หลังจากสงบสติอารมณ์แล้ว ปารมีก็มาดูเสื้อผ้าที่กำลังซักของนักรบ เมื่อเห็นว่ายังไม่เสร็จ เธอก็หันไปจัดเตรียมทำกับข้าวเพราะั้แ่เช้าเธอยังไม่มีข้าวตกถึงท้องเลยแม้แต่เม็ดเดียว
อากาศภายนอกยังคงแย่เหมือนเดิม ฝนยิ่งตกหนักมากขึ้น เสียงฟ้าแลบ ฟ้าผ่า ฟ้าร้องดังมาเป็ระยะ ๆ จนปารมียังแอบกลัวในใจ
‘ให้ตายเถอะ— ถึงฉันจะชอบนอนตอนฝนตก แต่ก็ไม่ใช่ตกแบบไม่ลืมหูลืมตาแบบนี้นะ’
ขณะที่กำลังหั่นอกไก่เพื่อจะทำผัดกระเพราอยู่นั้น ประตูห้องนอนของเธอก็เปิดออก พร้อมกับร่างสูงของนักรบที่ใส่กางเกงวอร์มที่เธอหามาให้ แต่ท่อนบนกลับเปลือยเปล่ามีเพียงผ้าขนหนูผืนเล็กที่ใช้เช็ดผมพาดบ่าอยู่เท่านั้น
“นะ— นะ— นี่!! คุณ!! ทำไมไม่ใส่เสื้อด้วยเล่า!!”
ปารมีรีบร้องเสียงหลง มือที่ถือมีดอยู่นั้นชี้ไปที่นักรบอย่างลืมตัว ใบหน้าแดงก่ำ ั์ตาเบิกโพลงเพราะใกับภาพที่เห็นตรงหน้า
‘โอ๊ย— หัวใจจะวาย’
“จะให้ผมใส่ไอ้นี่เนี่ยนะ....”
ปารมีเห็นสีหน้าของนักรบก็อดที่จะขำไม่ได้ แต่ก็ต้องกลั้นเอาไว้ พร้อมกับมองเสื้อที่อยู่ในมือของนักรบที่เขาชูขึ้นมาให้เธอดู
เสื้อที่ปารมีหาให้นักรบคือ เสื้อยืดคอกลมสีชมพูแปร๊ด ที่มีสกรีนหน้ายิ้มสีเหลืองเบ่อเร่ออยู่ด้านหน้า พอเธอเห็นเสื้อตัวนั้นแล้วจินตนาการว่าหนุ่มขรึมเ็าอย่างนักรบใส่เธอก็ปล่อยก๊ากออกมาทันที
“ฮ่า ๆ ๆ ๆ – โทษทีคุณ ฉันมีแต่เสื้อตัวนั้นที่มันตัวใหญ่และคุณน่าจะใส่ได้...ฮ่า ๆ ๆ ....อุ๊บ— ฮุ ฮุ ฮ่า ๆ”
ปารมีหัวเราะจนน้ำตาเล็ด แม้จะพยายามกลั้นขำเอาไว้แล้วก็ตามที นักรบที่เห็นปารมียังคงขำไม่หยุด สีหน้าของเขาก็อึมครึมทันที แต่สักพักก็ยกยิ้มขึ้นมาทันใด ทำให้ปารมีนั้นเพิ่งฉุกคิดได้ว่า ตอนนี้เธอกำลังโกรธเขาอยู่ไม่ใช่เหรอไง
เธอกระแอมและรีบตีหน้านิ่ง แต่ถึงกระนั้นก็ไม่สามารถที่จะสั่งให้ใบหน้าเธอนั้นหายแดงได้ เธอยังเห็นว่านักรบมองทางเธอยิ้ม ๆ เธอก็รีบพูดเสียงดังเพื่อกลบเกลื่อนอาการเขินอายของเธอทันที
“ยิ้มอะไรมิทราบ!! อย่าคิดว่าฉันจะยกโทษให้คุณง่าย ๆ นะ....สิ่งที่คุณทำกับฉันแค่นี้มันยังน้อยไป ฮึ! เดี๋ยวถ้าเสื้อผ้าซักเสร็จ คุณก็ใส่แล้วก็รีบ ๆ กลับไปเลย!!”
ปารมีพูดเสร็จเธอก็หันกลับไปสนใจกับวัตถุดิบทำอาหารทันที นักรบที่เห็นดังนั้นเขาก็พยายามนึกหาวิธีในการทำให้เธอหายโกรธ เพราะจะได้คุยธุระกันเสียที
หนึ่งวันก่อนหน้านี้—
หลังจากที่นักรบรู้ความจริงว่าแท้จริงแล้วปารมีนั้นไม่ได้เป็พวกเดียวกับชัยวัฒน์อย่างที่เขาเข้าใจก่อนหน้านี้ และเธอยังมีหลักฐานสำคัญที่มันจะทำให้เขานั้นสามารถจัดการกับพวกของชัยวัฒน์ได้ง่ายขึ้นด้วย แต่ทว่ากลับมีปัญหาใหญ่อยู่อย่างหนึ่ง
เขาดันไปทำให้เธอคนนี้โกรธเข้าเสียแล้ว—
ด้วยปัญหานี้เองทำให้เขานั้นต้องมาปรึกษากวินที่เชี่ยวชาญด้านผู้หญิง ทั้งยังเข้าใจผู้หญิงมากกว่าเขาอีกด้วย
“จากที่ฟังมา— ก็เป็ปัญหาใหญ่จริง ๆ นั่นแหละ”
กวินพูดออกมาด้วยสีหน้าหนักใจ พร้อมกับอธิบายน้ำเสียงเคร่งเครียด
“แถมอีกฝ่ายน่าจะเป็คนใจแข็งเสียด้วยสิ— ....”
เขานั้นมีทักษะพิเศษอย่างหนึ่งคือ เป็คนที่มีทักษะการสังเกตเป็เลิศ ซึ่งอันนี้เขาน้อมรับเสียแต่โดยดี แม้จะไม่ตรงร้อยเปอร์เซ็น แต่ว่าการวิเคราะห์พฤติกรรมมนุษย์และบอกได้ว่าแต่ละคนมีนิสัยพื้นฐานอย่างไรนั้นก็ไม่เคยผิดเลยแม้แต่ครั้งเดียว
“หืม— เฮ้อ...”
นักรบได้แต่ถอนหายใจอย่างจนปัญญา ซึ่งหาดูได้ยากนักสำหรับกวิน จนเขานั้นอดที่จะหัวเราะไม่ได้
“นายขำอะไร”
สายตาคมกริบของนักรบตวัดมองไปที่กวินทันที จนกวินนั้นต้องกลั้นเอาไว้ แต่ก็ยังเหลือรอยยิ้มที่คล้ายจะล้อเลียนนักรบกลาย ๆ
“เปล๊า— ฉันแค่ในิดหน่อย ที่ท่านประธานผู้ไม่เคยอ่อนไหวกับผู้ใด กลับต้องมานั่งหน้านิ่วคิ้วขมวดเพราะผู้หญิงตัวเล็ก ๆ คนเดียว”
“.......”
นักรบไม่โต้ตอบ ได้แต่ส่งสายตาพุ่งไปยังกวิน ราวกับคมมีดคมกริบที่อยากจะกรีดปากเพื่อนของเขาให้หยุดยิ้มแบบนี้สักที
“โอเค ๆ ฉันหยุดก็ได้— เลิกส่งสายตาราวกับจะไปฆ่าใครสักคนใส่ฉันได้แล้ว”
กวินยกมือขึ้นยอมแพ้ แล้วหันกลับมาเข้าเื่ที่คุยค้างกันเมื่อครู่
“ถ้าเราจะรุกฆาตพวกของนายชัยวัฒน์ละก็ คงต้องดึงคุณปารมีมาเป็พวกกับเรา และต้องปกป้องเธอเอาไว้ในฐานะพยายาน...เพราะฉันคิดว่าพวกนั้นน่าจะไม่หยุดแน่ ๆ”
หลังจากฟังกวิน นักรบก็กลับมาสีหน้าเคร่งเครียดอีกครั้ง
“ก่อนอื่น— นายต้องไปขอโทษคุณปารมีเขาก่อน...”
“เฮ้อ— แล้ว....ต้องทำยังไงล่ะ”
จากนั้นกวินก็อธิบายวิธีการง้อหญิงตามแบบฉบับของกวินให้นักรบฟังอย่างละเอียดยิบ—
กลับมาที่ปัจจุบัน—
นักรบนั่งมองปารมีที่กำลังทำกับข้าวอย่างคล่องแคล่วด้วยสีหน้าครุ่นคิด ตอนนี้เขานั้นได้ใส่ชุดคลุมอาบน้ำแทนเ้าเสื้อสีชมพูแปร๊ดลายหน้ายิ้มของปารมี เขากำลังคิดว่าเขาจะเริ่มคุยกับปารมีเื่ชัยวัฒน์ยังไงดี
เสียงร้องของเครื่องซักผ้าดังขึ้นเป็สัณญาณว่าอบแห้งเสร็จแล้ว ซึ่งเป็เวลาเดียวกันที่ปารมีทำกับข้าวเสร็จพอดี เธอถอดผ้ากันเปื้อนแล้วเดินไปหยิบเสื้อผ้าของนักรบมาใส่ตะกร้าเพื่อไปรีดให้เรียบ
อากัปกิริยาทั้งหมดของปารมีที่ทำอย่างเป็ธรรมชาติ ตอนนี้เป็ที่น่ามองสำหรับนักรบยิ่ง เขาได้แต่จ้องมองปารมีที่กำลังรีดเสื้อให้เขาอย่างเพลิดเพลิน เขานั่งไขว้ห้าง เอามือเท้าคางมองปารมีด้วยสายตาเรียบนิ่ง ทว่ากลับมีคลื่นของอารมณ์ผ่อนคลายไหลวนอยู่ในนั้น
บรรยากาศในห้องตอนนี้แม้จะดูเงียบ มีเสียงฝนตก ฟ้าร้องดังเป็พื้นหลัง แต่กลับไม่ทำให้เขานั้นรู้สึกอึดอัดเลยแม้แต่น้อย
“มองอะไรมิทราบคะ”
ขณะที่กำลังรีดผ้าตัวสุดท้ายของนักรบอยู่นั้น เธอก็รู้สึกได้ถึงสายตาของนักรบจึงวางเตารีดแล้วเท้าเอวมองเขาทันที
“เปล่า— ....”
นักรบตอบกลับนิ่ง ๆ แต่ทว่ากลับทำให้ปารมียิ่งหงุดหงิด ถึงอย่างนั้นเธอก็ถอนหายใจเบา ๆ แล้วลงมือรีดผ้าต่อโดยไม่สนใจนักรบที่กำลังนั่งจ้องเธออยู่อย่างนั้น
ปารมีที่รวบผมแล้วมัดลวก ๆ กับสวมแว่นตาทรงกลม กอปรกับใบหน้ากลมอิ่มที่เต็มไปด้วยแก้มของเธอ สำหรับเขาแล้วดูคล้ายหนูแฮมสเตอร์ตัวจิ๋ว แต่ฝีปากของเธอนั้นเหมือนไก่ไม่มีผิด จิกกัดเขาเก่งอย่างนั้น
“เหมือนเราเป็คู่แต่งงานกันเลยเนอะ คุณว่ามั้ย”
นักรบพูดออกไปด้วยน้ำเสียงนิ่ง ๆ ราวกับประโยคนั้นเป็การพูดคุยสัพเพเหระทั่วไป แต่ทว่าเนื้อหาในประโยคนั้นกลับทำให้ปารมีนั้นใแทบจะทำกางเกงที่เพิ่งรีดเสร็จหลุดมือ
“หา— คุณพูดเพ้อเจ้ออะไรของคุณ!!”
ปารมีร้องแหว พร้อมกับหันหลังทำทีเป็จัดเสื้อผ้าเพื่อปกปิดใบหน้าที่แดงก่ำ
‘ให้ตายเถอะ— เป็คนยังไงเนี่ยที่พูดถึงเื่แบบนั้นได้หน้าตาเฉย’
พอเห็นปฏิกิริยาของปารมีแล้วเขาก็ยกยิ้มน้อย ๆ เมื่อครู่นั้นเขาก็แค่ลองพูดเล่น ๆ เพื่อแกล้งเธอเล่นเท่านั้น ไม่คิดว่าปฏิกิริยาที่เธอแสดงออกมาจะเหนือความคาดหมายแบบนี้ มันทำให้เขานั้นรู้สึก....อยากแกล้งเธอมากขึ้นไปอีก
แต่มานึกได้ว่าวันนี้เขามาเพื่อขอโทษเธอและมาคุยเื่สำคัญ ทำให้เขานั้นต้องหยุดเอาไว้แค่นั้นก่อนที่จะทำให้หญิงสาวโกรธเขาไปมากกว่านี้
“เอ้า— เอาไป รีบไปเปลี่ยนแล้วรีบกลับไปเลยคุณ!!”
ปารมียื่นเสื้อผ้าของนักรบที่ทำการซักอบรีดเสร็จเรียบร้อยแล้วให้เขา โดยที่ไม่ได้มองหน้าเขาเลยแม้แต่น้อย เขายื่นไปหยิบมาแล้วมองไปที่ปารมีด้วยแววตาเรียบนิ่ง แต่พูดออกมาด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“ผมมีเื่จะคุยกับคุณ”
ตอนแรกปารมีจะทำท่าทีปฏิเสธและจะไล่ให้เขารีบ ๆ กลับไป แต่ทว่าเมื่อเห็นสีหน้าที่ดูจริงจังของเขาแล้วเธอก็ต้องเปลี่ยนใจ
ดีเหมือนกัน— เพราะเธอเองก็มีเื่จะคุยกับเขาอยู่เหมือนกัน
---------------
หลังจากที่ฟังเื่ราวทั้งหมดจากนักรบแล้ว ปารมีก็นั่งครุ่นคิดพร้อมกับปะติดปะต่อเื่ราวทั้งหมดที่เธอรู้ ซึ่งถ้าเื่ทั้งหมดคือจิ๊กซอว์ละก็ มันก็ต่อเข้ากันพอดีเป๊ะเลยทีเดียว
“แล้วฉันจะแน่ใจได้ยังไงว่าสิ่งที่คุณเล่ามาทั้งหมดคือเื่จริง”
ปารมีถามนักรบอย่างไม่ไว้ใจ เพราะเธอนั้นเคยเจ็บกับการไว้ใจคนมากไป แม้ภายนอกเธอจะดูเหมือนเข้ากับทุกคนได้ง่าย แต่ในใจลึก ๆ นั้นเธอกลับสร้างกำแพงขึ้นมาเพื่อปกป้องตัวเธอเอาไว้ ทำให้เธอนั้นไว้ใจคนยาก คนที่เธอจะไว้ใจได้ในชีวิตนี้มีเพียงแค่ไม่กี่คนเท่านั้น
“ผมไม่ชอบการพูดโกหก”
นักรบเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงหนักแน่น ปารมีหรี่ตามองนักรบอย่างประเมินอยู่ครู่หนึ่ง เมื่อเห็นว่าท่าทีของนักรบนั้นนิ่งสงบ ไม่ล่อกแล่ก แถมยังจ้องมาที่เธออย่างแน่วแน่ ก็ทำให้เธอนั้นเริ่มที่จะเชื่อเขานิด ๆ ขึ้นมา
“เฮ้อ— เอาเป็ว่าฉันเชื่อคุณละกัน...แต่ถ้าฉันมารู้ทีหลังว่าคุณโกหกละก็...ฉันไม่ปล่อยคุณไว้แน่”
ปารมีกำหมัดยกมือขู่นักรบ ซึ่งนั่นไม่ได้ทำให้เขากลัวเลยสักนิด เขายิ้มพร้อมกับพูดออกมาอย่างชัดเจนว่า...
“ไม่มีวันนั้นหรอก”
“แล้วฉันต้องทำยังไง....”
หลังจากที่ตัดสินใจว่าจะร่วมมือกับนักรบแล้ว เธอก็ถามเขาทันที นักรบที่เห็นดังนั้นก็บอกแผนที่เขาวางไว้ให้กับเธอฟังทั้งหมดทันที โดยมีปารมีถามเป็่ ๆ
หนึ่งชั่วโมงผ่านไป หลังจากที่ได้ฟังแผนการของนักรบอย่างละเอียดแล้ว เธอก็เข้าใจว่าเธอจะต้องทำอย่างไรต่อไป อีกอย่างเธอคิดว่าสองหัวก็ดีกว่าหัวเดียว เธอนั้นเป็แค่คนธรรมดา ๆ ฝ่ายตรงข้ามนั้นเป็คนมีเงินและมีอิทธิพล เธอสู้คนเดียวไม่ไหวแน่
“ฉันจะทำตามที่คุณบอก...แต่มีข้อแม้...”
นักรบเลิกคิ้วถาม ปารมีจึงเอ่ยขึ้นทันที
“คุณและพวกของคุณ ห้ามมาก้าวก่ายเื่ส่วนตัวของฉัน แล้วอีกอย่างพวกที่คุณส่งมาจับตาดูฉันน่ะ คุณเอาเขากลับไปด้วย ฉันไม่ชอบ!!”
“อืม— ...”
“แล้วก็พวกคุณต้องปกป้องฉัน ไม่ว่าจะเกิดเื่อะไรก็ตาม”
นักรบแปลกใจอยู่พักหนึ่งกับข้อแม้ของปารมี ไม่ใช่ว่าเขาจะไม่ยอม แต่ทว่าเขาไม่คิดว่าเธอจะยื่นข้อแม้ในข้อที่เขานั้นตั้งใจจะทำอยู่แล้ว เขายิ้มก่อนจะพูดออกไปเสียงนิ่ง
“แต่คุณไม่อยากให้ผมส่งคนมาจับตาและดูแลคุณ แล้วผมจะปกป้องคุณได้ยังไง”
“ยังไงก็ได้ค่ะ แต่ฉันไม่ชอบให้มีคนจับตาดูฉัน ตามฉันแบบนี้ ฉัน.....”
ปารมีไม่กล้าจะบอกว่าเธอนั้นกลัว เพราะที่เธอเป็แพนิคมาถึงทุกวันนี้ สาเหตุก็มาจากเหตุการณ์คล้าย ๆ แบบนี้เหมือนกัน นักรบเห็นท่าทีของปารมีเขาก็เข้าใจทันที เขาจับคางครุ่นคิดอยู่พักหนึ่งก่อนจะตอบออกมาอย่างจนใจ
“เฮ้อ— ก็ได้”
‘แต่ถ้าจับตาดูห่าง ๆ แบบไม่ให้เธอรู้ตัวคงได้มั้ง’ เขาคิด
“ถ้างั้นก็โอเคค่ะ— ฉันยินดีที่จะร่วมมือกับคุณ”
ปารมีเอ่ยออกมาอย่างแน่วแน่ ก่อนที่จะยื่นมือซ้ายไปให้นักรบ เขาเองนั้นก็ได้ยกยิ้มและยื่นมือซ้ายมาจับมือเช่นกัน
“ดีล— ...”
“ดีล— ...”
ก๊อก— ก๊อก— ก๊อก—
ทันใดนั้นเสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นขัดจังหวะทั้งคู่ ก่อนที่จะมีเสียงหนึ่งดังลอดมาจากอีกฝั่งของประตู
“อาจารย์ครับ— ผมจอมทัพนะครับ”
ปารมีได้ยินดังนั้นก็ใ
‘ทำไมจอมทัพถึงมาอยู่ที่นี่ได้เนี่ย!!’
นักรบนั้นมีสีหน้าอึมครึมทันทีที่รู้ว่าเป็ใคร เขารู้สึกไม่ชอบใจนิด ๆ อาจเป็เพราะว่าเป็ห่วงหลานของเขาที่ฝนตกหนักขนาดนี้ยังอุตส่าห์เดินทางมาเพื่อมาเยี่ยมปารมี ส่วนอีกสาเหตุหนึ่งนั้นอาจเป็เพราะคนที่จอมทัพมาเยี่ยมนั้นเป็ปารมี หญิงสาวตัวเล็ก ๆ ตรงหน้าเขา
เมื่อจอมทัพเห็นว่าปารมีไม่ตอบกลับไป เขาก็เคาะประตูอีกครั้ง ก่อนจะเรียกชื่อเธอดังมากขึ้นเพราะเขากลัวว่าเสียงฝนตกอาจจะทำให้เธอนั้นไม่ได้ยินเสียงเขาก็เป็ไปได้ โดยที่หารู้ไม่ว่าตอนนี้ปารมีกำลังร้อนรนไม่รู้จะทำยังไงดี เพราะเธอไม่อยากให้จอมทัพนั้นเข้าใจเธอกับนักรบผิดไป
นักรบที่เห็นท่าทางของปารมี ก็รู้สึกหงุดหงิดอย่างบอกไม่ถูก เขาจึงเดินไปเปิดประตูด้วยตัวเอง ปารมีที่เห็นดังนั้นก็กอดแขนรั้งเขาเอาไว้ทันที แต่ว่าดูเหมือนจะไม่ทันซะแล้ว เพราะประตูนั้นมันค่อย ๆ แง้มออกจนเห็นจอมทัพที่ยืนอยู่หน้าประตูเสื้อผ้าเปียกซก ยืนถือถุงกับข้าวมองมาที่เธอด้วยสายตาเป็ห่วง แต่เมื่อเขามองมาก็พบว่าเธอนั้นไม่ได้อยู่คนเดียว แต่มีอีกคนอยู่ด้วย ซึ่งเป็คนที่เขารู้จักและคุ้นเคยเป็อย่างดี
น้าของเขา!!
เขาเห็นสีหน้าเรียบนิ่งของนักรบ พร้อมกับเห็นว่าเสื้อเชิ๊ตของนักรบนั้นถูกปลดกระดุมออกมาสองสามเม็ด อีกทั้งยังเห็นว่าปารมีที่กำลังกอดแขนนักรบอยู่พร้อมกับสีหน้าราวกับจะร้องไห้
“น้า— ทำอะไรอาจารย์น่ะ!!”
ไม่ทันที่ปารมีจะได้อธิบายอะไร เื่ที่เธอไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น
ผลั๊วะ!!
หมัดของจอมทัพนั้นชกเข้าไปที่ใบหน้าของนักรบเต็ม ๆ
“หยุดนะ!!!”
เสียงปารมีร้องะโแข่งกับสายฝนที่ตกกระหน่ำด้านนอก พร้อมกับเสียงฟ้าร้องที่ดังเป็ระยะ ๆ
โปรดติดตามตอนต่อไป