The Dark World มหาสงครามออนไลน์กู้ปฐพี

    LV 98 มอนสเตอร์โบราณ


    เครดิตภาพจาก  https://wallpapercave.com

          เช้าวันที่สามของการเดินทาง บรรยากาศยังเต็มไปด้วยความสดใสเฉกเช่นทุกวันคล้ายว่าพวกเขาตั้งแคมป์อยู่กลางพื้นที่โล่งอันมีอากาศถ่ายเทสะดวก แต่แท้จริงแล้ว สถานที่ๆพำนักก็คือ.....กลางดงดิบที่รายล้อมไปด้วยไม้ใหญ่

                 


           เหล่าหนุ่มสาวช่วยกันเก็บกวาดแคมป์ไฟ แน่นอนว่าเจ้าลิงหัวเขียวคิดจะเบี้ยวอยู่เนืองๆแต่พอได้สบตากับเหมยลี่ เขาก็จำใจต้องช่วยงานต่อไป เมื่อถึงเวลา8 นาฬิกา ทั้งสามก็ได้ฤกษ์ออกเดินทาง

                 


           ในการเดินทางครั้งนี้ โจจี้ค่อนข้างระวังตัว สังเกตได้จากท่าทีที่เงียบขรึมและดวงตาที่กวาดไปทุกทิศทุกทาง อากัปกิริยาเช่นนี้ ทำให้เหมยลี่เดินไปปิดท้ายและเริ่มระวังตัวดุจเดียวกัน ถ้าจะมีแกะดำซักตัวก็คงเป็นมาวิน เพราะเจ้าลิงน้อยเอาแต่หาวหวอดๆไปตลอดทางดูท่าทางจะไม่สำเหนียกอะไรเลยซักนิด

                 


           เมื่อถึงเวลาเที่ยงตรง ทั้งสามก็เดินทางมาถึงเชิงเขาสูง โจจี้สั่งให้หยุดพักชั่วคราว นับว่าเป็นการพูดครั้งแรกของวัน 


    “ เอาล่ะ หยุดพักกันก่อน  เหมยลี่ เธอช่วยก่อกองไฟที เดี๋ยวชั้นจะออกไปสำรวจแถวนี้หน่อย ” โจจี้พูดจบ เขาก็หายลับไปในหมู่ไม้

               


           หลังจากโจจี้ไปแล้ว เหมยลี่ก็เอ่ยขึ้นมาเรียบๆด้วยเสียงที่หนักแน่นอันเป็นการบังคับอยู่กลายๆ 


    “ เจ้าลิงหัวเขียวก่อกองไฟเดี๋ยวนี้ ถ้าชั้นกลับมา แล้วยังไม่เรียบร้อย นายเจอดีแน่ ” 


    “ เอ๊ะ เดี๋ยว แล้วเธอจะไปไหนอีกคนล่ะเนี่ย ” มาวินอุทานดังด้วยความตกใจ 

                 


           แน่นอนว่าเหมยลี่ไม่ได้หันกลับมาตอบ เธอเดินไปทางเดียวกับโจจี้โดยทิ้งให้มาวินเฝ้าที่พักตามลำพัง พอทุกคนหายไป เด็กหนุ่มก็ได้แต่ทำตาปริบๆ พร้อมรำพันกับตัวเอง


    “ นี่เล่นหายไปกันหมดแล้วชั้นจะไปเกี่ยงงานกับใครเล่า เฮ้อ......วัยรุ่นเซ็งเลย ”  

                 


            หลังจากบ่นเสร็จ เจ้าลิงหัวเขียวประจำคณะก็ลุกขึ้นยืนช้าๆอย่างเกียจคร้านแล้วเดินไปหากิ่งไม้แห้งมาก่อไฟ

                


           โจจี้เดินไปรอบๆที่พักอย่างระมัดระวัง ทุกย่างก้าวล้วนผ่านการสอดส่องจากสองตาคมกริบปลายจมูกเชิดสูง เพื่อดมกลิ่นที่ลอยอยู่กลางอากาศ หูเปิดรับอย่างเต็มที่จนได้ยินแม้กระทั่งเสียงหนอนคลาน ทันใดนั้นเอง ฮันเตอร์หนุ่มก็หันหลังกลับอย่างรวดเร็ว พร้อมชักดาบคาตานะออกมาเพื่อเตรียมรับสถานการณ์ 


    “ ซวบ...... ” 

               


           เสียงพุ่มไม้ไหวดังขึ้นที่ด้านหลัง นับว่าโจจี้มีประสาทหูที่ว่องไวสมกับเป็นฮันเตอร์โดยแท้ เขารู้ทันทีว่ามีใครบางคนกำลังฝ่าพุ่มไม้เข้ามา เมื่อพบกับบุคคลที่ก่อให้เกิดเสียงก็รู้ว่านั่นคือ…..เหมยลี่ นักล่าเงินรางวัลจึงถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก พร้อมเสียบดาบเข้าฝัก 


    “ เฮ้อ...... นึกว่าตัวอะไร ที่แท้เหมยลี่นี่เอง ” 

               


            เหมยลี่ยังไม่พูดอะไร แต่ดวงตาที่จับจ้องมายังโจจี้นั้นเต็มไปด้วยคำถามร้อนถึงฮันเตอร์หนุ่มที่ต้องเป็นฝ่ายเฉลย


    “ ไม่มีอะไรหรอก ชั้นแค่อยากสำรวจพื้นที่โดยรอบ เพื่อให้ชัวร์ว่าไม่มีอะไรย่างกรายเข้ามา ” 


    “ แล้วเจออันตรายมั้ย ” เด็กสาวถามกลับ ดวงตาคมเข้มยังจับจ้องมาที่โจจี้ไม่วางวาย


    “ อืม......ยังไม่เจออะไร แต่ก็ควรระวังตัวให้ดี เพราะตอนนี้พวกเรากำลังยืนอยู่กลางป่าดงดิบ ” โจจี้มองไปรอบๆ 


    “ หรืออีกนัยหนึ่ง นายเริ่มระแคะระคายแล้วว่า.....กำลังมีอันตรายรายล้อมรอบเรา ” เหมยลี่ล้วงลึกในสิ่งที่คิด เมื่อโจจี้ได้ฟัง ใบหน้าเรียวก็กระตุกเล็กน้อยก่อนจะตอบกลับมาด้วยท่าทางที่เคร่งขรึม


    “ อืม..... ก็กะไว้แล้วว่าน่าจะหลอกเธอไม่ได้ นี่รู้มานานแล้ว ใช่มั้ย ”  


    “ ใช่ ตกลงนายเห็นร่องรอยของอะไรและเห็นเมื่อไหร่ ” เหมยลี่ถามไถ่ สีหน้าเคร่งเครียดไม่แพ้กัน 


    “ ช่วงกลางวันของเมื่อวาน ชั้นเห็นรอยลากของอะไรซักอย่างที่หนักและใหญ่ตรงด้านหลังแคมป์” โจจี้ตอบเบาๆ ดวงตาคมยังไม่เลิกมองพื้นที่โดยรอบ


    “ อืม......งั้นก็น่าจะเป็นรอยเดียวกับที่ชั้นเห็น เพราะเท่าที่นายเล่ามา มันดูใกล้เคียงกันมาก ” เหมยลี่กล่าวอย่างระมัดระวัง สีหน้าครุ่นคิด 


    “ เอ๊ะ เธอก็เห็นร่องรอยของมันด้วยเหรอ เจอเมื่อไหร่ล่ะ ” โจจี้เลิกคิ้วสูง เขาเชื่อโดยสนิทใจว่าตาไม่ฝาดแน่ๆเพราะมีเพื่อนร่วมทางพบเห็นเป็นพยานอีกคน 


    “ ประมาณตอนเย็นของเมื่อวาน ปรากฏข้างถ้ำเล็กๆที่เราพัก หวังว่ามันคงไม่ใช่…… ” เหมยลี่ตอบกลับ สีหน้าแสดงออกถึงความตึงเครียดบ่งบอกว่าสิ่งที่เธอสงสัยเป็นบางอย่างที่น่าสะพรึงกลัว 


    “ รอยลากในลักษณะนี้หรือว่ามันคือ….โอโบอา ” โจจี้ยืนยันน้ำเสียงไม่ค่อยสู้ดี 

                


           สิ้นคำของโจจี้ ทั้งสองก็เงียบไปหลายอึดใจ ราวกับว่าตัวประหลาดที่มีนามว่า….โอโบอา จะมีพิษสงมากพอที่ทำให้ยอดฝีมืออย่างพวกเขานึกหวั่นเกรง แต่ไม่นาน เด็กสาวร่างสูงก็กล่าวในเชิงบวก 


    “ แต่ร่องรอยที่เจอล่าสุดก็คือเมื่อวาน ป่านนี้มันคงไปไหนต่อไหนแล้ว ”  


    “ เหอๆ ก็อยากให้เป็นแบบนั้นเหมือนกัน ” โจจี้หัวเราะแปร่งๆ

               


           สองหนุ่มสาวสบตากัน ไม่นาน โจจี้ก็เดินนำไปยังสถานที่แห่งหนึ่ง ส่วนเหมยลี่ก็เดินตามไป โดยไม่ไถ่ถามเช่นกัน 

             


           ทั้งคู่เดินตามกันได้ครู่หนึ่ง ก็มาถึงพงหญ้าหนาที่สูงท่วมหัว โจจี้จัดการแหวกวัชพืชไร้ค่าออก แล้วหันมาขยิบตาเป็นสัญญาณให้เหมยลี่เข้ามาดู 


    “ อืม..... ” เหมยลี่พยักหน้ารับคำ พร้อมก้าวเข้ามาดูตามคำเชิญ ทันใดนั้นเอง เด็กสาวร่างสูงก็พบกับบางอย่างที่ทำให้ตื่นตระหนก

               


            สิ่งนั้นก็คือ……รอยลากของอะไรซักอย่างที่ใหญ่ขนาดท่อนซุงเรียงกัน4 ท่อน คาดว่าน้ำหนักของมันน่าจะไม่ต่ำกว่า 1 ตัน เพราะกดทับหญ้าคาที่สูงท่วมหัวให้ลู่ลงต่ำจนเห็นพื้นดิน รอยนั้นลากเป็นทางยาวและหายลับไปในคาคบไม้  


    “ บ้าน่า ” เหมยลี่พึมพำเบาๆ 


    “ ใช่แล้ว ร่องรอยยังสดใหม่ คาดว่าไม่เกิน 2 ชั่วโมง เมื่อพิจารณาโดยละเอียด พบว่ามันคือมอนสเตอร์โบราณที่มีชื่อว่า….โอโบอาและเจ้านั้นไม่ได้หายไป แต่ยังวนเวียนอยู่ใกล้กลุ่มของพวกเรา ” โจจี้ย้ำ 


    “ แต่ชั้นได้ข่าวว่าโอโบอาสูญพันธุ์ไปแล้วนี่และจะเป็นมันไปได้ยังไง ” เหมยลี่แย้ง ทว่าโจจี้ไม่ตอบคำใด เขาล้วงเข้าไปในอกเสื้อ เพื่อเอาบางสิ่งออกมา เมื่อเด็กสาวได้เห็น ใบหน้าก็ถึงกับถอดสี เพราะมันคือเกล็ดงูขนาดใหญ่เท่าฝ่ามือที่สลักตรงกลางเป็นรูปสายฟ้า


    “ ชั้นเก็บเกล็ดนี้ได้ที่พุ่มไม้ใกล้รอยลาก แบบนี้ พอจะยืนยันได้แล้วใช่มั้ยว่าเป็นมัน ” โจจี้เอ่ยถาม 


    “ อืม..... ทั้งร่องรอยและรูปลักษณ์ของเกล็ดงูบ่งชี้ว่าเป็นโอโบอาอย่างแน่นอน แต่ทำไมมันถึงมาวนเวียนอยู่แถวนี้ล่ะ ” เหมยลี่ครุ่นคิด 


    “ น่าจะเป็นไปได้ทางเดียว นั่นก็คือ…….มันคิดจะกินพวกเราเป็นอาหาร ” โจจี้เฉลย พร้อมกัดฟันกรอดใหญ่ มือขวาขยับมากุมด้ามดาบ


    “ งั้นก็…..เอ๊ะ แย่แล้ว ” เหมยลี่ร้องลั่นด้วยเธอฉุกคิดบางอย่างขึ้นมาได้ 


    “ อะไร ” โจจี้ร้องถามด้วยความตกใจ 


    “ เราปล่อยให้เจ้าลิงหัวเขียวอยู่คนเดียว ” เหมยลี่กล่าวถึงสิ่งที่กังวล

             


            สิ้นคำของเด็กสาวร่างสูง
     ก็ปรากฏเสียงร้องด้วยความตื่นตระหนกทั้งสองรู้เลยว่ากระแสนั้นเป็นของมาวิน


    “ จ้าก...... ช่วยด้วย งู.......” 

               


            สองหนุ่มสาวพร้อมใจกันวิ่งกลับมายังที่พัก ในใจรู้สึกร้อนรน ทั้งคู่ใช้เวลาไม่นานก็มาถึงจุดเกิดเหตุ ทำให้พบกับ...... 



    สามารถติดตามงานเขียน  ณ.ปัจจุบันและในอนาคตของผมได้ที่เพจ Jalando นักเขียนดาร์คไซด์ได้ที่ลิงค์ด้านล่างครับ

    https://www.facebook.com/Jalando.darksidewriter