ตอนที่ 120 ใกล้สอบ
*****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ*****
“ดีแล้ว คราวหลังถ้าเธอมีปัญหาอะไรก็มาหาฉันได้” คณบดีวิวเกอร์ฟอร์ดกล่าว
“ครับ”
“ส่วนเรื่องวิทยานิพนธ์เธอสามารถส่งมันได้ตามใจ ฉันไม่ว่าอะไรหรอกถ้านายจะทำผลงานแบบไหนออกมา ต่อให้มันจะไม่ใช่ผลงานที่เกี่ยวข้องกับสาขารูนศาสตร์ก็เถอะ”
เมอร์ลินที่ได้ฟังคำพูดนี้เขาก็ไม่ได้ไร้เดียงสาที่จะไม่รู้ถึงจุดประสงค์ของอีกฝ่าย
“ครับ ถ้าผมมีปัญหาเกี่ยวกับรูนศาสตร์ ผมจะติดต่อคุณอย่างแน่นอน” เมอร์ลินตอบกลับไปอย่างรู้ความ
ทั้งสองพูดคุยกันครู่หนึ่ง ก่อนเมอร์ลินจะออกมาจากห้อง
ในตอนที่เขาเดินผ่านห้องธุรการ เขาเหมือนสังเกตได้ถึงการเปลี่ยนแปลงที่เป็นมิตรขึ้น
เมื่อวันนี้เมอร์ลินต้องเข้ามาที่มหาลัยแล้ว เขาจึงใช้เวลาของเขาอยู่กับห้องสมุดเหมือนเดิม เพราะเนื้อหาวิชาที่เขาลงเรียนในเทอมนี้ไม่น่าสนใจเท่าไหร่และมันก็เป็นเนื้อหาที่เขามีความรู้มากกว่าที่บรรยาย เขาจึงเลือกที่จะอยู่ในห้องสมุดมากกว่า
“ไง ฉันได้ยินข่าวว่าคณบดีวิวเกอร์ฟอร์ดเรียกพบนายอย่างนั้นหรอ?” เคลบี้เอ่ยทักเมอร์ลินในห้องสมุด
เนื่องจากเมอร์ลินอ่านหนังสือเร็วมาก ความเร็วของเขาจึงทำให้ไม่ต้องนำหนังสือไปห้องหนังสือส่วนตัว
เมอร์ลินไม่ได้ปิดบังความสามารถของตนเอง แม้ภายนอกผู้คนจะคิดว่าเขานำหนังสือที่อยู่ในรูปแบบแผ่นตราผลึกมาดูเล่นก็ตาม
นั่นจึงทำให้เคลบี้หาตัวเขาได้ง่าย
“นายรู้ได้ยังไง?” เมอร์ลินเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เรียบเฉย
“ก็ฉันบังเอิญเดินผ่านชั้นธุรการแล้วได้ยินเรื่องนายนะสิ”
“อ้อ”
“เฮ้ นายจะบอกฉันได้ยัง”
“ก็ไม่มีอะไรหรอก เขาเรียกฉันไปถามเรื่องวิทยานิพนธ์ที่ตีพิมพ์กับนิตยสารเวมนตร์ออโรร่าเท่านั้น ดูเหมือนการที่มีชื่อของศาสตราจารย์บาร์เร็ตเป็นที่ปรึกษาในรายงานจะทำให้เขาไม่ชอบใจนัก ทั้งๆ ที่มันควรจะเป็นชื่อของศาสตราจารย์ที่อยู่สาขารูนศาสตร์” เมอร์ลินกล่าวตามความคิดของเขาออกมา แม้ว่าศาสตราจารย์วิวเกอร์ฟอร์ดจะไม่ได้เอ่ยออกมาแบบนี้ตรงๆ ก็ตาม
“อ่า ~~ ที่แท้ก็เป็นแบบนี้”
เคลบี้เองก็พอจะรู้เรื่องราวการเมืองของมหาวิทยาลัยอยู่บ้าง
ไม่เพียงมหาวิทยาลัยทุกแห่งกำลังแข็งขันกัน แต่ละคณะหรือสาขาก็ต้องแข่งขันกันเองด้วย
ว่ากันว่าการแข่งขันคือตัวเร่งในการพัฒนา
หากนักเวทยาศาสตร์ไม่ทำการแข่งขันกัน เวทยาศาสตร์ก็คงไม่พัฒนามาถึงขนาดนี้
มีนักเวทยาศาสตร์จำนวนไม่น้อยที่ศึกษาวิจัยในหัวข้อเดียวกัน พวกเขาแต่ละทีมต้องเร่งทำผลงานออกมา เพื่อประกาศชัยชนะของหัวข้อนี้ให้เป็นของตนเอง ส่วนผู้แพ้ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะล้มเลิกสิ่งที่ทำมาทั้งหมดตั้งแต่ต้น
แต่ก็ใช่ว่าสิ่งที่ทำการวิจัยเหล่านั้นจะไม่มีประโยชน์ เพราะบางการวิจัย ขั้นตอนวิจัยที่คาดไม่ถึงก็สามารถถือกำเนิดหัวข้อใหม่ๆ ขึ้นมาได้
เวทยาศาสตร์จึงเต็มไปด้วยความจินตนาการและความสร้างสรรค์ที่ไม่มีที่สิ้นสุด
“ไหนๆ นายก็มาแล้ว ฉันจะติวให้นายก็แล้วกัน” เมอร์ลินกล่าวออกมาพร้อมกับเดินนำเคลบี้ไป
“ได้ๆ” เคลบี้พูดด้วยน้ำเสียงที่หมดแรง
ตอนนี้ไม่ใช่เขาที่เป็นฝ่ายตื้อให้เมอร์ลินติวหนังสือ แต่เป็นเมอร์ลินที่กระตือรือร้นในการติวให้กับเขา
นั่นเพราะคำถามของเคลบี้มักจะเปิดความคิดใหม่ๆ ที่ไม่มีในหนังสือให้กับเมอร์ลินได้
เมอร์ลินจึงไม่แปลกใจเลยว่าทำไมออสตินจึงบอกว่าการสอนหนังสือ ไม่ใช่เรื่องน่าเบื่อสำหรับพวกนักวิชาการ
เหล่าบรรดาศาสตราจารย์หากไม่ติดอยู่กับการวิจัยของตนเอง พวกเขาคงจะไม่ส่งลูกศิษย์มาสอนแทน มันจึงไม่ใช่ทุกวิชาที่จะมีนักศึกษาปริญญาแพทตินั่มมาสอนแทน
แม้เมอร์ลินไม่เบื่อกับการอ่านหนังสือ แต่เขาก็มีเรื่องอยากอื่นที่ต้องการทำเช่นกัน การสอนหนังสือก็เป็นหนึ่งในสิ่งที่ทำให้เขาสนุกไปกับมัน
เคลบี้ในตอนนี้เหมือนเป็นหนูทดลองให้กับเมอร์ลิน แม้เมอร์ลินจะไม่เบื่อ แต่เขาเริ่มเบื่อแล้ว เดิมทีเขาก็ไม่ใช่หนอนหนังสือที่จะตั้งใจเรียนอยู่แล้ว
หากเลือกได้เขาอยากที่จะใช้เวทมนตร์มากกว่า ถ้าไม่ใช่เรื่องที่คะแนนของเขาตกต่ำเกินไป เขาคงจะไม่หาทางติวหนังสือแน่
แม้ตอนนี้จะเริ่มชอบการเรียนขึ้นมาบ้าง แต่เขาก็ไม่อยากเรียนตลอดไปอยู่ดี
‘ไอ้เจ้าสัตว์ประหลาดน้อยนี่โหดเหี้ยมนัก พวกอัจฉริยะมักจะทำอะไรสุดโต่งแบบนี้เลยหรอเนี้ย’ เคลบี้เริ่มปลงกับการเรียนของเมอร์ลิน
“อีกสองอาทิตย์ก็จะสอบวัดผลแล้ว ฉันว่าสำหรับนายคงไม่มีอะไรต้องห่วงแน่ๆ” เคลบี้กล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงที่เนือยๆ หลังจากจบการติว
เมอร์ลินยักไหล่
“นายกังวลขนาดนั้นเลยหรอ?”
“แน่ล่ะสิ ถ้าฉันสอบไม่ผ่านอีก ฉันคงเรียนไม่จบภายในสี่ปีแน่”
การเรียนปริญญาทองแม้ส่วนใหญ่จะเรียนจบในปีที่เจ็ดหรือแปด แต่ก็มีคนบางกลุ่มที่สามารถจบภายในสี่ปีได้ คนพวกนี้จะถูกเรียกว่าอัจฉริยะและสามารถสร้างความภาคภูมิใจให้กับครอบครัวได้
ความจริงด้วยคุณสมบัติของเคลบี้ตอนนี้ หากนับจากเรื่องพลังเวทอย่างเดียว เขาก็มีคุณสมบัติที่จะเรียนจบปริญญาทองสาขานักเวทได้แล้ว แต่อย่างที่รู้กันว่าหลักสูตรปริญญาทองนั้นมีวิชาบังคับที่ต้องสอบให้ผ่าน ไม่อย่างนั้นในปีที่สี่นี้เขาคงเรียนไม่จบแน่
“มันก็ไม่ยากขนาดนั้นนะ ถ้านายตั้งใจเรียนสักหน่อยทำไมนายจะสอบไม่ผ่าน อย่างน้อยๆ สิ่งที่ฉันสอนก็สามารถทำให้นายเอาตัวรอดได้” เมอร์ลินกล่าว
“เรื่องนี้ฉันต้องขอบคุณอาจารย์น้อยจริงๆ ว่าแต่บ่ายนี้นายจะหมกตัวอยู่ที่นี่ทั้งวันเหมือนเดิมใช่ไหม?”
เมอร์ลินส่ายศีรษะและเอ่ย “ไม่หรอก บ่ายนี้ฉันตั้งใจว่าจะไปสมาคมนักเวท”
“ไปที่นั่นทำไม หรือว่านายตั้งใจจะทะลวงวงเวทที่สอง” ดวงตาของเคลบี้เบิกกว้างขึ้นแล้วกล่าวอย่างตื่นเต้น
จะว่าไปเขาเองก็ไม่รู้ว่าการบ่มเพาะพลังเวทของเมอร์ลินอยู่ขั้นใดแล้ว แต่รู้แค่ว่าอีกฝ่ายสร้างวงเวทแรกได้แล้วแค่นั้น
สัตว์ประหลาดน้อยนี้มีความสามารถทั้งเรื่องเวทมนตร์และวิชาการ ดังนั้นเคลบี้จึงไม่ได้ประเมินอีกฝ่ายต่ำไป
เมอร์ลินเชิดหน้าขึ้นและเอ่ย “ฉันก็ไม่ได้เก่งขนาดนั้นหรอก แค่จะไปซื้อวัสดุเวทจารึกเวทคัดลอกเท่านั้น”
เคลบี้ที่เห็นท่าทางนี้เขาก็ทั้งรักทั้งชังเจ้าเด็กแก่แดดตรงหน้านี้นัก
“อ้อ ซื้อวัสดุเวทคัดลอกนี่เอง”
เขาไม่ได้แปลกใจที่พวกหนอนหนังสือจะจารึกเวทคัดลอกตัวหนังสือ เพราะนี่เป็นเรื่องธรรมดาที่เห็นกันได้ทั่วไปอยู่แล้ว
สำหรับเขาแล้ว เขาพอใจที่จะเลือกจารึกเวทโจมตีมากกว่าเวทสนับสนุนที่ไร้สาระเหล่านั้น