บทที่ 36 : แผ่นดินบูรพา เมืองเกล็ดมังกร และบัตรเชิญสู่วังบาดาล!
แสงตะวันสีทองอร่ามสาดส่องลงมากระทบผืนน้ำทะเลที่ทอประกายระยิบระยับ หลังจากผ่านพ้นพายุมรณะและฝูงสัตว์อสูรใต้ทะเลลึกมาได้หลายสัปดาห์ ในที่สุด เรือสำเภา 'มังกรทะลวงคลื่น' ก็แล่นฝ่าม่านหมอกหนาทึบเข้าสู่น่านน้ำที่สงบเงียบ ทว่ากลับเต็มไปด้วยกลิ่นอายพลังปราณที่หนักหน่วงและกดทับวิญญาณยิ่งกว่าสถานที่ใดที่ซูหลงอวิ๋นเคยพานพบ
เบื้องหน้าของพวกเขา คือเงาทะมึนของแผ่นดินที่ทอดยาวสุดลูกหูลูกตา ยอดเขาสูงตระหง่านเสียดฟ้ามีรูปลักษณ์คดเคี้ยวประดุจมังกรที่กำลังขดตัวหลับใหล ปราณวิญญาณธาตุวารีและธาตุอสนีบาตในอากาศมีความหนาแน่นจนแทบจะกลั่นตัวเป็นหยาดฝน นี่คือดินแดนที่เจริญรุ่งเรืองด้วยสายเลือดแห่งสัตว์อสูรบรรพกาล... 'มหาทวีปบูรพามังกร'!
"นายท่าน... พวกเราเข้าสู่เขตน้ำตื้นของเมืองเกล็ดมังกรแล้วขอรับ เมืองนี้เป็นเมืองท่าที่ใหญ่ที่สุดทางฝั่งตะวันตกของทวีปบูรพา และเป็นหนึ่งในจุดเชื่อมต่อสำคัญที่จะลงสู่ก้นมหาสมุทรเพื่อมุ่งหน้าไปยังวังบาดาลเผ่ามังกร"
อ๋าวเจิน คุณชายครึ่งมังกรที่บัดนี้สวมชุดคลุมมิดชิดเพื่อปกปิดบาดแผลและรอยแผลเป็นจากการถูกทำโทษ ยืนค้อมกายรายงานอยู่เบื้องหลังซูหลงอวิ๋นด้วยท่าทีนอบน้อม ความเย่อหยิ่งของมันถูกบดขยี้จนไม่เหลือชิ้นดีนับตั้งแต่ถูกเด็กหนุ่มขอบเขตแก่นแท้ทองคำสยบราบคาบ
ซูหลงอวิ๋นยืนเอามือไพล่หลังอยู่บนหัวเรือ สายลมทะเลพัดชายเสื้อคลุมสีขาวขลิบทองให้โบกสะบัด นัยน์ตาสีดำล้ำลึกภายใต้หมวกฟางไม้ไผ่กวาดมองสถาปัตยกรรมของเมืองท่าที่ค่อยๆ ขยายใหญ่ขึ้นตามระยะทาง
เมืองเกล็ดมังกรนั้นช่างแตกต่างจากเมืองในมหาทวีปศูนย์กลางอย่างสิ้นเชิง อาคารบ้านเรือนมิได้สร้างจากไม้หอมหรือหินหยก ทว่าหล่อหลอมขึ้นจากเปลือกหอยยักษ์ ปะการังโลหิต และกระดูกของสัตว์อสูรสมุทรขนาดยักษ์ กำแพงเมืองสะท้อนแสงแดดเป็นประกายสีรุ้งคล้ายเกล็ดปลา บรรยากาศแฝงไปด้วยความดิบเถื่อนและความเก่าแก่
"โครงสร้างของปราณฟ้าดินที่นี่ แตกต่างจากมหาทวีปศูนย์กลาง..." ซูหลงอวิ๋นพึมพำแผ่วเบา "กฎเกณฑ์แห่งฟ้าดินเอนเอียงไปทางสายเลือดและกายเนื้อ มากกว่าการหยั่งรู้สัจธรรมแห่งวิถีเต๋า มิน่าเล่า เผ่าพันธุ์มนุษย์ถึงได้ตกต่ำและกลายเป็นเพียงชนชั้นแรงงานในดินแดนแห่งนี้"
เขาสังเกตเห็นว่าบนท่าเรือที่คลาคล่ำไปด้วยผู้คนนั้น มนุษย์ส่วนใหญ่สวมใส่เสื้อผ้าซอมซ่อ แบกหามสัมภาระหนักอึ้ง และต้องคอยก้มหน้าหลบสายตาเมื่อมีผู้ฝึกยุทธ์ที่มีลักษณะของเผ่าพันธุ์สัตว์น้ำ ไม่ว่าจะเป็นครึ่งเงือก มนุษย์ปู หรือผู้มีเกล็ดตามร่างกาย เดินผ่านไปมา
"เผ่ามังกรสมุทรเป็นผู้ปกครองสูงสุดของที่นี่ มนุษย์เป็นเพียงสิ่งมีชีวิตที่พวกมันมองว่าอ่อนแอและเกิดมาเพื่อรับใช้ หากมิใช่ยอดฝีมือที่แข็งแกร่งจริงๆ มนุษย์ทั่วไปแทบจะไม่มีสิทธิ์เงยหน้ามองท้องฟ้าในทวีปนี้เลยด้วยซ้ำ" จินหลินที่จำแลงกายเป็นราชสีห์เพลิงเดินเข้ามาหยุดอยู่ข้างกายผู้เป็นนาย ส่งกระแสจิตอธิบายเสริม
"สัจธรรมของโลกหล้า ผู้อ่อนแอย่อมตกเป็นเหยื่อของผู้แข็งแกร่ง ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์หรือสัตว์อสูร ล้วนหนีไม่พ้นวัฏจักรนี้"
ซูหลงอวิ๋นกล่าวเสียงเรียบ เขามิได้มีความคิดที่จะเป็นวีรบุรุษกอบกู้เผ่าพันธุ์มนุษย์ในทวีปนี้ เป้าหมายของเขามีเพียงหนึ่งเดียว คือ 'ชิ้นส่วนแผนที่ดาราจักรบรรพกาล' ที่ซุกซ่อนอยู่ในวังบาดาล
ตึง!
เรือสำเภามังกรทะลวงคลื่นเข้าจอดเทียบท่าอย่างนุ่มนวล สะพานไม้ถูกทอดลงสู่พื้น ท่ามกลางสายตาของเหล่าทหารยามเผ่าสมุทรที่มองมายังเรือลำนี้ด้วยความประหลาดใจ เพราะโดยปกติแล้ว เรือที่ฝ่าพายุมาได้มักจะมีสภาพยับเยิน ทว่าเรือลำนี้กลับดูสมบูรณ์ราวกับเพิ่งออกจากอู่ต่อเรือ
ซูหลงอวิ๋นก้าวเดินลงจากเรืออย่างเงียบเชียบ โดยมีอ๋าวเจินเดินนำหน้าในฐานะผู้เบิกทาง และจินหลินเดินตามหลังประดุจผู้พิทักษ์
"คุณชายอ๋าวเจิน! ท่านกลับมาแล้ว!"
ทหารยามหน้าท่าเรือจำหน้าคุณชายครึ่งมังกรได้ จึงรีบคุกเข่าทำความเคารพ ทว่าพวกมันก็อดไม่ได้ที่จะลอบมองเด็กหนุ่มชุดขาวที่เดินตามมา ด้วยความสงสัยว่าเหตุใดมนุษย์ขอบเขตแก่นแท้ทองคำขั้นต้นผู้นี้ ถึงได้มีท่าทีสง่าผ่าเผยและไม่สะทกสะท้านต่อแรงกดดันของเผ่าสมุทรเลยแม้แต่น้อย
"หุบปาก แล้วทำหน้าที่ของพวกเจ้าไป" อ๋าวเจินตวาดแก้เกี้ยว พยายามรักษาหน้าตาของตนเอง ก่อนจะรีบนำทางซูหลงอวิ๋นเดินลัดเลาะเข้าไปในตัวเมือง
"นายท่าน... พวกเราจะไปที่ใดต่อหรือขอรับ?" อ๋าวเจินลดเสียงลงกระซิบถามเมื่อพ้นจากสายตาทหารยาม
"หาสถานที่ที่เงียบสงบและเป็นส่วนตัวที่สุดให้ข้า ข้าต้องการข้อมูลที่ละเอียดที่สุดเกี่ยวกับสถานการณ์ปัจจุบันของวังบาดาล ก่อนที่จะบุกเข้าไป" ซูหลงอวิ๋นสั่งการ
"หากเป็นสถานที่รวบรวมข่าวสารและมีความเป็นส่วนตัวสูง ในเมืองเกล็ดมังกรแห่งนี้ ย่อมต้องเป็น 'หอสดับสมุทร' ขอรับ ที่นั่นเป็นหอรับรองระดับสูงสุด บริการเฉพาะผู้มีสายเลือดสูงส่งหรือมหาเศรษฐีเท่านั้น มีค่ายกลป้องกันการลอบฟังที่แน่นหนาที่สุด" อ๋าวเจินรีบเสนอตัว
"นำทางไป"
...
หอสดับสมุทร เป็นอาคารที่สร้างจากปะการังสีน้ำเงินเข้มขนาดยักษ์ สูงตระหง่านอยู่ใจกลางเมือง ภายในถูกประดับประดาด้วยไข่มุกน้ำจืดและผลึกวิญญาณส่องสว่างงดงาม กลิ่นหอมของอำพันทะเลลอยอวลช่วยให้จิตใจสงบ
อ๋าวเจินใช้ป้ายหยกประจำตระกูลของมัน เปิดทางเข้าสู่ 'ห้องรับรองระดับสวรรค์' ที่อยู่ชั้นบนสุดของหอได้สำเร็จ แม้พนักงานต้อนรับจะมองซูหลงอวิ๋นด้วยสายตาเหยียดหยามที่เป็นเพียงมนุษย์ ทว่าเมื่อเห็นว่าเขามากับคุณชายอ๋าวเจิน พวกมันจึงจำต้องเก็บซ่อนวาจาดูหมิ่นเอาไว้
เมื่อประตูปิดลงและค่ายกลสกัดกั้นการรับฟังเริ่มทำงาน ซูหลงอวิ๋นก็ปลดหมวกฟางไม้ไผ่ออก วางลงบนโต๊ะหยก นั่งลงบนเก้าอี้และรินชาผลไม้วิญญาณให้ตนเองอย่างใจเย็น
"เอาล่ะ อ๋าวเจิน... เล่าสถานการณ์ของวังบาดาลเผ่ามังกรในยามนี้มาให้หมด ข้าต้องการรู้ว่า 'แท่นบูชามังกรบรรพกาล' ที่เจ้าเคยกล่าวถึง มีความเคลื่อนไหวใดๆ หรือไม่"
อ๋าวเจินยืนค้อมตัวอยู่หน้าโต๊ะ มันมีสีหน้าเคร่งเครียดขึ้นมาทันที
"นายท่าน ท่านมาถูกจังหวะพอดี ทว่ามันก็เป็นจังหวะที่อันตรายที่สุดเช่นกัน... ในอีกเจ็ดวันข้างหน้า วังบาดาลจะจัดงานพิธีเฉลิมฉลองครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในรอบพันปี เรียกว่า 'งานบวงสรวงเทพสมุทรบรรพกาล' ขอรับ!"
"งานบวงสรวงงั้นรึ?" ซูหลงอวิ๋นเลิกคิ้ว
"ใช่แล้วขอรับ องค์จักรพรรดิมังกร ผู้พำนักอยู่ในขอบเขตราชันย์ยุทธ์ ได้ทรงมีพระราชโองการให้เปิด 'แท่นบูชามังกรบรรพกาล' เพื่อประกอบพิธีเซ่นไหว้ด้วยเลือดของสัตว์อสูรระดับสูง เพื่อกระตุ้นพลังแห่งสายเลือดบรรพกาลที่หลับใหลอยู่ใต้แท่นบูชา หวังจะใช้พลังนั้นทะลวงคอขวดของพระองค์ให้ก้าวเข้าสู่ขอบเขต 'จักรพรรดิยุทธ' (ขอบเขตที่ 8) ให้จงได้!"
อ๋าวเจินอธิบายต่อด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ "ในงานพิธีนี้ ขุมกำลังจากทั่วทุกสารทิศในมหาสมุทรบูรพา ไม่ว่าจะเป็นเผ่าเงือก เผ่าฉลามคลั่ง หรือแม้แต่ผู้ฝึกยุทธ์มนุษย์ระดับมหาอำนาจ ล้วนได้รับเชิญให้เข้าร่วมงานเพื่อเป็นสักขีพยาน... ทว่า การจะเข้าสู่วังบาดาลได้นั้น จำต้องมี 'บัตรเชิญเกล็ดมังกร' ซึ่งทำขึ้นพิเศษและมีการสลักอาคมระบุตัวตนอย่างชัดเจน ผู้ใดที่ไร้บัตรเชิญ หากล่วงล้ำเข้าใกล้วังบาดาลในรัศมีร้อยลี้ จะถูกค่ายกลวังบาดาลบดขยี้จนวิญญาณแตกซ่านทันที!"
ซูหลงอวิ๋นหรี่ตาลง ข้อมูลนี้ทั้งเป็นข่าวดีและข่าวร้ายในเวลาเดียวกัน
ข่าวดีคือ แท่นบูชามังกรบรรพกาล ซึ่งเป็นสถานที่ที่ซ่อนชิ้นส่วนแผนที่ดาราจักร จะถูกเปิดออกและมีการรวมตัวของผู้คนมากมาย ทำให้เขาสามารถแฝงตัวเข้าไปได้ง่ายกว่ายามปกติที่ถูกปิดตายและคุ้มกันอย่างแน่นหนา
ทว่าข่าวร้ายคือ งานพิธีนี้มีองค์จักรพรรดิมังกรระดับ 'ราชันย์ยุทธ์' เป็นประธาน! และยังมีแม่ทัพมังกรระดับ 'บรรพชนศักดิ์สิทธิ์' อีกนับไม่ถ้วน!
ขอบเขตราชันย์ยุทธ์... ห่างจากข้าในยามนี้ถึงสี่ขอบเขตใหญ่! นี่มิใช่ตัวตนที่ข้าจะใช้ลูกไม้หรือระเบิดโอสถเพื่อเอาชนะได้เลยแม้แต่น้อย ลำพังเพียงแค่ 'อาณาเขต' ของมันกางออก ข้าก็คงถูกบดขยี้จนกระดูกแหลกเป็นผุยผง... การแย่งชิงสมบัติในครั้งนี้ ข้าจำต้องหลีกเลี่ยงการปะทะโดยตรงกับพวกมันอย่างเด็ดขาด ต้องอาศัยการลอบเร้น จังหวะชุลมุน และวิถีแห่งค่ายกลในการขโมยของแล้วหลบหนีออกมาเท่านั้น ซูหลงอวิ๋นตระหนักถึงความห่างชั้นของพลังอย่างถ่องแท้ พระเอกที่ฉลาดต้องรู้ว่าเมื่อใดควรปะทะ เมื่อใดควรใช้สมอง
"อ๋าวเจิน เจ้าเป็นถึงคนของตระกูลอ๋าว ซึ่งเป็นตระกูลสาขา เจ้ามี 'บัตรเชิญเกล็ดมังกร' หรือไม่?" ซูหลงอวิ๋นถามเสียงเรียบ
อ๋าวเจินส่ายหน้าอย่างขมขื่น "ตระกูลสาขาอย่างพวกข้า มิมีสิทธิ์ได้รับบัตรเชิญโดยตรงหรอกขอรับ พวกเราเป็นเพียงผู้คอยอำนวยความสะดวกอยู่รอบนอกวังบาดาลเท่านั้น ผู้ที่จะได้รับบัตรเชิญ ต้องเป็นสายเลือดมังกรที่บริสุทธิ์กว่า หรือเป็นประมุขของเผ่าพันธุ์ใหญ่ในมหาสมุทรเท่านั้น..."
ตึง!
ในขณะที่ทั้งสองกำลังสนทนากันอยู่นั้น เสียงถีบประตูห้องรับรองระดับสวรรค์ก็ดังสนั่นหวั่นไหว! บานประตูที่ทำจากปะการังแข็งแกร่ง ถูกเตะจนปลิวเข้ามากระแทกผนังห้องด้านในแตกกระจาย!
"ฮ่าฮ่าฮ่า! ข้าก็นึกว่ากลิ่นอายสุนัขขี้เรื้อนตัวใดลอยมาติดจมูก ที่แท้ก็เป็น 'ลูกผสม' อ๋าวเจินนี่เอง! เหตุใดเจ้าถึงมีหน้ามาเช่าห้องรับรองระดับสวรรค์ของหอสดับสมุทรได้เล่า? หรือว่าเจ้าไปทำอาชีพขายเรือนร่างให้พวกมนุษย์ชั้นต่ำจนมีหินปราณมาปรนเปรอตัวเองแล้วรึ!"
เสียงแหบพร่าและเต็มไปด้วยความหยิ่งยโส ดังก้องเข้ามาในห้อง พร้อมกับการปรากฏตัวของกลุ่มคนนับสิบในชุดเกราะที่สลักลวดลายเกลียวคลื่นดุดัน ผู้ที่เดินนำหน้าเข้ามาคือชายหนุ่มร่างกำยำสูงใหญ่ประดุจยักษ์ปักหลั่น ผิวหนังของมันมีสีเทาอมน้ำเงินและมีครีบแหลมคมงอกออกมาตามท่อนแขน ดวงตาสีเหลืองขุ่นสาดประกายความกระหายเลือดอย่างโจ่งแจ้ง
"ซาหมิง!"
อ๋าวเจินหน้าถอดสี ถอยหลังไปโดยสัญชาตญาณ "เจ้า... เจ้ามาทำอะไรที่นี่!"
"ซาหมิง... องค์ชายแห่งเผ่าฉลามคลั่งทะเลลึก" ซูหลงอวิ๋นปรายตามองผู้บุกรุก นัยน์ตาสีดำของเขาประเมินกลิ่นอายพลังของอีกฝ่ายในชั่วพริบตา
ระดับพลัง... วิญญาณก่อกำเนิดขั้นปลาย (ขอบเขตที่ 4 ตอนปลาย)... ห่างจากข้าที่อยู่ขอบเขตแก่นแท้ทองคำขั้นต้น หนึ่งขอบเขตใหญ่กับอีกเกือบสามขั้นย่อย... ซ้ำยังเป็นเผ่าพันธุ์สัตว์อสูรที่มีร่างกายแข็งแกร่งกว่ามนุษย์ การปะทะตรงๆ ย่อมเสียเปรียบและกินแรงไม่น้อย
ซาหมิง องค์ชายเผ่าฉลามคลั่ง เดินอาดๆ เข้ามาในห้องรับรอง มันกวาดสายตามองอ๋าวเจินด้วยความสมเพช ก่อนจะปรายตามามองซูหลงอวิ๋นที่นั่งจิบชาอยู่อย่างเงียบๆ
"โอ้? มนุษย์ขอบเขตแก่นแท้ทองคำ? อ๋าวเจิน เจ้าตกต่ำถึงขั้นต้องมารับใช้มนุษย์ชั้นต่ำเช่นนี้เชียวรึ? ช่างเป็นความอัปยศของสายเลือดวังบาดาลเสียจริง! วันนี้ข้า ซาหมิง จะขอชำระล้างความโสมมนี้แทนองค์จักรพรรดิเอง!"
ซาหมิงแสยะยิ้ม มันมิได้เห็นซูหลงอวิ๋นอยู่ในสายตาเลยแม้แต่น้อย ในแผ่นดินบูรพามังกรนี้ มนุษย์คือชนชั้นต่ำสุด และยิ่งเป็นเพียงแก่นแท้ทองคำ ยิ่งไม่ต่างจากแมลงหวี่แมลงวัน
"ไอ้หนูมนุษย์ หากไม่อยากถูกจับถลกหนังทั้งเป็น ก็จงคุกเข่าโขกศีรษะให้ข้าสามครั้ง แล้วคลานออกไปจากห้องนี้ซะ! อ้อ อย่าลืมทิ้งแหวนมิติของเจ้าไว้ด้วยล่ะ!" ซาหมิงตวาดสั่ง
อ๋าวเจินที่ยืนอยู่ด้านข้าง ถึงกับเหงื่อตก มันรู้ดีว่าความน่าสะพรึงกลัวของซูหลงอวิ๋นนั้นเป็นเช่นไร ทว่าซาหมิงก็เป็นถึงองค์ชายเผ่าฉลามที่มีพลังวิญญาณก่อกำเนิดขั้นปลาย หากเกิดการต่อสู้ขึ้น หอสดับสมุทรแห่งนี้คงพังพินาศเป็นแน่
ซูหลงอวิ๋นวางจอกชาผลไม้วิญญาณลงบนโต๊ะหยกอย่างแผ่วเบา เสียงกริ๊กเบาๆ นั้นกลับดึงดูดความสนใจของทุกคนในห้อง
เด็กหนุ่มมิได้ลุกขึ้นยืน เขายังคงนั่งหลังตรง นัยน์ตาสีดำสนิทดุจหลุมดำจับจ้องไปยังซาหมิง รอยยิ้มเย็นชาที่ทำให้บรรยากาศในห้องลดต่ำลงถึงจุดเยือกแข็งปรากฏขึ้นบนใบหน้า
"องค์ชายเผ่าฉลามคลั่ง... ได้ยินว่าเผ่าพันธุ์ของเจ้า เป็นหนึ่งในขุมกำลังใหญ่ที่ได้รับเชิญให้เข้าร่วมงานบวงสรวงเทพสมุทรบรรพกาล ใช่หรือไม่?" ซูหลงอวิ๋นเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
ซาหมิงชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะเชิดหน้าขึ้นอย่างภาคภูมิใจ มันตบไปที่อกเสื้อของตนเอง เผยให้เห็นแสงสีทองวาบหนึ่งเล็ดลอดออกมา "แน่นอน! บิดาของข้าซึ่งเป็นประมุขเผ่า ได้รับบัตรเชิญเกล็ดมังกรระดับ 'แขกเกียรติยศ' จากองค์จักรพรรดิ! และข้าในฐานะองค์ชายรัชทายาท ย่อมเป็นผู้ถือครองบัตรเชิญแผ่นนี้เพื่อนำขบวนเข้าสู่วังบาดาล! มนุษย์ชั้นต่ำอย่างเจ้า คงทำได้แค่ฝันถึงบัตรเชิญนี้ไปจนวันตายล่ะนะ!"
เมื่อได้ยินคำตอบ ดวงตาของซูหลงอวิ๋นก็สาดประกายแสงคมกริบประดุจกระบี่!
บัตรเชิญเกล็ดมังกร... อยู่ที่ตัวมันนี่เอง! การจะทะลวงเข้าไปในสระมังกรที่มีราชันย์ยุทธ์คุมอยู่ การมีบัตรเชิญเพื่อแฝงตัวเข้าไปย่อมเป็นกลยุทธ์ที่ปลอดภัยที่สุด! และสวรรค์ก็ช่างเป็นใจ ส่งเหยื่ออันโอชะมาให้ถึงหน้าประตู!
ทว่า ซูหลงอวิ๋นตระหนักดีว่า การสู้กับวิญญาณก่อกำเนิดขั้นปลายซึ่งหน้า ในพื้นที่แคบๆ เช่นห้องรับรองนี้ หากเขาปลดปล่อยพลังเต็มที่เพื่อเอาชนะ ย่อมสร้างความตื่นตระหนกและดึงดูดยอดฝีมือคนอื่นๆ ในเมืองเกล็ดมังกรให้แห่กันมา ซึ่งจะทำให้การลอบเร้นเข้าวังบาดาลล้มเหลวตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่ม
ข้าต้องสยบมันให้ได้ภายในพริบตา โดยไม่ให้เกิดเสียงดังหรือความเสียหายใหญ่โต... ต้องใช้สติปัญญา และวิถีแห่งค่ายกล!
ซูหลงอวิ๋นมิได้ขยับตัว เขายังคงนั่งนิ่ง ทว่าภายใต้โต๊ะหยก ปลายเท้าของเขากำลังขยับวาดอักขระลี้ลับลงบนพื้นห้องอย่างแผ่วเบาและรวดเร็ว อาศัยพลัง 'เพลิงเยือกแข็งกระดูกปรโลก' ผสมผสานกับค่ายกลสกัดกั้นพลังงาน
"เจ้าบอกว่าให้ข้าคุกเข่าคลานออกไปงั้นรึ?" ซูหลงอวิ๋นแค่นเสียงหัวเราะ "ช่างเป็นคำเชิญชวนที่น่าสนใจ... ทว่า ข้าเกรงว่าคนที่ต้องคุกเข่าในวันนี้ จะมิใช่ข้า"
"อวดดีนัก! ในเมื่อเจ้าอยากตาย ข้าก็จะส่งเจ้าไปเป็นอาหารปลา!"
ซาหมิงเดือดดาลจนถึงขีดสุด มันพุ่งทะยานร่างเข้าหาซูหลงอวิ๋นด้วยความเร็วสูง กรงเล็บที่อาบไปด้วยปราณวารีอันดุดันระดับวิญญาณก่อกำเนิดขั้นปลาย ตวัดฟาดฟันหมายจะฉีกกระชากศีรษะของเด็กหนุ่มให้หลุดจากบ่า!
พลังของกระบวนท่านี้รุนแรงพอจะป่นภูเขาขนาดย่อมให้เป็นผุยผง! อ๋าวเจินหลับตาปี๋ ไม่กล้ามองดูภาพสยดสยอง
ทว่า ในเสี้ยววินาทีที่กรงเล็บของซาหมิงกำลังจะสัมผัสตัวซูหลงอวิ๋น...
"ค่ายกลพันธนาการวารีสยบวิญญาณ... ทำงาน!"
ซูหลงอวิ๋นตวาดก้องในใจ เขาดีดนิ้วเพียงครั้งเดียว!
วิ้งงง!!!
ธงค่ายกลขนาดจิ๋วสี่อันที่ซูหลงอวิ๋นแอบดีดไปซ่อนไว้ตามมุมห้องตั้งแต่ตอนที่ซาหมิงก้าวเข้ามา พลันเปล่งแสงสีฟ้าสว่างวาบ! เส้นสายพลังงานเชื่อมต่อกันเป็นตาข่ายแสงรูปหกเหลี่ยม ล้อมรอบร่างของซาหมิงเอาไว้อย่างกะทันหัน!
"อะไรกัน!" ซาหมิงเบิกตากว้าง มันรู้สึกราวกับว่ามวลน้ำในมหาสมุทรทั้งมวลกดทับลงมาบนบ่า! ปราณวารีในร่างของมันที่เคยดุดัน กลับถูกค่ายกลนี้ 'ดูดซับ' และ 'สะท้อนกลับ' มากดทับจุดตันเถียนของมันเอง!
นี่คือค่ายกลระดับบรรพกาลที่สร้างขึ้นมาเพื่อต่อกรกับผู้ใช้ธาตุน้ำโดยเฉพาะ! แม้ซาหมิงจะมีพลังสูงกว่า แต่เมื่อมันใช้การโจมตีที่เป็นธาตุน้ำและพุ่งเข้ามาในอาณาเขตของค่ายกลอย่างประมาท มันจึงถูกพลังของตนเองย้อนกลับมาทำร้าย!
ร่างกายขององค์ชายฉลามหยุดชะงักงันกลางอากาศ กรงเล็บของมันห่างจากหน้าผากของซูหลงอวิ๋นเพียงครึ่งฉื่อ!
"มดปลวกที่มีแต่กล้ามเนื้อ ไร้ซึ่งสติปัญญา ย่อมตกเป็นเหยื่อของกับดักตื้นๆ เสมอ"
ซูหลงอวิ๋นไม่ปล่อยให้ศัตรูมีเวลาตั้งตัว! ในขณะที่ซาหมิงกำลังดิ้นรนเพื่อทำลายค่ายกล ซูหลงอวิ๋นก็ล้วงเอา 'ระเบิดโอสถหยินหยาง' ระดับต่ำ (ที่เขาปรับลดอานุภาพลงเพื่อไม่ให้ห้องระเบิด) ออกมาหนึ่งลูก ดีดมันอัดเข้าไปที่กลางหน้าอกของซาหมิงอย่างจัง!
ปัง!
เสียงระเบิดดังขึ้นทึบๆ พลังหยินหยางที่ขัดแย้งกันแทรกซึมทะลวงผ่านเกราะของซาหมิง เข้าไปทำลายความเสถียรของลมปราณในจุดตันเถียนของมันชั่วขณะ!
"อั้ก!" ซาหมิงกระอักเลือดสีเข้มออกมา พลังวิญญาณก่อกำเนิดขั้นปลายของมันร่วงหล่นลงมาอยู่ที่ระดับขั้นต้นในพริบตา!
เมื่อปราการคุ้มกันและพลังของศัตรูลดต่ำลงมาอยู่ในระดับที่เขาสามารถจัดการได้แล้ว มัจจุราชชุดขาวก็เปิดฉากสังหาร!
ชิ้ง!!!
เสียงชักกระบี่ที่เบาบางทว่าแฝงความตาย ดังก้องขึ้น! กระบี่กลืนเงาถูกชักออกมาจากแผ่นหลัง ซูหลงอวิ๋นผสานพลัง 'แก่นแท้ทองคำหยินหยางเทวะ' เข้าสู่ใบกระบี่ รังสีดาบสีดำทมิฬพุ่งทะยานออกไปเป็นเส้นตรง!
"วิถีกระบี่บรรพกาล... ตัดเส้นเอ็นสะบั้นจุดชีพจร!"
ฉัวะ! ฉัวะ! ฉัวะ!
การลงมือของซูหลงอวิ๋นรวดเร็วและแม่นยำประดุจศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ! เขามิได้มุ่งเป้าหมายที่จะตัดศีรษะหรือผ่าร่างของซาหมิงให้ขาดครึ่ง เพราะนั่นจะสร้างบาดแผลฉกรรจ์และทำให้เลือดสาดกระจายเลอะเทอะห้อง
ปลายกระบี่กลืนเงาพุ่งทะลวงเข้าสกัดจุดชีพจรสำคัญทั้งเจ็ดจุดบนร่างของซาหมิง ตัดเส้นเอ็นที่หัวไหล่และข้อพับเข่าอย่างเฉียบขาด!
"อ๊ากกกกกก!"
ซาหมิงกรีดร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดสุดแสน ร่างที่เคยใหญ่โตกราดเกรี้ยวล้มทรุดลงไปกองกับพื้นห้องประดุจกองเนื้อเน่าเปื่อย แขนขาทั้งสี่ข้างห้อยต่องแต่งไร้เรี่ยวแรง พลังปราณในร่างถูกสลายไปจนหมดสิ้น!
วิญญาณก่อกำเนิดขั้นปลาย... ถูกสยบลงภายในสามลมหายใจ! โดยที่ห้องรับรองยังคงสภาพสมบูรณ์ ไร้ซึ่งรอยขีดข่วนบนเฟอร์นิเจอร์!
นี่คือความน่าสะพรึงกลัวของการต่อสู้ด้วยสมอง! ซูหลงอวิ๋นใช้ประโยชน์จากสภาพแวดล้อม ความประมาทของศัตรู อาคมค่ายกล ระเบิดโอสถ และกระบี่ที่แม่นยำ ผสมผสานกันจนสามารถอุดช่องว่างของระดับพลังที่ห่างกันถึง 'หนึ่งขอบเขตใหญ่กับสามขั้นย่อย' ได้อย่างงดงาม!
ลูกน้องของซาหมิงนับสิบคนเบิกตากว้างด้วยความสยดสยอง พวกมันก้าวขาไม่ออก อาวุธหลุดร่วงจากมือ! องค์ชายของพวกมัน ถูกมนุษย์ขอบเขตแก่นแท้ทองคำตัดเอ็นสกัดจุดจนกลายเป็นคนพิการไปเสียแล้ว!
"จินหลิน... เก็บกวาดพวกขยะที่เหลือ อย่าให้มีเสียงเล็ดลอดออกไปได้แม้แต่แอะเดียว" ซูหลงอวิ๋นสั่งการเสียงเรียบ พลางสะบัดกระบี่เก็บเข้าฝัก
"รับคำสั่งนายท่าน!"
ราชสีห์เพลิงแผดเสียงคำรามต่ำ มันพุ่งทะยานเข้าขย้ำคอหอยของลูกสมุนเผ่าฉลามทีละคนด้วยความเร็วที่เหนือล้ำกว่าวิญญาณก่อกำเนิด! เปลวเพลิงสีทองคำแผดเผาร่างของพวกมันจนกลายเป็นเถ้าถ่านก่อนที่พวกมันจะทันได้เปล่งเสียงร้องขอความช่วยเหลือ
ซูหลงอวิ๋นก้าวเดินเข้าไปหาร่างที่นอนหอบหายใจรวยรินของซาหมิง เขาก้มตัวลง ล้วงมือเข้าไปในอกเสื้อขององค์ชายเผ่าฉลาม และดึงเอา 'บัตรเชิญเกล็ดมังกร' สีทองคำส่องประกาย ที่สลักลวดลายมังกรห้ากรงเล็บออกมา
บัตรเชิญแผ่นนี้ แผ่กลิ่นอายอำนาจที่สูงส่งและได้รับการจารึกอาคมคุ้มครองระดับสวรรค์ บ่งบอกถึงสถานะ 'แขกเกียรติยศ' อย่างแท้จริง
"บัตรเชิญนี้ นับว่าออกแบบมาได้งดงามไม่เลว..."
ซูหลงอวิ๋นยกยิ้มมุมปาก พลิกบัตรเชิญไปมาในมือ "ซาหมิง องค์ชายแห่งเผ่าฉลามคลั่ง... ข้าต้องขอขอบใจเจ้าจริงๆ ที่อุตส่าห์นำกุญแจสู่วังบาดาลมามอบให้ข้าถึงที่ ความเสียสละของเจ้า ข้า ซูหลงอวิ๋น จะจดจำไว้ในยามที่ข้าเหยียบย่ำแท่นบูชามังกรบรรพกาลก็แล้วกัน"
ซาหมิงเบิกตาโพลง ความโกรธแค้นและความอัปยศพุ่งทะลักจนมันกระอักเลือดออกมาอีกระลอก
"เจ้า... ไอ้มนุษย์บัดซบ... หากวังบาดาลรู้ว่าเจ้าขโมยบัตรเชิญของข้า... เจ้าจะต้องตายอย่างอนาถที่สุด..." ซาหมิงเค้นเสียงด่าทออย่างยากลำบาก
"ขโมยงั้นรึ? เปล่าเลย..."
ซูหลงอวิ๋นเก็บหัวเราะ เขาลุกขึ้นยืน นัยน์ตาสาดประกายแห่งการวางแผนที่แยบยล "ข้ามิได้ขโมย ทว่านับตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป... 'ข้า' นี่แหละ คือตัวแทนของเผ่าฉลามคลั่งทะเลลึก ที่จะเข้าร่วมงานบวงสรวงเทพสมุทรบรรพกาล!"
อ๋าวเจินที่ยืนดูเหตุการณ์ทั้งหมด ถึงกับตัวสั่นสะท้าน มันตระหนักได้ทันทีว่า มหาทวีปบูรพามังกรที่เคยสงบสุข กำลังจะถูกพายุแห่งการทำลายล้างที่ชื่อว่า 'ซูหลงอวิ๋น' ปั่นป่วนจนพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินในอีกไม่ช้า!
แผนการแทรกซึมเข้าสู่วังบาดาลเผ่ามังกร เพื่อชิงแผนที่ดาราจักรชิ้นสุดท้าย ท่ามกลางดงศัตรูระดับบรรพชนและราชันย์ยุทธ์... ได้เปิดฉากขึ้นแล้วอย่างเป็นทางการ!
(จบบทที่ 36)