ท่ามกลางบรรยากาศอึมครึมเหน็บหนาวจนเสียดแทงกระดูก
เด็กหนุ่มผู้หนึ่งนอนขดตัวอยู่บนแท่นบรรทมด้วยเรือนร่างเปลือยเปล่าทั่วผิวกายกระจ่างใสเกินมนุษย์เต็มไปด้วยร่องรอยสีกุหลาบและรอยช้ำสีม่วง
ร่องรอยมากมายเหล่านี้บ่งบอกให้รู้ว่าร่างกายนี้ได้แปดเปื้อนด้วยมลทินราคะ ข้อมือข้อเท้าทั้งหมดถูกโซ่สีเงินล่ามเอาไว้ราวกับเขาเป็เพียงสัตว์อสูรที่ถูกจองจำ
ดวงตาสีรัตติกาลเหม่อมองอย่างไร้จุดหมายดูว่างเปล่าคล้ายกับภาชนะไร้ิญญา สติของเขาเลือนรางอย่างผู้ที่ปฏิเสธรับรู้ความเป็จริง ความเ็ปที่ได้รับทำให้ความทรงจำที่เป็าแเก่าปริแตก
เขาถูกเจียวตนหนึ่งจับมาบังคับให้ร่วมเสพสังวาสเป็เวลานานหลายเดือนแล้ว
เจียวเป็ภูตอสรพิษที่ก้ำกึ่งอยู่ระหว่างความเป็เทพและปีศาจ ตามตำนานเล่าว่าเมื่อเจียวหลงสั่งสมตบะได้ถึงหนึ่งพันปีจะกลายร่างเป็ั
ถึงแม้ว่าการเสพสังวาสกับเจียวตนนี้จะทำให้เขาได้ประโยชน์ไม่น้อย เพราะหยวนจิงที่ปล่อยเข้ามาในร่างกายเต็มไปด้วยปราณหยาง สำหรับผู้บำเพ็ญเพียรที่เป็มนุษย์แล้วนี่เป็ทรัพยากรที่ไม่อาจประเมินค่าได้ เมื่อร่างกายได้ดูดซับสิ่งนี้จึงสามารถบ่มเพาะพลังบำเพ็ญเพียรทำให้ตบะของเขารุดหน้าไปมาก แต่าแที่ถูกกระทำชำเราจนฉีกขาดและความ อัปยศที่ได้รับยิ่งตอกย้ำความจริงว่าเขายังเป็เพียงมนุษย์คนเดิมที่ต้อยต่ำสมควรตาย
แม้ว่าตอนนี้เขาจะเติบโตขึ้นและแข็งแกร่งกว่าตอนที่เป็เด็ก แต่เพราะความเย่อหยิ่งตอนที่ได้เป็ศิษย์สายตรงของผู้าุโสำนักเทียนลิ่งทำให้เขาประมาณตนผิดไปว่าตนเองสามารถเอาตัวรอดได้ต่อให้ต้องต่อกรกับภูตผีปีศาจ สุดท้ายแล้วก็ต้องตกอยู่ในสภาพอยู่ไม่สู้ตายเช่นนี้
เขาแทบไม่อยากลืมตาขึ้นมามองสภาพอันน่าสมเพชของตัวเองแม้แต่น้อย ในโลกนี้ยอมรับเพียงผู้ที่แข็งแกร่ง ส่วนคนที่อ่อนแออย่างเขาก็ได้แต่เป็หินรองเท้าให้ผู้อื่นเหยียบย่ำ ยิ่งขบคิดก็ยิ่งน่าคับแค้นใจ หรือเขาจะไม่อาจเปลี่ยนแปลงชะตาชีวิตอันน่าอดสูของตนเองได้แล้วจริงๆ
เจาหวาหลับตาลง ความสิ้นหวังกัดกินหัวใจของเขาั้แ่วันแรกที่ถูกคุมขัง ไม่แม้แต่หวังว่าจะได้รับการปลดปล่อย เขาสังหารบริวารของอีกฝ่ายมากเกินไป
ภายในห้องเงียบสงบจนได้ยินเสียงลมหายใจแ่เบาของตนเอง ทว่าเมื่อบุรุษผู้หนึ่งเดินเข้ามากลับไม่มีแม้กระทั่งเสียงฝีเท้า ราวกับว่าเขาไม่ได้ใช้เท้าเดินแต่ลอยเข้ามาอย่างไรอย่างนั้น
ผู้ที่มาก็คือภูตที่จับเจาหวาขังไว้ในห้องนี้
เจียวหลงหวาง หนึ่งในาาปีศาจ สุ่ยอี เป็ภูตที่มีชาติกำเนิดแปลกประหลาด
เขาเกิดที่แม่น้ำสายหนึ่งในแดนอสูร ทั้งๆ ที่เกิดในพื้นที่ที่เป็ศูนย์กลางพลังหยิน แต่กลับมีพลังหยางเต็มเปี่ยม พลังหยินที่อยู่รอบด้านก็ไม่อาจทำให้ปราณหยางในตัวเขาแปดเปื้อน
ยามที่สุ่ยอีปรากฏตัวขึ้นเขาเป็เพียงไข่ใบหนึ่ง ก่อนที่เขาจะกำเนิดไม่กี่่อึดใจ จู่ๆ ปราณหยางจำนวนมากก็ก่อตัวขึ้นที่ต้นแม่น้ำ ทำให้ภูตผีปีศาจที่อาศัยอยู่บริเวณนั้นจับจ้องตาเป็มัน ต่างก็หมายมาดว่าตนเองจะต้องว่องไวฉกชิงภูตที่กำลังจะถือกำเนิดนี้ให้ทันจะได้กลืนกินแล้วแย่งชิงปราณหยาง เท่านี้ก็จะสามารถเลื่อนขั้นตบะได้โดยง่าย แต่เมื่อพวกมันเข้าใกล้ต้นกำเนิดพลังหยาง ก็ถูกแผดเผาจนมอดไหม้เป็ผุยผง ปราณหยินในร่างแตกซ่านล่องลอย จากนั้นก็ถูกปราณหยางที่ล่องลอยอยู่ชักนำไปให้ไข่ใบที่พวกมันละโมบถึงดูดกลืนอย่างหมดจด ในเวลาไม่ถึงหนึ่งชั่วยาม ภูตผีปีศาจที่เข้าใกล้ล้วนถูกประสบชะตากรรมเดียวกันปราณหยินจำนวนมากแปรเปลี่ยนให้กลายเป็พลังตบะ ในเวลาไม่นานไข่ใบนั้นถูกทำให้เแตกร้าวจากด้านใน ฉับพลันเจียวที่มีพลังตบะหลายร้อยปีก็ถือกำเนิดขึ้น
อสรพิษเขาเดียวลอยบนฟากฟ้าที่เคยมืดมิด สายน้ำสะท้อนเกล็ดสีขาวเงินเลือนราง พลันบังเกิดแสงสว่างที่เจิดจ้าและอบอุ่นดั่งดวงอาทิตย์ที่กำลังสอดส่อง
ยังไม่ทันกำเนิดสุ่ยอีก็รู้จักแย่งชิงและดูดกลืนพลังหยินมาเป็ของตนแล้ว ด้วยเหตุนี้เมื่อเขาถือกำเนิดจึงมีจิตสำนึกรู้คิดเหนือกว่าภูตผีปีศาจทั้งปวง เริ่มแรกยังพอมีมารที่ไม่รู้จักประมาณตน้าสังหารเขาเพื่อแย่งชิงพลังปราณ แต่พวกนั้นกลับมีแต่ไปไม่มีกลับ
ท่ามกลางโลหิตไหลนองจนแม่น้ำกลายเป็สีแดงฉาน สุ่ยอีในร่างมนุษย์หลุบตามองเกล็ดเงินเปื้อนเืที่เขาเพิ่งกระชากออกมาจากลำตัว ทั้งผิวพรรณ เส้นผมและอาภรณ์ต่างก็เป็สีขาว ยังมีใบหน้าหล่อเหลาเรียบนิ่งส่งผลให้เขาดูเหมือนหยกสลักเทพเ้า ชั่วขณะที่เขาจับกระบี่ในมือฟาดฟันศัตรู ไอสังหารที่มีรัศมีหลายสิบลี้ก็แผ่ออกไปไม่รู้จบ
ทั้งๆ ที่เขาเป็ภูตที่เพิ่งเกิดแต่กลับไม่มีผู้ใดสามารถต่อกรได้ เพียงเกิดไม่กี่วัน ต่อสู้ไม่กี่ครั้ง เขาก็รู้จักนำเกล็ดของตัวเองมาหลอมเป็กระบี่ปราบมารแล้ว
ภาพชายหนุ่มรูปงามถือกระบี่ยาวกวัดแกว่งต่อกรมารอายุหลายร้อยปีด้วยใบหน้าไร้อารมณ์ประหนึ่งสิ่งที่กระทำอยู่นั้นเป็ง่ายดายไม่ต่างจากการหายใจทำให้ผู้ที่แอบซุ่มดูเหตุการณ์หวาดกลัวจนล้มเลิกความคิด
ด้วยความพิเศษเช่นนี้ทำให้สุ่ยอีกลายเป็ภูตที่มารปีศาจต่างก็หวาดกลัวไม่กล้าเข้าใกล้ แม้ว่าจะสวามิภักดิ์แล้วก็ไม่อาจยืนใกล้เกินห้าก้าว เพราะกลัวว่าเพียงเข้าใกล้อีกเพียงครึ่งก้าวก็จะถูกเขาสูบพลังจนิญญาแตกสลายไม่ได้ผุดได้เกิด มารปีศาจทั่วไปอาจจะแย่งชิงพลังผู้อื่นได้ก็จริง แต่ไม่มีผู้ใดเป็เช่นเขาที่สามารถดูดกลืนอย่างไร้ขอบเขต อีกทั้งไม่ถูกพลังตีกลับ เมื่อเป็เช่นนั้นเขาจึงยิ่งมายิ่งแข็งแกร่ง ปราณหยางก็ยิ่งเข้มข้น
มารปีศาจมากมายทั้งหวาดกลัวทั้งริษยา ปราณหยางยิ่งเข้มข้นก็ยิ่งหอมหวน แต่พวกมันกลับไม่กล้ารนหาที่ตาย ได้แต่หาทางประจบประแจง เพราะสุ่ยอีในตอนนี้อีกก้าวเดียวก็จะสลัดคราบกลายเป็ั
แน่นอนว่าปราณหยางในร่างกายของเขาสามารถเปรียบได้กับโอสถทิพย์ หากได้ของเหลวจากสุ่ยอีแม้เพียงน้อยนิดพลังตบะก็จะเพิ่มได้มาก ภายหลังบรรดาภูตปีศาจมากมายจึงแห่กันเข้ามาสวามิภักดิ์ด้วยหวังว่าสุ่ยอีจะมอบหยดโลหิตหรือหยวนจิงให้เป็รางวัล
ใบหน้าไร้อารมณ์ของสุ่ยอีกำลังจ้องมองเรือนร่างบอบบางของมนุษย์ตรงหน้า เดิมทีเขาตั้งใจจะสังหารมนุษย์ผู้นี้โทษฐานที่อีกฝ่ายผนึกบรรดาบริวารของเขาอย่างโอหัง แต่ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด เมื่อเขาเห็นใบหน้าอ่อนเยาว์ของมนุษย์ผู้นี้และพลังหยินที่ค่อยๆ เพิ่มขึ้นในร่างกายของอีกฝ่ายก็พลันเปลี่ยนใจ
เขารู้ว่าหาก้าให้คนผู้นี้ชดใช้ก็ไม่จำเป็ต้องทำอะไร เพียงปล่อยไปอีกไม่นานคนผู้นี้จะต้องธาตุไฟเข้าแทรกตกเข้าสู่ทางสายมารแน่ สุ่ยอีครุ่นคิดอยู่พักใหญ่ก่อนจะกักขังอีกฝ่ายไว้ในวังของตนเองในแดนอสูร
ไม่น่าเชื่อว่า นอกจากสุ่ยอีจะไม่ได้สังหารเจาหวาแล้วยังช่วยอีกฝ่ายดูดกลืนปราณหยินที่กำลังกัดกินร่างกายเขาช้าๆ อีกด้วย อีกทั้งยังปลดปล่อยปราณหยางล้ำค่าที่ผู้คนมากมาย้าเข้าไปตรงๆ ทำให้เจาหวาสามารถดูดซับมันมาเพิ่มตบะบำเพ็ญเพียรได้
แม้ว่าวิธีการนั้น...จะไม่น่ารื่นภิรมย์ก็ตามที
สภาพของเจาหวาในตอนนี้เหมือนกับตุ๊กตาที่ผุพัง สุ่ยอีเอื้อมมือลงไปเชิดคางเรียวกลับเห็นเพียงแววตาว่างเปล่า เขาเคยชินกับอารมณ์ด้านชาของตัวเองแต่เมืุ่์ผู้นี้ไร้ปฏิกิริยาตอบสนอง เขาพลันหมดอารมณ์จะหยอกเย้า แต่จะสังหารทิ้งก็สุดแสนเสียดายใบหน้านี้
ไม่รู้ว่าเป็เพราะเหตุใด ครั้งแรกที่ได้เห็นสุ่ยอีก็รู้สึกติดใจใบหน้าของมนุษย์ผู้นี้แล้ว แวบแรกที่ได้เห็นก้อนเนื้อใต้อกแกร่งพลันปวดหนึบ แต่เมื่อได้โอบกอดไอความร้อนจากร่างกายที่ถ่ายเทมากลับทำให้รู้สึกอบอุ่นไปถึงหัวใจ
เพียงแต่ว่ายิ่งนานวันความรู้สึกนั้นคล้ายกับว่าจะแตกต่างจากที่เขาคิดไว้
สุ่ยอีเป็ภูตที่ถือกำเนิดขึ้นเองไม่มีบิดามารดาคอยสั่งสอน เติบโตในดินแดนที่มีแต่การแย่งชิงถึงจะอยู่รอดและด้วยความสัมพันธ์ระหว่างบริวารที่มีเพียงเพราะ้าผลประโยชน์จากเขา สุ่ยอีจึงไม่มีทางจำแนกแยกแยะได้ว่าความรู้สึกที่เกิดขึ้นชั่วขณะนั้นคืออะไรกันแน่
เหลือบมองร่างกายหอมกรุ่น อาภรณ์สีขาวตัดกับเส้นผมสีดำสนิท ไอหยินสีดำทีล้อมรอบตัวค่อยๆ ซึมหายเข้าไป กลับไม่ได้ทำให้เขามัวหมอง ผู้บำเพ็ญเซียนผู้นี้ดูสะอาดบริสุทธิ์อย่างน่าประหลาด แต่เพียงแค่ชั่วอึดใจ ร่างกายที่ดูดซับไอหยินเริ่มปรากฏเค้าเย้ายวนล่อลวงให้ผู้พบเห็นตกอยู่ในห้วงราคะดั่งมาร ลมหายใจของสุ่ยอีสะดุดเล็กน้อย เขาขมวดคิ้วเข้มหรี่ตามอง ก่อนจะโอบอุ้มร่างบางหมุนตัวเปลี่ยนทิศทางจากคุกใต้ดินไปยังตำหนักใน
เหตุการณ์เพียงวันเดียวสถานะของเจาหวาตกลงจากเซียนหนุ่ม กลายเป็นักโทษ และท้ายที่สุดกลายเป็เตาหลอม
แน่นอนว่าสำหรับผู้บำเพ็ญเพียรธรรมะแล้ว เื่นี้ถือเป็ความอัปยศขั้นสูงสุด แต่สำหรับมารปีศาจที่รอคอยให้สุ่ยอีมอบความเมตตาให้ เจาหวากลับเป็ที่ริษยา บริวารหลายตนมองตบะบำเพ็ญเพียรของเขาที่รุดหน้าโดยไม่ต้องทำอะไรด้วยสายตาร้อนระอุราวกับ้าแผดเผาเขาให้กลายเป็ผุยผงแล้วเข้าแทนที่ เสียดายก็แต่ผู้เป็นายไม่เหลือบแล จึงได้แต่ก้มหน้ารับคำสั่ง
ระหว่างที่เจาหวากลายเป็เตาหลอม ทุกวันต้องรองรับอารมณ์แปรปรวนของเ้าของตำหนัก ทั้งแก่นกายใหญ่โตที่เข้าออกอย่างดุดันทั้งทัณฑ์ทรมานที่ได้รับทำให้เขาอยู่ไม่สู้ตาย
มีเพียงครั้งนี้ที่สายตาของสุ่ยอีเ็าแต่การกระทำกลับอ่อนโยนอย่างไม่น่าเชื่อ สุ่ยอีมองใบหน้าของเจาหวา จู่ๆ แววตาก็วูบไหวเล็กน้อยยากสังเกต ไม่นานก็ปลดโซ่เหล็กที่ล่ามข้อเท้าเรียวแล้วประคองร่างอ่อนปวกเปียกให้ลุกขึ้นนั่ง ก่อนจะใช้พลังปราณรักษาาแที่ตนเป็ผู้ฝากไว้
าแบนผิวกายขาวนวลจางหายไปในพริบตา กระนั้นาแในใจก็ยากรักษา เจาหวาอยากหลบหนีจากความเ็ปนี้จึงปิดกั้นตัวเองจากความรู้สึกทั้งปวง กักขังตัวเองอยู่ในจิตใต้สำนึก ไม่รับรู้ความเป็ไปบนโลกแม้กระทั่งเื่ที่เขาได้บรรลุขั้นจินตันแล้ว
ความอบอุ่นชั่วขณะที่สุ่ยอีใช้พลังปราณทำให้ร่างบางรู้สึกอุ่นวาบ ในกรงขังอันมืดมิดพลันปรากฏแสงสุริยันส่องเข้ามาในจิตใจ แต่เมื่อัันั้นผละออกโลกก็กลับมามืดมิดดังเดิมทำให้เขารู้สึกหนาวเหน็บจนร้อนรนโหยหาอยากจะคว้าแสงนั้นให้กลับคืนมา
ของบางอย่างหากไม่เคยมีก็ไม่คิดว่าจำเป็ แต่หากเคยได้รับมันล่ะก็ เมื่อต้องสูญเสียไปย่อมทำให้รู้สึกร้อนรุ่นทนไม่ได้
การกระทำเล็กๆ นี้ทำให้กำแพงทั้งแปดด้านในใจของเจาหวาสั่นะเื เขาเริ่มรู้สึกตัว ความทรงจำค่อยๆ กลับคืนมาทำให้เขาไม่กล้าขยับตัวเพราะรู้ตัวดีว่าไม่อาจทำอะไรสุ่ยอีได้ วันเวลาผ่านไป เจาหวาได้แต่รอคอยวันที่อีกฝ่ายเบื่อ เขาจะได้หลุดพ้นจากความทรมานนี้เสียที แต่ััอบอุ่นเพียงชั่วครั้งชั่วคราวกลับทำให้เขารู้สึกโหยหาแปลกๆ
เมื่อร่องรอยาแทั้งเก่าทั้งใหม่บนตัวเจาหวาเลือนหายไปจนหมด สุ่ยอีก็ผละออกเยื้องย่างไปนั่งเหยียดกายอย่างเกียจคร้านบนเก้าอี้ไท่ซือ เขาจ้องมองเจาหวาด้วยใบหน้าเรียบเฉย ชั่วขณะหนึ่งลูกตาดำพลันปรากฏรอยแฉกดั่งดวงตาอสรพิษ แต่เมื่อกะพริบตาหนึ่งกลับมาเป็ปกติ เขาหลุบตาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะอ้าปากกล่าว
“เดิมทีความผิดที่เ้าสังหารคนของข้าไปก็เพียงพอให้ข้าสับเ้าเป็หมื่นชิ้นเพื่อชดเชยความผิดแล้ว แต่เห็นแก่ที่เ้าปรนนิบัติข้ามานาน ข้าจะให้โอกาสเ้าสักครั้ง..."
"มนุษย์ เ้ายังอยากมีชีวิตอยู่หรือไม่?”
สุ่ยอีกล่าวด้วยน้ำเสียงเ็า ประโยคแรกที่เขากล่าวล้วนเต็มไปด้วยเหตุผล แต่ประโยคหลังกลับทำให้ผู้ฟังไม่อาจไม่ทบทวนดูให้ดี ด้วยไม่รู้ว่าคำพูดนี้จะเป็หลุมพรางหรือไม่
ถึงจะเป็หลุมพรางก็เถอะ ในเมื่อเขายังมีชีวิตอยู่ หากอีกฝ่ายปล่อยตนเองไปจริงๆ ด้วยพลังตบะในตอนนี้ เขาสามารถแก้แค้นได้!
ดวงตาไหววูบเพราะประกายความหวังที่ถูกจุดขึ้นมาใหม่ เจาหวาคิดเพียงครู่เดียวก็อ้าปากหมายตอบคำถาม แต่ลำคอแห้งผากจนไม่อาจเปร่งเสียงออกมาได้เลย ฉับพลันดวงตาก็แดงก่ำด้วยความใ ด้วยเกรงว่าอีกฝ่ายจะคิดว่าเขาไม่สนใจคำพูดแล้วจะเปลี่ยนใจ ในเมื่อไม่อาจส่งเสียงจึงได้แต่พยักหน้าติดกันหลายครั้ง
ดวงตาแดงก่ำของร่างบอบบางตรงหน้าทำให้สุ่ยอีอยากหยอกเย้าให้น้ำตารื้นขึ้นมา ใบหน้าอ่อนเยาว์บริสุทธิ์ถูกความปรารถนาเข้าครอบงำจนแปดเปื้อน ดวงตาแดงก่ำเปียกชื้นและเสียงครวญครางแวบเข้ามาในหัวทำให้เขารู้สึกร้อนวูบวาบ ไม่ว่าใบหน้าโกรธ เศร้าสร้อย สิ้นหวัง เฉยชา ของอีกฝ่ายสุ่ยอีก็เห็นมาหมดแล้ว มีเพียงแค่...
จู่ๆ เขาก็เหยียดยิ้มที่มุมกล่าวด้วยน้ำเสียงแหบพร่า
“ยิ้มสิ ยิ้มแล้วปรนนิบัติข้าจนพอใจแล้วข้าจะปล่อยเ้าไป”
เจาหวาจ้องมองคนตรงหน้าอย่างโง่งม ไม่กี่อึดใจถัดมาเขาก็ปั้นรอยยิ้มเอาอกเอาใจ ยิ้มงั้นเหรอ? สิ่งที่เขาเชี่ยวชาญที่สุดั้แ่เด็กก็คือการยิ้มประจบนี่แหละ
เจาหวาเพียงหยันตัวเองในใจ ความไม่ยินยอมพร้อมใจล้วนต้องกักเก็บไว้อย่างมิดชิด
สุ่ยอีชะงักคิ้วขมวดเล็กน้อย ชั่วขณะที่คนตรงหน้าแย้มยิ้ม ภาพความทรงจำบางอย่างได้ผุดขึ้นในห้วงความคิด ความรู้สึกมากมายพรั่งพรูอย่างไม่เคยเป็มาก่อน ก้อนเนื้อในอกสั่นราวกับจะะเิออกมา
เขาหลุบตาลงซ่อนสายตาอ่อนไหวของตัวเอง ก่อนจะโบกมือหนึ่งครั้ง โซ่สีเงินที่พันธนาการร่างบนเตียงพลันสลายกลายเป็ละอองแสง แล้วหมุนตัวเดินออกจากเรือนไป
เจาหวาที่ถูกปล่อยทิ้งเอาไว้มองตามแผ่นหลังนั้นด้วยความสับสน
นี่เป็ครั้งแรกที่เขาไม่ได้ถูกโซ่ล่ามและไม่ได้ถูกป้อนยาสลายพลัง หรือว่า เจียวตนนี้จะปล่อยเขาไปแล้วจริงๆ?
ด้วยคำสั่งของาาปีศาจสุ่ยอี เจาหวาจึงสามารถออกจากแดนอสูรโดยไม่มีผู้ใดกล้าเข้ามาขัดขวาง อีกทั้งสุ่ยอียังคืนข้าวของทั้งหมดให้เขาอีกด้วย
เด็กหนุ่มสำรวจร่างกายตนเองแล้วปรับลมหายใจโคจรลมปราณ ฉับพลันใบหน้าก็ปรากฏรอยยิ้มสมใจ ตบะบำเพ็ญเพิ่มพูนถึงขั้นจินตันแล้ว
สายลมพัดผ่านอาภรณ์พลิ้วไหว แสงแดดอบอุ่นอาบไล้ร่างกาย ทำให้เจาหวารู้สึกเหมือนได้เกิดใหม่ เขาหยิบกระบี่คู่กายออกมาจากแหวนมิติแล้วะโขึ้นขี่ ไร้ซึ่งความลังเล เขาใช้ความเร็วสูงสุดมุ่งหน้าไปยังสำนักเทียนลิ่งด้วยความลิงโลด ปรารถนาจะกลับสำนักให้เร็วที่สุด
ทันทีที่รู้ว่าตนเองอยู่ในขั้นจินตัน ความหยิ่งผยองตามธรรมชาติของผู้ฝึกตนก็กลับคืนมา
ด้วยพลังเช่นนี้ เขายังต้องกลัวผู้ใดในสำนักอีกอย่างนั้นหรือ?