ตอนที่ 324 พายุทรายฝังอัญมณี
ซากถูกเก็บกวาดอย่างรวดเร็วภายใต้การจัดการของทั้งสอง เมื่อพลังจางหายลบเลือนก็ไม่เหลือร่องรอยใดให้สืบสาวอีก กลายเป็นเพียงโขดหินธรรมดา ๆ แห่งหนึ่งท่ามกลางทะเลทรายรกร้างกว้างใหญ่
กองดาบ อาวุธ และคราบโลหิตสูญหายไร้วี่แวว แม้แต่กลิ่นของการต่อสู้ก็ถูกกลบเกลื่อนด้วยสมุนไพรที่ชั้นสูงกว่าก่อนหน้า
กลิ่นของเนื้อจระเข้กงจักรย่างยังสามารถเรียกอสรพิษคลื่นทรายมาได้ กลิ่นโลหิตก็สมควรเรียกสัตว์อสูรมาได้เช่นกัน ในเมื่อสมุนไพรราคาถูกที่เขาใช้ก่อนหน้าไม่มากพอจะกลบกลิ่น ดังนั้นสมุนไพรที่เขาใช้ในครั้งนี้จึงราคาสูงยิ่งกว่าเดิม
นิทานสามารถหายตัวไปจากจุดนี้โดยไม่ต้องสนใจร่องรอยได้ ด้วยความเร็วของทั้งสองการละทิ้งตำแหน่งเดิมไม่ใช่เรื่องยาก แต่ที่ทั้งสองต้องลงทุนถึงขั้นนี้ก็เพื่อลดความเสี่ยงที่โจรทะเลทรายที่เหลืออาจตามร่องรอยมา
พวกโจรทะเลทรายกลุ่มที่ดักโจมตีนิทานกลุ่มนี้มีคนที่แข็งแกร่งที่สุดคือนักสลักโท หากพวกมันมีสหายอีกและมีหัวหน้า มีความเป็นไปได้เช่นกันที่หัวหน้าจะเป็นถึงอริยะ ทั้งสองไม่อยากเสียเวลาอันมีค่าไปกับเรื่องวุ่นวายเช่นนั้น
นิทานยิ้มกริ่มก้มลงมองตำแหน่งที่นักสลักโทชี้บอกก่อนตาย มันเป็นจุดที่ค่อนข้างไกลจากตำแหน่งปัจจุบันแต่อยู่ใกล้กับโอเอซิสแห่งที่สองมากพอที่จะไม่เสียเวลาเกินไป
ล่าสมบัติ ล่าสมบัติ! คีตาหูกระดิกไปมาอย่างตื่นเต้น คึกคักต่างกับม้าตัวเมื่อวานที่ซึมกะทือเพราะอดกินเนื้อจระเข้ย่างราวกับเป็นคนละตัว ท่ามกลางผืนทรายร้อนระอุ นักบวชหญิงกางร่มเดินทางบนหลังม้าอีกครั้ง
หลายชั่วโมงผ่านพ้น การเดินทางของทั้งสองต้องถูกหยุดลงอีกครั้งเมื่อบริเวณด้านหน้าไกลออกไปเกินกว่าระยะที่อาณาเขตจะมองเห็น กลุ่มก้อนสีน้ำตาลดำดุจเมฆาบนผืนโลกกำลังเคลื่อนตัวด้วยความเร็วเชื่องช้า
นิทานสีหน้ากลับกลายเป็นซีดเผือดเมื่อเขาพบว่าทิศทางของเมฆาบนผืนดินนั้นคือทิศที่พวกเขากำลังมุ่งหน้าไป เขาศึกษาเรื่องของทะเลทรายแห่งนี้มาบ้าง ดังนั้นเขาจึงรู้ว่าความเชื่องช้านั้นเพียงเกิดจากระยะห่างที่ไกลเกินไปและมุมมองสายตา ในความเป็นจริงแล้วสิ่งนั้นมันรวดเร็วกว่าที่เห็นมาก
มหันตภัยที่โหดร้ายแข็งกร้าวที่สุดในทะเลทรายทุกแห่งหนในมหาทวีป พายุทราย ภัยพิบัติที่พร้อมจะกวาดล้างทุกสิ่ง ด้วยความพิเศษของทะเลทรายฝังอัญมณีนี้เองพายุทรายที่สมควรเป็นสีน้ำตาลดำเพียงอย่างเดียวกลับมีประกายของสีสันนานาอยู่ทั่วพายุ
เป็นภาพอันสวยงามดั่งดวงดาราหลากสีบนท้องฟ้า หากความเป็นจริงกลับน่ากลัวกว่านั้นมากนัก เหล่าแสงส่องประกายเหล่านั้นคือเศษอัญมณีขนาดเล็กจ้อยที่เล็กยิ่งกว่าปลายนิ้ว
เศษอัญมณีเหล่านั้นถูกกัดกร่อนและลับคมด้วยทรายปริมาณมหาศาลที่ไหลเวียนอยู่ในพายุ เปลี่ยนอัญมณีเลอค่าให้กลายเป็นอาวุธสังหารอันโหดร้าย ภายในพายุทรายฝังอัญมณีคือคมมีดนับพันล้านชิ้นที่หมุนวนด้วยความเร็วที่สายตายากจะมองตามทัน
นอกเหนือจากความแหลมคมที่น่าหวาดหวั่นและความเร็วของลมพายุที่มากพอจะพัดพาสัตว์อสูรขนาดมหึมาขึ้นฟ้า เศษอัญมณีเหล่านั้นหลายชิ้นยังมีสรรพคุณที่เป็นอันตรายต่อร่างกายสิ่งมีชีวิต บ้างมีพิษร้าย บ้างฝังคำสาป บ้างหลอนจิต
พายุทรายนี้คือหนึ่งในสาเหตุที่ทะเลทรายนี้มีชื่อทะเลทรายฝังอัญมณี มันจะกลบฝังทุกชีวิตด้วยอัญมณีงดงามภายใต้ผืนทราย
เสียงคำรามกรีดร้องดุจดั่งกระต่ายน้อยร้องขอชีวิตดังขึ้นจากทิศทางของพายุ ดังเสียจนนิทานและคีตาที่อยู่ห่างออกมาหลายกิโลเมตรยังสามารถได้ยินความเจ็บปวดสิ้นหวังในน้ำเสียงนั้น
อสรพิษคลื่นทรายที่มีขนาดตัวยาวนับร้อยเมตร กว้างนับสิบเมตรยามนี้ถูกพัดพาออกจากผืนทราย ลำตัวหนักนับพันตันลอยละลิ่วขึ้นสู่ท้องฟ้าอย่างไร้ทางต้าน เกล็ดหมุนวนที่มันภาคภูมิใจไม่อาจช่วยสลัดร่างมันออกจากแรงลมมหาศาล
เศษอัญมณีมากมายเหนือคณานับแล่นผ่าน วนปะทะ กัดเซาะ เชือดเฉือนเลือดเนื้อของอสรพิษคลื่นทราย พลังป้องกันของมันไม่นับเป็นสิ่งใดต่อหน้าความแข็งแกร่งของธรรมชาติ
เสียงกรีดร้องนั้นดังอยู่เพียงไม่กี่ลมหายใจ ชั่วขณะต่อมาร่างของอสรพิษคลื่นทรายก็เต็มไปด้วยรอยแหว่งและรูโหว่ ทั้งร่างของมันไร้แรงต้าน พัดเหวี่ยงไปพร้อมกับพายุ กลายเป็นส่วนหนึ่งกับพายุทรายฝังอัญมณีโดยสมบูรณ์
นิทานกลืนอาหารที่เขาเกือบขย้อนออกมากลับลงไป ซากร่างที่ไร้ชีวิตถูกพัดไหวไปกับสายลม ทั่วทั้งลำตัวปรากฏประกายเจิดจรัสอย่างงดงาม แสงงดงามเหล่านั้นคือเศษอัญมณีที่ปักทั่วร่างของอสรพิษคลื่นทราย
ขนาดตัวใหญ่ยักษ์ของอสรพิษคลื่นทรายเป็นได้เพียงเครื่องประดับเล็ก ๆ ในพายุทรายฝังอัญมณีเท่านั้น
หนีก่อนเถอะ ถึงจะต้องอ้อมแต่ยังไงก็ฝ่าไปไม่ไหวแน่ นิทานตัดสินใจรวดเร็ว ความเร็วของพายุทรายนั้นไม่ใช่สิ่งที่จะประมาทได้ ทั้งสองมุ่งหน้าเฉียงไปทางตะวันตก หลบทิศทางของพายุทราย
พายุทรายนี้สมควรกินอาณาเขตหลายตารางกิโลเมตร การต้องอ้อมไปอาจทำให้พวกเขาเสียเวลามากขึ้นแต่นั่นคือความเสี่ยงที่เขายินยอม ปราการอาจป้องกันเศษอัญมณีเหล่านั้นได้บ้าง แต่เพียงแรงปะทะจากการชนก็มากพอจะทำให้อวัยวะภายในของพวกเขาฉีกขาด ยิ่งไม่ต้องนับถึงการถูกพัดพาไปในพายุนั้น อสรพิษคลื่นทรายที่หนักถึงเพียงนั้นยังลอยหวือ แล้วการเพิ่มน้ำหนักเล็กจ้อยของเขาจะทำอะไรได้
ทั้งสองไม่คิดจะเข้าไปในระยะหนึ่งกิโลเมตรของพายุทราย เลือกเดินอ้อมในทิศทางที่ยังสามารถเห็นวิถีการเคลื่อนตัวของพายุทรายตลอดเวลา ท่ามกลางความโชคร้ายยังมีความโชคดีอยู่บ้าง เมื่อเกิดหายนะล้างชีวิตเช่นนี้ สัตว์อสูรทั้งหลายที่อาศัยอยู่ในทะเลทรายต่างรวมตัวกันหลบหนี ไม่มีใครโจมตีใคร
เกิดเป็นภาพประหลาดที่นิทานได้เห็นฝูงจิ้งจอกทะเลทรายเกือบร้อยตัววิ่งหนีพายุทรายเคียงข้างอูฐสักชนิดหนึ่งที่มีสามโหนก หรือแม้แต่อสรพิษคลื่นทรายที่ตัวเล็กกว่าก่อนหน้าก็มุดตัวหนีลงดินพร้อมกับคู่กับอย่างแมงป่องร่นผืนดิน
ทั้งสองเลือกทิ้งระยะจากฝูงสัตว์อสูรเหล่านั้นระดับหนึ่ง แต่เพราะปริมาณของสัตว์อสูรเหล่านั้นจึงช่วยไม่ได้ที่จะมีหลายตัววิ่งหนีอยู่ในระยะไม่กี่ร้อยเมตรของทั้งสอง พลังจางหายถูกเปิดใช้งานอีกครั้งแต่ในครั้งนี้มันกลับไม่ได้ทำงานได้ดีอย่างที่ควร
ในสถานการณ์ที่สัตว์อสูรรวมตัวกันเช่นนี้ มีหลายตัวที่สามารถพบตัวพวกเขาได้ด้วยความสามารถทางสายพันธุ์หรือคำแห่งพลังเฉพาะตัว กลับกลายเป็นว่าการใช้พลังของนิทานเรียกสายตาของฝูงสัตว์อสูรให้มารวมกันที่พวกเขา
นิทานกลืนน้ำลายด้วยลำคอที่แห้งเหือด ปลดพลังจางหายทำท่าทีไม่รู้ไม่ชี้ หวังให้สัตว์อสูรเหล่านั้นเลิกสนใจพวกเขาเสีย หลายตัวเป็นเช่นนั้นหากพวกจิ้งจอกทะเลทรายดูเหมือนจะจำพวกเขาได้ พวกมันแยกปากออกเป็น 8ซีก ส่งเสียงคิกคักมองมาทางพวกเขา
คีตาเหงื่อตก มันไม่ชอบฝูงจิ้งจอกพวกนี้เลย ความคิดอยากใช้วัชระดาวตกและประสานหัตถ์เพื่อจัดการส่วนใหญ่ก่อนผุดขึ้นมาในหัวของมัน หากก็ต้องลบทิ้งไปเมื่อรอบด้านยังมีสัตว์อสูรชนิดอื่นอีก
นิทาน ไม่ชอบพวกนั้นเลย ไปทางเดียวกันด้วย
แยกกลุ่มเถอะ เกาะกันไปขนาดนี้หลังจากพ้นระยะแล้วอาจจะตีกันก็ได้
งั้นจะไปแถวไหนอะ แถวนี้ไม่มีที่ให้หลบเลยนะ
ทั้งสองปรึกษากันผ่านความสามารถของทั้งสอง การร่วมทางไปกับฝูงสัตว์อสูรเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องดีเลย แม้ในตอนนี้จะยังไม่เกิดการปะทะแต่หลังจากที่ปลอดภัยแล้วเล่า?
ทางที่ดีก็ควรจะลดจำนวนพวกสัตว์อสูรพวกนี้บ้าง ถึงจะไม่มีอริยะอยู่เลยสักตัวแต่เยอะขนาดนี้ก็ไม่ใช่ง่าย ๆ เลย นิทานพึมพำ หากการหนีก็เป็นตัวเลือกที่ทำได้ยาก เช่นนั้นเขาจึงเริ่มคิดถึงวิถีทางอื่น
ถ้าจะลดจำนวน งั้นไม่ยากหรอก! คีตาราวกับนึกอะไรขึ้นได้ มันยิ้มแฉ่งที่แฝงไปด้วยความซุกซน ความคิดชุดหนึ่งถูกส่งเข้าไปในหัวของนิทานอย่างรวดเร็ว เมื่อได้เห็นว่าคีตาคิดอะไรได้ รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ยียวนจึงปรากฏขึ้นบนใบหน้านิทาน ไม่จำเป็นต้องสื่อสารใด ๆ อีก หน้าที่ของแต่ละคนถูกรับรู้ได้ด้วยสัญชาตญาณ
ขวดโอสถขวดหนึ่งที่มีสีสันสดใสชวนรับประทานโผล่ขึ้นมาบนมือของนิทาน เพียงเขาเปิดขวด สัตว์อสูรนับร้อยที่รายล้อมก็หันมามองโดยพร้อมเพรียง มันวิ่งหลบหนีเช่นนี้มานับชั่วโมงแล้ว พวกมันกำลังหิว
ที่พวกมันไม่โจมตีกันและกันส่วนหนึ่งเกิดจากเหตุผลเดียวกันกับที่นิทานและคีตาเผชิญ พวกมันกลัวการถูกกลุ้มรุม แม้พวกมันจะหิวแต่สัตว์อสูรระดับนักสลักเช่นพวกมันย่อมสามารถอดข้าวอดน้ำได้นับอาทิตย์ เพียงกลิ่นหอมนั้นไม่มากพอจะทำให้พวกมันสติหลุด
คีตาหันหน้าไปค้นของในกระเป๋าอย่างคล่องแคล่ว แม้จะไม่มองทางแต่ความเร็วของมันไม่ตกลงเลยแม้แต่น้อย ผ่านไปครู่เดียวในปากของมันก็ปรากฏเนื้อหนาใหญ่ชิ้นโต ลายไขมันและกลิ่นของเนื้อสดทำให้สัตว์อสูรหลายตัวจับจ้องทั้งสองด้วยสายตาดุร้าย
เนื้อของจระเข้กงจักรหวน!
ขวดโอสถหอมน่ากินนั้นถูกราดลงไปยังเนื้อชิ้นนั้นรวดเร็วทั้งขวด ไม่ตระหนี่ถี่เหนียวแม้แต่น้อย เมื่อขวดยาหลากสีนั้นสัมผัสกับเนื้อ กลิ่นหอมฟุ้งก็รุนแรงขึ้นอีกหลายเท่า
ร่มปกปักหทัยจุดไฟขึ้นที่ปลายร่ม รมควัน อบกลิ่นของเนื้อจระเข้กงจักรหวนให้ภายนอกสุกกรอบ ภายในสีชมพูสวย ไม่สูญเสียน้ำของเนื้อไปแม้เพียงนิด เนื้อของสัตว์อสูรระดับอริยะชั้นเลิศ เครื่องปรุงส่งกลิ่นหอมหวน แถมยังปรุงสุกด้วยการรมควันที่เหลือสารอาหารครบถ้วน สัตว์อสูรหลายตัวเริ่มขยับตัวเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อย ๆ
พวกจิ้งจอกทะเลทรายน้ำลายไหลเยิ้ม เหม่อมองทั้งสองด้วยสายตาตะกละตะกลาม นับสิบตัวเลียปากเตรียมพร้อม หลังจากพ้นระยะ พวกมันจะรุมเขมือบมนุษย์และม้าแผงคอแดงตัวนี้พร้อมกับเนื้อก้อนนั้นเสีย
สายตาของนักบวชหญิงหันมามองมันด้วยรอยยิ้มเยาะเย้ย เธอและม้าแผงคอแดงกัดเนื้อคำโตอย่างสุขสำราญ โบกเนื้อไปมาให้กลิ่นหอมลอยฟุ้งไปทั่วบริเวณ สัตว์อสูรระดับนักสลักเหล่านี้ย่อมมีประสาทรับกลิ่นดีเลิศ ทุกชีวิตจับจ้องเนื้ออย่างไม่วางตา แม้แต่อสรพิษคลื่นทรายและแมงป่องร่นผืนดินยังโผล่หัวออกมาจับตาดูอย่างหิวโหย
รอยยิ้มของนักบวชหญิงผู้นั้นทำให้เหล่าจิ้งจอกทะเลทรายหงุดหงิด แม้พวกมันจะไม่ได้แข็งแกร่งที่สุดในทะเลทรายแห่งนี้แต่พวกมันนั้นฉลาดและมีจำนวนเยอะ แม้แต่สัตว์อสูรระดับอริยะยังไม่อยากยุ่งวุ่นวายกับพวกมัน
ในตอนนี้มันยังไม่อาจโจมตีได้ ยังไม่พ้นเขตอันตราย ทั้งหมดทำได้เพียงจับจ้องทั้งสองพร้อมความหิวกระหายที่มากขึ้นเรื่อย ๆ นับชั่วโมงผ่านไปพร้อมกับภาพของนักบวชหญิงและม้าแผงคอแดงที่กินอาหารเลิศรสยั่วพวกมันตลอดทาง
จิ้งจอกทะเลทรายเหล่ตามองพายุทรายฝังอัญมณีที่อยู่ไกลออกไป มันเคลื่อนไหวห่างพวกมันไปเรื่อย ๆ จนใกล้พ้นระยะอันตรายแล้ว อีกเพียงนิดเดียวพวกมันก็จะได้เขมือบมนุษย์นั่นแล้ว
เมื่อพ้นเขตอันตราย สายตาของสัตว์อสูรทั้งมวลสาดประกายแรงกล้า ตัวที่อ่อนแอรีบหลบหนีไปโดยไม่คิดชีวิต เหล่าผู้ที่แข็งแกร่งกว่าต่างทะยานร่างเข้าหาเรนเดล
เรนเดลและเซเรนเซ่ฉีกยิ้มกว้าง เขวี้ยงเนื้อก้อนนั้นไปทางฝูงจิ้งจอกทะเลทรายที่มุ่งตรงเข้ามา เนื้อก้อนนั้นดุจดั่งศร พุ่งปักทับร่างของจิ้งจอกทะเลทรายระดับนักสลักเอกตัวหนึ่ง พริบตาต่อมาหอกสายฟ้าก็พุ่งทะลวงร่างของจิ้งจอกตัวนั้น เผามันจนไหม้เกรียม ตามมาด้วยขวดโอสถอีกขวดหนึ่งที่ส่งกลิ่นหอมไม่แพ้กันราดลงบนร่างย่างเกรียมของจิ้งจอกทะเลทราย
กลิ่นหอมที่ฟุ้งกระจาย กลิ่นของโลหิตสด ๆ จากร่างที่พึ่งเสียชีวิต เนื้อของสัตว์อสูรระดับอริยะ ความหิวจากการวิ่งหลายชั่วโมง ความโกลาหลอุบัติขึ้นในพริบตา สัตว์อสูรที่เหลืออยู่หลายสิบตัวกระโจนตัวเข้าแก่งแย่งชิงเนื้ออันแสนหอมหวน ฝูงจิ้งจอกทะเลทรายที่มุ่งเข้าโจมตีชุดแรกยามนี้กลับกลายเป็นจุดศูนย์กลางความวุ่นวาย
การปะทะเกิดขึ้นพร้อมกับโลหิตที่สาดกระเซ็น โลหิตเหล่านั้นราวกับยิ่งจุดชนวนความหิวและความบ้าคลั่ง กลิ่นหอมฟุ้งในอากาศยามผสมปนเปกับกลิ่นโลหิตยิ่งสร้างเสริมความอยากกระหายของพวกมันขึ้นไปอีกหลายเท่า สัตว์อสูรหลายชีวิตสิ้นชีพกลายเป็นเหยื่อในเวลาเพียงไม่กี่อึดใจ
จิ้งจอกทะเลทรายระดับนักสลักโทตัวหนึ่งหางเปล่งแสงเรืองรอง ความคิดบ้าคลั่งฟุ้งซ่านในหัวพลันหายวับ เมื่อมันครองสติของตนได้มันจึงหันไปมองนักบวชหญิงและม้าแผงคอแดงด้วยความแค้น หวังจะชักนำฝูงของมันให้รุมทึ้งสังหารทั้งสองเสีย
ม่านควันเบาบางห่อหุ้มพื้นที่ที่ทั้งสองเคยอยู่ เมื่อม่านควันจางหาย ร่างของทั้งสองก็หายไปราวกับเงา