ตอนที่ 42
ตวัดกระบี่ในคราวเดียว
หวังเหว่ยมีสีหน้าทุกข์ระทมเมื่อรู้ว่ามารดาจะยอมเอาชีวิตมาเสี่ยงหวังเพื่อปกป้องตน เป็นเช่นนี้แล้วเขากลับรู้สึกขมขื่นภายในใจ ตอนนี้แม้จะสามารถฝึกยุทธได้มันจะมีประโยชน์อันใดเมื่อไม่สามารถปกป้องมารดาของเขาได้ เขารู้ว่าคนที่อยู่ข้าง ๆ บิดาเป็นผู้เยี่ยมยุทธหากจางหมิ่นสามารถทำให้บิดาลงมือ สองแม่ลูกอย่างเขาคงจบชีวิตลงเพียงเท่านี้ เขาหันไปมองดูไป๋เหอที่ติดร่างแหไปด้วยรู้สึกโทษตนเองที่ไม่สามารถปกป้องคนมีฝีมือเฉกเช่นเขาได้ แต่ใบหน้าไป๋เหอกลับเรียบนิ่งไม่สีหน้าหวาดหวั่นแต่อย่างใดทำให้หวังเหว่ยเกิดสงสัยว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่
“ท่านพ่อท่านจะช่วยลูกกำจัดหวังเหว่ยด้วยหรือไม่ หากเขาไม่ใช่ลูกของท่านอยู่ไปก็ไร้ประโยชน์”
จางหมิ่นตอนนี้เขาอยู่ในชั้นก่อเกิดขั้นที่ 9 แล้ว ถือว่าพอมีฝีมืออยู่บ้างแต่บิดาของเขาที่อยู่เหนือกว่าเขามากและมีคนที่คอยปกป้องบิดาที่อยู่ในชั้นโลหิตขั้นที่ 5 อีก 1 คน ในที่นี้ไม่มีใครที่อยู่สูงเท่านี้แล้วย่อมที่จะฆ่าใครก็ได้หากบิดายอมช่วยเหลือ เขาจำเป็นจะต้องยุยงบิดาเข้าข้างตนมิเช่นนั้นแล้วการกำจัดคนตรงข้ามเป็นเรื่องยากทีเดียวเพราะคนที่เขาส่งไปไม่มีใครกลับออกมานั่นก็หมายความว่าพวกเขาล้วนตายกันหมดแล้วทั้งที่คิดว่าพวกนั้นล้วนมีฝีมือย่อมที่จะกำจัดพวกไป๋เหอได้แต่ใครจะคาดคิดคนที่ส่งไปแต่ละคนล้วนตายหมด ตอนนี้คนที่เขาจ้างมาก็เหลือไม่กี่คน
“นี่จางหมิ่นเจ้าอยากเห็นแม่ตายอีกคนใช่ไหม” หลานตี้ที่ทนฟังคำยุยงของบุตรชายไม่ได้ถึงกับเจ็บปวดในคำพูดนั้น บุตรชายที่นางคิดว่าไม่น่าจะโตมาเป็นคนเช่นนี้กลับทำให้นางผิดหวังอย่างมากรู้สึกเศร้าใจนัก
“ท่านแม่ อย่าหาว่าข้าใจร้ายนักเลยเรื่องทั้งหมดก็เป็นเพราะท่าน และหากมันไม่ใช่ลูกของท่านพ่อมันก็ไม่สมควรจะมีชีวิตอยู่”
นางทั้งโกรธทั้งเกลียดที่เห็นว่าลูกชายเป็นเช่นนี้ นางไม่ได้อบรมสั่งสอนเขาให้ดีทำให้เขาคิดว่านางไม่ได้รักเขา และการอิจฉาริษยาทำให้เขากระทำเช่นนั้นไม่สนความเป็นพี่น้องที่มีสายเลือดเดียวกัน
“ข้าคิดดีแล้ว หากมันไม่ใช่ลูกของข้าอยู่ไปก็ไร้ประโยชน์ข้าไม่อาจจะทนเห็นคนที่ไม่ใช่สายเลือดของข้ามีชีวิตอยู่ได้” รุ่ยเผิงมองไปยังหวังเหว่ยด้วยสายตาเกลียดชังเขายังคงไม่เชื่อว่านั่นจะเป็นบุตรชายของเขา
“ได้ในเมื่อท่านอยากลงมืองั้นข้ากับท่านคงจบกันเพียงเท่านี้จะพูดยังไงท่านก็ไม่เชื่อหากท่านลงมือเมื่อไหร่ข้าพร้อมจะสู้ตายไปกับท่าน” หลานตี้ที่ไม่สามารถอดทนได้อีกต่อไปหากเขาลงมือกับบุตรชาย นางก็ไม่อาจอยู่นิ่งได้เมื่ออธิบายไปยังไงเขาก็คงไม่เชื่อว่านางไม่เคยหักหลังเขาแม้แต่น้อย นางยังคงทะเลาะกับเขาเรื่องเดิม ๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนรู้สึกเอือมระอาหากมันต้องเป็นเช่นนี้นางขอยุติความสัมพันธ์นี้เสียที
รุ่ยเผิงทั้งโกรธทั้งแค้นยิ่งนักเขาอุตส่าห์รักนางแต่นางกลับไม่ได้รักเขาเลยสักนิด นางยังลืมคนรักเก่าไม่ได้เขารู้สึกเสียใจอย่างมากสิ่งที่ทุ่มเทกับนางทุกอย่างกลับเสียเปล่า
ในระหว่างที่ทั้งสองตั้งท่าเตรียมโจมตีไป๋เหอที่เงียบอยู่ตั้งนานก็ได้ส่งเสียงขึ้น
“ช้าก่อน ข้ามีเรื่องจะสอบถามอะไรเสียหน่อย จางหมิ่นเจ้าอยากได้ป้ายหยกจึงคิดสังหารข้าเพื่ออยากได้มันมาเป็นของตนใช่หรือไม่” ไป๋เหอมองไปที่จางหมิ่นเขาอยากได้ยินจากปากว่ามันเป็นเช่นนั้นเขาจะได้จัดการอย่างไม่ลังเลเลยสักนิด
“ใช่ ข้าคิดสังหารเจ้าเพราะข้าต้องการป้ายหยกเพียงแค่นั้น” เมื่อไม่คิดปิดบังจางหมิ่นก็เผยธาตุแท้ออกมามีความเยาะเย้ยในดวงตาคู่นั้น ใครใช้ให้เจ้านั่นมีป้ายหยกเป็นสิ่งสำคัญที่เขาต้องการล่ะ ฉะนั้นก็อย่ามาโทษเขาที่อยากได้มันเท่าที่เขารู้ทุกคนล้วนแล้วแต่อยากได้ครอบครองทั้งสิ้นไม่ใช่เขาเพียงผู้เดียวหรอกที่อยากเข้าไปเรียนในสำนักเมฆาสวรรค์ทุกคนต่างก็รู้ดีว่าทรัพยากรที่นั่นมีค่ามากมายมหาศาลที่ต้องไขว่คว้า
“เจ้าช่างกล้านักนะ” ไป๋เหอพอได้ยินจากปากถึงกับเลือดขึ้นหน้านี่แหละคือสิ่งที่เขาอยากได้ยินเขาจะได้รู้ว่าตนเองจะลงมือเช่นไรกับคนผู้นี้
“เหตุใดข้าจะไม่กล้าเล่าเมื่อมันเป็นสิ่งที่ข้าต้องการ” เขากล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงเย้ยหยันไม่คิดกลัวว่าคนตรงหน้าจะมีฝีมือกว่าตน เมื่อเห็นบิดาเข้าข้างเขาย่อมที่จะทำตัวเหิมเกริมไม่กลัวสิ่งใดด้วยกำลังที่บิดามีแล้วพวกนี้ก็แค่ปลวกมดธรรมดาเท่านั้น
“เช่นนั้นแล้วเจ้าคงไม่อยากมีชีวิตอยู่” น้ำเสียงไป๋เหอเรียบนิ่งแต่แววตาแฝงไปด้วยไอสังหารจดจ้องไปยังร่างจางหมิ่นที่ทำสีหน้าดูแคลนตนนัก
จางหมิ่นหัวเราะอย่างบ้าคลั่งเมื่อได้ยินประโยคนั้น เขาไม่คิดว่าไป๋เหอจะสามารถฆ่าเขาได้และไม่คิดว่าจะพูดประโยคนี้ออกมาช่างไม่ดูกำลังตนเองเลยและเขาพนันได้เลยว่าพวกหวังเหว่ยจะต้องตายทุกคนในวันนี้
“เจ้าคิดว่าจะฆ่าข้าได้อย่างนั้นเหรอดูกำลังของพวกเจ้าก่อนสิ” แววตาดูถูกเยาะเย้ยจ้องมองไปทางหวังเหว่ยความเกลียดชังตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาวันนี้ถึงคราวจัดการเสียที
ไป๋เหอที่ทนสายตาดูถูกเหยียดหยามนั้นไม่ไหวเขาหันไปมองมารดาของหวังเหว่ยที่ยืนอยู่ข้าง ๆ เมื่อจางหมิ่นเป็นบุตรของนางฉะนั้นแล้วการฆ่าเขาจำเป็นจะต้องถามความเห็นนางเสียก่อน
“เรียนฮูหยิน ถ้าข้าจะขอชีวิตลูกชายท่านจะได้หรือไม่”
นางเงียบอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยขึ้น “เจ้าต้องการคนไหนถ้าหากเป็นจางหมิ่นแล้วละก็เมื่อเขาไม่สามารถกลับมาเป็นคนดีได้ไม่สามารถเปลี่ยนใจได้ถ้างั้นเจ้าลงมือเถอะ” นางตัดสินใจช่างยากเย็นนักแม้คำพูดที่พูดออกไปดูจะเป็นการทำร้ายลูกชายอย่างมากเพื่อตัดปัญหานางยอมเสียลูกชายไปถ้าหากเป็นคนดีไม่ได้ และไม่กล้าสบตากับจางหมิ่นที่ตัดสินใจพูดเช่นนี้ลูกคงเจ็บปวดมากแล้วก็ไม่มีแม่คนไหนทนเห็นลูกตายต่อหน้าหรอกนางก็เช่นเดียวกันคงทรมานหากเห็นคนใดคนหนึ่งต้องตาย แต่ตอนนี้ไม่มีทางเลือกแล้วหากไม่ฆ่าเขา เขาก็จะฆ่าเรา ความรู้สึกของนางตอนนี้เจ็บปวดแสนสาหัสยิ่งนัก
“เจ้าคิดว่าจะฆ่าบุตรชายข้าได้เหรออย่าหวังให้มันมาก” รุ่ยเผิงที่เห็นเด็กอวดดีกล่าวเช่นนั้นใบหน้าของเขาแดงกล่ำทั้งโกรธหลานตี้ที่อนุญาตให้ทำเช่นนั้น บุตรชายของเขาทั้งคนเขาย่อมไม่ปรารถนาให้ใครมาทำร้ายได้จิตสังหารจ้องมองไปทางไป๋เหอที่คิดจะทำลายลูกชายคนเดียวของเขาอย่าหวังว่าจะเป็นเช่นนั้น
“พวกเจ้าทั้งหมดเตรียมตัวตายกันได้เลยข้าจะไม่ไว้ชีวิตใครหน้าไหนทั้งนั้น”
จางหมิ่นกล่าวออกมาด้วยความแค้นเคือง มารดาผู้ให้กำเนิดนางเข้าข้างน้องชายแล้วยังคิดสังหารตนเช่นนี้เขาก็จะไม่ไว้ชีวิตนางเช่นกัน และยิ่งเห็นบิดาปกป้องตนยิ่งทำให้จางหมิ่นมีความสุขที่อย่างน้อยบิดาก็ยังอยู่ข้างเขาไม่ว่าเขาเป็นเช่นไรบิดาก็ยังคงอยู่ข้างเขาเสมอนั่นทำให้เขาตื้นตันใจนัก
“เข้ามาได้เลยไม่ต้องพูดมากหากคิดอยากสังหารข้า” ไป๋เหอที่ตรวจสอบดูแล้วพวกนั้นไม่ได้เก่งกาจอะไรมาก มีคนอยู่ชั้นโลหิตขั้นที่ 5 มี 2 คนนี่ถือว่าสูงสุดแล้ว เป็นบิดาของจางหมิ่นและคนที่ยืนเคียงข้าง แล้วอีกอย่างยังไงซะพวกนั้นก็ไม่คิดปล่อยพวกตนไปอยู่แล้วสู้ ๆ ให้มันจบไปเลยเขาจะได้เดินทางต่อไปเสียทีอยู่ตรงนี้มาหลายวันเสียเวลาไปเยอะ
รุ่ยเผิงเมื่อเจอเด็กหนุ่มท้าทายอำนาจเช่นนี้เขาไม่สามารถปล่อยให้มีชีวิตเพื่อหยามเกียรติและศักดิ์ศรีเขาได้ต้องสั่งสอนว่าใครที่ไม่ควรยุ่งเขาส่งสัญญาณมือเพื่อให้พวกของตนไปยืนเบื้องหน้ารอโจมตี
“นายท่านเด็กหนุ่มผู้นี้ให้เป็นหน้าที่ข้าคนเดียวเถอะช่างปากดีนักเดี๋ยวข้าจะเป็นคนสั่งสอนเอง” ชายที่เป็นลูกน้องข้างกายอยู่ในชั้นพลังรวมลมปราณขั้นที่ 9 กล่าวขึ้นดวงตาจ้องเขม็งไปยังเด็กหนุ่มที่ปากดีเขาคิดจะสั่งสอนแทนนายน้อยไม่ให้เหิมเกริมจะได้รู้ว่าอะไรที่ไม่ควรยุ่ง
รุ่ยเผิงพยักหน้าเป็นคำตอบ
ชายวัยกลางคนเมื่อได้รับอนุญาตใบหน้าเหี้ยมเกรียมจ้องมองไปยังเด็กหนุ่มที่มีใบหน้าหยิ่งผยองหมายจะเข้าสั่งสอนโดยการพุ่งตัวเข้าหาใช้ฝ่ามือเพลิงหวังปะทะกับร่างนั้น
ไป๋เหอที่เห็นเหตุการณ์เช่นนั้นใบหน้าเขายังคงเรียบเฉยไม่ได้ขยับเขยื้อนร่างกายไปไหน ยังคงมองคนที่กำลังพุ่งมาหาตนด้วยใบหน้าเฉยชา
หวังเหว่ยไม่ต้องการให้ไป๋เหอได้รับอันตรายจึงเข้าไปยืนบังหวังจะรับฝ่ามือนั้นด้วยตนเองแม้รู้ว่าตนเองยังไม่แข็งแกร่งแต่ก็ไม่ยอมให้ไป๋เหอต้องได้รับบาดเจ็บเช่นกัน
แต่ไป๋เหอมีเหรอจะยอมหลบอยู่ด้านหลังเขาไม่ใช่คนขี้ขลาดเช่นนั้น เขาดึงร่างหวังเหว่ยกลับมาแล้วดึงกระบี่ของจื่อลู่ออกมาจากแหวนปล่อยพลังลมปราณใส่กระบี่เล่มนั้นตั้งตารอคนที่กำลังพุ่งมาโจมตีอย่างใจจดใจจ่อ
เมื่อชายที่คิดหมายจะทำลายไป๋เหอวิ่งเข้ามาเกือบจะประชิดตัว ไป๋เหอตวัดแขนเพียงครั้งเดียวแสงกระบี่สีทองแหวกว่ายกลางอากาศด้วยความรวดเร็วโจมตีเข้าใส่ร่างชายผู้นั้น
ถึงคราวเคราะห์ชายผู้นั้นเมื่อพลังกระบี่กระทบร่างไม่ทันได้ระวังหลบหลีก ขาถึงกับหยุดชะงักเบิกตากว้างอย่างตกตะลึงดวงตายังคงจ้องมองไป๋เหอที่ห่างกันเพียงแค่ 2 จั้ง ราวกับว่าแสงเมื่อกี้ที่ลอยมาเป็นเพียงธาตุอากาศเขาไม่ทันได้มองเห็น เขาชะล่าใจเกินไปคิดว่าเด็กหนุ่มตรงหน้าไม่ได้เก่งกาจอะไรเพราะพลังเขาอยู่ในชั้นรวมลมปราณขั้นที่ 9 ซึ่งมากกว่าเด็กหนุ่มผู้นี้แล้ว แต่เพราะเขาไม่รู้ว่าเด็กหนุ่มผู้นี้ยังมีของดีติดตัวเช่นกระบี่ระดับสวรรค์พลังของมันอยู่ในระดับโลหิตหากพลังทั้งสองสายรวมกันย่อมอันตรายมากกับคนที่มีพลังอยู่แค่ชั้นรวมลมปราณอย่างเขา มารู้อีกทีก็เมื่อสายไปเสียแล้ว
ชายที่มุ่งหมายจะเอาชีวิตไป๋เหอไม่ทันที่ฝ่ามือจะถึงตัวเด็กหนุ่ม ตัวเขาเองต้องหยุดชะงักมือลงและเริ่มรู้สึกถึงความเจ็บบริเวณต้นคอ ก่อนที่จะรับรู้ว่าตนเองถูกพลังกระบี่ตัดคอเข้าให้แล้ว เขายกมือขึ้นหวังปิดเลือดที่มันพุ่งออกมาจากลำคอราวกับเป็นกระแสน้ำที่กำลังทะลักล้นออกมามากมาย แต่ไม่ว่าจะปิดยังไงเลือดก็คงไม่หยุดไหลเพราะเป็นแผลลึกตรงทางยาว ใบหน้าเริ่มซีดเพราะเสียเลือดมากบวกกับอาการบาดเจ็บสาหัสที่ลำคอเป็นแผลทางยาวไม่อาจจะยืนหยัดได้ ก่อนที่ร่างนั้นจะเอนเอียงนอนหงายล้มตึงดิ้นทุรนทุรายอย่างทรมานไปกับพื้น ตายังคงเบิกกว้างไม่มีแม้แต่เสียงเล็ดลอดออกมาจากปากก่อนที่ลมหายใจเฮือกสุดท้ายจะหมดลงร่างนั้นก็แน่นิ่งไปมันเป็นภาพอันสยดสยองที่คนเห็นแล้วจะต้องเบือนหน้าหนีไม่อาจจะทนมองได้
“นี่!! นี่มันอะไรกัน เหตุใดเจ้าเด็กนั่นถึงมีกระบี่ระดับสวรรค์อยู่ในมือ ทั้งที่กระบี่ก็ไม่ใช่ของมันสักนิด” รุ่ยเผิงที่เห็นลูกน้องตายต่อหน้าภาพอันสยดสยองยังคงไม่จางหาย และตกตะลึงว่าศัตรูอยู่ตรงหน้าไม่ใช่ง่าย ๆ เสียแล้ว แม้จะเป็นเด็กหนุ่มพลังอยู่ชั้นรวมลมปราณขั้นที่ 5 แต่ถือกระบี่ระดับสวรรค์ย่อมที่จะเป็นฝ่ายเอาชนะคนที่อยู่พลังชั้นรวมลมปราณได้อย่างง่ายดาย แล้วเมื่อกี้ลูกน้องของเขาก็ประหม่าเกินไปทำให้พบจุดจบเช่นนี้
“นายท่านเรื่องนี้ปล่อยให้ข้าจัดการเถอะ จัดการเจ้าเด็กนี่ไม่ง่ายอย่างที่คิด”
คนที่อยู่ในชั้นโลหิตขั้นที่ 5 ที่ชื่อเฉิง เมื่อเห็นเช่นนั้นก็รู้สึกแปลกใจที่คนตรงหน้าไม่ใช่จะจัดการง่าย ๆ แล้ว แต่เขาคิดว่าด้วยประสบการณ์ที่โชกโชนของตนเองต้องโค่นล้มเด็กหนุ่มนี้ได้อย่างแน่นอน แม้ว่าเจ้านั่นจะมีกระบี่ชั้นดีใช่ว่าเขาจะกลัว เพราะเขาก็มีอาวุธระดับสวรรค์อยู่เช่นกัน แต่แค่ไม่ได้ประทับตราการเป็นเจ้าของไว้ แม้อาวุธจะด้อยกว่าแต่ประสบการณ์การต่อสู้และชั้นพลังที่เหนือกว่าเขาคิดว่าพอที่จะเอาชนะเด็กหนุ่มนั้นได้สบาย
รุ่ยเผิงและบุตรชายถอยห่างออกไปปล่อยให้นายเฉิงที่เป็นคนสนิทและเป็นคนที่มีพลังเหนือคนอื่นในที่นี้ลงมือแทนเพราะเขาไม่ต้องการให้คนอื่นที่มีระดับพลังต่ำกว่านี้เข้าลงมือไม่อยากจะเสียคนเพิ่มโดยใช่เหตุ
ทางด้านหวังเหว่ยและคนอื่น ๆ จับจ้องมองไปยังไป๋เหอที่ดูใบหน้าเรียบเฉยไม่ได้รู้สึกหวาดกลัวเลยสักนิด และการใช้กระบี่ฟาดฟันเพียงครั้งเดียวก็ทำให้รู้แล้วว่าเขาประเมินไป๋เหอต่ำเกินไป ตัวเขาเองสิที่น่าเป็นห่วงมากกว่า
“เจ้าเด็กหนุ่มมีดีอะไรก็ปล่อยออกมาอย่ามาเสียใจทีหลังเอาได้”
ชายอายุราวเกือบจะ 50 ปีกล่าวขึ้น จ้องมองไปยังไป๋เหออย่างท้าทายเป็นแค่เด็กน้อยจะมาสู้คนที่ต่อสู้มาทั้งชีวิตมากด้วยประสบการณ์อย่างเช่นเขาไปได้อย่างไร รีบจัดการในคราวเดียวจะได้จบไว ๆ อย่าให้ต้องเสียเลือดไปกว่านี้เลย
“ท่านแน่ใจใช่ไหมที่จะต่อสู้กับข้า”
ไป๋เหอกล่าวถามคนตรงหน้าอย่างไม่คิดกลัว แม้ว่าชายที่อยู่เบื้องหน้าของตนจะอยู่ระดับโลหิตเท่ากับเขาแต่ว่าเขายังมีของสำคัญที่ไม่ได้เอาออกมาเพียงแค่เล่มนั้นก็สามารถสยบชายเบื้องหน้าในคราวเดียวได้แล้วหากถึงคราวจำเป็นจริง ๆ คิดว่าจะลองสู้ดูก่อนถ้าหากไม่ไหวค่อยว่ากัน หลังจากได้รับพลังมาจากท่านอาวุโสตัวเขาเองก็ยังไม่เคยใช้พลังเต็มที่คราวนี้ก็ขึ้นอยู่กับการต่อสู้ในครั้งนี้แล้วว่าจะต่อสู้กี่กระบวนท่าดี หรือจะเอาให้จบ ๆ เพียงกระบวนท่าเดียว เขาคิดว่าเขาได้เปรียบอยู่แล้ว
“เจ้าเด็กหนุ่มเพียงวัยแค่นี้เจ้าก็อวดดีเสียแล้ว ข้าคิดว่าเจ้าไม่น่าจะมีชีวิตรอดไปอวดดีที่อื่นได้อีกแล้ว ข้าจะสังหารเจ้าด้วยอาวุธของข้าอย่ามาโทษที่ข้าโหดเหี้ยมกับเจ้า” ชายวัย 50 กล่าวขึ้นอีกครั้ง
“อย่าพล่ามให้มันมากรีบลงมือเสียเถอะข้าจำเป็นจะต้องไปที่อื่นต่อเสียเวลาข้าจริง ๆ” คำพูดชายผู้นั้นไม่เข้าหูเขาสักนิดนิสัยคงเหมือนกับนายของพวกมัน ชายผู้นั้นกล่าวหาว่าเขาอวดดีแต่ตนเองก็ใช่ย่อย
บรรยากาศโดยรอบหยุดการเคลื่อนไหว ลมที่พัดผ่านดูเหมือนจะสงบนิ่งดวงตาแต่ละคู่จ้องมองไปยังคนที่กำลังจะต่อสู้กันอยู่เบื้องหน้า ทางหวังเหว่ยเริ่มรู้สึกใจคอไม่ดีเมื่อคนที่อยู่เบื้องหน้านั้นถือว่าอยู่ในชั้นที่สูงกว่าเขาและสูงกว่าไป๋เหอ เขาไม่รู้ว่าไป๋เหอจะลงมือสู้ได้หรือไม่และดูท่าแล้วเขาไม่เดือดร้อนกับคนตรงหน้าสักนิด เขามีของดีอะไรอยู่กับตัวหรือไม่จึงทำให้เขาเป็นเช่นนี้กล้าที่จะท้าทายคนที่มีพลังเหนือกว่าตนไป๋เหอกำลังคิดอะไรอยู่กันแน่ แต่เอาเถอะไม่ว่าไป๋เหอจะทำอะไรจะคิดอะไรหากถึงคราวคับขันคนของเขาพร้อมจะเข้าไปช่วยเหลือทันที
ใบหน้าของหลานตี้นั้นเป็นกังวลอย่างมาก แม้ว่าไป๋เหอจะถือกระบี่ระดับสวรรค์อยู่ในมือแต่กลัวว่าประสบการณ์การต่อสู้จะสู้กับคนอยู่เบื้องหน้าไม่ได้นางเป็นกังวลในเรื่องนี้กลัวว่าเขาจะพลาดพลั้งเสียท่าให้กับนายเฉิงเพราะนางรู้ดีว่าฝีมือนายเฉิงเป็นเช่นไร
ทางด้านซวงเอ๋อร์นางไม่ได้กังวลใจสักนิดว่าพี่ชายจะสู้ไม่ได้ เรื่องที่พี่ชายไปเจออะไรมานั้นตนเองได้รู้จากปากของเขาแล้วจึงไม่ได้รู้สึกห่วงว่าพี่ชายจะได้รับอันตราย นางเชื่อใจไป๋เหอว่าเขาจะสามารถโค่นชายผู้นั้นลงได้แค่เพียงพี่ชายเอาจริง
ปลดล๊อกอ่านฟรีวันละ 1 ตอน
หากเจอคำผิดหรืออะไรสะดุดตรงไหนก็กราบขออภัยครับเดี๋ยวค่อยมารีไรท์ใหม่อีกที