“...”
เกิดอะไรขึ้น?
ทำไมทุกสิ่งรอบตัวมันมืดมิดแบบนี้ละดอง?
ขยับร่างกายไม่ได้ ไม่ได้ยินเสียง ไม่รู้สึกถึงอะไรรอบตัว ราวกับล่องลอยอยู่ในอากาศที่ไร้แสงสว่าง
ราวกับว่าตัวเองกำลังอยู่ในสภาพของคนตาย เป็นวิญญาณที่ไม่มีร่างกายสิงสถิต
ฉันตายไปแล้วหรือ?
ไม่ใช่… ฉันยังรู้สึกได้ว่าตัวเองกำลังหายใจอยู่
ปีกภูติที่ทำงานเหมือนปอดของมนุษย์ยังคงทำงานเคลื่อนไหวได้อยู่
ทำไมฉันถึงมาอยู่ในสภาพแบบนี้กันนะดอง?
ความทรงจำสุดท้ายคือฉันกำลังต่อสู้กับน้องกระต่ายดำ
แต่ก่อนที่จะได้ทันทำอะไร ทุกอย่างก็มืดมิดไปพร้อมกับสติที่โบยบิน
พอรู้ตัวอีกทีก็พบว่าตัวเองอยู่ในสภาพนี้ไปแล้ว
โดนอะไรกันแน่นะดอง?
เอาเถอะ ตอนนี้ต้องหาทางเรียกประสาทสัมผัสทั้งห้ากลับมาก่อน
ท่านแม่เคยสอนวิธีกู้สถานะการณ์ทำนองนี้ให้ฉันมาแล้วดอง
[ปีกภูติ] คืออวัยวะสำคัญของเผ่าภูติ มันเป็นทั้งปอด เป็นทั้งหัวใจที่ขับดันเลือดให้ไปเลี้ยงทั่วร่างกาย และเป็นอวัยวะเดียวที่ทำให้พวกเราเผ่าภูติสามารถควบคุมโครงสร้างโมเลกุลธรรมชาติได้ โดยไม่ต้องพึ่งพาอุปกรณ์ช่วยเหลือ
สรุปคือเป็นอวัยวะที่ทำให้พวกเราเผ่าภูติใช้วิทยาศาสตร์เวทมนตร์ได้นั่นเอง
ใช้ปีกแผ่คลื่นรังสี ตรวจสอบสแกนร่างกายหาความผิดปกติ ตรวจสอบสภาพแวดล้อมด้วยการวัดความสะท้อนของรังสี
ดูเหมือนว่าจะถูกอะไรบางอย่างคล้ายเส้นใยรัดอยู่ละ ดอง~
แถมปริมาณเม็ดเลือดขาวยังมากผิดปกติด้วยดอง
หรือว่าจะโดนพิษบางอย่าง?
งั้นแบบนี้ต้องเริ่มจากควบคุมคลื่นรังสี แล้วยิงอนุภาครังสีขนาดเล็กแทรกผ่านเส้นเลือด เพื่อไปสลายพันธะของสารแปลกปลอมที่อยู่ในเส้นเลือดเหล่านั้น
พิษที่ไม่รู้จักเริ่มถูกชำละล้างแตกออก แล้วจับเปลี่ยนระดับโครงสร้างให้พวกมันกลายเป็นของเหลวธรรมดา
ที่ยากคือต้องคอยควบคุมสมดุลภายในเส้นเลือด ไม่งั้นเดียวได้ช็อคตายก่อน
อืม… รู้สึกว่าเซลล์ประสาทสั่งการในร่างกายจะตายไปแล้วด้วย มิน่าเลยทำให้สั่งการขยับตัว หรือจับสัมผัสรอบตัวไม่ได้
ตรงนี้ก็ต้องรักษาด้วยดอง
ฉันใช้พลังของภูติผ่าตัดร่างกายรักษาตัวเองไปเกือบครึ่งชั่วโมง
อาจดูเหมือนทำง่าย แต่มันต้องพึ่งสมาธิกับความรู้จำนวนมากในการทำเรื่องแบบนี้ให้สำเร็จละดอง
เพราะถ้าพลาดเพียงนิดเดียว นั่นหมายถึงชีวิตของตัวเอง
บางทีฉันอาจจะเหมาะกับการไปเป็นหมอมากกว่าก็ได้นะ ดอง~
“กู้ชีพกลับมาได้แล้ว! ดอง ด่อง ด้อง~! ”
ฉันเปล่งเสียงอย่างดีใจพร้อมกับตัดเส้นใยที่รัดร่างให้ขาดออกด้วยพลังของปีกภูติ
ความจริงตอนที่ถูกจับเป็นตัวประกันจะใช้พลังภูติเสกไฟเผาเชือกไปก็ได้เช่นกัน แต่ที่ไม่ทำเพราะเกรงว่าน้องกระต่ายดำจะเห็นแสงที่เรืองออกมาจากปีก แล้วหันมาเล่นงานฉันก่อน
เอาจริง ๆ ส่วนหนึ่งคือลืมไปด้วยว่ากำลังถูกจับมาเป็นตัวประกัน…
“แล้ว… ที่นี่ที่ไหนเนี่ยดอง? ”
สถานที่ฉันอยู่ในตอนนี้ไม่ใช่ป่ามืดมิด แต่เป็นใจกลางซากปรักหักพังที่มืดมิดแทน
มันดูเหมือนกับเป็นโกดังขนาดใหญ่
มีเศษแก้วแตกกระจายไปทั่ว พื้นดินกับพื้นสิ่งก่อสร้างถูกผสมกลมกลืนอย่างแยกไม่ออก
ด้านบนเองก็มีแขนกลกับท่อห้อยลงมาจากผ้าเพดานเป็นจำนวนมาก
แต่สิ่งที่ห้อยระโยงระยางเหล่านั้น มีสภาพพังทลาย ถูกสนิมสีแดงเกาะกัดกร่อน และมีต้นด้ายดำเกาะยึดเอาไว้จนกลายเป็นสีดำมิด
แสงสว่างจากท้องฟ้าส่องลอดผ่านช่องว่างของเส้นด้ายธรรมชาติสีดำ จนเกิดเป็นแสงระยิบระยับเบาบางทอดลงบนผิวพื้นกับผนัง
ผนังรอบข้างเองก็ถูกกัดกร่อนและขรุขระไปตามอายุไม่แพ้กัน
เพียงดูก็พอทราบได้ถึงอายุที่ยาวนานของสถานที่แห่งนี้
ทุกรอยแยกของกำแพงพวกนั้น จะต้องมีต้นไม้ผิวแดงที่เต็มไปด้วยหนาม หรือต้นใบสีแดงน่ากลัวงอกเงยแทรกออกมา
ทั้งพื้น ผนัง และเพดาน ล้วนแต่เป็นวัสดุที่ถูกขึ้นรูปด้วยกรรมวิธีที่ฉันไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน
มันต่างออกไปจากซากโบราณที่ฉันเคยเห็นครั้งที่แล้ว เพราะที่นี่ดูทึมทึบแข็งแรงและมีความหยาบมากกว่า
ราวกับว่าที่แห่งนี้ถูกสร้างเพื่อเน้นใช้งาน มากกว่าจะไปคำนึงถึงความสวยงามอะไรทำนองนั้น
ฉันลองใช้พลังภูติวิเคราะห์โครงสร้างอะตอมของสิ่งก่อสร้างตรงหน้าดู แต่กลับรู้แค่ว่ามันมีส่วนผสมของแร่ภูติกับแร่เฮเดสอยู่เท่านั้น
แร่ภูติคือแร่ยอดนิยมของพวกเราที่เอาไปใช้ผลิตอุปกรณ์วิทยาศาสตร์เวทมนตร์ หรือพวกวัตถุดิบตัวนำพลังงานต่าง ๆ ในเทคโนโลยีต่อต้านแรงโน้มถ่วง
ส่วนแร่เฮเดสคือแร่ที่ค้นพบได้ในทวีปนี้ เป็นแร่ประหลาดสีขาวซึ่งสามารถสะท้อนคลื่นแม่เหล็กกับรังสีได้ทุกประเภท
ส่วนแร่ตัวอื่นที่ผมลงไปในเนื้องานก่อสร้าง มีแต่โครงสร้างที่ฉันไม่เคยเห็นจากที่ไหนมาก่อน
อาจเกิดจากความโง่ของฉันเองที่ไม่รู้จักสารประกอบทุกตัวในโลก แต่ฉันรู้สึกว่ามันน่าจะเป็นสารประกอบที่ไม่ใช่เทคโนโลยีของพวกเรา
นอกจากความแปลกประหลาดเหล่านี้แล้ว พวกสิ่งของที่จัดวางในห้องนี้ก็แปลกไม่แพ้กัน
สิ่งของ… ไม่สิ มันเหมือนอาวุธสงครามมากกว่า
อะไรบางอย่างขนาดห้าเมตรที่มีขาแปดหกคล้ายแมลง
จานบินที่มีผิวหินหนากว่าหกเมตร และมีใบมีดคมกริบยืดยาวออกมารอบตัวยาน
ครอบแก้วทรงกลมที่มีขากลยืดยาวจำนวนมากคล้ายแมงกะพรุน
และลังกล่องบรรจุอะไรบางอย่างที่คล้ายกับดาบติดลงไปบนเครื่องยิง
อาวุธเหล่านั้นต่างอยู่สภาพระเกะระกะ ล้มเทกระจาดกระจายไปทั่วห้อง
คงมีอะไรบางอย่างเกิดขึ้นกับที่แห่งนี้ เลยทำให้สิ่งของกับห้องนี้อยู่ในสภาพที่พังทลายไม่มีชิ้นดี
อีกหนึ่งอารยธรรมที่สาบสูญอย่างงั้นหรือดอง?
แต่ตอนนี้ฉันไม่มีเวลามากพอจะมาดื่มด่ำกับการค้นพบที่นี้หรอก
เพราะว่าฉันไม่ได้อยู่ตัวคนเดียวนะสิดอง
พอสายตาเริ่มชินกับความมืด ฉันก็แทบจะกรีดร้องออกมาด้วยความตื่นตกใจ
บนซากอารยธรรมตรงหน้า มันมีสัตว์ร้ายรูปร่างงูที่มีขาแมงมุมอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก
[สไปเดอร์-อาร์บอก] สัตว์ร้ายที่พวกอาจารย์เคยพูดถึงเอาไว้
ยักใยแมงมุมสีดำถูกกางกระจายไปทั่ว จนทำให้สถานที่แห่งนี้ดูคล้ายกับรังของจอมปีศาจที่มักพบเห็นในเกมส์
หากเงียหูฟัง ก็จะได้ยินเสียงเดินชวนสยองขวัญดังขึ้นต่อเนื่องไม่มีหยุด
พวกมันมีขนาดตั้งแต่หนึ่งเมตรไปจนถึงสิบเมตร
บางตัวกำลังวางไข่ บางตัวกำลังกลืนเหยื่อเข้าไป และบางตัวกำลังกางใยขยับขยายสร้างรังให้ใหญ่โตยิ่งขึ้น
ส่วนบริเวณที่น่ากลัวที่สุด คือบริเวณที่ใจกลางของห้องโถง
ที่ตรงนั้นมีสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่นอนขดตัวอยู่
มันมีขนาดตัวใหญ่กว่าห้าเมตร ยาวอาจมากกว่าสามสิบเมตร มีเขี้ยวที่ยาวเท่าต้นไม้ และมีขาแมงมุมขนาดพอ ๆ กับผุู้ชายตัวใหญ่ของเผ่ายักษ์สามคนยืนโอบรอบ
แค่ดูก็รู้ได้ทันทีว่ามันคือตัวจ่าฝูง
พฤติกรรมของมันคือนอนอ้าปากค้างรอให้ลูกน้องของมันลากเหยื่อมาป้อนเข้าไปในปาก
เหยื่อที่ถูกนำเข้าปากนั้น จะถูกใยเหนี่ยวสีดำพันธนาการร่างเอาไว้
ดูเหมือนว่าใยเหนี่ยวพวกนั้นจะต่างไปจากที่จับพวกฉันมา
ร่างของเหยื่อรูปร่างคล้ายม้าที่ถูกใยรัดเอาไว้ กำลังเกิดควันพวยพุ่ง
ถึงร่างของเหยื่อจะไม่ส่งเสียง ไม่ขยับตัวเพราะสูญเสียอิสระภาพทางร่างกาย แต่ฉันกลับรู้สึกได้ถึงเสียงกรีดร้องที่โหยหวย
เหยื่อที่ถูกใยนั้นพันตัวเริ่มเปลี่ยนสภาพ ผิวหนังของมันไหม้เกรียม ขนหลุดร่อน แล้วกลายเป็นม้าย่างสุกตัวหนึ่งไป
อย่างกับเป็นภาพการลงทัณฑ์ของ [กาฬสุตมหานรก] ตามตำนานของเผ่ามนุษย์เลยแฮะ
พวกลูกน้องนำม้าย่างสุกเข้าไปในปากของจ่าฝูง
พวกมันจับร่างของเหยื่อเข้าไปบดกับฟันเขี้ยวของจ่าฝูง แล้วนำเศษเนื้อนั้นมาปะลงบนลิ้นทรงกลมเพื่อให้เจ้านายของมันรับรู้รสชาติ ก่อนจะช่วยนำเข้าไปคอหอยเพื่อให้เจ้านายของมันกลืนลงไป
เออ… ไม่สิ ลูกน้องของมันหายเข้าไปในช่องปากที่คล้ายถ้ำนั้นเลยละดอง
จะบอกว่าต้องให้ลูกน้องนำเหยื่อลงไปถึงกระเพาะอาหารให้โดยตรงเลยอย่างงั้นหรือดอง?
อะไรจะขี้เกียจได้ขนาดนี้กันเนี่ย ดอง~
"ก่อนอื่นรีบไปจากที่นี่ดีกว่าดอง"
โชคดีที่ตอนนี้พวกมันยังไม่รู้ตัวว่าหนึ่งในเหยื่อของมันหนีรอดออกมาได้
ว่าแต่คนอื่น ๆ จะเป็นยังไงกันบ้างนะดอง?
คงไม่ต้องเป็นห่วงจาวิซหรอก เพราะเธอคนนั้นเป็นหุ่นยนต์ พิษทำอะไรเธอไม่ได้อยู่แล้ว
ที่น่าเป็นห่วงคือดิวซ์ มังกรขี้เรื้อน กับแม่กระต่ายดำต่างหาก
*หนุบ~*
อะไรเนี่ย…
เหมือนว่าจะสัมผัสอะไรบางอย่างนุ่ม ๆ แฮะ
*โป๊ะ! *
พอลองบีบเต็มมือ มันก็แตกดังโป๊ะเลยดอง
ไหน ดูสิว่ามันคืออะ—
สิ่งนั้นคือเมือก
เป็นเมือกเหลว ๆ จากร่างกายของตัวอ่อนน่าขยะแขยงสีขาวของสิ่งมีชีวิต
เมือกนี้ไหลออกมาจากร่างของสิ่งมีชีวิตที่พึ่งถูกฉันดับชีวิตไป
พวกมันมีรูปร่างคล้ายกับงูตัวเล็ก ๆ ขนาดสิบเซนติเมตร มีขาแมงมุมกับปล้องแมงมุมหุ้มส่วนลำตัวเอาไว้
เจ้าสิ่งมีชีวิตตัวเล็กพวกนั้นไต่ออกมาจากร่างเน่า ๆ ของตัวอะไรสักอย่างที่มีรูปร่างคล้ายกับจระเข้มีขน
พวกมันมีเป็นจำนวนมาก และกำลังวิ่งหนีกันจ้าละหวั่นอันเนื่องจากถูกฉันรุกรานช่วงเวลาการกินอาหารของพวกมัน
หากจะให้พูดเปรียบเทียบ ก็เหมือนกับว่าฉันกำลังยืนอยู่ท่ามกลางฝูงของแมลงสาบที่กำลังวิ่งแตกรังนั่นละดอง
“@! #@%^$”
อยากจะกรีดร้องออกมาแต่ทำไม่ได้
ไม่อย่างงั้นเดียวพวกมันจะรู้ตัวว่ามีเหยื่อน่ารักน่ากินอยู่ตรงนี้ตัวหนึ่ง
“ (ใจเย็น ๆ ทำใจให้สงบแล้วค่อย ๆ เคลื่อนไหวไปนะ) ”
เอาละ สูดลมหายใจให้เต็มปอดแล้วเริ่มย่องหนีออกไปดีกว่าดอง
คราวนี้ต้องระวังขาให้ดี ไม่ให้ไปเหยียบโดนตัวเข้าให้อะไรอีก
ดูเหมือนว่าบริเวณนี้จะเป็นที่วางไข่ของพวกมัน
เหยื่อจำนวนมากที่ถูกรัดพันเอาไว้ จะมีเปลือกไข่แมงมุมขาว ๆ เกาะติดเอาไว้แน่นที่ร่างกาย
บางตัวถูกวางแนบติดผิวด้านนอก บางตัวถูกยัดฝั่งลงไปข้างในใต้ผิวหนังจนปูดโปนน่ากลัว
“ (ฉันคงยังไม่ถูกวางไข่ไปหรอกใช่มั้ย?) ”
พอเห็นแบบนี้แล้วเลยอดเป็นห่วงตัวเองไม่ได้
แต่บนผิวของฉันไม่มีบาดแผลปรากฏสักที่ ดังนั้นคงยังไม่โดนวางไข่ลงไปหรอก
เส้นทางที่ถูกกางไปด้วยใยสีดำ ช่างคดเคี้ยวไปมาราวกับทางเขาวงกต
โชคดีที่หากเทียบกับบริเวณใกล้ตัวจ่าฝูงตรงกลางห้องแล้ว ถือว่าตรงบริเวณนี้มีพวกมันอาศัยอยู่น้อย เลยยังพอเลี่ยงการปะทะได้อยู่
ว่ากันว่าพวกงูจะไวต่อความร้อนและมีลิ้นเอาไว้รับกลิ่น ดังนั้นฉันเลยเอาขี้โคลนจากดินรอบ ๆ มาพอกตัวเองเพื่อเอาไว้
พอพูดถึงงูแล้ว เลยนึกพลังชีวิตที่มากล้นของพวกงูขึ้นมา
ว่ากันว่าต่อให้ตัดหัวงูออกมาจากร่างแล้ว พวกมันก็ยังสามารถเคลื่อนไหวได้อีกราว 20-60 นาที
แต่ฉันเห็นแม่กระต่ายใช้มีดแทงหัวมันจนตายคาที่ได้ งั้นแสดงว่าพวกนี้อาจจะไม่ได้มีพลังชีวิตมากอย่างที่คิด
แถมตัวอ่อนของพวกมันยังมีความคล้ายแมงมุมมากกว่างูด้วย
เอาเป็นว่าอย่าใช้สามัญสำนึกตามปกติกับพวกมันเลยดีกว่าดอง
“...ตรงนั้นมัน”
ทางวงกตใยสีดำที่พวกมันกางเอาไว้ในบริเวณนี้ เริ่มแตกออกเป็นเส้นทางที่ซับซ้อนมากขึ้น
โชคดีที่ทางแยกแต่ละทางนั้นตื้น เลยสามารถใช้สายตาสอดส่องดูได้ทันทีว่าทางแยกไหนเป็นทางตัน
แต่ทางแยกตรงหน้าในตอนนี้ไม่ใช่แบบนั้น
มันเป็นทางแยกสองทางที่ลึกน่าดู
ไหน… ขอแอบส่องดูหน่อยซิ ดอง~
“@! ##%^!! ”
เจอภาพชวนอ้วกอีกแล้วดอง
ทางแยกด้านขวาคือเส้นทางเดินไปต่อ
ส่วนเส้นทางด้านซ้ายเป็นลานโล่งขนาดราวห้าเมตร ก่อนจะมีเส้นทางไปต่อจากลานโล่งนั้น
ปัญหาคือที่ใจกลางของลานโล่ง
ใจกลางลานโล่งมีพวกมันสองตัวกำลังวางไข่อยู่
ตัวหนึ่งมันมีขนาดลำตัวยาวประมาณสิบเมตรได้
ตามร่างที่ยาวเหยียดของมัน มีท่อขนาดเล็กจำนวนมากปรากฏให้เห็น
มันใช้ท่อที่คล้ายเข็มแทงลงไปบนร่างของเหยื่อ แล้วเริ่มฉีดไข่จำนวนมากวางลงไป
เหยื่อที่ถูกวางไข่ลงไปนั้น จะถูกส่งต่อให้อีกตัวที่มีขนาดเล็กกว่า
ตัวนั้นยาวเพียงหนึ่งเมตร
มันใช้สี่ขาของแมงมุมยกตัวเองสูงขึ้นมา แล้วใช้ท่อที่คล้ายอวัยวะเพศชายฉีดสารสีขาวลงไปบนไข่
เป็นพวกผสมพันธุ์ภายนอกอย่างงั้นหรือดอง?
“อย่าไปยุ่งกับพวกมันเลยดอง…”
ไปเส้นทางขวาน่าจะฉลาดกว่านะดอง
แต่ในตอนนั้นเองที่ฉันบังเอิญไปเห็นบางสิ่งที่ทำให้ไม่สามารถละสายตาออกไปได้
นั่นคือแม่สาวกระต่ายดำเองก็อยู่ในกลุ่มที่กำลังจะถูกวางไข่ด้วยนะสิดอง
อืม… จะช่วยยังดีนะดอง
โชคดีที่อาวุธไม่ได้หล่นหายไปไหน เลยยังพอมีอะไรให้ใช้ต่อสู้ได้อยู่
แต่ดูทรงแล้วพวกมันคงไม่มีทางถูกฆ่าด้วยปืนรังสีภายในนัดเดียวแน่
จะให้สร้างลูกไฟเผาขนาดใหญ่ก็ไม่ได้ เพราะอาจลามทุ่งจนกลายเป็นเผาแม่กระต่ายไปด้วย
พลาสม่าขนาดเล็กละ? ถ้าตัวขนาดหนึ่งเมตรคงปราบได้สบาย แต่ฉันไม่คิดว่าจะเอาตัวขนาดสิบเมตรลงได้หรอกนะ
หรือจะสร้างพื้นที่เยือกแข็ง 0 เคลวินดี? ไม่สิ ฉันไม่มีเวลามากพอจะมาทำแบบนั้น
“งั้นใช้แผนเบนความสนใจแล้วกันดอง”
ฉันหันกลับไปที่เส้นทางเดินด้านขวา แล้วปรับความแรงของปืนรังสีในมือให้เป็นระดับต่ำสุด
ความแรงต่ำสุดของปืนรังสี ทำได้เป็นเพียงแค่เครื่องจุดไฟเท่านั้น
ซึ่งฉันเล็งจุดนั้นอยู่
แสงสีฟ้าที่ถูกปล่อยออกมาจากปืน กำลังแผดเผาและลุกไหม้เส้นใยที่โยงไปทั่วทางเดินด้านขวา
จากไฟเล็ก ๆ เริ่มลามมากขึ้นจนกลายเป็นทะเลเพลิงขนาดใหญ่
“พวกมันเคลื่อนไหวแล้วดอง! ”
ไม่มีสิ่งมีชีวิตตัวไหนที่ไม่ตกใจยามบ้านตัวเองถูกเผาทำลาย
เจ้าตัวที่กำลังวางไข่ รวมไปถึงพวกที่เดินตรวจตราบริเวณนี้ต่างมุ่งหน้าไปเส้นทางเดินขวากันจนหมด
โชคดีที่ฉันตัวเล็ก เลยสามารถซ่อนอยู่ใต้เงาของพวกเหยื่อที่อยู่รอบ ๆ ได้
ฉันรอจนกระทั้งพวกมันวิ่งผ่านไปทางนั้นหมดแล้ว จึงค่อยออกมาเคลื่อนไหวอีกครั้ง
ฉันหันไปมองเส้นทางเดินด้านขวา
พวกมันกำลังช่วยกันพ่นเส้นใยใส่กองไฟ ราวกับคิดว่าจะใช้สิ่งนั้นดับไฟได้
แต่มันเป็นการเติมเชื้อไฟ เลยยิ่งทำให้ไฟลุกโหมรุนแรงขึ้นมากกว่าเดิม
สัตว์ยังคงเป็นแค่สัตว์วันยังค่ำละนะดอง
ดีละ รีบใช้โอกาสนี้ไปช่วยน้องกระต่ายดำเถอะ
***น้องเล็ก [ทัวร์มาลีน-เอท]
โดนเข้าจนได้
ข้าน้อยน่าจะรู้ตัวนะว่าอาจจะมีพวกมันเหลืออยู่อีกมาก
ปกติพวก สไปเดอร์-อาร์บอก ชอบรวมตัวล่าเหยื่อเป็นฝูงอยู่แล้ว จึงไม่แปลกที่จะมีพวกมันซ่อนตัวอยู่เป็นฝูง
ภาพสุดท้ายที่ฉันจำได้ คือภาพที่มีเส้นใยสีดำจำนวนมากพุ่งกระจายออกมาทุกทิศทาง
ดูเหมือนว่าจะมีเพียงแค่คนที่ชื่อ [จาวิซ] ที่รอดจากการโจมตีฉับพลันนั้น
เจ้านั่นเก่งกาจมากทีเดียว เพราะภาพสุดท้ายก่อนที่ข้าน้อยจะถูกฉีดพิษดับดวงตา คือภาพที่เจ้านั้นกำลังยืนอยู่บนกองภูเขาศพของสไปเดอร์-อาร์บอก
แต่สุดท้ายเจ้านั่นก็ถูกจำนวนที่มากกว่ารุมโจมตีและถูกจับตัวมาในท้ายที่สุด
ปกติแล้ววิธีรับมือพวก สไปเดอร์-อาร์บอก คือการหลบหนีเลี่ยงการปะทะ
เพราะพวกมันรักพวกพ้องมาก ถ้าพวกมันถูกฆ่าไปหนึ่ง พรรคพวกของมันจะออกมาสู้สุดใจโดยไม่สนชีวิตของตัวเอง
“...”
คิดไปเองหรือเปล่าว่าเหมือนกับกำลังถูกอุ้มขึ้นมา?
ไม่สิ ข้าน้อยคงกำลังจะถูกวางไข่ลงไปมากกว่า
เอายังไงดี กัดฟันกรามเพื่อกินยาพิษฆ่าตัวตายเลยดีไหม?
ทำเลยดีกว่า
“...”
ลืมไปว่าเป็นอัมพาตอยู่ เลยทำให้ขยับกรามไม่ไหว
… อบอุ่นจัง
แปลกแฮะ ทำไมถึงรู้สึกอบอุ่นแบบนี้
เดียวนะ… มือเริ่มกลับมามีความรู้สึกแล้ว?
“ได้—ยิน—”
แถมเหมือนจะได้ยินเสียงบางอย่างด้วย
“อึ๊ก...”
แสงสว่างกลับมาสู่ดวงตา
รู้สึกได้ถึงอากาศ รู้สึกได้ถึงแผ่นดิน รู้สึกได้ถึงสัมผัสร้อนหนาว
รู้สึกได้ถึงชีวิต
“นี่เธอ… ยัยดอง!? ”
ภาพแรกที่เห็นคือภาพของยัยดองหัวเขียวที่กำลังจ้องใบหน้าของฉันอยู่
“รักษาสำเร็จ! นึกว่าเธอตายไปแล้วเสียอีกดอง! ”
รักษา? นึกว่าตายไปแล้ว? นี่จะบอกว่ามาช่วยข้าน้อยเอาไว้เช่นนั้นหรือ?
“ที่นี่คือ…”
ข้าน้อยมองไปรอบตัวแล้วเริ่มวิเคราะห์สถานการณ์ปัจจุบัน
ดูเหมือนว่าตัวข้าน้อยกำลังอยู่ใจกลางรังของสไปดอร์-อาร์บอก แถมยังเป็นส่วนลึกสุดอีกด้วย
ไกลออกไปจากตรงนี้ มีกองไฟขนาดใหญ่กำลังลุกไหม้อยู่
อย่าบอกนะว่าเป็นฝีมือของยัยนี่?
จะบอกว่าข้าถูกยัยนี่ช่วยชีวิตเอาไว้เป็นครั้งที่สองเช่นนั้นหรือ?
ถูกช่วยเอาไว้โดยพวกเผ่าอสูรกายที่ฆ่ามารดาบุญธรรมของข้าน้อยเนี่ยนะ?
รู้สึกสับสนจังเลยแฮะ
“รอดแล้ว รอดแล้ว~”
ยัยดองดูดีใจมากที่ข้าน้อยยังไม่ตาย
เธอเข้ามากอดข้าน้อยทั้งน้ำตา แล้วเริ่มลงมือลูบหัวกับใบหูกระต่ายของข้าน้อยอย่างอ่อนโยน
ยะ...อย่าเล่นใบหูของข้าน้อยนะ!
แต่ทว่าข้าน้อยกลับรู้สึกไร้เรี่ยวแรงต่อต้าน
เพราะรู้สึกอบอุ่นที่ถูกทำแบบนี้ใส่
รู้สึกมีความสุขที่มีคนมาลูบหัวและใบหูอย่างอ่อนโยน
รู้เหมือนกับว่ากำลังอยู่ในอ้อมกอดของคนรัก…
เดียว… ดึงสติกลับมาก่อนสิตัวข้า!
จะมามีความรู้สึก [รัก] กับพวกเผ่าอสูรกายไม่ได้เด็ดขาดนะ! แถมอีกฝ่ายยังเป็นผู้หญิงเหมือนกันด้วยไม่ใช่เรอะเจ้าค่ะ!
สเปคของข้าน้อยต้องเป็นผู้ชายแมน ๆ ดูล่ำ ๆ แบบ [ไพไรน์] คนนั้นต่างหาก!
ไม่สิ ตอนนี้มันใช่เวลาจะมาพูดถึงเรื่องนี้ไหมเนี่ย!?
“ปล่อยเดียวนี้นะยัยดอง! ”
“ดอง!? ”
ข้าน้อยพลักยัยดองให้หลุดออกจากตัวเองด้วยความเขินอาย…
ไม่สิ ข้าไม่ได้กำลังเขินอยู่นะ!
“โกรธ...อยู่หรือดอง...”
ยะ...อย่าทำเสียงเศร้าแบบนั้นสิ!
แต่ว่าท่าทางเศร้าสร้อยของยัยนี่ดูน่ารักไม่เลวเลยนะ น่ารักจนอยากเข้าไปกอดรัดฟัดเหวี่ยงเลยละ
แถมดูเหมือนยัยนี่จะทำแว่นหายไปแล้ว ตอนนี้เลยไม่มีอะไรบดบังใบหน้าที่แท้จริงเอาไว้
ไม่น่าเชื่อว่าพอยัยนี่ถอดแว่นออกแล้ว จะทำให้ดูน่ารักได้ขนาดนี้
หัวใจของข้าน้อยเริ่มเต้นแรงขึ้น ใบหูเองยังร้อนจนเริ่มส่งควันลอยขึ้นมา
ตอนนี้รู้สึกแบบประมาณว่า “อ๊า~ อยากถูกมือที่ดูนุ่ม ๆ นั้นสัมผัสหัวจัง อยากปล่อยให้ใบหูของข้าน้อยถูกคนน่ารักเช่นนี้ลูบจังเลย~”
“...”
ดึงสติกลับมาก่อน!
ก่อนอื่นต้องท่องนะโมสามจบเพื่อเรียกสติ…
นะโม~ นะโม~ นะโม~
โอเค ครบสามจบแล้ว! ข้าน้อยได้สติกลับมาแล้วเจ้าค่ะ!
“อะ… เอาเป็นว่าขอบคุณที่ช่วยเหลือข้าน้อยเอาไว้! แต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลาจะมาทำแบบนี้นะ! รีบหนีกันก่อนเถอะ! ”
ตอนนี้หยุดคิดเรื่องบ้า ๆ แล้วหาทางหนีกันก่อนดีกว่าเจ้าค่ะ!