ตอนที่ 141
ชิงเทียนรีบเค้นความคิด ปัญหาที่แท้จริงคือหัวหน้าของเหล่านักล่า ตัวเขาในตอนนี้ไม่สามารถเอาชนะเซียนขั้นกลางได้ด้วยซ้ำ แต่ถ้าหากวิหคอัสนีทำให้ชายคนนั้นบาดเจ็บได้ ก็น่าจะพอมีโอกาสพลิกสถานการณ์
‘ยื้อเวลาไว้ก่อน'
ชิงเทียนส่งกระแสจิตไปหาวิหคอัสนี เขาต้องการเวลามากกว่านี้ เพื่อหาวิธีทำให้อีกฝ่ายเสียหายมากที่สุด
ขณะเดียวกัน วิหคอัสนีที่กำลังอ่อนแรงกลับมาฮึดสู้อีกครั้ง ท่าท่างของมันดูดุร้ายยิ่งกว่าเดิม โซ่เหล็กที่ใช้พันธนาการเริ่มสั่นคลอน ราวกับไม่สามารถทนรับแรงดึงที่มหาศาล
“ทำไมวิหคอัสนีถึงได้บ้าคลั่งเช่นนี้!?" หัวหน้าเหล่านักล่าเริ่มตื่นตระหนก หอกที่เขาขว้างออกไปเมื่อครู่ ถูกเคลือบไปด้วยยาพิษที่สามารถทำให้อสูรเซียนหมดสติ แต่วิหคอัสนีตัวนี้กลับไม่ได้รับผลกระทบแม้แต่น้อย
พายุสายฟ้ากดดันเหล่านักล่า จนต้องถอยร่นไปหลายจั้ง แต่ทว่า ท้ายที่สุดวิหคอัสนีก็ได้มาถึงขีดจำกัด ปีกที่เคยกระพืออย่างบ้าคลั่งเริ่มอ่อนแรง จนไม่สามารถทรงตัวอยู่บนอากาศ ก่อนที่ร่างของวิหคอัสนี จะร่วงหล่นลงมากระแทกพื้นแล้วหมดสติไป
เหล่านักล่าจะร้องตะโกนด้วยความดีใจ หากพวกเขานำอสูรเซียนตัวนี้ไปขายให้กับตระกูลใหญ่ คงได้ราคาไม่น้อยเลยทีเดียว
“รีบกลับกันเถอะ อย่างน้อยเราก็เหลือเวลาอีกสองชั่วยามกว่ามันจะฟื้นขึ้นมา" หัวหน้านักล่าตะโกนสั่ง ก่อนจะนำกรงขนาดใหญ่ออกมา การล่าอสูรเซียนล้วนมีความเสี่ยงเสมอ กลุ่มที่เขาพามาในตอนแรกมีผู้บ่มเพาะไม่ต่ำกว่าสิบคน ทว่า บัดนี้กลับเกลืออยู่เพียงห้าคนเท่านั้น ถือเป็นการสูญเสียที่หนักเอาการ
นักล่าทุกคนช่วยกันถอนโซ่ที่ตรึงอยู่กับพื้น แล้วพยายามจับวิหคอัสนียัดใส่ในกรง แต่ทว่าในวินาทีนั้นเอง ดวงตาของอสูรเซียนกลับเบิกโพลงขึ้นอย่างกระทันหัน พร้อมกับสร้างกระแสไฟฟ้าออกมาทั่วบริเวณ
“กรี๊ซซซ…."
“ถอยออกมาก่อน!!" หัวหน้านักล่า ไม่สามารถรักษาความเยือกเย็นได้อีกต่อไป เปลวเพลิงปริศนาเริ่มลุกลามไปทั่วร่างวิหคอัสนี ก่อนที่บาดแผลทั้งหมดจะถูกรักษาในเวลาอันสั้น ตอนนี้สามารถพูดได้เลยว่า กลุ่มของเขากำลังเผชิญกับวิกฤตครั้งใหญ่
ตามหลักพื้นฐานแล้ววิหคอัสนี มีเพียงปราณสายฟ้าติดตัวมาตั้งแต่กำเนิด เป็นไปไม่ได้เลยที่มันจะมีพลังอื่นแอบแฝง ซึ่งในขณะที่ทุกคนกำลังสับสนกับสิ่งที่เกิดขึ้น ดอกบัวขนาดใหญ่ ก็ปรากฏใต้ฝ่าเท้าพวกเขาอย่างกระทันหัน ก่อนจะปลดปล่อยเปลวเพลิงออกมาแผดเผาทุกสรรพสิ่ง
ชิงเทียน มองดูอีกฝ่ายตะเกียกตะกายออกจากกองเพลิง เขาต้องใช้เวลาพอสมควร ถึงสามารถสร้างรูปแบบบัวนรก ที่มีขนาดใหญ่เช่นนั้นขึ้นมาได้ แต่ทว่า หลังจากที่เปลวเพลิงสงบลง ความเสียหายกลับน้อยกว่าที่เขาคิดเอาไว้
“โดนไปขนาดนี้ยังรอดอีกแฮะ"
ชายที่เป็นหัวหน้า บาดเจ็บเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เขากวาดตามองหาศัตรู ก่อนจะพบชายหนุ่มที่ยืนซุ่มอยู่บนกิ่งไม้ กำลังง้างสายธนูเพลิงเล็งมาทางพวกเขา
“หลบเร็ว!!" หัวหน้านักล่าเริ่มแตกตื่น เมื่อที่เห็นลูกศรถูกปล่อยออกจากคันธนู แปรเปลี่ยนเป็นวิหคเพลิงขนาดมหึมา
พลังทำลายของมัน รุนแรงยิ่งกว่าการโจมตีก่อนหน้านี้อย่างเทียบไม่ติด ความร้อนราวกับดวงอาทิตย์ขนาดย่อม ทำให้ต้นไม้ภายในอาณาเขตหลายสิบจั้งเกิดการลุกไหม้ แม้กระทั่งแม่น้ำก็ยังแห้งเหือดภายในพริบตา
ชิงเทียนใช้เนตรสะกดเทพ ตรึงการเคลื่อนไหวของนักล่าทุกคน ทั้งวิหคเพลิงและสายฟ้าที่กระหน่ำลงมา ทำให้นักล่าอสูรเซียนล้มตายไปทีละคน จนเหลือแค่ตัวหัวหน้าที่มีแผลไฟคลอกทั่วทั้งร่าง
หัวหน้านักล่ามองดูพวกพ้องของตนเอง ถูกเผาเป็นขี้เถ้าไปต่อหน้าต่อตา ความโกรธแค้นที่มีต่อชายหนุ่มพวยพุ่งออกมา ประหนึ่งภูเขาไฟที่กำลังปะทุ หอกที่ถืออยู่ในมือ เสือกแทงมายังชิงเทียนดุจสายฟ้าฟาด ทว่า โล่สีดำทมิฬกลับหยุดการโจมตีได้อย่างง่ายดาย
“ไอ้เด็กเวร!!"
หัวหน้านักล่ากระหน่ำแทงหอกเข้าไปที่จุดเดิม จนชิงเทียนเริ่มต้านไม่ไหว ต่อให้โล่เสวียนอู่มีพลังในการดูดซับ แต่สุดท้ายย่อมมีขีดจำกัด การโจมตีระดับนี้ เขาสามารถต้านได้เพียงไม่กี่ครั้ง
ในขณะที่กำลังเผชิญกับวิกฤต ทันใดนั้น วิหคอัสนีก็ส่งกระแสจิตมาหาชิงเทียน ก่อนที่เขาจะเก็บโล่แล้วฉากหลบไปด้านข้าง จากนั้นหัวหน้านักล่าที่ไม่ทันได้ตั้งตัว ก็ถูกอัสนีนับร้อยสายจู่โจม
“อ้ากกกกกกกก!!"
‘ดัชนีพิฆาตเทพ 3 ดัชนี พายุเพลิงผลาญสวรรค์'
หัวหน้านักล่าถูกลำแสงทั้งสามสาย เจาะทะลวงเข้าที่อกขวา จนกระอักเลือดออกมา ข้อดีของดัชนีพิฆาตเทพก็คือ มันสามารถเปลี่ยนลมปราณในจุดตันเถียน เป็นธาตุต่างๆได้อย่างอิสระ ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมดัชนีของชิงเทียน ถึงสามารถปลดปล่อยปราณวายุออกมาได้
‘ข้าทำตามที่เจ้าขอแล้ว จัดการที่เหลือเอาเองเถอะ' ชิงเทียนหันไปกล่าวกับวิหคอัสนี
แม้บาดแผลจะถูกรักษา แต่ความเจ็บปวดภายในในยังคงอยู่ วิหคอัสนีโฉบเข้าหาหัวหน้านักล่าที่กำลังบาดเจ็บสาหัส ก่อนจะใช้กรงเล็บอันแหลมคมฉีกกระชากอีกฝ่ายเป็นชิ้นๆ
ชิงเทียนไม่เคยมีเรื่องบาดหมางกับคนเหล่านี้มาก่อน แต่ทว่า ตอนนี้เขาจำเป็นต้องใช้อสูรเซียนเป็นพาหนะ จึงจำเป็นต้องลงมืออย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อย่างไรซะในฐานะอดีตจักรพรรดิ เขาไม่ได้ใส่ใจกับการฆ่าคนเหล่านี้นัก เพราะกฏการเอาตัวรอดในแดนเซียน แตกต่างจากโลกมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นตรรกะหรือศีลธรรม ล้วนไร้ความหมายในดินแดนแห่งนี้
‘ขอบคุณเจ้ามาก' วิหคอัสนีโค้งคำนับชายหนุ่ม หากไม่ได้ชิงเทียนคอยช่วยเหลือ ป่านนี้มันคงกลายเป็นทาสผู้ซื่อสัตย์ของมนุษย์
ตามทฤษฎีแล้ว อสูรที่นำมาใช้งานมีอยู่ด้วยกับสองประเภท จำพวกแรกคืออสูรเซียนที่ถูกเลี้ยงดูมาตั้งแต่เกิด พวกมันส่วนใหญ่ล้วนภักดีต่อเจ้าของ แตกต่างจากอสูรเซียนที่ถูกผู้ใช้รูปแบบผนึกจิตสำนึก ซึ่งจะทำให้สูญเสียตัวตนโดยสมบูรณ์
“เจ้าสัญญาว่าจะภักดีต่อข้าใช่หรือไม่" ชิงเทีบนเอ่ยถามวิหคอัสนี
'ข้าพูดเช่นนั้น'
ชิงเทียนหยิบขวดยาออกมาจากแหวนมิติ “นี่คือพิษของเผ่าปีศาจ หากเจ้ากล้าบิดพริ้วล่ะก็ ข้าจะใช้พิษในขวดนี้สังหารเจ้าซะ"
วิหคอัสนีไม่คิดว่าชิงเทียนจะรอบคอบเช่นนี้ แม้แต่คำสัญญาของมนุษย์ด้วยกันเองยังเชื่อถือไม่ได้ แล้วมีเหตุผลอะไรที่ชายหนุ่มต้องไว้ใจสัตว์อสูรอย่างนาง ‘เจ้าต้องการให้ข้าทำสิ่งใด'
“หากเจ้ายอมให้ข้าฝังผนึกลงในจิตวิญญาณ ข้าสัญญาว่าปฏิบัติต่อเจ้าดั่งมิตรสหาย"
‘รูปแบบผนึก?'
“ถูกต้อง มันไม่สามารถควบคุมจิตสำนึก หรือมีผลข้างเคียงใดๆทั้งนั้น เพียงแต่ข้าจะเป็นผู้กุมชีวิตของเจ้า"
‘กุมชีวิตข้า? แบบนี้ยังจะเรียกว่ามิตรสหายอยู่อีกหรือ'
“ก็ดีกว่าถูกล้างสมองล่ะนะ" การที่ชิงเทียนสนทนากับอสูรเซียนที่ใช้กระแสจิต ทำให้เขาดูเหมือนกำลังพูดอยู่คนเดียว หากมีคนผ่านมาคงคิดว่าเขาเสียสติไปแล้ว
‘ข้าต้องการที่ปลอดภัยเพื่อใช้สำหรับการบ่มเพาะ แลกกับการเป็นพาหนะให้เจ้าหนึ่งร้อยปี'
ชิงเทียนคิดว่าข้อเสนอของวิหคอัสนีฟังดูไม่เลวนัก หนึ่งร้อยปีสำหรับอสูรเซียนเป็นเวลาเพียงเสี่ยวเดียวเท่านั้น แต่สำหรับชิงเทียน เขาอาจไปถึงขอบเขตเซียนพิภพได้เลยด้วยซ้ำ
"ตกลงตามนั้น"
ชิงเทียนยื่นมือออกไปสัมผัสวิหคอัสนี ก่อนจะฝังนึกสลายจิตลงในส่วนลึกของวิญญาณ เขาไม่อยากใช้วิธีนี้เท่านัก แต่ก็ไม่มีสิ่งใดรับประกันได้ว่า อสูรเซียนตัวนี้จะไม่แว้งกัดทีหลัง
“ข้าชิงเทียน เจ้าชื่ออะไร"
‘เหลยหยี่ร์'
“ตอนนี้ข้ายังไม่มีวัสดุสำหรับสร้างตราอสูร เอาไว้หลังจากถึงเมืองสายธารแล้ว ข้าจะลองหาทางดูแล้วกัน"
ตราอสูร มีคุณสมบัติคล้ายกับแหวนมิติ เพียงแต่มันมีไว้สำหรับให้อสูรเซียนอาศัยอยู่ภายใน ซึ่งการจะสร้างขึ้นมาได้นั้น จำเป็นต้องใช้หินมิติชนิดพิเศษ
***************************
หลังจากผ่านไปหลายอาทิตย์ นิกายชิงก็เริ่มเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา ทั้งนี้ต้องขอบคุณฮั่นซวนถาน ที่ยอมใก้ชืงเทียนยืมกองกำลังเพื่อใช้ในการก่อสร้าง
“ข้าขอพบผู้นำนิกายได้หรือไม่" ฮั่นซวนถานถามชายสวมหน้ากาก
ในบรรดาสมาชิกของนิกายชิง มีคนสวมหน้ากากอยู่เต็มไปหมด ซึ่งส่วนใหญ่ล้วนเป็นคนของเผ่าแสงจันทร์ อาจเป็นเพราะหน้าตาที่ผิดแปลกจากคนท้องถิ่น ชิงเทียนจึงสั่งให้พวกเขาปกปิดตัวตนเอาไว้ เนื่องจากเผ่าพันธุ์อื่นไม่เป็นที่ต้อนรับในทวีปแห่งนี้
“เชิญทางนี้" โลแกนใช้เวลาหลายเดือนกว่าจะเข้าใจภาษาของแดนเซียน แต่ทว่า สำเนียงของเขาก็ยังรู้สึกแปลกหูอยู่ดี
ห้องโถงที่สร้างจากหินอ่อน ดูยิ่งใหญ่สมกับเป็นศูนย์กลางของนิกาย บัลลังก์ที่อยู่สุดทางเดิน รายล้อมไปด้วยสมาชิกระดับสูง
“ยินดีต้อนรับท่านเจ้าเมือง" ชายที่นั่งอยู่บนบัลลังก์กล่าวต้อนรับ หน้ากากของเขาดูแตกต่างจากเหล่าบริวาร รวมถึงการแต่งกายก็มิดชิดจนไม่สามารถมองเห็นผิวหนัง
“ขอบคุณที่ช่วยชีวิตข้าไว้" ฮั่นซวนถานประสานมือคำนับ ในงานเลี้ยงคราวก่อน เขาไม่โอกาสขอบคุณชายหนุ่มเลยสักครั้ง จึงรู้สึกติดค้างจนต้องเดินทางมาหาด้วยตนเอง
ชายบนบัลลังก์โบกมือปัด “ไม่ต้องเก็บมาใส่ใจก็ได้ อย่างไรซะ ข้าก็ได้ค่าตอบแทนมาแล้ว"
“ถึงจะพูดเช่นนั้น ข้าก็ยังรู้สึกติดค้างท่านอยู่ดี" ฮั่นซวนถานตัดพันธะกับกระบี่ของตนเอง “นี่คือกระบี่ที่สร้างโดยช่างตีเหล็กจากนิกายค้อนทองคำ ได้โปรดรับไว้เพื่อความสบายใจของข้าด้วยเถอะ"
ชายคนดังกล่าวลุกขึ้นจากบัลลังก์ ก่อนจะรับกระบี่ไปเชยชม “ไม่ว่าจะเป็นคมดาบหรือฝัก ล้วนถูกสร้างด้วยความปราณีต ด้วยฝีมือระดับนี้อย่างน้อยก็เป็นระดับอัคราจารย์ ท่านแน่ใจหรือว่าจะยกกระบี่เล่มนี้ให้ข้า"
“กระบี่เพียงเล่มเดียว ยังไม่เท่ากับที่ท่านช่วยชีวิตข้าด้วยซ้ำ"
คำพูดของฮั่นซวนถาน ทำให้ชายที่อยู่ภายใต้หน้ากากเผยยิ้มออกมา “หากนี่คือความตั้งใจของท่าน ข้าก็ขอรับไว้ด้วยความยินดี"
หลังจากที่ฮั่นซวนถานกลับไปโดยไม่มีสิ่งใดให้ค้างคา ชายที่ปลอมตัวเป็นชิงเทียนก็ถอดหน้ากากออก เผยให้เห็นโครงหน้าอันคมเข้มและรอยสักที่ลามมาจนถึงลำคอ
“ให้ตายสิ ทำไมข้าต้องมาแสดงเป็นอาจารย์ด้วย"
--------------------------------