หิมะกลบรอยล้อเร็วกว่าที่ควร
รถลำเลียงเก่ากระแทกผ่านถนนเหนือด้วยเสียงเครื่องยนต์แหบพร่า ล้อหลังบดหิมะสีเทาเป็นร่องลึกอยู่เพียงไม่กี่วินาที ก่อนลมหนาวจะพัดผงหิมะจากสองข้างทางกลับมาปิดทับเหมือนไม่เคยมีรถคันใดผ่านไป เมืองที่ได้ยินเสียงหายลับอยู่ด้านหลังแล้ว เหลือเพียงแสงไฟถนนซีด ๆ ที่ถูกหมอกกลืนจนกลายเป็นจุดเล็ก ๆ ไกลออกไปในกระจกท้ายรถ
แต่เสียงของมันยังไม่หาย
ก๊อก
คาเอลลืมตาขึ้น
ไม่มีใครเคาะประตูรถ
ไม่มีใครแตะวิทยุ
ไม่มีอะไรในรถขยับนอกจากแรงสั่นของเครื่องยนต์กับมือของแจ็กซ์ที่จับพวงมาลัยแน่นเกินจำเป็น
เขามองไปยังวิทยุที่ปิดอยู่บนแผงหน้าปัด สายไฟยังหลุดออกจากช่องเดิม หน้าจอแตกเป็นเส้นดำเหมือนรอยแผลแห้ง ไฟสถานะดับสนิท แต่คาเอลยังรู้สึกได้ว่ามันไม่ได้ตายจริง ๆ มันแค่เงียบ เหมือนบางอย่างที่รู้จักการรอมากกว่ามนุษย์
เสียงกระซิบจากเมืองยังติดอยู่ในหัว
คนต่อไปได้ยินแล้ว
เขาพยายามบอกตัวเองว่ามันเป็นเพียงเสียงจากวิทยุ เป็นการแทรกสัญญาณ เป็นกับดักทางจิตใจ เป็นผลของความเหนื่อย การเสียเลือด ความหนาว และระบบในสมองที่ทำงานหนักเกินไป
แต่คำอธิบายเหล่านั้นไม่มีน้ำหนักพอ
เพราะบางช่วง เสียงจากเมืองไม่ได้ดังเหมือนความทรงจำ
มันดังเหมือนบางอย่างที่ยังเดินตามมาในระยะที่ตามองไม่เห็น
ในขอบสายตา คาเอลเหมือนเห็นเงาสูงผิดปกติยืนอยู่บนเนินหิมะด้านหลังรถ
นิ่งเกินไป
เลือนเกินไป
ไม่ชัดพอจะเรียกว่าจริง
แต่เสียงที่ตามมาชัดเจนพอให้เขาไม่อยากได้ยิน
ทางเหนือ
รถกำลังไปทางเหนืออยู่แล้ว
นั่นคือสิ่งที่น่ากลัวที่สุด
คาเอลนั่งท้ายรถ หลังพิงผนังเหล็กเย็นจัด แผลที่หลังกับไหล่ยังปวดลึกทุกครั้งที่รถตกหลุม แต่ความเจ็บไม่คมพอจะกลบสิ่งอื่นได้อีกต่อไป เขาหลับตาเพียงเสี้ยววินาที ภาพชายในเสื้อคลินิกที่ร้องไห้โดยไร้สีหน้าก็กลับมา มือซีด ๆ ของเขาจับแขนแจ็กซ์ไว้ น้ำตาไหลลงแก้ม แต่ปากขยับตามเสียงที่ไม่ใช่ของตัวเอง
คาเอลไม่ได้อยู่ใกล้พอจะได้ยินคำพูดจริง ๆ
แต่ในหัวเขา เสียงนั้นกลับมีถ้อยคำของมันเอง
ผมยังอยู่
อย่าให้ผมลงไป
คาเอลกำมือแน่น
พวกเขาทิ้งชายคนนั้นไว้
พวกเขาทิ้งเมืองไว้
พวกเขาเอายาออกมา
เอาคนของตัวเองออกมา
เลือกสิ่งที่ยังพอช่วยได้
เหตุผลนั้นถูกต้อง
ถูกต้องเกินไป
และความถูกต้องแบบนั้นทำให้เขากลัวตัวเองเสมอ
เขาเงยหน้าขึ้นมองคนในรถทีละคน
แจ็กซ์อยู่หลังพวงมาลัย ไหล่ลู่ลงจากความเหนื่อย แต่ดวงตายังจ้องถนนเหมือนถ้ากะพริบตานานเกินไป รถจะหลุดออกจากโลกจริง เขาวางกระเป๋าเวชภัณฑ์ไว้ข้างเบาะคนขับ สายสะพายคล้องรอบข้อมือไว้ด้วย เหมือนกลัวว่าถ้าปล่อยห่างจากตัว มันจะหายไปเหมือนทุกอย่างในเมืองนั้น
มิเลียนั่งใกล้คาเอลกว่าเดิมเล็กน้อย เธอไม่แตะเขาตลอดเวลา แต่ระยะห่างของเธอบอกเขาว่าถ้าเขาหายเข้าไปในเสียง เธอจะเอื้อมถึงทันที ดวงตาของเธอยังมีภาพเมืองติดอยู่ เขารู้จากวิธีที่เธอมองพื้นรถนานเกินไป ราวกับยังเห็นมือของคนที่พวกเขาช่วยไม่ได้ยื่นมาจากใต้หิมะ
นิกซ์ขดตัวอยู่ฝั่งตรงข้าม ผ้าห่มคลุมไหล่ แต่ร่างกายยังสั่นเป็นช่วง ๆ ไม่ใช่เพราะหนาวอย่างเดียว แขนข้างที่ผิดปกติกดแนบกับอกเหมือนเขาพยายามขังมันไว้กับตัวเอง ดวงตาปิด แต่เปลือกตาขยับเร็วเกินคนหลับ เขากำลังฟังอะไรบางอย่างอยู่ตลอดเวลา
โวร่านั่งใกล้ประตูด้านข้าง เงียบเหมือนเดิม ดาบวางแนบขา มือข้างหนึ่งจับปลอกดาบไว้โดยไม่รู้ตัว สายตาเธอมองออกไปนอกหน้าต่าง มองทางเหนือมากกว่าถนนตรงหน้า เหมือนสิ่งที่อยู่ปลายทางน่ากลัวกว่าเมืองที่เพิ่งผ่านมาด้วยซ้ำ
ทุกคนยังอยู่
ห้าคน
หนึ่งกระเป๋ายา
น้ำเหลือน้อย
อาหารลดลง
กระสุนเหลือ—
คาเอลสะดุดกับความคิดตัวเอง
เขาเริ่มนับอีกแล้ว
จำนวนกระสุน
ระยะทางโดยประมาณถึงพื้นที่ของโวร่า
ปริมาณน้ำต่อคนต่อวัน
สภาพเครื่องยนต์
โอกาสที่ซอเรนยังรอดหากยากลับไปถึงภายในหนึ่งวัน
โอกาสที่เสียงในหัวเป็นตัวแปรเสี่ยงต่อทีม
เขาเกือบใส่เสียงนั้นลงไปในรายการเดียวกับน้ำ อาหาร และกระสุน
เสียงในหัว
หนึ่งตัวแปร
หนึ่งความเสี่ยง
หนึ่งสิ่งที่ต้องควบคุม
ความคิดนั้นทำให้เขาเย็นไปทั้งตัว
มิเลียหันมาทันที
“คาเอล”
เขาไม่รู้ว่าเธอเห็นอะไรบนหน้าเขา
อาจเป็นแค่การหายใจผิดจังหวะ
อาจเป็นมือที่กำแน่น
อาจเป็นความเงียบที่ลึกเกินไป
เธอพูดเพียงสองคำ
“หายใจ”
คาเอลสูดลมหายใจเข้าช้า ๆ
อากาศในรถมีกลิ่นน้ำมันเก่า เหล็กเย็น ผ้าชื้น เลือดแห้ง และยาฆ่าเชื้อจากกระเป๋าเวชภัณฑ์ที่เพิ่งได้มา กลิ่นพวกนั้นไม่ดี แต่เป็นของจริง เป็นกลิ่นของสิ่งที่จับต้องได้ ไม่ใช่กลิ่นหวานเน่าใต้คลินิก ไม่ใช่เสียงหัวใจใต้เมือง
เขาหายใจออก
มิเลียยังมองเขาอยู่
“นายกำลังนับอีกแล้ว”
คาเอลยิ้มไม่ได้
“ฉันรู้”
“ดี”
เธอไม่ได้พูดต่อ
คำว่า “ดี” ของเธอไม่ได้แปลว่าเขาทำดีแล้ว
มันแปลว่าอย่างน้อยเขายังรู้ตัว
แจ็กซ์แค่นหัวเราะเบา ๆ จากที่นั่งคนขับ
“ฉันก็กำลังนับเหมือนกันนะ นับจำนวนครั้งที่วิทยุเวรนี่ควรจะเงียบแล้วแต่ไม่เงียบ นับจำนวนครั้งที่รถคันนี้เกือบตาย นับจำนวนครั้งที่ฉันอยากลาออกจากการเป็นคนซ่อมของในวันสิ้นโลก”
เขาเหลือบมองกระเป๋ายาข้างตัว
เสียงลดลงทันที
“แล้วก็นับเวลาที่เหลือของซอเรน ซึ่งอันนี้ไม่ขำเลย”
ไม่มีใครพูด
แจ็กซ์เหมือนเพิ่งรู้ว่าตัวเองพูดความจริงออกมามากเกินไป เขากระแอมเบา ๆ แล้วหันกลับไปมองถนน
“โอเค เปลี่ยนเรื่อง รถยังวิ่งได้อย่างน่าอัศจรรย์ ถึงจะเหมือนคนแก่ที่ถูกบังคับให้ปีนเขาหลังถูกแทงสามครั้งก็เถอะ”
โวร่าพูดโดยไม่หันมา
“อย่าด่ารถดัง”
แจ็กซ์ชะงัก
“ทำไม รถจะเสียใจเหรอ”
“ไม่”
โวร่ามองออกไปนอกหน้าต่าง
“บางอย่างอาจได้ยิน”
แจ็กซ์เงียบไปทันที
มุกตายลงกลางรถเหมือนประกายไฟเล็ก ๆ ที่ถูกหิมะกลบ
รถแล่นต่อไปอีกหลายกิโลเมตร ถนนเริ่มแคบลงเรื่อย ๆ ป่าสนสองข้างทางกลับมาหนาทึบ กิ่งไม้แบกหิมะไว้จนโน้มลงมาเหนือถนนเหมือนโครงกระดูกของสัตว์ยักษ์ที่กำลังปิดปากลงทีละน้อย ไฟหน้ารถส่องได้ไม่ไกลนัก แสงสีซีดถูกหิมะที่ปลิวตัดเป็นเส้น ๆ ทำให้โลกด้านหน้าดูเหมือนภาพเก่าเสียสัญญาณ
บางครั้งวิทยุมีเสียงซ่าเบา ๆ
ซ่า
แล้วก็เงียบ
ทุกครั้ง แจ็กซ์จะเหลือบมองมัน
ทุกครั้ง ไม่มีใครพูด
ครั้งที่สามที่เสียงซ่าดังขึ้น นิกซ์ลืมตา
เขาหันไปทางด้านขวาของถนนก่อนคนอื่น
“หยุด”
แจ็กซ์เหยียบเบรกทันที
รถไถลเล็กน้อยก่อนหยุดกลางถนน
คาเอลยกปืนขึ้นโดยไม่ต้องคิด
“อะไร”
นิกซ์ไม่ตอบทันที
เขาเอียงหน้าเหมือนกำลังฟังผ่านหิมะหลายชั้น สีหน้าของเขาเปลี่ยนจากความเจ็บปวดเป็นความสับสน
“หัวใจ”
แจ็กซ์ถอนหายใจสั้น
“เรากลับมาใช้คำนี้อีกแล้วเหรอ”
นิกซ์ส่ายหน้า
“ไม่เหมือนเมือง”
เขากลืนน้ำลาย
“เล็กมาก”
มิเลียขยับทันที
“คน?”
“น่าจะ”
นิกซ์ชี้ไปข้างหน้า เยื้องขวาของถนน
“ตรงนั้น ใกล้รถใหญ่”
ไฟหน้ารถส่องผ่านหมอกหิมะไปได้ไม่ไกล แต่เมื่อแจ็กซ์ค่อย ๆ เคลื่อนรถไปอีกไม่กี่สิบเมตร ทุกคนก็เห็นเงาดำขนาดใหญ่เอียงอยู่ข้างทาง
รถบัส
หรือเคยเป็นรถบัส
มันคว่ำเอียงครึ่งหนึ่งลงในคูน้ำข้างถนน ล้อหน้าข้างหนึ่งยกสูงจากพื้นเหมือนสัตว์ตายที่ขาพับผิดทิศ กระจกหลายบานแตกออกไปแล้ว แต่บางบานยังมีน้ำแข็งเกาะหนาจนมองไม่เห็นด้านใน สีเดิมของรถถูกหิมะและเขม่ากลบจนแทบไม่รู้ว่าเป็นสีอะไร แต่ตรงด้านข้างยังเห็นตัวอักษรสีซีดเป็นบางส่วน
รถรับส่งผู้ลี้ภัย
รอบรถบัสมีเต็นท์ผ้าใบฉีกขาดสามหลัง ถังไฟที่ดับแล้ว กล่องอาหารว่างเปล่า ผ้าพันแผลใช้แล้วปลิวติดกิ่งไม้เตี้ย ๆ ขวดน้ำที่แข็งเป็นน้ำแข็ง รองเท้าเด็กข้างเดียว และป้ายกระดาษเปียกหิมะที่ถูกลมพัดจนครึ่งหนึ่งฝังอยู่ใต้พื้น
สถานที่นี้ไม่ได้เหมือนเมืองที่ได้ยินเสียง
มันเล็กกว่า
เงียบกว่า
แต่เศร้ากว่า
เพราะที่นี่มีร่องรอยของเด็กมากเกินไป
ตุ๊กตาตัวเล็กเปื้อนโคลน
สมุดวาดภาพที่หน้ากระดาษเปื่อย
ผ้าห่มลายดาว
ถุงขนมเปิดค้าง
รองเท้าผ้าใบข้างหนึ่งที่เล็กกว่าฝ่ามือของคาเอลเล็กน้อย
แจ็กซ์ดับเครื่องยนต์เบามาก
ไม่มีใครลงจากรถทันที
ทุกคนมองออกไป
ไฟฉุกเฉินสีแดงในรถบัสยังคงกะพริบอยู่ช้า ๆ ทั้งที่ไม่ควรเหลือไฟ มันส่องผ่านกระจกแตกเป็นจังหวะหม่น ๆ ทำให้ด้านในรถบัสดูเหมือนมีเลือดไหลวาบเป็นช่วง ๆ แล้วหายไป
กะพริบ
มืด
กะพริบ
มืด
คาเอลรู้สึกว่าความหนาวที่นี่ต่างออกไป
ไม่ใช่ความเย็นของเมืองที่ฟัง
แต่เป็นความเย็นของสถานที่ที่เคยมีคนรอความช่วยเหลือ
แล้วความช่วยเหลือมาช้าเกินไป
เขาลงจากรถ
หิมะยุบใต้รองเท้าเสียงกรอบแกรบ ลมพัดเศษกระดาษเปียกให้ไถลไปบนพื้น ห่างออกไปมีผ้าพันคอเด็กสีเหลืองติดอยู่กับกิ่งไม้เล็ก ๆ มันแข็งเป็นแผ่นจากน้ำแข็ง แต่ยังปลิวเบา ๆ ตามลมเหมือนพยายามโบกมือ
มิเลียลงมาตาม สายตาเธอจับอยู่ที่รองเท้าเด็กข้างเดียวริมถนนนานเกินไป
แจ็กซ์สะพายกระเป๋ายาไว้แนบตัวแน่นกว่าก่อน
“เราเข้าไปดูเร็ว ๆ แล้วไปต่อ” เขาพูด
น้ำเสียงของเขาไม่มั่นใจเท่าคำพูด
โวร่ายืนฟังป่ารอบ ๆ
“ที่นี่เพิ่งถูกทิ้งไม่นาน”
คาเอลมองถังไฟที่ดับแล้ว เศษถ่านยังไม่ถูกหิมะกลบหมด
“ไม่เกินสองวัน”
นิกซ์ลงจากรถช้ากว่าคนอื่น เขายืนอยู่กลางถนน มือแตะอก
“หัวใจยังอยู่”
“กี่ดวง” คาเอลถาม
นิกซ์หลับตา
“หนึ่ง”
คำตอบนั้นทำให้ทุกคนเงียบ
หนึ่ง
ไม่ใช่ฝูง
ไม่ใช่เมือง
ไม่ใช่เสียงใต้พื้นหลายร้อยดวง
แค่หนึ่ง
คาเอลรู้สึกทันทีว่าสมองของเขาเริ่มคำนวณ
หนึ่งชีวิต
เพิ่มภาระ
เพิ่มการใช้น้ำ
เพิ่มอาหาร
เพิ่มเสียง
เพิ่มเวลา
เพิ่มโอกาสถูกตามล่า
ถ้าเป็นเด็ก อัตรารอดในสภาพอากาศนี้ต่ำ
ถ้าได้รับบาดเจ็บ ยิ่งต่ำ
ถ้าไม่ช่วย—
ภาพประตูบีเจ็ดกระแทกขึ้นในหัว
ครืด
ปัง
เขากัดฟัน
ไม่
ไม่ใช่อีกครั้ง
“ระวังใต้หิมะ” นิกซ์พูด
เสียงของเขาสั่นขึ้น
“มีอย่างอื่นด้วย มันไม่ใกล้มาก แต่มันอยู่รอบ ๆ”
คาเอลยกมือให้ทุกคนกระจาย
“โวร่า ดูด้านซ้าย แจ็กซ์อยู่ใกล้รถ มิเลียกับนิกซ์ตามฉัน ห้ามแยก”
แจ็กซ์พึมพำ
“ฉันรักคำว่า ‘ห้ามแยก’ มาก มันควรเป็นกฎหมายตั้งแต่ก่อนโลกแตก”
พวกเขาเข้าใกล้รถบัส
ประตูหน้ารถเปิดค้างอยู่ครึ่งหนึ่ง กระจกข้างประตูแตกออก เหล็กบิดงอจากแรงกระแทก ด้านในมืดและมีกลิ่นอับของผ้าเปียก เลือดแห้งจาง ๆ พลาสติกไหม้ และกลิ่นขนมหวานเก่าที่ถูกทิ้งไว้ในกระเป๋าเด็กนานเกินไป
ไม่มีศพ
ไม่มีร่างคนจำนวนมากตามที่ควรมีในรถบัสผู้ลี้ภัย
มีเพียงร่องรอย
ผ้าห่มบนเบาะ
ถุงอาหารฉุกเฉินที่ฉีกเปิดแล้ว
สมุดชื่อผู้โดยสารเปียกน้ำอยู่ข้างทางเดิน
ตุ๊กตาหมีตัวหนึ่งถูกวางไว้บนเบาะหน้าอย่างตั้งใจเกินไป
มิเลียขึ้นรถบัสเป็นคนแรกหลังคาเอล เธอก้าวช้า ๆ ระวังเศษกระจกใต้เท้า เสียงรองเท้ากระทบพื้นโลหะดังกลวง ๆ
กึก
กึก
กึก
นิกซ์หยุดอยู่ตรงประตู เขาไม่เข้ามาทันที
“เธออยู่ข้างใน”
คาเอลหันไป
“เธอ?”
นิกซ์พยักหน้า
“เด็กผู้หญิง”
เสียงลมหิมะลอดผ่านกระจกแตกของรถบัส กลิ่นหนาวไหลเข้ามาปนกับกลิ่นผ้าเก่า ด้านในมีเบาะสองแถวล้มเอียงจากแรงคว่ำของรถ บางจุดมีคราบเลือดแห้งเล็กน้อย แต่ไม่พอจะอธิบายว่าคนทั้งคันหายไปไหน
คาเอลเดินลึกเข้าไป
เขาเห็นสมุดวาดภาพตกอยู่ใต้เบาะ หน้าหนึ่งเปิดค้าง ภาพวาดด้วยสีเทียนเป็นบ้านเล็ก ๆ ใต้หิมะ มีคนห้าคนยืนข้างรถคันหนึ่ง เส้นสีดำจำนวนมากวาดอยู่ใต้พื้นเหมือนรากไม้
เขาหยุดมองภาพนั้น
ก่อนจะมีเสียงเล็ก ๆ ดังจากใต้ผ้าห่มแข็งด้านท้ายรถ
“อย่าพูดดัง”
ทุกคนหยุดนิ่ง
คาเอลค่อย ๆ ลดปืนลง
ผ้าห่มตรงท้ายรถขยับเล็กน้อย
เด็กผู้หญิงคนหนึ่งซ่อนอยู่ระหว่างเบาะล้มกับผนังรถบัส ร่างเล็กจนแทบกลืนไปกับผ้าห่มสีเทา เสื้อกันหนาวของเธอใหญ่เกินตัว แขนเสื้อยาวคลุมมือ ผมสีเข้มยุ่งและมีเศษหิมะแห้งติดอยู่ ใบหน้าซีดจนริมฝีปากเกือบไร้สี แต่ดวงตาเปิดอยู่ ชัดเกินไป นิ่งเกินไปสำหรับเด็กที่ควรจะร้องไห้หลังอยู่คนเดียวในรถบัสกลางหิมะ
มือของเธอกำกระดิ่งโลหะเล็ก ๆ ไว้แน่น
กระดิ่งนั้นไม่มีเสียง
เพราะมีผ้าพันรอบตัวมันไว้
มิเลียค่อย ๆ ย่อตัวลง
“เราไม่ทำร้ายเธอ”
เด็กไม่มองมิเลียก่อน
เธอมองคาเอล
เหมือนรู้จักเขา
หรืออย่างน้อย รู้ว่าต้องมองหาใคร
เสียงของเธอเบามาก
“พวกมันบอกว่าพี่จะมา”
แจ็กซ์ที่ยืนอยู่ตรงประตูรถบัสกลืนน้ำลายเสียงดังพอให้ตัวเองตกใจ
“โอเค ประโยคเปิดตัวแบบนี้ไม่ช่วยให้หัวใจคนแก่ในวัยยี่สิบปลาย ๆ สบายขึ้นเลย”
มิเลียไม่ละสายตาจากเด็ก
“เธอชื่ออะไร”
เด็กใช้เวลานานกว่าจะตอบ
“ลูน่า”
เสียงเธอไม่สั่น
นั่นทำให้มันเศร้ากว่าสั่น
คาเอลย่อตัวลงช้า ๆ ให้ตัวเองไม่สูงเหนือเธอเกินไป ปืนถูกวางลงข้างตัวในตำแหน่งที่หยิบได้แต่ไม่คุกคาม
“ลูน่า คนอื่นไปไหน”
เด็กก้มมองกระดิ่งในมือ
นิ้วเล็ก ๆ ของเธอมีคราบเลือดแห้งติดอยู่ตรงซอกเล็บ แต่แขน ขา และใบหน้าแทบไม่มีบาดแผลใหญ่
“ครูบอกให้อยู่เงียบ ๆ”
เธอพูดเหมือนกำลังจำประโยคที่สำคัญที่สุดในชีวิต
“ครูบอกว่า ถ้าได้ยินเสียงใต้หิมะ อย่าตอบ”
มิเลียถามเบามาก
“แล้วครูล่ะ”
ลูน่าไม่ร้องไห้
ไม่กะพริบตาด้วยซ้ำ
“ครูเดินไป”
คำตอบนั้นสั้นเกินไป
แต่ไม่มีใครอยากให้เธออธิบายต่อ
นิกซ์ขยับขึ้นมาที่ประตูรถบัสเพื่อมองเข้าไป
ทันทีที่ลูน่าเห็นเขา เธอถอยหลังจนแผ่นหลังชนผนังรถ มือกำกระดิ่งแน่นขึ้น ดวงตาที่นิ่งมาตลอดขยายขึ้นด้วยความกลัว
นิกซ์หยุดทันที
สีหน้าเขาเจ็บเหมือนถูกยิงโดยไม่มีเสียง
ลูน่าพูดเบา ๆ
“เสียงพี่ดัง”
ในรถบัสไม่มีใครขยับ
นิกซ์ค่อย ๆ ถอยลงจากบันไดรถเอง
เขาฝืนยิ้มเล็กน้อย แต่ยิ้มนั้นไปไม่ถึงตา
“ไม่เป็นไร”
เขาถอยอีกก้าว
“ฉันอยู่ตรงนี้ก็ได้”
มิเลียหันไปมองเขา สีหน้าของเธอเจ็บแทนเขา แต่เธอไม่ได้ตามไปปลอบ เพราะถ้าทำตอนนี้ ลูน่าอาจกลัวยิ่งกว่าเดิม และนิกซ์เองก็คงไม่อยากให้ใครย้ำว่าเขาน่ากลัวต่อหน้าเด็ก
โวร่าเข้ามาในรถบัสเงียบ ๆ
ลูน่ามองเธอ
ครั้งนี้เด็กไม่ถอย
โวร่าหยุดห่างจากเธอประมาณสองก้าว ลดปืนลงก่อนอย่างเห็นได้ชัด แล้วค่อย ๆ ย่อตัวลงจนสายตาอยู่ต่ำกว่าเด็กเล็กน้อย
เธอไม่ยิ้ม
ไม่พูดว่าไม่ต้องกลัวด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน
โวร่าแค่ถอดผ้าคลุมไหล่สำรองจากกระเป๋าตัวเอง แล้วยื่นไปข้างหน้า
“หนาวไหม”
ลูน่ามองผ้านั้น
มองมือของโวร่า
มองดาบข้างเอวของเธอ
แล้วค่อย ๆ พยักหน้า
โวร่าไม่ได้ขยับเข้าไปทันที เธอวางผ้าห่มลงบนเบาะข้าง ๆ เด็ก แล้วถอยมือกลับ
“มากับเรา”
ลูน่ายังไม่ตอบ
คาเอลเห็นเด็กมองออกไปนอกหน้าต่างแตกของรถบัส มองหิมะด้านนอก มองถนน มองป่าสนที่ยืนนิ่งเหมือนคนจำนวนมากในความมืด
“พวกมันไม่ชอบรถ” เธอพูด
แจ็กซ์เบามากจากด้านนอก
“ฉันเองก็ไม่ค่อยชอบรถคันนี้เหมือนกัน แต่ตอนนี้เราอาจต้องร่วมมือกับมันก่อน”
ลูน่าไม่หัวเราะ
แต่เธอมองไปทางเสียงของแจ็กซ์เพียงครู่หนึ่ง เหมือนมุกนั้นแปลกพอจะทำให้โลกของเธอขยับออกจากความกลัวได้เล็กน้อย
นิกซ์ยืนอยู่ไกลออกไปที่พื้นหิมะ เขามองป่าสองข้างถนน
สีหน้าเปลี่ยน
“คาเอล”
คาเอลหันไปทันที
“มันขยับแล้ว”
ลูน่ากำกระดิ่งแน่น
“อย่าพูดดัง”
เสียงใต้หิมะเริ่มมาในวินาทีนั้น
ไม่ใช่เสียงฝีเท้าบนพื้น
แต่เป็นเสียงบางอย่างเคลื่อนใต้ชั้นหิมะและดินแข็ง เสียงกรอบแกรบต่ำ ๆ คล้ายกิ่งไม้แห้งถูกลากอยู่ใต้ผ้าห่มหนา เสียงนั้นกระจายเป็นวงกว้างรอบค่ายผู้ลี้ภัยเล็ก ๆ
คาเอลก้าวลงจากรถบัสทันที
พื้นถนนด้านซ้ายยุบเล็กน้อย
แล้วนิ่ง
ด้านขวาใกล้เต็นท์ฉีกมีเงาดำบางอย่างเคลื่อนใต้หิมะ
ไม่พุ่งออกมา
แค่เคลื่อน
รอ
นิกซ์ยกมือขึ้นแตะหัวตัวเอง
“มันรอให้เราแยก”
คาเอลมองสนามตรงหน้า
รถลำเลียงอยู่ห่างไปประมาณสามสิบเมตร
รถบัสเอียงเป็นกำบังใหญ่
เต็นท์ฉีกขาดสามหลังทำให้มุมมองแตก
ถังไฟดับอยู่กลางค่าย
หิมะลื่น
เด็กอยู่ในรถบัส
ทางที่เร็วที่สุดคือให้ทุกคนทิ้งของ วิ่งกลับรถทันที ละทิ้งจุดค้นทั้งหมด ไม่สนใจว่ามีใครอื่นเหลืออยู่ไหม
ทางที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับทีมเดิมคือไม่รับเด็กขึ้นรถ
หนึ่งชีวิตเพิ่มความเสี่ยง
หนึ่งชีวิตเพิ่มเวลา
หนึ่งชีวิตเพิ่มน้ำหนัก
หนึ่งชีวิตเพิ่มเสียง
หนึ่งชีวิตเพิ่มโอกาสที่ฝูงจะตาม
[ตรวจพบตัวแปรผู้รอดชีวิตใหม่]
ข้อความสีซีดวาบขึ้นตรงขอบการมองเห็น
[อัตรารอดของกลุ่มลดลง]
คาเอลกำมือแน่น
มิเลียมองเขาจากบันไดรถบัส
เธอไม่เห็นข้อความ
แต่เห็นเขา
เห็นวินาทีที่ระบบพยายามเปลี่ยนเด็กคนหนึ่งให้เป็นตัวแปร
คาเอลหายใจเข้า
หิมะเย็นจนปอดเจ็บ
“โวร่า เอาเด็กไปที่รถ”
โวร่าพยักหน้าทันที
ไม่ถามซ้ำ
ไม่รอเหตุผล
เธอหันไปหาลูน่า
“ฉันจะอุ้ม”
ลูน่าตัวแข็ง
โวร่าไม่ได้แตะทันที
เธอยื่นมือให้เด็กเห็นก่อน
“ถ้าวิ่งเอง เธอจะล้ม”
ลูน่ามองมือของโวร่า
ด้านนอก เสียงใต้หิมะใกล้ขึ้น
ครืด
ครืด
ลูน่าค่อย ๆ ยื่นมือมา
โวร่าช้อนตัวเด็กขึ้นด้วยความระวังเกินกว่าที่ใครคาดจากคนที่เคลื่อนไหวเหมือนอาวุธ ลูน่าตัวแข็งอยู่ในอ้อมแขนเธอ ไม่รู้ว่าจะกอดคอหรือผลักออก สุดท้ายเด็กเพียงกำผ้าคลุมของโวร่าไว้แน่น
คาเอลออกคำสั่ง
“แจ็กซ์ กระเป๋ายาอยู่กับนาย ถอยไปทางรถ อย่าทำตก มิเลียคุ้มกันซ้าย นิกซ์อยู่กลาง ถ้าเสียงมันแรงเกินไป บอกฉันทันที โวร่าไปก่อน”
แจ็กซ์สะพายกระเป๋าแน่นขึ้น
“อย่าทำตก เขาว่า ในวันที่พื้นเป็นน้ำแข็งและมีสิ่งมีชีวิตใต้หิมะไล่เรา ยอดเยี่ยม ฉันชอบโจทย์ง่าย ๆ”
โวร่าพุ่งออกจากรถบัสพร้อมลูน่า
ไม่ใช่วิ่งแบบคนตื่นตระหนก
แต่เป็นการเคลื่อนที่ที่เลือกทุกก้าว เธอเหยียบเฉพาะจุดที่หิมะแน่น ใช้ซากลังอาหารเป็นจุดเปลี่ยนทิศ หลบพื้นที่ยุบเบา ๆ ที่คาเอลเพิ่งมองเห็น ลูน่าซุกหน้าเข้ากับไหล่เธอในที่สุด กระดิ่งในมือยังถูกกำแน่นแต่ไม่ส่งเสียง
หิมะด้านซ้ายระเบิดขึ้น
สิ่งมีชีวิตตัวแรกพุ่งออกมาจากใต้พื้น
มันคล้ายเซิร์กลิง แต่เล็กกว่า ผอมกว่า ผิวบางส่วนซีดจากความหนาว มีเกราะดำขึ้นเป็นแถบตามหลัง ขาหน้าตะกุยหิมะเร็วเกินสัตว์ธรรมดา ปากอ้าออกพร้อมเสียงแหบต่ำเหมือนลมหายใจผ่านท่อแตก
มิเลียยิงทันที
กระสุนเจาะเข้าช่วงไหล่ของมัน ร่างมันหมุนกระแทกกับถังไฟที่ดับแล้วจนถังกลิ้งเสียงดัง กึง กึง กึง ไปบนพื้นหิมะ
เสียงนั้นทำให้เงาใต้หิมะอีกสองจุดหันตาม
“พวกมันตามเสียง!” นิกซ์ตะโกน
“งั้นอย่าทำเสียงดังไง!” แจ็กซ์ตะโกนกลับ แล้วชะงัก “ใช่ ฉันรู้ว่าฉันเพิ่งทำผิดเอง!”
คาเอลยิงใส่พื้นหน้าจุดที่หิมะนูนขึ้น กระสุนเจาะชั้นน้ำแข็งแตกกระจาย ทำให้สิ่งที่อยู่ใต้หิมะเปลี่ยนทิศก่อนโผล่ขึ้นมา มันพลาดขาแจ็กซ์ไปไม่ถึงหนึ่งฝ่ามือ แจ็กซ์กระโดดถอยแล้วเกือบล้ม กระเป๋ายาหลุดจากไหล่
เขาคว้ามันไม่ทัน
กระเป๋าหล่นลงบนหิมะ
สิ่งมีชีวิตตัวหนึ่งหันไปทางเสียงทันที
แจ็กซ์หน้าซีด
“ไม่”
เขาพุ่งจะคว้ากระเป๋า
คาเอลเห็นวิถีแล้ว
ถ้าแจ็กซ์ก้มตอนนี้ ตัวที่อยู่ใต้เต็นท์จะพุ่งถึงคอเขา
“มิเลีย!”
มิเลียเข้าใจทันที เธอยิงใส่เสาเต็นท์ด้านซ้าย เสาหัก เต็นท์ทรุดลงใส่เงาที่กำลังพุ่งออกมา เสียงมันร้องแหลมสั้น ๆ ใต้ผ้าใบ
คาเอลเตะกระเป๋ายาไปทางแจ็กซ์แทน
แจ็กซ์รับมันเข้ากอดแน่นราวกับเป็นเด็กอีกคน
“บ้าเอ๊ย นั่นชีวิตซอเรนนะ!”
“วิ่ง!” คาเอลสั่ง
ฝูงไม่ได้มาก
แต่พวกมันฉลาดพอจะไม่พุ่งเข้ามาทีเดียว
ตัวหนึ่งโผล่ใกล้ล้อรถบัส กัดเข้าที่โลหะเหมือนทดสอบเสียง อีกตัววนทางขวาไปดักหน้าโวร่า อีกตัวต่ำลงใต้หิมะแล้วหายไป คาเอลรู้สึกว่ามันกำลังฟังคำสั่งบางอย่างที่ไม่มีเสียง เหมือนเมืองก่อนหน้า แต่ดิบกว่า เล็กกว่า ยังไม่สมบูรณ์
มันเรียนรู้
และนั่นทำให้น่ากลัวกว่าจำนวนของมัน
โวร่าถูกดักตรงกลางทางไปยังรถ สิ่งมีชีวิตตัวหนึ่งพุ่งออกจากใต้หิมะใกล้ล้อรถตู้เก่าที่จอดขวาง เธอหมุนตัวโดยยังอุ้มลูน่าไว้ ใช้ไหล่บังเด็กจากการกระแทก มืออีกข้างชักดาบออกมาเพียงครึ่งจังหวะ แสงสีม่วงซีดตัดผ่านอากาศ
ร่างของมันเฉียดผ่านแล้วกระแทกพื้นหิมะด้านหลัง
โวร่าไม่ปล่อยให้เลือดกระเด็นใส่เด็ก เธอหมุนตัวต่อ เอาผ้าคลุมบังหน้าลูน่าไว้ด้วยปลายแขน
ลูน่าไม่ร้อง
แต่มือที่กำผ้าของโวร่าแน่นขึ้นจนข้อนิ้วขาว
นิกซ์กุมหัว
“มันจะขึ้นใต้รถ!”
แจ็กซ์หันไปทางรถลำเลียง
พื้นหิมะใต้ล้อหน้าขวาเริ่มนูนขึ้นจริง ๆ
ถ้าตัวนั้นเจาะยางหรือทำให้รถเสีย พวกเขาจะติดอยู่ที่นี่
คาเอลมองรถบัส
มองถังน้ำมันสำรองที่รั่วอยู่ใกล้ค่าย
มองเส้นทางลม
มองตำแหน่งฝูง
ถ้ายิงถังน้ำมันให้ระเบิด ไฟจะตัดทางใต้หิมะเร็วที่สุด ปิดพื้นที่ด้านหลัง และอาจเผาสิ่งที่ซ่อนอยู่ใต้ค่าย
แต่รถบัสยังไม่ถูกตรวจหมด
หัวใจหนึ่งดวงเจอแล้ว
แต่ไม่มีใครยืนยันว่าไม่มีอีก
ไม่มีใครยืนยันว่าซากค่ายไม่มีคนที่หมดสติ ไม่มีเด็กอีกคนใต้เบาะ ไม่มีใครติดอยู่ในช่องเก็บของท้ายรถ
ทางเร็วที่สุดคือเผา
ทางมนุษย์ไม่แน่ใจพอจะเผา
[อัตรารอดสูงสุด: จุดไฟ]
ข้อความระบบวาบขึ้น
คาเอลกัดฟันจนกรามเจ็บ
ไม่
เขาไม่รู้ว่าไม่มีใครอยู่
เขาจะไม่เผาทุกอย่างเพราะระบบบอกว่าเร็วกว่า
“แจ็กซ์ แตรรถ!” คาเอลตะโกน
แจ็กซ์ที่กำลังขึ้นถึงประตูคนขับหันกลับมา
“อะไรนะ”
“กดแตร ล่อมันออกจากใต้รถ!”
“นี่นายอยากให้ทุกอย่างในรัศมีสามกิโลรู้ว่าเราอยู่ตรงนี้เหรอ”
“ใช่”
“เกลียดแผนนี้มาก!”
แจ็กซ์โยนกระเป๋ายาเข้าไปในรถแล้วทุบแตร
เสียงแตรแตก ๆ ดังลั่นถนนเหนือ
แปร๊น————
เงาใต้หิมะหยุด
จากนั้นทุกจุดหันไปทางรถลำเลียงพร้อมกัน
มันได้ผล
และน่ากลัวเกินไปที่มันได้ผลดีขนาดนั้น
สิ่งมีชีวิตสามตัวพุ่งขึ้นจากหิมะเข้าหาเสียงแตร คาเอลยิงตัวแรกกลางอากาศ มิเลียยิงตัวที่สองซ้ำจนมันล้มก่อนถึงล้อรถ ตัวที่สามเร็วกว่า มันพุ่งเข้าข้างรถ กรงเล็บข่วนประตูเหล็กเสียงแหลม
โวร่ามาถึงในจังหวะนั้นพอดี
เธอส่งลูน่าเข้าไปในรถก่อน ไม่โยน ไม่ผลัก แต่ยกขึ้นวางบนพื้นรถอย่างระวังเกินสถานการณ์จะอนุญาต
“เข้าไป”
ลูน่าปล่อยผ้าคลุมเธอช้า ๆ
ก่อนจะคลานเข้าไปด้านใน
โวร่าหันกลับ ดาบในมือสะบัดลงหนึ่งครั้ง สิ่งมีชีวิตที่เกาะข้างรถหลุดกระแทกพื้น เธอเตะมันออกห่างก่อนปิดประตูด้านข้างครึ่งหนึ่งเพื่อกันเด็กไว้ด้านใน
นิกซ์ยังอยู่กลางทาง
เขาทรุดลงเข่าหนึ่ง
เสียงแตร เสียงฝูง เสียงหัวใจใต้หิมะ และเสียงในตัวเองเหมือนชนกันในหัวเขา มือของเขากำหิมะจนเล็บจิกลงในพื้น
“มันดังเกินไป”
คาเอลหันกลับไปทันที
เงาใต้หิมะอีกจุดหนึ่งกำลังพุ่งเข้าหานิกซ์
“นิกซ์!”
เด็กหนุ่มเงยหน้า
ดวงตาเขาเปลี่ยนไปเพียงเสี้ยววินาที
ไม่ใช่โกรธ
ไม่ใช่บ้า
แต่ลึกลงไปในนั้นมีบางอย่างตอบรับเสียงใต้หิมะ
เสียงต่ำมากหลุดออกจากลำคอเขา
ไม่ใช่คำพูด
ไม่ใช่เสียงมนุษย์เต็มที่
เป็นแรงสั่นสะเทือนสั้น ๆ ที่ทำให้หิมะรอบตัวหยุดตกเหมือนถูกกดไว้ในอากาศ
สิ่งมีชีวิตที่กำลังพุ่งขึ้นมาหยุดชะงักใต้หิมะ
แค่เสี้ยววินาที
แต่มากพอ
คาเอลยิงลงพื้นตรงหน้ามัน กระสุนเจาะผ่านชั้นหิมะ ร่างนั้นกระตุกแล้วเงียบไป
นิกซ์หอบแรง สีหน้าซีดจนแทบไม่มีเลือด
จากในรถ ลูน่ามองเขาด้วยดวงตาเบิกกว้าง
กลัวมากกว่าเดิม
นิกซ์เห็น
เขาก้มหน้าทันที
“ขอโทษ”
เสียงเขาเบาจนแทบไม่มีใครได้ยิน
มิเลียวิ่งไปพยุงเขา
“ขึ้นรถ”
“เธอกลัวผม”
“ตอนนี้เธอกลัวทุกอย่าง”
นิกซ์ไม่ตอบ
แต่ยอมให้เธอดึงขึ้น
คาเอลอยู่ท้ายสุดอีกครั้ง
ฝูงที่เหลือเริ่มถอย ไม่ใช่หนี แต่ถอยกลับใต้หิมะทีละจุด เหมือนพวกมันได้สิ่งที่ต้องการแล้ว
ข้อมูล
เสียง
รูปแบบการเคลื่อนไหว
เด็กที่ถูกพาขึ้นรถ
เขาไม่ชอบความคิดนั้น
ไม่ชอบเลย
เขาถอยขึ้นรถในจังหวะที่แจ็กซ์เหยียบคันเร่ง รถลำเลียงกระชากออกจากค่ายผู้ลี้ภัย ล้อฟรีบนหิมะครั้งหนึ่ง สองครั้ง ก่อนยึดถนนได้และพุ่งไปข้างหน้า เสียงสิ่งมีชีวิตใต้หิมะตามมาระยะหนึ่ง แล้วหยุดพร้อมกันราวกับมีใครสั่ง
ไม่มีใครยิงตาม
ไม่มีใครพูดจนรถออกห่างจากค่ายหลายร้อยเมตร
หิมะกลบรอยล้อด้านหลังอีกครั้ง
คาเอลมองผ่านกระจกท้าย
รถบัสผู้ลี้ภัยค่อย ๆ หายไปในหมอกขาว ไฟฉุกเฉินสีแดงยังคงกะพริบช้า ๆ เหมือนหัวใจเล็ก ๆ ของสถานที่ที่ตายแล้วแต่ยังไม่ยอมดับ
ในรถ ลูน่านั่งอยู่บนพื้นใกล้โวร่า ผ้าห่มคลุมไหล่ทั้งตัวจนเหลือเพียงใบหน้าซีดเล็ก ๆ มือยังถือกระดิ่งที่ถูกพันผ้าไว้ เธอไม่ร้องไห้ ไม่ถามว่าจะพาไปไหน ไม่ถามว่าคนอื่นอยู่ไหน แค่จ้องพื้นรถนิ่ง ๆ เหมือนถ้ากะพริบตา ภาพทุกอย่างจะกลับมา
มิเลียเปิดขวดน้ำแล้วยื่นให้เธอ
“จิบช้า ๆ”
ลูน่ามองน้ำ
จากนั้นมองมิเลีย
แล้วรับไปด้วยสองมือ
เธอดื่มเพียงนิดเดียวเหมือนกลัวว่าเสียงกลืนจะดังเกินไป
แจ็กซ์เหลือบมองผ่านกระจกหลัง พยายามยิ้มให้โดยไม่ทำให้เหมือนฝืนเกินไป
“ยินดีต้อนรับสู่รถที่เสียงดังที่สุดในโลกหลังล่ม ถ้ามันสั่นมาก ไม่ต้องกลัว มันแค่พยายามแยกร่างเป็นอะไหล่ตั้งแต่เมื่อวาน”
ลูน่ามองเขา
ไม่เข้าใจมุก
แจ็กซ์ลดเสียงลงอีก
“โอเค มุกไม่ผ่าน ฉันจะโทษความหนาวกับภาวะเกือบตาย”
เขาหยิบแท่งอาหารฉุกเฉินจากกระเป๋าแล้ววางไว้บนพื้นห่างจากเด็กเล็กน้อย ไม่ยื่นใส่มือ ไม่บังคับ
“ถ้าหิว มันกินได้ ถึงรสจะเหมือนกล่องกระดาษที่มีความฝันแตกสลายก็ตาม”
ครั้งนี้ลูน่ามองแท่งอาหารนานขึ้น
แล้วค่อย ๆ หยิบมันมา
นิกซ์นั่งห่างออกไปที่สุดเท่าที่พื้นที่ในรถอนุญาต เขากอดเข่าตัวเอง มือข้างที่ผิดปกติซ่อนใต้ผ้าห่ม ดวงตาก้มต่ำ ไม่มองเด็กโดยตรง
ลูน่าเหลือบมองเขาเป็นระยะ
ยังกลัว
แต่น้อยกว่าตอนแรกนิดหนึ่ง
หรืออาจเพราะเขาพยายามทำตัวให้เล็กที่สุดเท่าที่เขาจะทำได้
โวร่านั่งข้างลูน่า เงียบเหมือนเดิม เธอไม่ได้แตะเด็กจนกว่าลูน่าจะขยับผ้าห่มหลุดจากไหล่เอง โวร่าจึงยื่นมือไปดึงผ้าห่มขึ้นให้แน่นขึ้น การเคลื่อนไหวของเธอสั้น เรียบ และแทบไม่มีอารมณ์บนใบหน้า
แต่ลูน่าไม่ถอย
แค่นั้นก็เพียงพอ
คาเอลมองภาพนั้นอยู่เงียบ ๆ
เด็กหนึ่งคน
น้ำหนึ่งส่วน
อาหารหนึ่งส่วน
พื้นที่หนึ่งจุด
ความเสี่ยงเพิ่มขึ้น
เสียงเพิ่มขึ้น
โอกาสรอดลดลง
ตัวเลขเหล่านั้นยังอยู่ในหัวเขา
แต่ครั้งนี้มันไม่ชนะทันที
เพราะตรงหน้าเขาไม่ใช่ตัวแปร
เป็นเด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ ที่ดื่มน้ำเหมือนกลัวเสียงกลืนของตัวเองจะเรียกบางอย่างกลับมา
เป็นเด็กที่กำกระดิ่งไม่ให้ดัง
เป็นเด็กที่ยังจำคำสั่งสุดท้ายของครูได้
เป็นเด็กที่เขาไม่ได้ปิดประตูใส่
ลมหายใจของคาเอลสั่นเล็กน้อย
มิเลียที่นั่งใกล้เขาขยับมือมาแตะหลังมือเขาเพียงชั่วครู่
ไม่ถามว่าเขาโอเคไหม
ไม่บอกว่าเขาทำถูก
แค่แตะ
เหมือนยืนยันว่าครั้งนี้เขายังอยู่ตรงนี้
คาเอลมองมือเธอ
แล้วมองลูน่าอีกครั้ง
เขาช่วยทุกคนไม่ได้
เขารู้
ความจริงนั้นยังคงอยู่
หนักเหมือนประตูเหล็กในหัว
แต่ครั้งนี้
เด็กคนหนึ่งขึ้นรถมา
และประตูไม่ได้ปิดใส่เธอ
รถแล่นต่อไปในถนนเหนือ หิมะตกหนาขึ้นเรื่อย ๆ ป่าสนสองข้างทางกลับมาเป็นเงาดำสูง เงียบ และหนาว เสียงเครื่องยนต์กลายเป็นจังหวะเดียวที่พวกเขายังพึ่งพาได้ วิทยุมีเสียงซ่าเบา ๆ ครั้งหนึ่ง แล้วเงียบ
ลูน่าที่เหมือนจะหลับไปแล้วลืมตาขึ้น
เธอมองไปยังพื้นรถ
ไม่ใช่มองใคร
เสียงของเธอเบามาก
“พวกมันไม่ชอบให้หนูขึ้นรถ”
ทุกคนในรถนิ่ง
คาเอลหันไปทันที
“ลูน่า?”
เด็กไม่ตอบ
เปลือกตาเธอปิดลงอีกครั้ง ศีรษะเอียงเล็กน้อยไปทางโวร่า จนเกือบแตะต้นแขนของเธอ
โวร่านั่งนิ่ง
นิ่งมาก
เหมือนถ้าขยับแม้แต่นิดเดียว เด็กจะตื่นแล้วหายไป
คาเอลยังมองลูน่า
ข้อความสีซีดวาบขึ้นตรงขอบการมองเห็นของเขา
[ตรวจพบผู้รับฟังระดับต่ำ]
[สถานะ: ยังไม่ยืนยัน]
วิทยุที่ปิดอยู่ส่งเสียงดังเบามาก
ก๊อก
ครั้งเดียว
แล้วทุกอย่างก็เงียบลงอีกครั้ง
แต่คราวนี้ ความเงียบนั้นไม่ว่างเปล่าเหมือนเดิม
มันเหมือนบางสิ่งเพิ่งเริ่มนับใหม่