บทที่ 12 สินสอดห้าสิบตำลึง
วันรุ่งขึ้นช่างอิฐและช่างไม้ก็เข้ามาตรวจดูบ้านและวัดขนาด
ส่วนหลินซื่อ เชิญสะใภ้หลายคนที่มีความสัมพันธ์อันดีต่อกันให้มาช่วยทำอาหาร
เพราะต้องทำอาหารเลี้ยงคนสองมื้อทุกวัน และสิ่งนี้ถือเป็การแสดงมิตรไมตรีต่อเพื่อนบ้าน ดังนั้นเื่ดี ๆ เช่นนี้ใครจะปฏิเสธได้?
เซียวหย่งฝูกำลังจะไปที่แปลงผัก ก่อนไปไม่ลืมกอดเซียวหน่วนหยางและหอมแก้มจ้ำม้ำอย่างอ่อนโยน
“หน่วนเป่า พ่อไปปรับหน้าดินก่อนนะ จะได้ปลูกผักอร่อย ๆ ให้เ้ากิน ดีหรือไม่”
เ้าก้อนแป้งปรบมือ ปากพ่นฟองเล็ก ๆ ท่าทางน่ารัก
“หน่วนเป่าของเราเป็เด็กดีจริง ๆ เ้าให้กำลังใจพ่อสินะ”
เ้าก้อนแป้งมองบิดาตาแป๋ว พลางคิดกับตนเอง ‘ท่านพ่อไม่ต้องห่วง ข้าจะช่วยท่านเอง!’
เซียวหย่งฝูพาบุตรชายไปที่แปลงดิน
เขาชี้ไปยังที่ดินสองหมู่ตรงหน้า “หยวนหลาง เ้าพาน้องไปไถหน้าดินตรงนั้น”
“ขอรับ”
“ท่านพ่อ พวกเราจะปลูกอะไรกันหรือ”
“ปลูกผักน่ะ”
แม้ว่าในวันนั้นหลี่เจิ้งจะคืนความยุติธรรมให้ตน แต่ที่ดินสองผืนนี้เป็แม่เฒ่าเหยาที่ยืนกรานจะมอบมันให้กับเขา
เพราะมันเป็ที่ดินที่สภาพดินแย่ที่สุด
ผืนดินแตกระแหงเนื่องด้วยโดนแดดตลอดทั้งปี แม้แต่วัชพืชก็ไม่สามารถเติบโตได้
แต่เซียวหย่งฝูมีความเชื่อในใจว่าหลังจากที่แยกบ้านแล้ว ครอบครัวจะมีคืนวันที่ดีขึ้นเรื่อย ๆ
ไม่ว่าดินจะย่ำแย่เพียงใด เขาก็จะหาวิธีปลูกผักให้ได้
เซียวหย่งฝูยกจอบเฉาะหน้าดิน แววตาพลันฉายแววประหลาดใจ เมื่อพบว่าดินไม่ได้แข็งอย่างที่คิด
ทำให้ปรับไถหน้าดินได้อย่างรวดเร็ว
“ไม่คิดเลยว่าดินจะดีขนาดนี้” เซียวหย่งฝูเป็ชาวไร่ชาวนา มองปราดเดียวก็สามารถบอกได้ทันทีว่าดินแบบไหนดี แบบไหนไม่ดี
ดินร่วนดำเช่นนี้ แค่มองก็รู้แล้วว่าตรงหน้าคือดินที่อุดมสมบูรณ์อย่างยิ่ง
ระหว่างทางกลับ เหล่าพี่น้องต่างคุยกันไม่หยุดปาก
“ข้าคิดว่าวันนี้จะเหนื่อยมากเป็พิเศษเสียอีก ไม่คิดว่าจะพลิกไถหน้าดินได้ไวขนาดนี้”
“ท่านพ่อ ข้ารู้สึกว่ายังสามารถทำได้อีกรอบเลย”
เซียวหย่งฝูที่ชื่นชอบเพียงลูกสาว เมื่อได้ฟังลูกชายสามคนพูดแบบนี้ “เช่นนั้นก็ไปทำอีกรอบไป”
สามพี่น้อง “ฮ่า ๆ ๆ”
ใครจะคิดว่าทันทีที่พวกเขาถึงบ้าน พวกเขาจะพบหวังซื่อที่เดินมาพร้อมบุตรสาว
ทันทีที่หวังซื่อเห็นพวกเขานางก็ยิ้มกล่าว “พี่หย่งฝู...”
สีหน้าของเซียวหย่งฝูมืดครึ้ม เมื่อหวนนึกถึงสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อวานนี้ เขาก็หันหลังกลับเข้าไปในลานบ้านทันที
เมื่อหวังซื่อเห็นสถานการณ์ไม่ค่อยสู้ดีนัก นางจึงหันไปส่งสายตาให้หลิวซิ่วหงทำอะไรสักอย่าง
หลิวซิ่วหงเมื่อเห็นเซียวหยวนหลาง นางก็รีบเดินเข้าไปหมายกล่าวทักทาย แต่พวกเขาพ่อลูกกลับเดินเข้าบ้านไป ไม่แม้แต่จะเหลือบมองนางด้วยซ้ำ
ดวงตาที่โศกเศร้าของนางเริ่มแดงระเรื่อเล็กน้อย แต่นางยังคงบอกตัวเองว่าพี่หยวนหลางแค่ไม่ทันเห็นนางเท่านั้น
เมื่อหวังซื่อเดินเข้าไปในลานบ้าน ก็เห็นว่าทุกอย่างล้วนผุพัง ยกเว้นห้องครัวและห้องที่หลินซื่อนอนอยู่
เมื่อตอนกลางวันนางได้ยินคนในหมู่บ้านพูดกันว่าบ้านใหญ่ตระกูลเซียวกำลังจะสร้างบ้านใหม่ นางจึงอยากมาดูสักหน่อย
เมื่อเห็นดังนั้น หวังซื่อก็มีความคิดหนึ่งขึ้นมาทันที
เซียวหย่งฝูกลับมาล้างไม้ล้างมือ ก่อนจะก้าวเข้าไปหยอกล้อกับบุตรสาวทันที “หน่วนเป่า คิดถึงพ่อหรือไม่”
ลูกชายหลายคนก็มารวมตัวกันและพูดติดตลก “น้องต้องคิดถึงพวกพี่ชาย มากกว่าแน่ ดูนางยิ้มสิ”
“คึกคักเชียว!” เสียงของหวังซื่อดังขึ้นต่อหน้าทุกคน แต่น่าเสียดายที่ไม่มีใครสนใจนางแม้แต่คนเดียว
มีเพียงหลินซื่อเท่านั้นที่ยังไม่รู้ว่าเกิดเื่อะไรขึ้นเมื่อวานนี้ “อ้าวสะใภ้หลิว เข้ามาก่อนสิ ขออภัยด้วยที่บ้านเราไม่ค่อยเรียบร้อยเท่าไรนัก”
หลิวซิ่วหงเดินตามมารดาเข้ามาและขยับเข้าไปใกล้เซียวหยวนหลางมากขึ้น ทำให้พวกน้อง ๆ สกุลเซียวแอบขยิบตาให้กัน
หวังซื่อเข้าไปในห้องแล้วมองไปรอบ ๆ ในห้องไม่มีอะไรเลย ผู้เฒ่าเซียวกำลังนอนหลับอยู่ตรงมุมห้อง
ส่วนหลินซื่อนอนตะแคงลงบนเตียง ใบหน้าของนางดูมีชีวิตชีวา ร่างกายอ้วนท้วมเนื่องจากเพิ่งคลอดบุตร
หวังซื่อเช็ดเหงื่อบนใบหน้าที่ผอมบางของตน โดยไม่รู้ตัวเลยว่าในห้องรายล้อมไปด้วยสายตาขุ่นเคืองจากทั้งเด็กและผู้ใหญ่
เซียวหน่วนหยางถูกอุ้มไว้ในอ้อมแขนของท่านพ่อ นางถึงเห็นสีหน้าของหวังซื่อชัดเจน
เ้าก้อนแป้งไม่ชอบครอบครัวนี้!
หวังซื่อไม่ต้องรอให้ใครเชิญ นางก็ไปนั่งที่เตียงเตาพร้อมรอยยิ้มประดับบนใบหน้าพลางกล่าวด้วยความดีใจ “พี่หลิน ในเมื่อพวกเ้ากำลังสร้างบ้าน เช่นนั้นบ้านเสร็จเมื่อไร ก็ค่อยจัดงานแต่งให้กับซิ่วหงและหยวนหลางเถอะ”
เซียวหยวนหลางซึ่งยืนอยู่ข้าง ๆ กำลังเล่นกับเ้าก้อนแป้งตัวแข็งทื่อ แต่หลิวซิ่วหงที่อยู่ข้าง ๆ กลับหน้าแดงก้มหน้างุด
หลินซื่อฟังประโยคนี้แล้วก็ไม่ได้ตอบกลับ หวังซื่อจึงคิดเองเออเองเสร็จสรรพ “ข้าเห็นว่าพวกเ้าไปเรียกช่างไม้จากหมู่บ้านข้าง ๆ มา ถึงตอนนั้นก็ให้พวกเขาทำของใช้ในบ้านไปด้วยเลยดีหรือไม่”
“ข้ารู้ว่าเ้าอยากได้ลูกสาวมาก ๆ รอซิ่วหงแต่งเข้ามา นางก็จะอยู่กับเ้าไปอีกหลายสิบปี ไหนเลยจะเหมือนลูกสาวครอบครัวเ้า สุดท้ายนางก็ต้องไปเป็ครอบครัวของคนอื่นอยู่ดี”
สกุลเซียวหน้าดำกันเป็แถบ ถึงกับทนฟังไม่ได้
แม้แต่สีหน้าของหลินซื่อก็ยังมืดลงทันใด ทว่าหวังซื่อกลับไม่ได้สังเกตเลยว่าบรรยากาศในห้องอึมครึมแค่ไหน
หลิวซิ่วหงที่ให้ความสนใจกับเซียวหยวนหลางตลอด สังเกตเห็นทันทีว่าสีหน้าของคนสกุลเซียวเปลี่ยนไป
นางรีบสะกิดมารดาของตน “ท่านแม่พอได้แล้ว”
ยิ่งเห็นเซียวหยวนหลางมองมา นางก็ยิ่งแสดงสีหน้าทั้งอับอายทั้งกล้ำกลืน
หลินซื่อเห็นลูกชายกับหลิวซิ่วหงลอบมองกัน ก็คิดว่าทั้งสองคงชอบพอกัน นางจึงเกิดอาการลังเลอยู่เล็กน้อย ไม่ได้กล่าวอะไรออกมา
กลับเป็เซียวหย่งฝูที่กล่าวอย่างเ็า “หยวนหลางยังเด็ก แต่งงานตอนนี้นับว่าเร็วไปนัก”
หลินซื่อใไปชั่วครู่ พอมองไปที่ผู้เป็สามี สำหรับคนที่แต่งงานกันมาหลายปีพวกเขาเข้าใจความหมายของกันและกันทันทีที่สบตา
จากนั้นนางจึงกล่าวต่อ “สะใภ้หลิว ปีนี้หยวนหลางเพิ่งจะมีอายุได้สิบสองปี ยังเร็วเกินไปที่จะแต่งงาน รอให้โตกว่านี้อีกหน่อยเถอะ”
เมื่อหวังซื่อได้ยินว่าอีกฝ่ายยังไม่้าจัดงานแต่งงานตอนนี้ สีหน้าของนางก็แปรเปลี่ยนทันที “ข้าคิดว่าเป็เพราะว่าพวกเ้าคงไม่อยากให้ค่าสินสอดสินะ จะรอให้ซิ่วหงแก่ก่อนหรือถึงค่อยแต่ง”
“อีกอย่างบ้านซ่อมใหม่ไม่กี่ปีก็จะทรุดโทรมแล้ว ข้าควรให้ซิ่วหงแต่งเข้ามาอยู่ในบ้านเก่า ๆ อย่างนั้นหรือ?”
หลินซื่อไม่คาดคิดว่าหวังซื่อจะพูดจาไร้เหตุผลเช่นนี้ แต่เห็นแก่บุตรชาย นางจึงยังคงพูดดีด้วยอยู่ “สะใภ้หลิวเหตุใดถึงพูดเช่นนี้ ครอบครัวเราเป็คนอย่างไรกัน ในหมู่บ้านไม่มีใครไม่รู้...”
แต่ก่อนที่นางจะพูดจบ หวังซื่อก็กล่าวขัดขึ้นมา “ในเมื่อไม่ใช่เช่นนั้น ก็จ่ายสินสอดมาสิ ห้าสิบตำลึง”
น้ำเสียงของหวังซื่อเฉียบคม คนในหมู่บ้านหลายคนที่มาช่วยงานต่างก็ใเมื่อได้ยินคำพูดเช่นนี้ พวกเขาหยุดสิ่งที่ทำและหันมามองอย่างสนอกสนใจ คำพูดนี้เซียวหย่งฝูได้ยินมาแล้วั้แ่เมื่อวาน แต่การได้ยินมันอีกครั้งทำให้เขาอยากหัวเราะ
ขนาดเ้าก้อนแป้งยังกลอกตา
“ครอบครัวต้าหย่งขายลูกสาวหรือนี่ ทั้งยังดูอีกว่าซิ่วหงจะคุ้มราคาหรือไม่” สะใภ้จากบ้านอื่นที่ยืนอยู่หน้าประตูครัวผู้หนึ่งกล่าวอย่างเหยียดหยาม
แม้ซิ่วหงจะอายุยังน้อย แต่รูปร่างหน้าตาของนางก็ธรรมดา สินสอดที่หวังซื่อเรียกตั้งห้าสิบตำลึง ไม่ใช่ว่าขูดเืขูดเนื้อไปหน่อยหรือ
เป็เื่แปลกเสียจริง
ทุกหัวระแหงประสบภัยแล้ง เงินขนาดนั้นคงมีเพียงบ้านคหบดีเท่านั้นที่จ่ายไหว
อีกเสียงหนึ่งก็ดังมาจากห้องครัว “นางก็เห็นอยู่ว่าคนเขากำลังสร้างบ้าน ยังจะมารีดไถเงินอีก”
หวังซื่อยืนขึ้น ด่าสาปแช่งเสียงดัง “พวกเ้ามันคนจิตใจสกปรก เป็สุนัขไล่จับหนูยุ่งเื่ชาวบ้าน พวกเขายังไม่ทันพูดอะไรเลย พวกเ้าจะปากมากพูดแทนทำไม”
เซียวหน่วนหยางสะดุ้งใกับเสียงที่จู่ ๆ ก็ดังขึ้นมา นางจึงจงใจเบะปากร้องไห้น้ำตาไหลอาบแก้ม “ฮึก แง!”
เซียวหย่งฝูรีบปลอบลูกสาวในอ้อมแขน พลางกล่าวอย่างเ็า “เด็ก ๆ อายุยังน้อย ไม่จำเป็ต้องรีบคิดเื่แต่งงานหรอก แต่ถ้าเ้าเรียกสินสอดห้าสิบตำลึงจริง เช่นนั้นงานแต่งก็ยกเลิกไปเถอะ ครอบครัวเ้าจะได้หาเขยคนใหม่ ลูกสาวข้าใร้องไห้ใหญ่แล้ว กลับไปเถอะ ข้าไม่ส่ง”
เมื่อเซียวหยวนหลางเห็นน้องสาวร้องไห้จนหน้าแดงก่ำ เขาก็มองไปยังหลิวซิ่วหงเขม็ง
ข้อกล่าวหานี้ทำให้หลิวซิ่วหงทั้งโมโหทั้งเสียใจ ยิ่งไปกว่านั้นนางก็ยิ่งรู้สึกเกลียดชังเซียวหน่วนหยางมากยิ่งกว่าเดิม
นางรู้ว่าสกุลเซียวอยากได้ลูกสาวมากขนาดไหน หากไม่มีเซียวหน่วนหยาง พวกเขาก็คงยินดีที่จะต้อนรับนางอย่างแน่นอน!