Silver Dust : Merlin

    ตอนที่ 61 อัจฉริยะนักเวท

    ตอนที่ 61 อัจฉริยะนักเวท

     

    *****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ*****

     

     

     

    เพราะเหตุนี้สมุดบันทึกของเมอร์ลินจึงมีสิ่งที่เขาจดเรื่องราวของแรงบันดาลใจลงไปมากมาย


    อย่างไรก็ตามเขาในตอนนี้นั้นรู้ตัวดีว่ายังไม่มีคุณสมบัติที่จะทำเรื่องราวเหล่านั้นได้ เพราะสถานะของเขาในตอนนี้ยังไม่ถูกเรียกว่านักเรียนโรงเรียนเวทมนตร์เลยด้วยซ้ำ


    ยิ่งคำว่านักเวทยาศาสตร์ยิ่งห่างไกล


    ผู้ที่จะมีคุณสมบัติเป็นนักวิจัยจำเป็นต้องจบจากมหาวิทยาลัยเวทมนตร์เท่านั้น


    ทั้งนี้ยังมีการแบ่งระดับชั้นสำหรับผู้ทำวิจัย


    ผู้ที่เรียนอยู่ในระดับทองเป็นได้แค่นักศึกษาคนหนึ่งเท่านั้น ส่วนผู้ที่อยู่ในระดับไดม่อนก็เป็นได้แค่ผู้ช่วยนักวิจัย มีเพียงแค่ผู้ที่อยู่ในระดับการศึกษาแพทตินั่มเท่านั้นถึงจะมีคุณสมบัติเป็นนักวิจัยได้


    นี่คือกฎทางวิชาการของมหาทวีปแห่งนี้


    อย่างไรก็ตามสำหรับรายงานทางวิชาการ เรื่องบางเรื่องไม่จำเป็นต้องทำการวิจัย มันอาจเสนอเป็นแนวคิดหรือข้อคาดการณ์ออกมา ดังนั้นแม้แต่นักศึกษาระดับทองก็สามารถเสนอรายงานทางวิชาการออกมาให้ตีพิมพ์ได้ ขึ้นอยู่กับว่านิตยสารเล่มไหนจะตีพิมพ์เท่านั้น


    หากเป็นนิตยสารชื่อดังอย่าง “ธรรมชาติเวทมนตร์” แน่นอนว่านักศึกษาระดับทองย่อมได้รับการพิจารณาได้ยาก เพราะนิตยสารหัวนี้แทบจะเรียกได้ว่าเป็นนิตยสารที่มีความน่าเชื่อถือและเป็นนิตยสารอันดับต้นๆ ของมหาทวีปแห่งนี้ก็ว่าได้


    เป้าหมายของเมอร์ลินคือการเป็นนักเวทยาศาสตร์ที่มีชื่อเสียง ดังนั้นเขาจึงได้แต่จดบันทึกแรงบันดาลใจที่เกิดขึ้นในตอนนี้เอาไว้ รอวันที่เขามีคุณสมบัติมากพอถึงจะสามารถทำงานวิจัยของตนเองขึ้นมาได้


    เด็กน้อยผมเงินปฏิบัติเช่นนี้ เขายังคงขยันหมั่นเพียรทั้งการศึกษาและการฝึกฝนพลังเวท


    จนเวลาหนึ่งเดือนนั้นผ่านไปอย่างรวดเร็ว เขาได้อ่านหนังสือในหอสมุดไปมากกว่าครึ่ง ซึ่งนับเป็นจำนวนหลายหมื่นเล่ม 


    วันนี้ศาสตราจารย์ออสตินจึงทดสอบความสามารถของเขา ตามที่ได้กำหนดกันตั้งแต่แรก


    ภายในร้านอาหารอันหรูหรา สถานที่ที่คนธรรมดาไม่คิดจะย่างเท้าเข้าไป


    ชายชราพาลูกชายมาที่นี่เพื่อรับประทานอาหารค่ำ จุดประสงค์ย่อมทำเพื่อเด็กน้อยให้คุ้นชินเกี่ยวกับการเข้าสังคมกับคนชั้นสูง


    ชายชราสอนมารยาทในการรับประทานอาหารให้กับเมอร์ลิน


    แน่นอนว่าเมอร์ลินสามารถเรียนรู้มันได้เป็นอย่างดี เพียงแค่สอนเพียงครั้งเดียวเขาก็สามารถปฏิบัติตามได้อย่างแม่นยำและเข้าใจถึงเหตุผลของการปฏิบัติวิธีต่างๆ ได้อีกด้วย


    “ดีมาก เห็นลูกมีความสามารถเช่นนี้ พ่อรู้สึกภูมิใจ” ออสตินกล่าวอย่างอารมณ์ดี


    สรรพนามที่เขาใช้เรียกเมอร์ลินดูสนิทสนมยิ่งกว่าเดิม หนึ่งเดือนหลังจากการรับเมอร์ลินเป็นลูกอย่างถูกกฎหมายทำให้เขายอมรับในสถานะใหม่ของทั้งสองอย่างสนิทใจ


    “ผมจะไม่ทำให้คุณพ่อผิดหวังครับ” เมอร์ลินยกชายผ้าเช็ดหน้าขึ้นเช็ดมุมปากอย่างมีมารยาท


    ภาพนี้ทำให้เขาดูไม่ต่างไปจากคุณชายน้อยตระกูลใหญ่ที่ได้รับการประคบประหงมมาอย่างดี


    ออสตินยิ้มและเอ่ย “วันนี้ครบกำหนดที่พวกเราตกลงกันแล้วสินะ”


    “ใช่ครับ”


    “ถ้าอย่างนั้นคืนนี้พ่อจะทดสอบความรู้ที่ลูกควรมี” 


    เมอร์ลินพยักหน้าและยิ้ม เขาไม่ได้เอ่ยคำใดออกมา แต่ถึงอย่างนั้นชายชราก็รู้ว่าลูกชายของเขานั้นพร้อมแล้ว


    ในขณะที่พวกเขากำลังจะลุกขึ้นจากโต๊ะที่รับประทานอาหารนั้นเอง


    คนกลุ่มหนึ่งก็เดินเข้ามาหาพวกเขา หนึ่งในนั้นคือชายร่างท้วมในชุดสูทที่หรูหราเดินนำหน้า เขาเดินเข้ามาด้วยใบหน้าที่ยิ้มและเอ่ยอย่างเสียงดังว่า “โอ้ ยินดีที่ได้พบกับศาสตราจารย์ออสติน ไม่คิดเลยว่าพวกเราจะมาพบกันที่นี่”


    ออสตินที่ได้ยินก็หันไปมอง ก่อนจะลุกขึ้นแล้วยื่นมือออกไป


    “ยินดีที่ได้พบนายกเทศมนตรีนายาฟ ผมก็ไม่คิดว่าจะมาพบกับคุณที่นี่เหมือนกัน” เขากล่าวก่อนจะหันไปทางเมอร์ลินและเอ่ย “นี่เมอร์ลินลูกชายของผม”


    เมอร์ลินนั้นลุกขึ้นหลังจากที่ออสตินลุกขึ้นแล้ว เขายกมือขวาขึ้นมาวางทาบอกแล้วโค้งศีรษะลงเล็กน้อย 


    “ยินดีที่ได้พบท่านนายกเทศมนตรี”


    ชายร่างท้วมเลิกคิ้วขึ้นแล้วมองไปที่เด็กน้อยผมสีเงินอย่างประหลาดใจ ก่อนที่เขาจะปรับสีหน้าของตัวเองได้อย่างรวดเร็ว


    “ที่แท้เด็กน้อยรูปงามคนนี้ก็คือบุตรชายของคุณเองหรอศาสตราจารย์ออสติน หลังจากที่คุณเก็บตัวสันโดษมานับร้อยปี ใครจะคิดเล่าว่าคุณจะกลับมาพร้อมเด็กมหัศจรรย์คนนี้ คงเพราะเด็กคนนี้คุณถึงยอมที่จะลงจากเขามาสินะ” นายาฟหยุดไปครู่หนึ่งแล้วเอ่ยต่อ “ผมได้ยินข่าวว่าเด็กคนนี้กำลังจะสอบเทียบวัดผลในอีกสองเดือนข้างหน้า พอดีเลยที่ชิม่อนหลายชายของผมก็จะทำการสอบครั้งนี้ด้วยพอดี”


    นายาฟยิ้มและหันไปมองเด็กหนุ่มผู้มีเรือนผมสีทอง ใบหน้าแหลมเล็ก จมูกเป็นสันและมีดวงตาสีดำ คาดเดาจากรูปร่างเขาน่าจะอายุไล่เลี่ยกับเมอร์ลิน และหากสังเกตให้ดีก็จะพบว่าเขาติดเข็มกลัดนักเวทสองดาวอยู่ด้วย


    เห็นได้ชัดว่านายาฟจงใจที่จะโอ้อวดหลานชายของตนเอง เพราะเด็กคนนี้คือสายเลือดที่เกิดจากบุตรคนที่สี่ของเขา


    ความจริงแล้วทั้งนายกเทศมนตรีนายาฟและศาสตราจารย์ออสตินนั้นไม่ได้สนิทสนมกันมากนัก แต่ใครใช้ให้ออสตินเป็นคนของตระกูลพริสตันเล่า ดังนั้นนายาฟจึงต้องให้เกียรติอีกฝ่าย แม้ว่าตนจะเป็นนักการเมืองที่ใหญ่โตของเมืองวินเซนก็ตาม


    เด็กชายชิม่อนก้าวออกมาแล้วแสดงท่าทางเช่นเดียวกับเมอร์ลินก่อนหน้านี้


    “ยินดีที่ได้พบขอรับ ศาสตราจารย์ออสติน”


    เด็กน้อยกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ภาคภูมิเขานั้นมีอายุเพียงแค่สิบสองปีแต่กลับมีความก้าวหน้าเป็นนักเวทสองวงเวทแล้ว นับได้ว่าเขาเป็นอัจฉริยะสายเวทคนหนึ่ง


    สายตาที่หยิ่งทะนงนั้นจ้องมองไปที่เด็กน้อยผมสีเงิน เขาสำรวจอีกฝ่ายแล้วและพบว่าไม่มีเข็มกลัดนักเวทประดับไว้จึงละสายตาออกไปอย่างรวดเร็ว


    “ช่างเป็นเด็กที่มีพรสวรรค์ทางพลังเวทจริงๆ ในอนาคตเขาจะต้องเป็นนักเวทที่ยิ่งใหญ่ได้อย่างแน่นอน” ออสตินกล่าวชม


    “ขอบคุณขอรับ” เด็กน้อยชิม่อนกล่าวอย่างมีมารยาท ยิ่งเขาได้เห็นเข็มกลัดนักเวทหกดาวและเข็มกลัดนักวิชาการเจ็ดดาวของออสติน เขาก็ยิ่งภาคภูมิใจกับคำชมนี้


    ตรงกันข้ามกับเด็กผมสีเงินที่อยู่ข้างๆ เขารู้สึกดูแคลนอีกฝ่ายมากกว่า


    “ยังไงอีกสองเดือนข้างหน้าพวกเธอก็จะได้สอบเทียบพร้อมกัน รู้จักกันไว้ตอนนี้ก็ดี ต่อไปเมื่อเข้าเรียนโรงเรียนเวทมนตร์ชั้นสูงแล้วคงได้เป็นเพื่อนกัน” ออสตินกล่าว


    “ผมเองก็หวังว่าจะเป็นเช่นนั้น ลูกชายของคุณคงไม่ด้อยไปกว่าคุณแน่ ไม่รบกวนพวกคุณแล้วเชิญตามสบาย” นายาฟกล่าวก่อนจะพากลุ่มคนที่อยู่ด้านหลังซึ่งคาดว่าจะเป็นคนในครอบครัวของเขาจากไป


    “เด็กคนนั้นไม่เลวเลยจริงๆ อายุเพียงแค่นี้ก็สามารถเป็นนักเวทสองวงเวทได้แล้ว ช่างมีพรสวรรค์และความกล้าหาญเสียยิ่งกระไร” ออสตินอดที่จะเอ่ยชมออกมาไม่ได้ มันเป็นเรื่องที่หาได้ยากที่จะได้พบกับอัจฉริยะสักคน แต่เมื่อเขาหันไปมองลูกชายของตนเองก็อดที่จะภาคภูมิใจในตัวเองไม่ได้


    อย่างไรบุตรชายของเขาก็เป็นอัจฉริยะเช่นกัน แถมยังเป็นอัจฉริยะทางวิชาการที่หากได้ยากอีกด้วย

    คล้ายกับเรื่องSilver Dust : Merlin ที่คุณอ่าน