เสียงฝนตกกระทบหลังคาดังเป็จังหวะ เปาะ... เปาะ... เปาะ...หลินเยว่ลืมตาขึ้นอย่างช้า ๆ
สิ่งแรกที่เห็นไม่ใช่เพดานห้องนอนของเธอ แต่เป็ม่านผ้าไหมสีแดงเข้มที่ห้อยลงมาจากเตียงไม้แกะสลักอย่างวิจิตร
เธอกะพริบตาหลายครั้ง“ที่นี่...ที่ไหน?”
หญิงสาวพยายามลุกขึ้น แต่กลับรู้สึกเวียนหัวจนต้องเอามือกุมขมับ
ทันใดนั้น ประตูห้องก็ถูกเปิดออก หญิงสาวในชุดโบราณสองคนรีบวิ่งเข้ามา
“พระสนม! พระสนมทรงฟื้นแล้ว!” หลินเยว่ชะงัก “พระสนม?”สาวใช้ทั้งสองคุกเข่าลงตรงหน้า
“เพคะ!” หลินเยว่มองทั้งสองคนอย่างสับสน“เดี๋ยวก่อน...นี่ที่ไหน แล้วพวกเธอแต่งตัวแบบนี้ทำไม?”
สาวใช้ทั้งสองมองหน้ากันด้วยความใ คนหนึ่งรีบพูดขึ้น
“พระสนมอย่าทรงตกพระทัยนะเพคะ” “ที่นี่คือตำหนักเฟิ่งหวงของพระสนมกุ้ยเฟยเพคะ”
“กุ้ย...เฟย?” เธอหันไปเห็นกระจกทองเหลืองใบใหญ่ที่อยู่ด้านข้าง
หญิงสาวเดินเข้าไปอย่างช้า ๆ ภาพสะท้อนตรงหน้าทำให้เธอแทบหยุดหายใจ
หญิงสาวในกระจกมีใบหน้างดงาม ผิวขาว ดวงตากลมโต และผมดำยาวที่ถูกประดับด้วยปิ่นทองคำ.
แต่ไม่ใช่เธอ “นี่มัน...” หลินเยว่ยกมือแตะแก้มตัวเอง
คนในกระจกก็ทำเช่นเดียวกัน “ฉัน...เข้ามาอยู่ในร่างคนอื่นเหรอ?”
สาวใช้คนหนึ่งหน้าซีด“พระสนมทรงจำอะไรไม่ได้จริง ๆ หรือเพคะ?”
หลินเยว่หันกลับมา “บอกฉันมา ที่นี่คือปีอะไร?”
สาวใช้ทั้งสองมองหน้ากันอย่างงุนงง “ปีที่สิบสองแห่งรัชสมัยฮ่องเต้หย่งอันเพคะ”
หัวใจของหลินเยว่เต้นแรง “ฮ่องเต้?”
“เพคะ” “นี่ไม่ใช่ประเทศจีนในยุคปัจจุบัน?”
“...เพคะ”
หลินเยว่ทรุดนั่งลงบนเก้าอี้“ฉันตายแล้วหรือยังเนี่ย...” สาวใช้รีบเข้ามาประคอง
“พระสนม!” ทันใดนั้น เสียงขันทีจากด้านนอกก็ดังขึ้น
“ฝ่าาเสด็จ!”
ทุกคนในตำหนักรีบคุกเข่าลง หลินเยว่ยังคงนั่งนิ่งด้วยความสับสน
เสียงฝีเท้าค่อย ๆ ใกล้เข้ามา ชายหนุ่มร่างสูงในชุดคลุมัสีดำทองเดินเข้ามาในห้อง
ใบหน้าคมคาย เ็า และสง่างาม ทุกคนก้มศีรษะ
“ถวายพระพรฝ่าา” หลินเยว่เงยหน้ามองเขา ชายคนนั้นคือฮ่องเต้
สายตาของเขาหยุดอยู่ที่นาง “เ้าฟื้นแล้ว?”
น้ำเสียงเรียบนิ่งไร้อารมณ์ หลินเยว่ไม่รู้ว่าควรตอบอย่างไร
“เพคะ...”
ฮ่องเต้เดินเข้ามาใกล้ “หมอหลวงบอกว่าเ้าหมดสติไปหลายชั่วยาม”
“หม่อมฉัน...” นางหยุด เพราะไม่รู้ว่าควรพูดอะไร
ฮ่องเต้มองนางอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะถาม “เหตุใดเ้าจึงมองเราเช่นนั้น?”
หลินเยว่เผลอตอบออกไปตามความคิด“เพราะหม่อมฉันไม่รู้จักพระองค์เพคะ”
ทั้งห้องเงียบกริบ ขันทีถึงกับหน้าซีด สาวใช้รีบก้มหน้าต่ำกว่าเดิม
ฮ่องเต้เองก็ชะงัก“เ้าว่าอะไรนะ?” หลินเยว่เริ่มรู้ตัวว่าตัวเองพูดผิด
“คือ...หม่อมฉันหมายถึง...”ฮ่องเต้จ้องนางนิ่ง
“เ้าจำเราไม่ได้?”หลินเยว่กลืนน้ำลาย ก่อนจะตัดสินใจพูดความจริงที่ปลอดภัยที่สุด
“หม่อมฉันจำเื่ก่อนหน้านี้ไม่ได้เพคะ”ฮ่องเต้เงียบไปครู่หนึ่ง จากนั้นจึงหันไปสั่งขันที
“ตามหมอหลวงมาอีกครั้ง” “พ่ะย่ะค่ะ”ก่อนจะเดินออกไป พระองค์กลับหยุด
แล้วหันมามองนางอีกครั้ง สายตานั้นเหมือนกำลังพยายามค้นหาความจริงบางอย่าง
“กุ้ยเฟย”
“เพคะ?”
“เ้าเปลี่ยนไป”พูดจบ พระองค์ก็เดินจากไป หลินเยว่ได้แต่มองตาม“ผู้ชายอะไร...ทำหน้าตาเหมือนอ่านใจคนได้อย่างนั้น”
สาวใช้คนสนิทรีบกระซิบ“พระสนมเพคะ...”
“อะไร?
“ฝ่าาทรงเสด็จมาหาพระสนมด้วยพระองค์เองเช่นนี้ ถือว่าเป็เื่ใหญ่เลยนะเพคะ”
หลินเยว่ขมวดคิ้ว “ทำไม?” สาวใช้ลังเลก่อนตอบ“เพราะตลอดสองปีที่ผ่านมา...ฝ่าาแทบไม่เคยเสด็จมาตำหนักของพระสนม
เลยเพคะ” หลินเยว่เงียบ “สองปี?” “เพคะ”“แล้วกุ้ยเฟยคนเดิมเป็อย่างไร?”
สาวใช้ก้มหน้า“พระสนมทรงรักฝ่าามากเพคะ” หลินเยว่ถอนหายใจ“แต่เขาไม่รักนางสินะ”
สาวใช้ไม่ตอบ แต่ความเงียบคือคำตอบ หลินเยว่หันกลับไปมองตัวเองในกระจก
“ถ้าอย่างนั้น...”นางยิ้มบาง ๆ“ต่อจากนี้ ข้าจะไม่วิ่งตามเขาแล้ว”
คืนนั้น ณ ห้องทรงพระอักษร ฮ่องเต้นั่งอยู่หลังโต๊ะทรงงาน แต่กลับไม่สามารถจดจ่อกับฎีกาตรงหน้าได้
ภาพของกุ้ยเฟยยังคงวนเวียนอยู่ในหัว โดยเฉพาะแววตาที่นางมองเขา มันไม่เหมือนเดิม
ไม่มีความน้อยใจ ไม่มีการออดอ้อน ไม่มีความพยายามเรียกร้องความสนใจ
มีเพียงความสงบนิ่ง ขันทีคนสนิทเหลือบมองพระพักตร์ของฮ่องเต้
.“ฝ่าา...”
“อะไร?”
“จะให้กระหม่อมเตรียมฎีกาต่อหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ?”ฮ่องเต้วางพู่กันลง “ไม่ต้อง”
“เช่นนั้นจะเสด็จไปตำหนักใดหรือพ่ะย่ะค่ะ?”
ฮ่องเต้เงียบ ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ“เรา...จะไปเดินเล่น” ขันทีชะงัก“เดินเล่นหรือพ่ะย่ะค่ะ?”
“มีปัญหา?” “ไม่มีพ่ะย่ะค่ะ” ฮ่องเต้ลุกขึ้น
แต่เมื่อเดินออกจากห้องทรงพระอักษร ขันทีคนสนิทกลับพบว่าพระองค์กำลังเดินไปทางตำหนักเฟิ่งหวง
เขาแอบยิ้ม ดูเหมือนว่า... หัวใจของฮ่องเต้กำลังเริ่มเปลี่ยนไปเสียแล้ว