ดันเจี้ยน x ดันเจี้ยน

    ตอนที่ 65 ไม่มีเหลือแล้ว

              ยามเช้าอันเงียบสงบที่ไม่มีใครอยู่


              ความเงียบงันเหมือนคลื่นลูกเล็ก ๆส่องประกายระยิบระยับ


              เขาได้ยินเสียงนกร้องเจื้อยแจ้ว


              เขารู้สึกได้ถึงความอบอุ่นของแสงแดด


              เขาสัมผัสอากาศบริสุทธิ์ได้ผ่านปอด


              นี่ก็นับเป็นวันที่สองแล้ว ที่เขาเอาแต่นั่งเอนหลังบนเตียงนิ่งจ้องมองออกไปนอกหน้าต่างบานใหญ่ ภาพที่เห็นคือสวนหย่อมที่เต็มไปด้วยต้นไม้เขียวขจีดอกไม้หลากสีเบ่งบานท่ามกลางแสงแดดที่อบอุ่นกลีบดอกซากุระสีชมพูอ่อนที่ปลิวลอยไปตามสายลมพัดไปมาเหมือนกับกำลังร่ายรำมันเป็นทิวทัศน์ที่งดงามและสงบเงียบ


              เขามองภาพสะท้อนตัวเองในกระจกที่แทบไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปจากเมื่อแปดปีก่อนเลยคงเป็นดั่งที่หมอบอกกับเขาว่าตัวเองนั้นเหมือนอยู่ในสภาวะจำศีลมากกว่าเป็นเหมือนผู้ป่วยปกติทั่วไปซึ่งอยู่ในอาการโคม่า แถมอัตราการฟื้นฟูของร่างกายก็เป็นไปอย่างรวดเร็วตามลำดับหลังจากได้สติกลับคืนมา


              เสียงเคาะประตูดังขึ้นสองสามครั้ง ฉุดให้เรย์ละสายตาจากทัศนียภาพด้านนอก ก่อนประตูห้องพักฟื้นจะถูกเปิดเข้ามาโดยผู้หญิงคนหนึ่ง


              “อรุณสวัสดิ์ค่ะ... ยังจำฉันได้อยู่หรือเปล่าคะ?”


              น้ำเสียงของเธอแม้จะเรียบนิ่งแต่มันก็ทำให้เขารู้สึกอบอุ่นขึ้นมาในใจลึก ๆ


              สตรีที่มีความงามและสง่างามเหมือนเจ้าหญิงสูงศักดิ์การแต่งตัวของเธอในวันนี้ยังคงไม่ต่างจากเดิมมากนักเสื้อคลุมสีขาวที่ปักด้วยลายลูกไม้สีดำ ตัดกับเนื้อผ้าที่เงางามสวมทับชุดกระโปรงที่เข้ารูปซึ่งแสดงให้เห็นถึงความมั่นใจและภูมิฐาน


              ทุกครั้งที่มีหญิงสาวผู้นี้อยู่ในบริเวณจะทำให้บรรยากาศเปลี่ยนไปราวกับกลับสู่ยุคญี่ปุ่นสมัยเก่า คนบางพวกที่แต่งตัวออกไปทางแนวขาร็อคหรือพวกที่แต่งตัวฉูดฉาดเพื่อดึงดูดความสนใจทว่าเมื่อมาอยู่ต่อหน้าเธอแล้ว คนเหล่านั้นจะดูไม่ต่างจากคนปกติธรรมดาไปในทันทีเหมือนหิ่งห้อยกับดวงตะวันอย่างไรอย่างนั้น


              นั่นแหละคือสิ่งที่ใช้บรรยายความเป็นเธอ


              แต่สิ่งที่ดึงดูดใจเขาเสมอมากกว่าใบหน้าอันงดงามก็คือดวงตาของเธอมันแหลมคมราวกับใบมีด ทว่าก็อ่อนโยนเหมือนดอกไม้


              ร้อนราวกับเปลวไฟทว่าเยือกเย็นราวน้ำแข็ง ทุกครั้งที่สบตาเขารู้สึกเหมือนกับว่าเธอกำลังมองในสิ่งที่เรามองไม่เห็น


              ผิวสีขาวบริสุทธื์ราวหิมะผมทรงฮิเมะคัทตรงยาวสลวยดุจผ้าไหมสีดำขลับยาวถึงบั้นท้ายรับกับใบหน้างดงามที่แสนเย็นชา มีไฝเม็ดเล็ก ๆ ที่ใต้หางตาข้างซ้าย ยิ่งดูทำให้เธอเหมือนเจ้าหญิงสูงศักดิ์ในเรื่องเล่า


              นี่คือทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวกับ‘คุโฮวอิน คางูยะ’ ที่เขารู้จัก

     


     

              เขาพยักหน้าให้เธอหนึ่งครั้งเบาๆ เพราะตนไม่มีทางที่จะลืมใบหน้านั้นได้อยู่แล้ว


              “...อาจารย์ ...คางูยะ”


              เรย์ตอบสนองอย่างคลุมเครือและเฉื่อยชากะพริบตาอย่างเชื่องช้าราวกับฝืนทนต่อความรู้สึกที่อยากหลับตาอยู่อย่างนั้น


              หญิงสาวเดินมานั่งลงบนเก้าอี้ข้างเตียงคนไข้มือบางยื่นมาลูบศีรษะของเขาอย่างอ่อนโยนสวนทางกับใบหน้าอันแสนเย็นชาราวกับเจ้าหญิงน้ำแข็งของเธอ


              “ฉันดีใจมากเลยนะคะที่เธอยังมีชีวิตอยู่แต่ว่า... มันอาจจะรับได้ยากกับเรื่องที่จะได้ฟังหลังจากนี้—”


              “—ได้โปรดอย่า...อาจารย์ไม่ต้องเล่ามันออกมาหรอกครับ”


              น้ำเสียงของเขาสั่นสะท้านผลุบตาลงส่ายหน้าเบา ๆ


              หลายวันมานี้แค่ไม่มีญาติคนไหนโผล่มาเยี่ยมนอกจากเธอเขาก็พอเดาเรื่องราวออกได้หลายส่วน และตอนนี้เขาไม่อยากได้ยินหรือคิดอะไรทั้งนั้น


              คางูยะมองภาพตรงหน้าอย่างเข้าใจ เพราะ ...ส่วนลึกในใจเธอ มีแผลลึกที่แม้กระทั่งกาลเวลาก็ไม่สามารถเยียวยาได้ยิ่งไล่ตามมันมากเท่าไหร่ หลุมลึกนี้ก็ยิ่งทำให้จิตวิญญาณนั้นจมดิ่งสู่ความเจ็บปวดที่มืดมิดมากขึ้นเท่านั้นมันคือพิษร้ายที่ไม่มีทางรักษา


              "...แม้สุดท้ายแล้วพวกเขาจะจากไปแต่เราก็ไม่ควรปฏิเสธชีวิตในปัจจุบันเพราะความทุกข์ในอดีตหรือรู้สึกสิ้นหวังกับอนาคต ดังคำกล่าวที่ว่า 'ผู้คนผ่านมาแล้วก็ผ่านไปและอนาคตกลายเป็นปัจจุบัน' แม้เปลวไฟแห่งชีวิตของทุกคนจะดับมอดลงในที่สุดแต่ชีวิตไม่ได้หมายถึงอดีตหรืออนาคต หรือควรจะบอกว่า...มันเป็นปัจจุบันอยู่เสมอ"


              คางูยะจับมือเย็นเฉียบที่สั่นระริกข้างหนึ่งของเขาไว้ขณะเอ่ยให้ฟังด้วยน้ำเสียงละมุนเธอตอบคำถามของเขาอย่างระมัดระวัง


              “แต่ปัจจุบันที่ไม่มีใครเหลืออยู่อีกแล้ว...ผมจะเดินต่อไปได้ยังไงครับ— ตัวผมน่ะไม่เคยปกป้องอะไรไว้ได้เลยสักอย่าง”


              สีหน้าของเขาเหมือนเด็กที่สับสนและเจ็บปวดอยากจะร้องตะโกนออกมาแต่ก็ไม่มีแรงแม้แต่จะส่งเสียงออกไปบัดนี้หัวใจมันได้ร้องไห้แทนไปหมดแล้ว


              เรย์ได้แต่ผลุบสายตาลงต่ำความเจ็บปวดที่ถูกกักเก็บไว้ ระบายออกผ่านเสียงสะอื้น


              "เธอคงจมอยู่ในความคิดที่ว่าตัวเองเป็นคนผิดใช่รึเปล่าถึงสมองจะเข้าใจว่าไม่ใช่ แต่ความรู้สึกโทษตัวเองกลับไม่ยอมหายไป ความรู้สึกแบบนั้นน่ะ... ลบด้วยตัวคนเดียวไม่ได้หรอกนะคะ”


              คางูยะลุกขึ้นยืนดึงศีรษะเขาเข้าหาแนบอกไว้ มือบางลูบหลังเขาไปมาอย่างปลอบโยน


              “และเธอยังมีสิ่งหนึ่งที่ต้องรู้ไว้อย่างหนึ่ง...เธอยังไม่ได้สูญเสียไปทั้งหมด... —ริเสะยังมีชีวิตอยู่นะคะ แม้ตอนนี้สภาพของเธอจะพูดแบบนั้นได้ไม่เต็มปากก็ตาม”


              หญิงสาวสัมผัสได้ว่ามือของเด็กหนุ่มซึ่งกำลังกอดตอบเธออยู่นั้นแน่นขึ้นคล้ายกับทรมาน คล้ายกับโล่งใจไปพร้อมกันความสั่นสะท้านในจิตใจนั้นมากมายเกินประมาณ ข้อเท็จจริงที่ริเสะยังมีชีวิตอยู่นั้นเหมือนยากระตุ้นหัวใจที่ใกล้แตกสลายของเขาโดยแท้