่งมากเท่านั้น
สือชิงเหอทอดตามองสองอักษรนั้นอยู่ครู่หนึ่ง
“ส่งนักฆ่ามาถึงสองคน เพียงเพื่อผนึกเทียบสารชิ้นนี้หรือ”
เสียงของเขาเบามาก คล้ายเอ่ยกับตนเองมากกว่าถามผู้ใด
“สุดท้ายกลับชี้ไปยังชางหลิน”
ชื่อนั้นมิใช่สถานที่ซึ่งผู้ใดคิดไปก็ไปได้
สำหรับคนทั่วไป ชางหลินอยู่สูงเกินเอื้อม
ส่วนสำหรับเขา ยิ่งเป็สถานที่ที่ไม่ควรเหยียบเข้าไป แม้เพียงครึ่งก้าว
ปลายพู่กันของสือชิงเหอหยุดอยู่เสี้ยวอึดใจ
จากนั้นจึงเขียนสองคำนั้นลงบนกระดาษ
แต่กลไกยังไม่หยุด
วงแหวนชั้นในยังหมุนช้าลงเรื่อย ๆ ราวพยายามขุดลึกลงไปอีกชั้น สัญลักษณ์ชุดล่างเริ่มปรากฏทีละเส้น ทว่ากระจัดกระจายเกินกว่าจะอ่านเป็ถ้อยคำหรือพิกัดได้ในคราเดียว คล้ายผู้ส่งจงใจใช้รหัสอีกชั้นหนึ่งกดข้อมูลบางส่วนไว้ใต้โครงสร้างเดิม
สือชิงเหอมองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนส่งแก่นพลังเพิ่มเข้าไปอีกสาย
แสงในผลึก้าสว่างขึ้น
กลไกทั้งห้องสั่นเบา ๆ
สัญลักษณ์สองสามเส้นเด่นขึ้นกว่าเดิม แต่ยังไม่พอให้ต่อความหมายได้ชัดเจน
เขาจึงหยุดมือ
ปล่อยให้วงแหวนค่อย ๆ ชะลอลงทีละชั้น จนเสียงฟันเฟืองเบาบางและดับหายไปในที่สุด
แสงจากผลึกมอดลงตามกัน
เหลือเพียงตะเกียงดวงเดียวที่ยังส่องอยู่ข้างโต๊ะ
สือชิงเหอดึงผนึกเทียบสารออกจากแท่น วางกลับลงบนผ้าดำ แล้วทอดสายตามองกระดาษที่เพิ่งเขียนไว้เงียบ ๆ
ตอนนี้พอจะรู้ปลายทางแล้ว
แต่สิ่งที่ซ่อนอยู่ถัดจากนั้น กลับยังไม่ยอมเปิดออกง่าย ๆ
สือชิงเหอยืนนิ่งอยู่หน้าโต๊ะ
เขาไม่ได้รีบเก็บกระดาษในทันที สายตากวาดผ่านร่องรอยบนผนึกอีกครา เห็นชัดว่ารหัสชั้นลึกยังขัดกันอยู่หลายจุด ต่อให้ฝืนแกะต่อในคืนนี้ ก็คงได้เพียงเศษเสี้ยวเพิ่มขึ้นอีกไม่กี่ส่วน
ไม่พอจะเปลี่ยนสิ่งที่เขาตัดสินใจไปแล้ว
เขาวางพู่กันลง
ปลายนิ้วแตะขอบกระดาษเบา ๆ คล้ายย้ำกับตนเองอีกครั้งว่า เพียงเท่านี้ก็พอ
อย่างน้อย ตอนนี้รอยทางของผนึกชิ้นนี้ก็ไม่มืดสนิทอีกต่อไป
เหลือเพียงต้องรู้ว่า เหตุใดมันจึงพาดไปถึงชางหลิน
สือชิงเหอพับกระดาษแผ่นที่จดคำว่า ชางหลิน เก็บแยกไว้ต่างหาก จากนั้นจึงคลุมผนึกเทียบสารกลับลงด้วยผ้าดำดังเดิม มือของเขาสงบนิ่งทุกจังหวะ ราวกับสิ่งที่เพิ่งแกะได้มิใช่ความลับที่อาจเปลี่ยนทิศทางผู้คน หากเป็เพียงงานชิ้นหนึ่งที่ทำเสร็จไปครึ่งส่วนเท่านั้น
เขาเลื่อนกลไกส่วนรองด้านข้างกลับเข้าที่
เสียงโลหะขบกันเบา ๆ ดังขึ้นครู่หนึ่ง ก่อนทุกอย่างจะสงบลงอีกครั้ง
ห้องใต้ดินกลับมาเย็นและเงียบดังเดิม
สือชิงเหอหยิบตะเกียงขึ้น เดินออกจากโต๊ะ ผ่านข้างกลไกใหญ่กลางห้องโดยไม่หันกลับไปมองอีก
เมื่อถึงประตูหิน เขายกมือแตะลงบนร่องสลักข้างกรอบประตู แสงเทาอับบางเส้นใต้ผิวหินสว่างขึ้นรับ ก่อนกลไกภายในจะคลายตัวทีละชั้น
ประตูเลื่อนเปิดออก
เขาก้าวออกมา แล้วหมุนกุญแจปิดจากด้านนอก
เสียงกลไกหนักอับดังสะท้อนลึกเข้าไปในแนวบันได คล้ายสิ่งใดบางอย่างถูกผนึกกลับลงสู่ความมืดตามเดิม
ฟ้ายังไม่สว่างเต็มที่เมื่อสือชิงเหอกลับขึ้นมาถึงห้องชั้นบน
แสงก่อนรุ่งสางเพิ่งซึมผ่านช่องหน้าต่างเข้ามาเพียงบางเบา ภายในห้องจึงยังถูกแสงตะเกียงครอบอยู่กึ่งหนึ่ง
เขาดันแผ่นไม้ปิดทางลงกลับเข้าที่ ตู้ไม้เตี้ยริมผนังจึงกลับไปเป็เพียงตู้ธรรมดา ราวกับเบื้องล่างไม่เคยมีห้องใดซ่อนอยู่
สือชิงเหอนั่งลงที่โต๊ะไม้กลางห้อง
บนโต๊ะมีถ้วยชาที่เย็นชืดไปแล้วตั้งอยู่ข้างกองกระดาษเก่า เขาไม่ได้หยิบมันขึ้นดื่ม เพียงวางตะเกียงลง แล้วทอดสายตามองความเงียบด้านนอกหน้าต่างอยู่ครู่หนึ่ง
รอให้รหัสชั้นถัดไปคลายตัวจนหมด อาจต้องใช้เวลาอีกหลายคืน
แต่เวลามิได้ยืนรอผู้ใด
เขารู้เื่นี้ดีกว่าใคร
หากรอให้รหัสชั้นลึกเปิดเองก่อน เขาอาจเสียจังหวะที่ควรใช้ไปเปล่า ๆ และบางเื่เมื่อช้าไปเพียงวันเดียว ก็อาจกลายเป็สายเกินแก้