“ผู้อาวุโสโม่ เชิญท่านนั่งก่อน ยืนสนทนากันเช่นนี้คงไม่เหมาะสมเท่าใดนัก” ชิวเหวินจางรีบกล่าวแนะนำออกไปพร้อมกับผายมือให้ไปยังที่นั่ง ที่ได้จัดเตรียมเอาไว้
“นั่นสินะผู้นำตระกูลชิว เช่นนั้นก็นั่งกันก่อนเถอะ” พร้อมกับพยักหน้าเล็กน้อยเดินไปยังที่นั่งดังกล่าว
แต่เมื่อเดินไปถึงยังบริเวณที่นั่ง กลับพบเจอร่างของบุคคลที่มันไม่คุ้นเคยนั่งหลับตาอยู่และยังมีทีท่าราวกับไม่สนใจการมาถึงของมันแม้แต่น้อยใบหน้าของผู้อาวุโสโม่จึงเริ่มเปลี่ยนไป แต่ยังคงพยายามควบคุมอารมณ์เอาไว้
หลี่ฮุ่ยเหอที่เห็นถึงเหตุการณ์ดังกล่าวจึงเร่งกล่าวออกไป
“ผู้ที่นั่งอยู่...คือผู้นำตระกูลอันดับหนึ่งของเมืองแห่งนี้ เฟยหรง..”
เมื่อเฟยหรงได้ยินคำกล่าวแนะนำตนเองของผู้นำตระกูลหลี่จึงได้ลืมตาขึ้นมา พร้อมกับหันไปพยักหน้ารับเล็กน้อยให้แก่ผู้อาวุโสโม่แล้วจึงนั่งหลับตาต่อ ไม่สนใจสิ่งรอบข้างเช่นเดิม
หลังจากเห็นท่าทีที่แสดงออกเหมือนผู้อาวุโสภายสำนักที่ได้ปฏิบัติต่อมันใบหน้าของผู้อาวุโส่โม่จึงเริ่มแดงขึ้นมา ด้วยความโมโห
ตอนนี้หลี่ฮุ่ยเหอลอบสบถอยู่ภายใน เมื่อเห็นท่าทีของผู้นำตระกูลเฟยจึงได้เร่งกล่าวออกมาพร้อมรอยยิ้ม เพื่อคลี่คลายสถานการณ์
“ท่านผู้อาวุโสโม่เราควรเริ่มการทดสอบในทันทีเลย..ดีหรือไม่? เพราะหากการทดสอบจบลงข้าขอเป็นเจ้าภาพ เลี้ยงต้อนรับท่านสักครา...”
ที่หลี่ฮุ่ยเหอกล่าวออกไป หาใช่ว่ามันเป็นห่วงผู้นำตระกูลเฟยแต่อย่างใดตัวมันก็ต้องการให้เฟยหรงผู้หยิ่งยโส ได้พบเจอกับความยากลำบากเช่นกันแต่หากเกิดการปะทะขึ้นมาของทั้งสอง แล้วทำให้การคัดเลือกต้องถูกยกเลิกแล้วละก็...มันคงไม่สามารถรับเรื่องดังกล่าวได้ เพราะเท่ากับเป็นการสูญเสียโอกาสที่บุตรสาวตนจะได้เข้าร่วมสำนัก
เมื่อเห็นผู้นำตระกูลหลี่ได้กล่าวออกมาถึงเพียงนั้นผู้อาวุโสโม่จึงระงับอารมณ์ลงไป พร้อมกับหันไปกล่าวกับหลี่ฮุ่ยเหอ
“ดี! ในเมื่อผู้นำหลี่กล่าวถึงขั้นนี้ข้าคงต้องรบกวนท่านสักครั้ง”
หลี่ฮุ่ยเหอลอบถอนหายใจยาวออกมา ที่เรื่องไม่บานปลายไปมากกว่านี้
หลังจากที่ตัดสินใจได้ผู้อาวุโสโม่จึงเดินไปเบื้องหน้าที่นั่งของตนเองพร้อมกล่าวออกมาเสียงดังไปทั่วบริเวณลานทดสอบ
“ผู้ที่มีระดับพลังรวมลมปราณขั้นที่ 7 ขึ้นไป และอายุไม่เกิน 18 ปี ให้ออกมายังลานทดสอบพรสวรรค์เบื้องหน้า!”
สิ้นเสียงดังกล่าว ร่างของผู้เยาว์ที่อยู่ท่ามกลางฝูงชนต่างเริ่มที่จะทยอยเดินออกมา ซึ่งเมื่อมองดูแล้วมีทั้งสิ้นเจ็ดคนที่ได้เดินขึ้นมายังลานทดสอบ ซึ่งมีแท่นหินตั้งตระหง่านอยู่ตรงกลาง
ท่ามกลางผู้เยาว์ทั้งเจ็ดคน ได้ปรากฏร่างอันงดงามของหลี่ฟางซิ่นอยู่ด้วยเช่นกัน แต่ตัวนางที่ปรกติไม่ค่อยสนใจสิ่งต่างๆรอบกายกลับเริ่มหันมองไปรอบๆคล้ายมองหาใครบางคน ผ่านไปเพียงชั่วครู่นางได้พึมพำขึ้นมาด้วยใบหน้าที่เศร้าหมอง
“เขากลับไม่เข้าร่วม?” พร้อมส่ายศรีษะเบาๆ
แต่เพียงครู่ต่อมากลับมีเสียงเสียงหนึ่งดังมาจากด้านหลังของนาง
“แม่นางหลี่... ท่านกำลังมองหาใครอยู่เช่นนั้นรึ?”
เมื่อหลี่ฟางซิ่นหันไปมองตามเสียงนั้น จึงพบเจอกับร่างที่ดูสูงใหญ่ที่ดูแข็งแกร่งและบึกบึน
“ข้าเพียงชมดูบริเวณรอบๆเท่านั้น...”พร้อมกับใบหน้าที่เริ่มกลับมาสงบนิ่งอีกครั้ง เพราะบุรุษที่กล่าวสนทนากับนางผู้นี้เป็นบุตรชายของผู้นำตระกูลชิว ซึ่งมักจะเข้ามาพูดคุยกับนางทุกครั้งเมื่อมีโอกาส
เมื่อเห็นท่าทีไม่ใส่ใจของสตรีเบื้องหน้าชิวอี้เหวินจึงได้กล่าวออกมาอีกครั้ง
“ข้าได้ยินมาว่า ช่วงที่ข้าฝึกฝนอย่างหนักอยู่ภายนอกนายน้อยสารเลวผู้นั้น กลับบีบบังคับให้เจ้า ถึงขั้นต้องหลบหนีจากตระกูลไปหากข้าทราบเรื่องก่อนหน้า คงเร่งกลับมา เพื่อทำให้มันไม่กล้าสร้างปัญหาใดๆให้แก่เจ้า!”
ขณะที่นายน้อยตระกูลชิวกำลังกล่าววาจาโอ้อวดอยู่นั้นเสียงหนึ่งได้ดังขึ้นมาจากบริเวณด้านนอกลานทดสอบ
“นายน้อย! ดูเหมือนการทดสอบ ยังคงไม่เริ่มนะขอรับ!”เป็นเสียงของเฟยซิ่วที่ร้องกล่าวขึ้นมา
เมื่อหลี่ฟางซิ่นได้ยินเสียงอันคุ้นเคยของข้ารับใช้ผู้นั้นจึงหันไปตามทิศทางของเสียงที่ได้ยิน จึงได้พบกับร่างของจูเยว่ที่กำลังเดินอยู่เบื้องหลังข้ารับใช้อย่างไม่เร่งรีบร่างดังกล่าวเริ่มหยุดยืนอยู่บริเวณที่นั่งคนดูพร้อมกับสำรวจบริเวณรอบๆลานกว้างแห่งนี้
“รู้สึกว่า... ผู้เยาว์ที่เข้าร่วมการทดสอบต้องขึ้นไปยังลานที่มีแท่นหินประหลาดนั่น?” เมื่อจูเยว่เข้าใจสถานการณ์ดีแล้ว จึงได้เริ่มที่จะเดินขึ้นไปยังลานทดสอบที่รุ่นเยาว์ทั้งเจ็ดคนนั้นยืนอยู่
ผู้คนภายในเมืองแสงอรุณที่นั้งอยู่บริเวณรอบๆเมื่อได้เห็นภาพดังกล่าว ต่างรู้สึกงุนงงไปตามๆกัน จากเสียงที่เงียบเชียบเมื่อครู่กลับเริ่มที่จะดังขึ้นมาอีกครั้ง
“นะนายน้อยจูเยว่ผู้นั้น... คิดจะทำอะไร? ทำไมถึงทำท่าทีเสมือนว่า ต้องการเดินขึ้นไปบนลานทดสอบเช่นนั้นกัน?!”น้ำเสียงเต็มไปด้วยความตกตะลึงและความสงสัยดังขึ้นท่ามกลางฝูงชน
เมื่อได้ยินในสิ่งที่คนผู้นั้นเอ่ยขึ้นมา ได้มีเสียงคาดเดาการกระทำของนายน้อยผู้นี้ตามมาในทันที
“หรือว่าเขา... ต้องการที่จะเข้าร่วมการทดสอบด้วย?!”
เมื่อผู้คนที่ได้ยินคำกล่าวเริ่มหันไปมองยังผู้ที่เอ่ยคาดเดาเมื่อครู่
“คนที่ไร้วรยุทธเช่นเขา จะไปทดสอบสิ่งใดกัน? หรือต้องการให้เมืองแสงอรุณแห่งนี้... ต้องอับอายขายหน้าต่อหน้าผู้อาวุโสจากสำนักจันทร์กระจ่าง!”
เนื่องจากผู้คนต่างทราบกันดี ว่านายน้อยผู้นี้ไร้ซึ่งวรยุทธจึงไม่มีใครคาดคิดว่า เขาจะมาปรากฏกายในช่วงที่มีการทดสอบเพราะเมื่อมองไปยังเหล่าอัจฉริยะ ย่อมทำให้ตัวเองที่ไร้พรสวรรค์ต้องเจ็บปวดใจมิใช่รึ? แต่ดูเหมือนเหตุผลดังกล่าวจะใช้ไม่ได้กับนายน้อยจูเยว่ ผู้มีใบหน้าที่หนายิ่งผู้นี้
เสียงที่เต็มไปด้วยความประหลาดใจและดูถูกดังขึ้นมาแม้จะไม่ได้กล่าวเสียงดังมากเพราะผู้นำตระกูลเฟยบิดาของนายน้อยจูเยว่นั่งอยู่ไม่ไกลนัก แต่แน่นอนว่าสำหรับผู้ที่มีพลังเหนือขั้นรวมลมปราณขึ้นไป กลับได้ยินชัดเป็นอย่างดี
ส่วนเฟยซิ่วที่ได้รับรู้ถึงคำดูถูกจากฝูงชนจึงเริ่มรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมา และเตรียมที่จะโต้เถียงกลับไปแต่จูเยว่กลับยกมือข้างหนึ่งปรามเอาไว้ ไม่ให้เอ่ยสิ่งใดออกมา
“นายน้อยจูเยว่? สารเลว? ไร้วรยุทธ?” ผู้อาวุโสโม่อดที่จะประหลาดใจไม่ได้เมื่อได้ยินในสิ่งที่ชาวเมืองกล่าวสนทนากัน ถึงผู้เยาว์ที่พึ่งเดินทางมาถึง
เมื่อหลี่ฮุ่ยเหอเห็นถึงท่าทีของผู้อาวุโสโม่จึงรีบกล่าวออกไป
“นั่นคือ... บุตรชายคนเดียวของผู้นำตระกูลเฟยเฟยจูเยว่”
ความจริงแล้วหากหลี่ฮุ่ยเหอ ไม่ทราบมาจากปากของผู้นำตระกูลเฟยเมื่อครู่คงรู้สึกตกตะลึงกับภาพที่เกิดขึ้นเบื้องหน้าเช่นกัน
หลังจากที่ได้ยินเช่นนั้นผู้อาวุโสโม่จึงแสยะยิ้มขึ้นมาคล้ายดูถูกดูแคลนและหาได้คิดที่จะห้ามปรามนายน้อยผู้นั้นแต่อย่างใดเพราะหากมันต้องการทำให้ตระกูลตนเองต้องอับอาย แล้วตัวมันจะห้ามไปเพื่อสิ่งใดกัน?
ส่วนเฟยหรงยังคำนั่งหลับตาไม่สนใจสิ่งใดเช่นเคยเพราะมีเพียงความอัจฉริยะ ที่จะเผยออกมาในการทดสอบครั้งนี้ที่จะปิดปากผู้คนภายในเมืองแสงอรุณให้มิกล้ากล่าววาจาสุนัขต่อบุตรชายของมันได้อีก!