บทที่ 49 ของหายซ้ำแล้วซ้ำอีก
ฟ่านซีซีดึงผมเธอขึ้นมาดม จากนั้นก็เบ้ปากอย่างรังเกียจ “ไปผับมาสินะ!”
“เธอ...”
แท้จริงแล้วฟ่านจิ่นซินอยากจะถามออกไปว่า ‘เธอรู้ได้ยังไง’ แต่พอพูดมาถึงปากก็รีบกลืนกลับลงไป
เธอรู้สึกว่าฟ่านซีซีช่างเหมือนหมาเสียจริง ๆ แค่ได้กลิ่นก็รู้แล้ว
“ลงไปข้างล่าง ไปสถานีตำรวจ ฟ่านจิ่นซิน ฉันรอเธออยู่ข้างล่าง อย่าท้าทายความอดทนของฉัน”
หลังจากพูดจบ ฟ่านจิ่นเฉิงก็จูงมือฟ่านซีซีหันหลังเดินจากไป
เมื่อเดินออกจากประตูบ้าน ฟ่านจิ่นเฉิงก็ยกมือขึ้นลูบผมของเธอที่ยังเปียกหมาด ๆ อย่างอ่อนโยน “ไปเป่าผมให้แห้งก่อน เดี๋ยวฉันจะรีบกลับมา”
“ไม่ให้ฉันไปเป็นเพื่อนเหรอ?”
“ข้างนอกหนาว เป่าผมให้แห้งแล้วเข้านอนก่อน เชื่อฟังหน่อย”
“อืม! ถ้าอย่างนั้นพวกพี่ระวังตัวให้ดีบนท้องถนนด้วยนะ กลับมาเร็ว ๆ ล่ะ” ฟ่านซีซีกำชับแล้วกลับบ้านไป
เธอรู้สึกว่าพี่จิ่นเฉิงไม่อยากให้เธอไป ดูเหมือนว่าเขาอยากจะด่าฟ่านจิ่นซิน แต่ไม่อยากให้เธอได้ยิน
ต้องบอกว่า เธอเดาถูกอีกแล้ว
พอออกจากหมู่บ้าน ฟ่านจิ่นเฉิงก็เรียกแม่ของเขาออกมาจากร้าน แล้วด่าฟ่านจิ่นซินต่อหน้าแม่อย่างหนัก
ฟ่านจิ่นซินรู้สึกน้อยใจจนอยากร้องไห้ แต่หลิ่วซิ่งฟางกลับตบหน้าผากเธอฉาดใหญ่
“พี่ชายลูกพูดถูก ลูกนี่มันไม่มีสมองจริง ๆ โดนปล้นแล้วไม่แจ้งความ ไอ้คนที่ชื่ออะไรนะ เฉียวอี้น่ะ ถ้าลูกยังกล้าไปยุ่งกับมันอีก แม่จะหักขาลูก”
“แม่ว่ามันเป็นคนไร้ประโยชน์ ดันยืนมองเฉย ๆ ตอนโทรศัพท์ลูกโดนปล้น แถมยังบอกให้ลูกไม่ต้องแจ้งความอีก ถ้าเป็นพี่ชายของลูก แล้วโทรศัพท์ของซีซีโดนปล้น พี่ชายของลูกต้องไล่ตามคนร้ายไปสิบถนนแน่ จะต้องซัดคนร้ายจนหมอบ...”
หลิ่วซิ่งฟางยิ่งพูดยิ่งโกรธ ชี้นิ้วไปที่หน้าผากเธอแล้วพูดว่า “เดี๋ยวพอถึงสถานีตำรวจ ลูกต้องเล่าทุกอย่างให้แม่ฟังอย่างละเอียด ห้ามปิดบังอะไรทั้งนั้น ไม่งั้นแม่จะไม่ยอมรับลูกเป็นลูกสาวโง่เง่าคนนี้”
สุดท้ายฟ่านจิ่นซินก็ถูกแม่และพี่ชายของเธอบังคับพาไปแจ้งความที่สถานีตำรวจ
กว่าพวกเขาจะกลับมาก็เป็นเวลาเที่ยงคืนแล้ว
ฟ่านจิ่นเฉิงคิดว่าซีซีคงหลับไปแล้ว ใครจะรู้ว่าตอนที่พวกเขากลับมาถึงบ้าน สาวน้อยยังคงนั่งอยู่ที่ห้องนั่งเล่นพร้อมกับเมล็ดดอกไม้นานาพันธุ์ของเธอ
เมื่อได้ยินเสียง ฟ่านซีซีก็เงยหน้าขึ้นทันที
“ป้าหลิ่ว พี่จิ่นเฉิง พวกพี่กลับมาแล้วเหรอ!”
“ทำไมยังไม่นอน?” ฟ่านจิ่นเฉิงไม่ได้เข้าบ้านตัวเอง แต่เดินไปที่บ้านฝั่งตรงข้าม
“พรุ่งนี้วันเสาร์ ไม่ต้องไปโรงเรียน พวกพี่ไปแจ้งความที่สถานีตำรวจ พวกเขาว่ายังไงบ้าง?” ฟ่านซีซีถามพลางจัดเรียงเมล็ดพันธุ์ของเธอ
“เขาลงบันทึกประจำวันแล้ว แต่อาจจะยังจับคนร้ายไม่ได้ในเร็ว ๆ นี้ เขาบอกว่าช่วงนี้มีคนมาแจ้งเรื่องแบบนี้หลายราย ไม่ว่าจะจับคนร้ายได้หรือไม่ การสั่งสอนบทเรียนให้ฟ่านจิ่นซินสักหน่อยก็เป็นเรื่องจำเป็น”
“เธออาจจะตกใจมาก และรู้สึกไม่ดีอยู่แล้ว พี่พูดกับเธอน้อย ๆ หน่อยก็ดี จะได้ไม่เกิดความรู้สึกต่อต้าน”
“ถ้าเธอไม่เจ็บเองบ้าง เธอก็ไม่รู้จักสำนึกหรอก แบบนี้แหละ ไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ำตา”
ฟ่านซีซีไม่ได้พูดอะไรต่อ เพราะเธอนึกถึงชาติที่แล้ว ฟ่านจิ่นซินก็ต้องชดใช้ความผิดอย่างสาหัสกว่าจะกลับตัวกลับใจได้
แต่ดูเหมือนว่า คนที่ทำร้ายฟ่านจิ่นซินในตอนนั้น จะไม่ใช่คนชื่อเฉียวอี้
แน่นอนว่า เฉียวอี้คนนี้ไม่ใช่คนดีอย่างแน่นอน
“หรือว่าที่จริงแล้ว ฉันไม่ได้กลับมา เธอถึงนอนไม่หลับ” จู่ ๆ ฟ่านจิ่นเฉิงก็โน้มใบหน้าลงมา กระซิบข้างหูของเธอเบา ๆ
ฟ่านซีซีเอนตัวไปด้านหลังเล็กน้อย หันปลายเท้าไปอีกทางแล้วลุกขึ้นยืน ร่างกายของเธอจึงอยู่ห่างจากเขา
ฟ่านจิ่นเฉิงมองการกระทำของเธอพลางยิ้มออกมา “ไปนอนเถอะ! ไม่งั้นพรุ่งนี้จะตื่นไม่ไหวนะ”
“อืม งั้นฉันไปนอนแล้ว ช่วยปิดไฟปิดประตูให้ฉันด้วยนะ ราตรีสวัสดิ์”
พอพูดจบ ฟ่านซีซีก็รีบวิ่งกลับเข้าห้องทันที
ฟ่านจิ่นเฉิงยิ้มออกมาอย่างอารมณ์ดี ตอนที่เดินออกไปก็ปิดไฟให้และปิดประตูอย่างเบามือ
ตอนที่ฟ่านซีซีมุดตัวเข้าไปนอนในผ้าห่ม โทรศัพท์ของเธอก็กะพริบขึ้นมา
เธอหยิบขึ้นมาดู พบว่าเป็นพี่จิ่นเฉิงที่ส่งข้อความมาให้
[ราตรีสวัสดิ์!]
ฟ่านซีซีวางโทรศัพท์มือถือลงบนโต๊ะ ก่อนจะโอบกอดผ้าห่มนอนหลับไปพร้อมกับใบหน้าเปื้อนยิ้ม
ค่ำคืนนี้เธอฝันดีเหลือเกิน ฝันว่าตื่นขึ้นมาแล้วอายุครบยี่สิบปี สวมชุดเจ้าสาวสีขาวบริสุทธิ์ รอคอยเจ้าชายรูปงามมารับตัวไป…
……
ผ่านไปสามวันหลังจากฟ่านจิ่นซินถูกขโมยโทรศัพท์มือถือ
ระหว่างทางกลับบ้านหลังเลิกเรียน เพจเจอร์ของฟ่านมี่มี่ก็ถูกคนร้ายฉกไป แถมยังเอาหนังสือเรียนในกระเป๋าไปจนหมดไม่เหลือ
เมื่อกลับถึงบ้าน ฟ่านมี่มี่ร้องไห้ไม่หยุด
“พี่รอง ช่วยพาฉันไปแจ้งความที กระเป๋าเป้ของฉันหาย แบบนี้จะไปโรงเรียนยังไง”
“เพจเจอร์ราคาตั้งแพง เพิ่งซื้อมาเองแท้ ๆ ฮือ ๆๆ”
“พวกคนใจร้าย ทำไมถึงมาขโมยของฉัน”
ฟ่านซีซีลูบหลังน้องสาวเบา ๆ เพื่อปลอบใจ ก่อนจะเอ่ยถาม “จำหน้าคนที่ขโมยของได้ไหม?”
“พวกมันมีสามคน ขี่มอเตอร์ไซค์มา ไอ้คนขี่มันผอม ๆ ส่วนไอ้สองคนที่ซ้อนท้ายมา มีอยู่คนหนึ่งอ้วน ๆ แต่ฉันจำหน้าพวกมันไม่ได้หรอก พวกมันใส่หมวกกับหน้ากากกันหมด หลังจากที่มันปล้นของฉัน พวกมันยังถีบจักรยานฉันล้มอีกต่างหาก พวกมันขี่รถเร็วมาก แปบเดียวก็หายไปเลย เพื่อนฉันวิ่งตามไปสุดแรงก็ไม่ทัน”
“จำได้ไหมว่ามอเตอร์ไซค์เป็นแบบไหน?”
ฟ่านมี่มี่พยักหน้า “จำได้ เป็นมอเตอร์ไซค์สีดำคันใหญ่ ๆ”
“เธอเคยเอาเพจเจอร์ออกมาอวดใครไหม มีใครรู้บ้างว่าเธอซื้อเพจเจอร์”
ฟ่านมี่มี่รีบพูดทันที “ฉันบอกแค่เพื่อนสนิทสองคน ตอนอยู่โรงเรียนฉันไม่เคยเอาออกมาจากกระเป๋าเลย ระหว่างทางกลับบ้านฉันก็ไม่ได้เอาออกมา เพจเจอร์อยู่ในกระเป๋าตลอด”
ฟ่านซีซีหรี่ตาลง ถ้าฟ่านมี่มี่พูดความจริง เรื่องนี้น่าคิดไม่น้อย
ทำไมมันบังเอิญขนาดนี้ เพิ่งจะมีเรื่องโทรศัพท์ของฟ่านจิ่นซินโดนปล้นไป ไม่ทันไรกระเป๋าของมี่มี่ก็โดนปล้นอีก
เฉินเยว่อิงถอนหายใจ “ไปแจ้งความเถอะ เกิดอะไรขึ้นเนี่ย โดนปล้นกันหลายครั้งติด ๆ กันแบบนี้ โลกมันอยู่ยากขึ้นทุกวัน”
“เพจเจอร์หายไปก็ช่างมันเถอะ แต่กระเป๋าหนังสือหายนี่สิเรื่องใหญ่” ฟ่านจื้อซิงก็อดถอนหายใจไม่ได้
ช่วงนี้ที่บ้านมีเรื่องให้ไม่สบายใจหลายเรื่องจริง ๆ
“กลัวว่าแจ้งความไปก็ไม่มีประโยชน์ โทรศัพท์ของจิ่นซินยังหาไม่เจอเลย” ฟ่านเจวียนเจวียนรู้สึกว่าของที่หายไปแล้ว โอกาสที่จะเจอนั้นริบหรี่
“ยังไงก็ไปแจ้งความเถอะ ให้ตำรวจเขาสนใจหน่อย พวกขโมยขี่มอเตอร์ไซค์นี่น่ารังเกียจจริง ๆ” หลิ่วซิ่งฟางก็เกลียดชังคนพวกนี้ อยากให้ตำรวจรีบจับตัวได้เร็ว ๆ
ฟ่านซีซีครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงกล่าวว่า “หนูจะโทรหาผู้กองเฉินให้”
“ถ้าอย่างนั้นผมจะไปหาตามถนนที่มี่มี่เลิกเรียน เผื่อเจอกระเป๋าของเธอ พวกนั้นคงจะเอาแค่เพจเจอร์ คงไม่เอาหนังสือหรอก บางทีพอไปถึงที่เปลี่ยว ๆ พวกนั้นอาจจะทิ้งกระเป๋าไว้ก็ได้ ไม่อย่างนั้นเป้าหมายของพวกมันจะใหญ่เกินไป” ฟ่านจิ่นเฉิงหยิบกุญแจรถแล้วลุกขึ้นยืน
“จิ่นเฉิง ฉันไปด้วย! หลายคนหลายตา” ฟ่านจื้อซิงก็คิดว่าน่าจะลองไปหากระเป๋าก่อน
“พวกเธอระวังตัวด้วยล่ะ” เฉินเยว่อิงเตือน
ฟ่านซีซีหันไปมองฟ่านมี่มี่ “มี่มี่ เธอไปกับพ่อแล้วตามหากระเป๋าด้วยกันสิ!”