ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 6 บทที่ 157 บัญชีเลือด


              น้ำเสียงของกู้จวิ้นเฉินราบเรียบ ฟังไม่ออกถึงคลื่นอารมณ์ใดๆ ทั้งสิ้น ที่จริงตั้งแต่กู้จวิ้นเฉินมาถึงค่ายทหารซีเป่ยจนถึงเดี๋ยวนี้ น้ำเสียงของเขาล้วนเย็นชาสงบนิ่งมาโดยตลอด มีเพียงครั้งเดียว คือเมื่อครั้งทราบข่าวการหายตัวไปของแม่ทัพน้อยอวี๋ จึงปรากฏสีหน้าและอารมณ์ออกมาเล็กน้อย

              เขาในวัยนี้ มีความเยือกเย็นถึงเพียงนี้ นับว่าหาได้ยาก

              รองแม่ทัพทั้งห้าต่างนิ่งเงียบ แม้จะกล่าวว่ามือสังหารลอบสังหารฉีอ๋องเป็นเรื่องส่วนตัว แต่เรื่องนี้เกิดขึ้นในค่ายทหาร ทว่ายามนี้ฉีอ๋องเป็นผู้ดูแลค่ายทหารซีเป่ย และจากการได้อยู่ร่วมกันมาในระยะเวลาสี่เดือนที่ผ่านมานี้ พวกเขาย่อมเข้าใจในตัวของเด็กหนุ่มผู้นี้อยู่บ้าง ในยามปกติไม่ค่อยพูดจา สีหน้าและอารมณ์ก็น้อยนักที่จะปรากฏให้เห็น เขามักจะมีสีหน้าเย็นชาอยู่เสมอ บุคลิกสูงศักดิ์ด้วยชาติกำเนิดอันสูงส่งของเขา ช่างชัดเจนในสายตาของพวกเขายิ่งนัก

              “ท่านอ๋อง...ท่านไม่เชื่อใจในตัวพวกเราใช่หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ?” รองแม่ทัพไต้เอ่ยขึ้นอย่างกะทันหัน “แม่ทัพน้อยอวี๋มักจะพูดอยู่เสมอว่าค่ายทหารเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันพ่ะย่ะค่ะ หากไม่สามารถเชื่อใจซึ่งกันและกันได้...”

              “หากไม่สามารถเชื่อใจซึ่งกันและกันได้ เช่นนั้นควรทำเช่นใด?” กู้จวิ้นเฉินย้อนถาม

              “หากไม่สามารถเชื่อใจซึ่งกันและกันได้ เช่นนั้นจะไม่เป็นผลดีต่อค่ายทหารซีเป่ย หากแคว้นฝูชิวเข้าโจมตี ศัตรูอยู่เบื้องหน้า เช่นนี้มีแต่ทำร้ายค่ายทหารซีเป่ย” รองแม่ทัพไต้กล่าว

              “ความหมายของเจ้าฟังแล้วก็คือ แม่ทัพน้อยอวี๋เชื่อใจพวกเจ้าอย่างยิ่ง” กู้จวิ้นถามกลับ

              “แน่นอนพ่ะย่ะค่ะ พวกเราทุกคนในนี้ แม่ทัพน้อยอวี๋ล้วนไว้วางใจอย่างยิ่ง” รองแม่ทัพไต้ไม่ลืมที่จะเอ่ยว่าทุกคน

              จริงหรือ? “เช่นนี้ พวกเจ้าคิดว่าก่อนที่แม่ทัพน้อยอวี๋จะหายตัวไป เหตุไฉนจึงไม่ได้บอกเรื่องนี้กับพวกเจ้า?”

              “หรือว่า...” รองแม่ทัพเฉียนคิดไตร่ตรอง “จะมีไส้ศึกจริงๆ พ่ะย่ะค่ะ”

              ไส้ศึก ตัวอักษรสองตัวนี้เป็นราวกับเป็นลูกระเบิด ที่จริงทุกคนมีความคิดเช่นนี้นานแล้ว แต่ไม่มีผู้ใดกล้าเอ่ยขึ้นมา การที่แม่ทัพน้อยอวี๋หายตัวไปทำให้มีคนเกิดความสงสัยเช่นนี้ ครั้งนี้เมื่อมีมือสังหารบุกค่ายทหารลอบสังหารฉีอ๋องอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว จึงจะเป็นชนวนที่แท้จริง หากไม่มีไส้ศึกคอยช่วยเหลือ จะสามารถลอบเข้าไปถึงกระโจมของฉีอ๋องโดยไม่กระโตกกระตากให้ทหารค่ายซีเป่ยรู้ตัวได้อย่างไร?

              “ท่านอ๋อง ท่านคิดว่าไส้ศึกคือผู้ใด” รองแม่ทัพเฉียนถาม “หากให้ตาแก่อย่างข้ารู้ว่าเป็นใคร ข้าต้องตีให้แขนขาหัก มารดามันเถอะ ครั้งนี้ทำให้ตาแก่เช่นข้าได้รับบาดเจ็บ”

              พูดขึ้นมาแล้ว รองแม่ทัพเคอและรองแม่ทัพเฉียนที่รออยู่ที่ค่ายทหาร สุดท้ายรองแม่ทัพเฉียนได้รับบาดเจ็บ เรื่องนี้สำหรับรองแม่ทัพเฉียนแล้วนั้น เป็นเรื่องที่น่าโมโหยิ่งนัก

              “ไส้ศึกเป็นผู้ใดเปิ่นหวางมิอาจรู้ เปิ่นหวางอาจจะรู้แต่ไม่บอกพวกท่าน พวกท่านสามารถคาดเดาได้ ว่าในระหว่างหลายวันนี้มือสังหารผู้นั้นรับสารภาพผิดแล้วหรือไม่” กู้จวิ้นเฉินกำลังใช้ยุทธวิธีทางจิตวิทยา หากรับสารภาพแล้วไส้ศึกจะเป็นเช่นใด? หากไม่ยอมรับสารภาพผิดเล่า? ต้องดูว่าไส้ศึกคิดอย่างไร

              “ตาแก่เช่นข้าทำแต่เรื่องตรงไปตรงมาย่อมไม่กลัวสิ่งใด” รองแม่ทัพเฉียนกล่าวขึ้นก่อน

              “มิน่าเล่าพวกเราสู้รบกับแคว้นฝูชิวด้วยความยากลำบาก แต่ไม่ได้อะไรกลับมา คิดดูแล้วก็เป็นเพราะมีไส้ศึก” รองแม่ทัพไต้กล่าว

              “ใช่แล้ว ทันทีที่พบตัวไส้ศึก พวกเราจะได้โล่งอกเสียที” รองแม่ทัพเคอกล่าวเสริม

              รองแม่ทัพจางมองไปทางรองแม่ทัพเซี่ย “รองแม่ทัพเซี่ย ท่านเป็นอะไรไป? ระยะนี้ท่านไม่ค่อยพูดจา”

              ด้วยคำถามของรองแม่ทัพเคอ สายตาของทุกคนล้วนมองไปที่รองแม่ทัพเซี่ย รองแม่ทัพเซี่ยเลิกคิ้ว “ต้องพูดอันใดเล่า?” เขาถามกลับ “หน้าที่ของข้าคือปฏิบัติตามคำสั่ง ไม่ใช่ถามว่าด้วยเหตุใด?”

              รองแม่ทัพเซี่ยผู้นี้มีนิสัยไม่เหมือนผู้อื่น

              หลังจากที่ทุกคนแยกย้าย หลี่จงหมิงเดินตามกู้จวิ้นเฉิน “ท่านอ๋อง”

              “อืม เริ่มตั้งแต่วันนี้ ท่านทำหน้าที่ของจวิ้นอีชั่วคราว” กู้จวิ้นเฉินกล่าว

              “พ่ะย่ะค่ะ”

              กู้จวิ้นเฉินหันไปมองอ๋าวเหลียว อ๋าวเหลียวเป็นคนน่าเบื่อคนหนึ่ง พูดน้อย ดูเหมือนตั้งแต่เขาเดินทางมาถึงค่ายทหารซีเป่ย กู้จวิ้นเฉินได้ยินเขาพูดจาไม่เกินห้าครั้ง “ทัพหน้าอ๋าวมีความเห็นเช่นไร?”

              อ๋าวเหลียวแปลกใจเล็กน้อย คิดไม่ถึงว่ากู้จวิ้นเฉินจะถามเขา เขาไตร่ตรอง “พวกเราไม่ไปตามหาแม่ทัพน้อยอวี๋หรือพ่ะย่ะค่ะ” หากเป็นผู้อื่น อ๋าวเหลียวคงสงสัยว่าอีกฝ่ายต้องการมาแทนที่แม่ทัพน้อยอวี๋ ดังนั้นจึงไม่ออกไปตามหาแม่ทัพน้อยอวี๋ แต่ฉีอ๋องกับแม่ทัพน้อยอวี๋นั้นมีศักดิ์เป็นลูกพี่ลูกน้องข้างฝ่ายมารดา และเป็นครอบครัวเดียวกัน ดังนั้นอ๋าวเหลียวจึงเลือกที่จะถามความในใจของตนออกมา

              “ตามความเห็นของท่าน ควรตามหาอย่างไร?” กู้จวิ้นเฉินถาม “แม่ทัพน้อยอวี๋ได้รับรายงานจากสายลับในแคว้นฝูชิว จากนั้นจึงนำกำลังพลห้าร้อยนายไปหุบเขาลั่วเหอ แต่กลับไร้ซึ่งข่าวคราว คนของพวกเราตามหาอยู่ในละแวกหุบเขาลั่วเหอเป็นเวลาหนึ่งเดือน ล้วนไม่พบเบาะแสใดๆ ดังนั้นจึงสันนิษฐานเบื้องต้นว่า แม่ทัพน้อยอวี๋ไม่ได้ผ่านไปที่หุบเขาลั่วเหอ เช่นนั้นท่านมีความคิดเห็นเช่นใด?”

              อ๋าวเหลียวกล่าว “ไม่ว่าแม่ทัพน้อยวี๋จะได้ผ่านไปทางหุบเขาลั่วเหอหรือไม่ ระยะทางที่เขาออกเดินทางจากค่ายทหารไปถึงจนถึงหุบเขาลั่วเหอ ขอเพียงแค่เดินทางผ่านย่อมต้องทิ้งร่องรอยเบาะแสเอาไว้ และในระยะทางนั้น เขาย่อมต้องเดินทางผ่านเป็นแน่พ่ะย่ะค่ะ”

              “สิ่งที่ท่านพูดมานั้น พวกเราย่อมคิดได้เช่นกัน” หลี่จงหมิงกล่าว “ตั้งแต่พวกเรามาถึงที่นี่ ข้าได้พาคนไปตามหาในเส้นทางนั้นด้วยตนเองแล้ว”

              อ๋าวเหลียวและหลี่จงหมิงถือได้ว่าเป็นคนคุ้นเคยกันอยู่ หลี่จงหมิงและแม่ทัพน้อยอวี๋มีความสัมพันธ์กันไม่เลวนัก ที่นี่ล้วนเป็นคนกันเองทั้งสิ้น เรื่องบางเรื่องจึงไม่ควรปิดบัง “ปัญหาในเวลานี้ก็คือ ข้อแรก แม่ทัพน้อยอวี๋บอกว่าเขาได้รับรายงานจากสายลับ แต่พวกเรากลับไม่รู้ว่าผู้ใดเป็นสายลับ? หรืออาจจะเป็นเพราะสายลับผู้นี้ไม่มีตัวตนจริงๆ ก็ไม่อาจรู้ได้ ข้อสอง เรื่องของโค่วฉีท่านก็รู้ โค่วฉีเพิ่งจะร้องเรียนแม่ทัพน้อยอวี๋ คล้อยหลังแม่ทัพน้อยอวี๋หายตัวไป หากไม่ใช่ฉีอ๋องเดินทางมาตรวจสอบเรื่องนี้ด้วยตนเอง ย่อมทำให้ผู้คนคิดว่าแม่ทัพน้อยอวี๋หลบหนีความผิด ข้อสาม ไส้ศึก หากเรื่องที่แม่ทัพน้อยอวี๋หายตัวไปมีปัญหาจริงๆ เช่นนั้นไส้ศึกย่อมรู้เบาะแส” หลี่จงหมิงกล่าว

              กู้จวิ้นเฉินมองหลี่จงหมิงอย่างตกตะลึง หาได้ยากที่หลี่จงหมิงสามารถคิดเรื่องเหล่านี้ได้

              “ดังนั้นฉีอ๋องจึงสลับสับเปลี่ยน พาตัวมือสังหารออกมาเพื่อเป็นการบีบไส้ศึกหรือ?” อ๋าวเหลียวพลันกระจ่างแจ้ง

              “มิใช่ทั้งหมด” กู้จวิ้นเฉินพลันเอ่ยปากขึ้น

              “ความหมายของท่านอ๋องก็คือ?” อ๋าวเหลียวสงสัย    

              ต่อให้เป็นหลี่จงหมิงก็ขบคิดไม่แตก

              “หากการแอบโจมตีของแคว้นฝูชิวและอาวุธลับของคนปิดหน้านั้นปรากฏตัวเพื่อสายลับผู้นั้น เช่นนั้นจะเป็นการกระทำที่เอิกเกริกเกินไปหรือไม่? สิ่งที่พวกเขาทุ่มเทเสียสละมากเกินไปแล้วหรือไม่?” กู้จวิ้นเฉินถาม “ลองคิดดู มือสังหารมาลอบสังหารข้าเป็นไปได้สองกรณี กรณีแรกคือเขาทำสำเร็จข้าตายแล้ว อีกกรณีหนึ่งคือเขาล้มเหลวข้ายังมีชีวิตอยู่ แต่ไม่ว่าจะเป็นกรณีใด จุดจบของเขาได้กำหนดเอาไว้แน่นอนแล้ว หนีรอดไปได้คือมีชีวิต หนีออกไปไม่ได้ก็คือตาย”

              “ข้ากระจ่างแจ้งแล้วพ่ะย่ะค่ะ” อ๋าวเหลียวเอ่ยปาก “นั่นก็คือเขานั้นได้เตรียมตัวที่จะมาตายอยู่แล้ว ในเมื่อเตรียมตัวอย่างดีเพื่อจะมาตาย เช่นนั้นต่อให้เขาถูกจับ จุดจบก็คือตาย”

              “ถูกต้อง สำหรับหมากที่ไม่ต้องการแล้ว พวกเจ้าลองวิเคราะห์ดู ยังมีความจำเป็นที่แคว้นฝูชิวจะต้องซุ่มโจมตีอีกหรือไม่? ยังมีคนปิดหน้าพร้อมกับอาวุธลับที่มาช่วยเหลืออีก จำเป็นหรือไม่?” กู้จวิ้นเฉินกล่าว

              “เช่นนั้นหากตามความเห็นของท่านอ๋องแล้ว จุดประสงค์ของแคว้นฝูชิวไม่ใช่มือสังหาร จุดประสงค์ของคนปิดหน้าเจ้าของอาวุธลับก็ไม่ใช่มือสังหารเช่นกัน พวกเราไม่เอ่ยถึงแคว้นฝูชิวก่อน หากจุดประสงคนปิดหน้าเจ้าของอาวุธลับไม่ใช่มือสังหาร เช่นนั้นจะเป็นผู้ใด?” อ๋าวเหลียวหัวใจพลันหดรัด คิดถึงความเป็นไปได้อย่างหนึ่งได้อย่างฉับพลัน “พวกเขาพุ่งเป้ามาที่ท่านอ๋องเช่นกันหรือ?”

              “ผู้ใดจะรู้ได้เล่า?” กู้จวิ้นเฉินไม่ปรารถนาจะคาดเดา แต่หากเป็นเช่นนี้ มือสังหารทั้งสองครั้งล้วนพุ่งเป้ามาที่ตน และไม่ใช่พวกเดียวกัน จุดประสงค์คืออะไร? และเป็นการส่งคนมาในเวลานี้...กู้จวิ้นเฉินพลันนึกถึงความเป็นไปได้อย่างหนึ่ง หรือว่า...เป็นการมาเพื่อเตือนตนเอง?

              ผู้บงการตามคำสารภาพของมือสังหารคือองค์ชายใหญ่และเสนาบดีฉิน หรือพวกเขาทั้งสองคนจะมาเตือนตน? ไม่ใช่แทบอยากจะให้เขาตายๆ ไปหรอกหรือ?     

              กู้จวิ้นเฉินรู้สึกว่าน่าสนใจขึ้นเรื่อยๆ แล้ว

             เพียงแต่ ระหว่างคนปิดหน้าเจ้าของอาวุธลับและแคว้นฝูชิวมีความเกี่ยวข้องกันแน่แล้ว ด้วยความบังเอิญจากคนทั้งสองกลุ่มนี้ เมื่อเป็นเช่นนี้...การหายตัวไปของพี่ชายยิ่งมีปัญหาแล้ว

              กลางดึก

              ซีเป่ยในยามค่ำคืนเงียบสงบเป็นพิเศษ แต่ค่ำคืนนี้สำหรับคนมากมายในค่ายทหารซีเป่ยแล้วนั้นกลับไม่เงียบสงบ ไส้ศึกคือใคร? ปัญหานี้ทำให้พวกเขาเริ่มระแวงสงสัยซึ่งกันและกัน พี่น้องที่เคยจริงใจซื่อตรงต่อกัน ในวันนี้อาจจะเป็นไส้ศึก ความเป็นไปได้นี้ทำให้ทุกคนต่างเป็นทุกข์

              และกู้จวิ้นเฉินที่อยู่ในจวนแม่ทัพ พูดได้ว่าเป็นหนึ่งในคนที่สงบนิ่งที่สุดในจำนวนคนทั้งหมด เขาไม่ได้รอว่าไส้ศึกจะไปรายงานผู้อยู่เบื้องหลังเพื่อไปช่วยมือสังหารหรือไม่ แต่เขากำลังรอว่าเมื่อมือสังหารไปถึงเมืองหลวง เมื่อคำสารภาพของมือสังหารไปถึงเบื้องพระพักตร์เสด็จอา องค์ชายใหญ่และเสนาบดีฉินจะอธิบายอย่างไร?

              ครั้งนั้น เมื่อเมิ่งเต๋อหลางกล่าว่าตนจะมีชีวิตอยู่ได้ไม่เกินยี่สิบปี คนทั้งหมดต่างไม่ได้แสดงออกอันใด ทว่าในใจล้วนยินดีปรีดายิ่ง เวลานี้เขายอมรับด้วยตนเองว่าพิษนั้นได้ถูกถอนไปแล้ว พวกเขาต่างนั่งไม่ติด

              ดูเหมือนเป็นน้ำที่สงบนิ่ง ความจริงเป็นตนเองที่ไปกวนให้ขุ่น

              และสิ่งที่กู้จวิ้นเฉินอยากรู้ก็คือ ผู้ที่วางยาพิษตนรวมไปถึงทรยศเสด็จพ่อและเสด็จอาของเขาเมื่อหกปีก่อน แท้จริงแล้วเป็นผู้ใด แผนการในครั้งนั้นของเสด็จพ่อไร้ที่ติ หากไม่มีคนทรยศหักหลัง สกุลถังทั้งครอบครัวคงไม่ต้องมาตายหมดทั้งบ้านเพื่อปกป้องคุ้มครองเสด็จอา

              ต้าหลี่ซื่อชิงถูกเล่นงานในงานเลี้ยงวันเกิดของเสด็จอา ด้วยลั่วเอ๋อร์ที่เข้ามาช่วยคลี่คลายสถานการณ์ ต่อมาถูกลอบสังหาร ด้วยคนของกองทหารม้าห้าเมืองหนานเฉิงลาดตระเวนผ่านมาพบจึงได้รับการช่วยเหลือ นี่เป็นเพราะต้าหลี่ซื่อชิงได้พบเบาะแสเล็กน้อยของเรื่องเมื่อหกปีก่อน เช่นนั้นเบาะแสที่ได้มาชี้ไปที่ผู้ใดกันแน่?

              ทว่ามีเพียงเสด็จอาเท่านั้นที่รู้

              ในสารที่พ่อบ้านกู่เขียนถึงเขานั้น ผู้บังคับบัญชากองทหารม้าห้าเมืองหนานเฉิงคือ ฉินเฟิง เขาเป็นคนของเสนาบดีฉิน เป็นเรื่องบังเอิญหรือไม่? กู้จวิ้นเฉินไม่อาจล่วงรู้ได้

              แต่เสนาบดีฉินสามารถตัดออกไปได้ ด้วยเมื่อครั้งนั้นฉินกุ้ยเฟิยเป็นชายารองของฉีอ๋อง เสนาบดีฉินยังรั้งตำแหน่งรองเจ้ากรมฝ่ายการทหาร[1]อยู่ เขาและเสด็จพ่อ เสด็จอา ยังถือว่าเป็นฝ่ายเดียวกัน

              กู้จวิ้นเฉินนวดคลึงขมับของตน

              “ท่านอ๋อง” เมิ่งเต๋อหลางจุดกำยานให้กู้จวิ้นเฉิน “ท่านอ๋องควรจะพักผ่อนได้แล้ว ท่านอ๋องอายุยังน้อย คิดไตร่ตรองเรื่องราวมากเกินไป ทำให้เสียสุขภาพได้”

              “เสด็จพ่อของข้า เสด็จพี่ของข้า หลานชายของข้าล้วนตายไปเมื่อหกปีก่อน เมิ่งเต๋อหลาง บัญชีเลือดนี้ข้าจะวางลงได้อย่างไร?” นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้พูดความรู้สึกของตนออกมาอย่างตรงไปตรงมาต่อหน้าเมิ่งเต๋อหลาง บัญชีเลือด ครั้งนั้นหลานๆ ของเขายังเล็กนัก “เสด็จพี่ใหญ่อายุมากกว่าข้ายี่สิบปี หลานของข้าอายุรุ่นราวคราวเดียวกับข้า ได้ยินว่าครั้งนั้นเมื่อพี่สะใภ้ใหญ่ตั้งครรภ์ บังเอิญที่เสด็จแม่ก็ตั้งครรภ์เช่นกัน เวลานั้นเสด็จพ่อและเสด็จพี่ใหญ่ต่างคิดว่าข้าและหลานชายช่างมีวาสนาต่อกันยิ่งนัก

              “ท่านอ๋อง...” เมิ่งเต๋อหลางทำทีจะพูดทว่ากลับหยุดไป



    [1] ปิงปู้ซื่อหลาง (兵部侍郎) คือ ตำแหน่งรองเจ้ากรมฝ่ายทหาร หรือก็คือรองเสนาบดีกรมกลาโหมนั่นเอง


    คล้ายกับเรื่องย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชนบทตัวน้อยๆ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชนบทตัวน้อยๆ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    862K 774
    บันทึกราชันย์เทพอสูร

    บันทึกราชันย์เทพอสูร

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.52M 508
    PAULSON พอลสัน : รักให้จำ (มี Ebook แล้วนะคะ)

    PAULSON พอลสัน : รักให้จำ (มี Ebook แล้วนะคะ)

    นิยาย รัก
    21K 111
    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    355K 668
    สาวแกลที่มาสารภาพรักกับคนมืดมนอย่างผมเพราะเกมลงโทษ ดูยังไงก็หลงผมหัวปักหัวปำเลยครับ

    สาวแกลที่มาสารภาพรักกับคนมืดมนอย่างผมเพราะเกมลงโทษ ดูยังไงก็หลงผมหัวปักหัวปำเลยครับ

    นิยาย รัก
    85K 245
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    ความโปรดปรานที่ไม่มีใครเทียบ นางสนมแพทย์คนสวยของขุนนางหลวง [แปลจบแล้ว]

    ความโปรดปรานที่ไม่มีใครเทียบ นางสนมแพทย์คนสวยของขุนนางหลวง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    169K 382
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    85K 247