ยุทธจักรเทพยุทธ์ (แปลจบแล้ว)

    เล่มที่ 3 ตอนที่ 67 บรรลุขั้นถึงฟากฝั่ง

           หลังจากตู้เซ่าฝู่นั่งครุ่นคิดอยู่ในห้องของตัวเองสักครู่ก็เริ่มนั่งขัดสมาธิอย่างนิ่งสงบ รวบรวมพลังฝึกวิชา เกิดเป็นประกายแสงอ่อนๆห่อหุ้มอยู่รอบกาย

           ผ่านไปสองวัน ณ เขาหลังบ้านสกุลตู้ ตู้เซ่าฝู่นั่งขัดสมาธิอยู่บนแท่นหินมีลำแสงสีทองหลายเส้นที่มีลักษณะคล้ายงูโปร่งแสงไหลวนไปวนมารอบตัวของเขาไม่หยุด

           คลื่นพลังปราณเคลื่อนไหวไปมาตามการเคลื่อนไหวของมือตู้เซ่าฝู่และจนพลังไหลเวียนจนถึงจุดสูงสุด พลังปราณที่เต็มเปี่ยมก็ถูกแรงสูบอย่างรุนแรงมันเริ่มถูกบีบแน่นและดูดเข้าไปในร่างของตู้เซ่าฝู่

      “พอประมาณแล้วความแกร่งกล้าของพลังปราณประมาณนี้น่าจะบรรลุขั้นถึงฟากฝั่งแล้วล่ะ!”

      เจินชิงฉุนมองตู้เซ่าฝู่ที่นั่งอยู่บนแท่นหินพูดออกมาลอยๆ เสียงเบาๆ

           ตู้เซ่าฝู่เคลื่อนไหวฝ่ามือร่ายพลังอีกครั้งใช้พลังจิตในการควบคุมพลังปราณทั้งหมดถาโถมเข้าไปในจุดเสินเชวี่ยตั้งแต่เข้าสู่การเป็นนักเวทยันต์ และฝึกวิชาจิตวิญญาณแห่งจักรวาลได้สำเร็จพลังจิตก็แกร่งกล้าขึ้น ตู้เซ่าฝู่รู้สึกได้ว่าการที่พลังจิตเข้มแข็งมากขึ้นมีประโยชน์และส่วนช่วยอย่างมากในการฝึกและการบรรลุวิชาด้านการฝึกฌานต่างๆการฝึกทั้งสองด้านนี้มีส่วนช่วยส่วนเสริมกันและกันได้เป็นอย่างดี

      “ปึง!”

           มีเสียงสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงออกมาจากจุดเสินเชวี่ยในตัวตู้เซ่าฝู่หลังจากเกิดเสียงดังสนั่นนี้ ทันใดนั้นม่านกีดขวางที่ไร้รูปร่างก็ค่อยๆ เปิดออกพร้อมกับมีคลื่นพลังอานุภาพรุนแรงระเบิดพลุ่งพล่านรอบตัวตู้เซ่าฝู่

           ผ่านไปสักครู่ ทุกอย่างก็สงบลงชายหนุ่มชุดม่วงที่นั่งอยู่บนแท่นหินเปิดตาพรึบออกมาแววตาของเขาเปี่ยมด้วยความมั่นใจเขารู้สึกได้ถึงพลังปราณที่เก็บไว้อยู่ในร่างอย่างเต็มเปี่ยม จึงยิ้มออกมาด้วยความพอใจเขาพูดกับตัวเองเบาๆ ว่า “ในที่สุดที่บรรลุขั้นถึงฟากฝั่งสักทีไม่รู้ว่าพอเข้าเหลยฉือไปแล้ว จะได้รับประโยชน์จากมันมากแค่ไหน” ……

           ยามรัตติกาล จันทราสุกสว่างลอยอยู่กลางเวหาประดับด้วยแสงดารากะพริบบางๆ สภาพอากาศเฉกเช่นวันนี้ไม่ค่อยมีให้พบเห็นสักเท่าไร

           ในค่ำคืนนี้ สำหรับพลเมืองหลายคนในเมืองสือเฉิงเป็นค่ำคืนแห่งการรอคอยและน่าตื่นเต้นเป็นที่สุด

           ยามความมืดค่อยๆ บอกลาพาอรุณมาเยือนถนนหนทางในเมืองสือเฉิงมีคนมากมายเดินกันให้ขวักไขว่ จำนวนคนค่อยๆเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เป้าหมายของทุกคนบนท้องถนนคือมุ่งตรงไปที่สนามกลางเมืองวันนี้เป็นวันประลองของทายาทวัยรุ่นในสุดยอดห้าสกุลเชียวหากไปสายละก็จะพลาดตำแหน่งดีๆ ให้จับจอง

           พลเมืองทั้งเมืองสือเฉิงมีจำนวนไม่น้อยการประลองของทายาทวัยรุ่นในสุดยอดห้าสกุลไม่ได้มีจัดขึ้นติดๆ กันทุกปี เป็นงานใหญ่ที่หลายปีจะมีสักครั้งหนึ่งจัดว่าเป็นงานใหญ่ที่คึกคักที่สุดในเมืองสือเฉิงเลยก็ว่าได้ดังนั้นผู้คนจึงมาร่วมชมมากเป็นพิเศษ

           ท้องฟ้าเพิ่งจะสว่างเต็มที่ทว่าจุดศูนย์กลางของเมืองสือเฉิงที่แม้จะบริเวณกว้างใหญ่กลับเต็มไปด้วยผู้คนที่มารอคอยกันอย่างแน่นขนัดแล้ว

           เนื่องด้วยเป็นการประลองครั้งใหญ่ของทายาทวัยรุ่นในสุดยอดห้าสกุลดังนั้นสุดยอดห้าสกุลจึงจัดเตรียมกำลังคนไม่น้อยมาที่สนามเพื่อดูแลเรื่องความปลอดภัย

           แน่นอนว่าสนามและการจัดงานครั้งนี้เป็นของสุดยอดห้าสกุลในเมืองสือเฉิงดังนั้นจะมีใครล่ะที่กล้าบ้าบิ่นพอที่จะมาก่อเรื่องที่นี่นอกจากว่าสมองมีปัญหาไม่อยากมีชีวิตยืนยาวแล้ว

           เวลากำลังผ่านไปทางเข้าพิเศษที่บริเวณมุมของสนามเริ่มมีเงาของคนหลายคนปรากฏ การปรากฏตัวของกลุ่มคนเหล่านี้ทำให้ผู้คนพากันให้ความสนใจกันอย่างตื่นต้น

      “ดูสิ คนของบ้านสกุลไป๋มาแล้วเจ้าบ้านแห่งบ้านสกุลไป๋ ไป๋ซวี่หรู คุณชายน้อยคนโตแห่งบ้านสกุลไป๋ ไป๋เทียนหมิงคุณหนูรองแห่งบ้านสกุลไป๋ ไป๋ไฉ่อี”

      “คนของบ้านสกุลฉินก็มากันแล้วที่อยู่ด้านหน้าคือเจ้าบ้านแห่งบ้านสกุลฉิน ฉินจงฉยง แล้วก็มีคุณหนูฉินเสี่ยวลู่แห่งบ้านสกุลฉินคนที่อยู่ข้างๆ ตรงนั้นน่าจะเป็นเฉาฉี่ไท่ ได้ยินว่าเขามีภูมิหลังที่ไม่ธรรมดา”

      “เฉาฉี่ไท่เป็นคนที่มีพรสวรรค์มากบ้านสกุลฉินหาลูกเขยได้ดีจริงๆ”

      “คนของบ้านสกุลอั้นก็มากันแล้วเจ้าบ้านแห่งบ้านสกุลอั้น อั้นชิงซง สองพี่น้องอั้นหลงอั้นหู่ก็มากันแล้ว”

      “……”

      คนบริเวณรอบๆลานที่จะเป็นสนามประลองถกเถียงกันให้แซ่ด คนของบ้านสกุลไป๋ บ้านสกุลอั้น บ้านสกุลฉินสามบ้านสกุลใหญ่ต่างทยอยมากันแล้ว

           ยอดฝีมือผู้กล้าของแต่ละบ้านสกุลเมื่อพบหน้ากันก็มีบทสนาสั้นๆต่างทักทายกันอย่างมีมารยาทแล้วจึงไปนั่งประจำที่บนสนามที่ถูกจัดเตรียมไว้เป็นที่นั่งที่ยกระดับสูงมองเห็นการประลองได้ชัดเจน

           ทายาทวัยรุ่นชายหญิงจำนวนมากยืนรออยู่ด้านหลังอย่างเงียบๆบรรยากาศดูยิ่งใหญ่โอ่อ่า บริเวณรอบสนามมีเสียงร้องโห่ให้กำลังใจอย่างคึกคักอยู่เนืองๆ

           วัยรุ่นชายหญิงที่ดูดีและมีพรสวรรค์มากมายจับจ้องไปยังวัยรุ่นชายหญิงที่ไม่ธรรมดาที่ยืนประจำที่อยู่ด้านหลังบ้านสกุลใหญ่แต่ละบ้านด้วยสายตาเขินอายหลงใหลและชื่นชม

      “คนของบ้านสกุลตู้ก็มาแล้ว เจ้าบ้านแห่งบ้านสกุลตู้ตู้เจิ้นอู่ คุณชายรองแห่งบ้านสกุลตู้ ตู้จื้อสยงต่างก็มากันแล้ว”

      “คุณชายน้อยที่สวมชุดสีม่วงที่ตามมาติดๆน่าจะคือตู้เซ่าฝู่ ได้ยินว่าครั้งนี้บ้านสกุลตู้ส่งตัวแทนมาเข้าร่วมเพียงคนเดียวด้วยล่ะ” ……

      ขณะที่ตู้เซ่าฝู่เดินตามลุงใหญ่ลุงสองออกมาที่สนามก็เห็นบรรยากาศที่สุดแสนจะอลังการและคึกคักมีคนจำนวนกว่าแสนคนชุมนุมกันอย่างแน่นขนัดในลานกว้างที่กว้างใหญ่ไพศาลเขาจึงรู้สึกตื่นเต้นและตะลึงไปชั่วครู่

      “เซ่าฝู่ ไม่ต้องตื่นเต้นทำใจสบายๆ เข้าไว้นะ” ตู้จื้อสยงตบบ่าของตู้เซ่าฝู่เบาๆพร้อมกับพูดให้กำลังใจ

      ลู่เซ่าโหยวยิ้มเล็กน้อยเขาตะลึงเล็กน้อยแต่ไม่ได้ตื่นเต้นอะไร ในใจเพียงคิดไม่ถึงว่าจะครึกครื้นได้ขนาดนี้

      “เซ่าฝู่ชายอ้วนท้วมท่าทางสุภาพที่อยู่ทางด้านซ้ายคนนั้น คือเจ้าบ้านแห่งบ้านสกุลไป๋ ไป๋ซวี่หรูอย่ามองว่าเขาดูสุภาพเรียบร้อยและผู้ดีแบบนั้นแล้วจะเป็นพวกไก่อ่อนล่ะเขาเป็นคนที่ฉลาดมีไหวพริบและกลยุทธ์แพรวพราวมาก ด้านหลังของเขาคือบุตรชายของเขา ไป๋เทียนหมิงข้าได้ยินว่าเคยถูกเจ้าอัดน่วมมาแล้ว ทว่าบุตรสาวของไป๋ซวี่หรู ไป๋ไฉ่อีเจ้าต้องระวังไว้หน่อย ได้ยินว่าไป๋ไฉ่อีมีทั้งพรสวรรค์และความเฉลียวฉลาดมากกว่าพี่ชายของเขาเสียอีก”

      ตู้จื้อสยงกระซิบแนะนำข้างหูตู้เซ่าฝู่เบาๆ“คนของบ้านสกุลอั้นเจ้าน่าจะรู้จักหมดแล้ว พวกคนที่อยู่ข้างๆ คือคนของบ้านสกุลฉินคนที่อยู่ตรงกลางท่าทางดุให้ความรู้สึกอึมครึมคือเจ้าบ้านแห่งบ้านสกุลฉินในตอนนี้ ฉินจงฉยงฉินเสี่ยวลู่เคยถูกเจ้าจัดการมาแล้วคงรู้จักดี และชายหนุ่มชุดยาวคนนั้นคือเฉาฉี่ไท่คนนี้เจ้าต้องระวังเป็นพิเศษ”

           เมื่อตู้เซ่าฝู่ได้ฟังสายตาก็หันไปจับจ้องอยู่ที่แต่ละซุ้มของกลุ่มคนของสามบ้านสกุลใหญ่แต่ละบ้านสกุลมีคนมากันเกินร้อยคน จากที่ฟังลุงสองแนะนำมาบุรุษวัยกลางคนที่สวมชุดอย่างนักปราชญ์ดูผู้ดีที่อยู่ตรงซุ้มของบ้านสกุลไป๋น่าจะคือไป๋ซวี่หรูไป๋เทียนหมิงก็ยืนอยู่ข้างๆ บุรุษผู้นั้นส่วนสาวน้อยที่ท่าทางคล่องแคล่วคนนั้นน่าจะคือไป๋ไฉ่อี

      คนของบ้านสกุลอั้น ตู้เซ่าฝู่รู้จักมามากแล้วพอตัวสุดท้ายสายตาของเขาก็ไปหยุดอยู่ที่ซุ้มของบ้านสกุลฉิน ตามที่ลุงสองบอก ฉินจงฉยงยืนอยู่ตรงกลางสีหน้าของเขาดูดุดันมาก ท่าทางดูโมโหเหมือนทุกคนติดเงินเขากันหมด ฉินเสี่ยวลู่ยืนอยู่ด้านหลังของเขาซึ่งตู้เซ่าฝู่ก็เคยพบนางมาก่อนหน้านี้แล้ว

      ขณะที่ตู้เซ่าฝู่มองสำรวจรอบๆอยู่ จู่ๆ ก็รู้สึกได้ว่ามีสายตาของหลายคนจับจ้องมาที่ตน หนึ่งในนั้นคือไป๋ไฉ่อี ไป๋เทียนหมิงแห่งบ้านสกุลไป๋ฉินเสี่ยวลู่ อั้นหลงอั้นหู่เป็นต้น

           ทว่าคนที่ทำให้ตู้เซ่าฝู่ประหลาดใจได้มากที่สุดคือวัยรุ่นชายหน้าตาหล่อเหลาที่อยู่ข้างๆฉินเสี่ยวลู่ ไม่รู้ว่าทำไมสายตาของชายหนุ่มคนนี้ราวกับมีพลังบางอย่างที่ซ่อนอยู่ ตู้เซ่าฝู่รู้สึกสนใจนัยน์ตาสั่นไหวเล็กน้อย

      “นี่ก็คือเฉาฉี่ไท่งั้นหรือดูท่าว่าเขาปกปิดระดับฌานของตัวเองเอาไว้อยู่นะ” ตู้เซ่าฝู่พูดในใจ

      “สหายสกุลตู้ พวกเจ้ามาช้านะ”

           เมื่อคนของบ้านสกุลตู้ตู้เจิ้นอู่และคนอื่นๆ มาถึง ไป๋ซวี่หรูแห่งบ้านสกุลไป๋และฉินจงฉยงแห่งบ้านสกุลฉินต่างก็ลุกขึ้นมาทักทาย

           มีเพียงอั้นชิงซงแห่งบ้านสกุลอั้นทำเพียงเหลือบมองคนของบ้านสกุลตู้เฉยๆและลุกขึ้นมายืนนิ่งเงียบ ส่วนยอดฝีมือผู้แกร่งกล้าของบ้านสกุลอั้นต่างส่งสายตาแค้นเคืองมองมาที่คนของบ้านสกุลตู้ที่เพิ่งมาถึง

      “เวลากำลังพอดีแค่พวกเจ้ามากันเร็วเอง”

      ตู้เจิ้นอู่ยิ้มเล็กน้อยคุยทักทายสั้นๆ กับคนของบ้านสกุลฉินและบ้านสกุลไป๋ แล้วจึงกลับมานั่งประจำที่ซุ้มของบ้านสกุลตู้ที่ที่นั่งด้านหลังของผู้อาวุโสของบ้านสกุลตู้เหล่าผู้อาวุโสของตระกูลมาดูงานประลองกันจำนวนไม่น้อยเลยทีเดียว

      ตู้เซ่าฝู่และบรรดาวัยรุ่นคนอื่นๆที่มาชมการประลองเช่นตู้อวี่ ตู้เสวี่ยเป็นต้นต่างก็เข้าไปยืนอยู่ทางด้านหลังพวกผู้ใหญ่อยู่เงียบๆ

           ในบรรดาคนของบ้านสกุลตู้ที่มา มีตู้เฮ่าตู้ชง ตู้เหยียนเป็นต้น แม้เด็กๆสิบกว่าคนนี้บาดเจ็บอยู่และไม่สามารถเข้าร่วมลงสนามประลองได้เพราะสภาพร่างกายที่ไม่เต็มที่อาจทำให้บ้านสกุลตู้เสียหน้าได้ทว่าพวกเขามาดูงานนี้ก็ไม่เสียหายอะไร

      “ท่านเจ้าเมืองเยี่ยมาแล้ว”

      ผู้คนในลานกว้างแห่งนี้เริ่มถกเถียงกันเสียงดังและวุ่นวายมากขึ้นเมื่อเห็นกลุ่มคนกลุ่มใหญ่กลุ่มหนึ่งเดินเข้ามาทางทางเข้าออกพิเศษตรงมุมของสนามประลอง

    คล้ายกับเรื่องยุทธจักรเทพยุทธ์ (แปลจบแล้ว) ที่คุณอ่าน