นักฆ่า!
เพียงชั่วพริบตาสีหน้าของเหลยเฟยพลันเต็มไปด้วยความตกตะลึง เขานึกไม่ถึงเลยว่าจะมีผู้ใดกล้าบุกเข้ามาภายในค่ายที่พักของหน่วยองครักษ์แพรโลหิตเช่นนี้ ภายใต้จิตสังหารอันมากมายนั้นเหลยเฟยหาได้ทันตอบสนองต่อสิ่งใดไม่ เขาทำได้เพียงถอยหลังพลางนำร่างของสตรีที่อยู่ข้างกายมาบังไว้เบื้องหน้าเท่านั้น
แม้ว่าสตรีผู้นั้นจะเป็นผู้ที่งามเลิศล้ำ แต่เมิ่งฝานก็ลงมือย่างรวดเร็วและดุดัน เหลยเฟยไม่อาจตั้งตัวต้านทานได้ทันจึงจำต้องรักษาชีวิตของตนเองเอาไว้ก่อน!
เพียงชั่วพริบตาแสงแห่งความเยือกเย็นพลันเปล่งประกายพร้อมกับกริชสั้นที่ปรากฏขึ้นกลางอากาศ มันแทงทะลุหน้าอกของสตรีผู้นั้นไปอย่างฉับพลัน แม้ว่านางจะมีใบหน้าที่ชะงักงันแต่เมิ่งฝานกลับชักกริชกลับออกมาอย่างไม่ลังเลก่อนจะปักลงไปบนหัวไหล่ของเหลยเฟยในเวลาต่อมา
หลังจากที่ร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด เหลยเฟยก็ถอยไปอย่างฉับพลันและรุนแรง เลือดสีแดงสดหลั่งไหลออกมา เขาออกแรงกดแผลเอาไว้ ขณะเดียวกันก็ตวาดออกมาด้วยความเดือดดาล “เจ้าเป็นใคร!”
การที่อีกฝ่ายมีความกล้าที่จะบุกเข้ามาในค่ายที่พักของหน่วยองครักษ์แพรโลหิตเพียงลำพังก็เป็นเรื่องที่เหลยเฟยตกตะลึงอย่างมากแล้ว
เมิ่งฝานลูบปลายจมูกตนเองแล้วเอ่ยเสียงเรียบ “อะไรกัน มาถึงเพียงนี้แล้วท่านนายกองเหลยยังไม่รู้ว่าข้าเป็นใครอีกหรือ?”
เมื่อสิ้นเสียงนั้นสีหน้าของเหลยเฟยก็เปลี่ยนไป เขาเอ่ยถามด้วยอาการที่ยังไม่อยากเชื่อ “เจ้าคือเมิ่งฝาน?”
ทั้งที่อายุยังน้อย แต่กลับมีความกล้าและมีพลังมหาศาล เมื่อคิดได้ดังนั้นเหลยเฟยรู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาอย่างฉับพลัน ดูท่าครานี้องครักษ์แพรโลหิตจะหาเรื่องผิดคนเป็นครั้งแรกเสียแล้ว
ทางฝั่งของเมิ่งฝานก็ดีดนิ้วเสียงเบาก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ “ตอบถูกแล้ว เจ้าจะได้รับรางวัล นั่นก็คือ...ไปพบกับพี่น้องของเจ้า!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นเหลยเฟยก็กัดฟันแน่น เพราะหน่วยองครักษ์แพรโลหิตส่งหัวหน้าหน่วยออกไปจำนวนไม่น้อยแต่กลับไม่มีผู้ใดกลับมาได้เลยแม้แต่ผู้เดียว ดูท่าแม้แต่เหรียญทองคำจำนวนหนึ่งแสนเหรียญที่สวีจ้านส่งมาก็คงจะอยู่ในมือของเมิ่งฝานด้วยแล้ว
เมื่อคิดได้ดังนั้นนัยน์ตาของเหลยเฟยก็แฝงไปด้วยความเหี้ยมโหด ก่อนจะเอ่ยอย่างชัดถ้อยชัดคำ “เมิ่งฝาน เจ้าช่างเก่งกาจเสียจริง สังหารคนของหน่วยองครักษ์แพรโลหิตแล้วยังกล้ามาที่นี่อีก แต่เจ้ารู้หรือไม่ว่าตนเองได้เข้ามาในดินแดนอันตรายแล้ว ที่ข้างนอกนั้นเต็มไปด้วยคนของหน่วยองครักษ์แพรโลหิต ต่อให้เจ้ามีพลังที่น่าตระหนกเพียงใดก็ไม่มีทางออกไปจากที่นี่ได้เป็นแน่!”
เมิ่งฝานได้ยินแล้วคลี่ยิ้มออกมาเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยเสียงเข้ม “ถูกต้อง มันก็จริงอยู่ที่ข้าไม่อาจต้านทานองครักษ์แพรโลหิตที่มากมายพวกนั้นได้”
แม้ว่าเมิ่งฝานจะเอ่ยออกมาเช่นนั้นแต่เหลยเฟยกลับรู้สึกไม่มั่นใจ เขามองไปยังเมิ่งฝานด้วยนัยน์ตาที่แปลกประหลาดก่อนจะถามเสียงเบา “หรือว่าเจ้าไม่กลัว?”
“มันก็จริงอย่างที่เจ้าบอก เพียงแต่ว่า...”
เมิ่งฝานลูบปลายจมูกตนเองแล้วเอ่ยเสียงเรียบ “แต่ก็น่าเสียดาย...ข้ามีพี่สาวผู้หนึ่ง ซึ่งพลังของนางนั้นสามารถปิดกั้นอาณาเขตโดยรอบกระโจมแห่งนี้ได้ ไม่มีผู้ใดรู้ได้ว่าในนี้เกิดสิ่งใดขึ้นบ้าง แม้แต่พลังปราณก็ยังไม่อาจทะลุออกไปรอบนอกของกระโจมแห่งนี้ได้ ถึงนางจะไม่ช่วยข้าสังหารเจ้าแต่กลับสามารถให้พื้นที่สังหารอันเงียบสงบแก่ข้าได้!”
ในชั่วพริบตาที่เข้ามาภายในเมิ่งฝานได้บอกให้รั่วสุ่ยอีสร้างผนึกโลกาแห่งพลังปราณเอาไว้แล้ว เมื่อใช้พลังของรั่วสุ่ยอีในการสร้างผนึกโลกาก็ทำให้ที่นี่อยู่ในอาณาเขตพลังของนาง ต่อให้คนรอบนอกใจจดใจจ่อจับสังเกตอย่างไรก็ยังไม่อาจรับรู้ถึงเรื่องราวใดๆ
“ว่าอย่างไรนะ!”
เพียงชั่วพริบตาสีหน้าของเหลยเฟยก็เปลี่ยนไป ฝ่ามือใหญ่ตวัดออกไปแต่กลับปะทะเข้ากับผนึกโลกาแห่งพลังปราณโดยรอบ เห็นได้ชัดว่าเป็นดั่งที่เมิ่งฝานได้บอกเอาไว้ว่าเขาไม่อาจทะลวงพลังผนึกโลกานี้ไปได้
แท้จริงแล้วเจ้าเด็กคนนี้มีความสามารถมากมายถึงเพียงใดกันแน่!
หลังจากที่สบถด่านัยน์ตาของเหลยเฟยก็ค่อยๆ อัดแน่นไปด้วยความโหดร้าย ก่อนจะตวาดออกมาอย่างชัดถ้อยชัดคำ “ถ้าอย่างนั้น ข้าจะสังหารเจ้าไปก่อนก็แล้วกัน!”
ในระหว่างที่เอ่ยวาจาร่างกายอันบึกบึนก็พุ่งทะยานเข้าหาเมิ่งฝานดุจเครื่องจักรสังหารในร่างมนุษย์ก็ไม่ปาน เพียงชั่วพริบตาจิตสังหารอันโหดร้ายก็ระเบิดออกมาพร้อมกับการออกหมัดที่ดุดัน!
แข็งแกร่งยิ่งนัก ยอดฝีมือขั้นหลอมปราณระดับแปดแข็งแกร่งถึงเพียงนี้เชียวหรือ!
รูม่านตาของเมิ่งฝานหดเล็กลง แต่ในเวลาต่อมาฝ่าเท้าก็สามารถยืนหยัดได้อย่างมั่นคง เขาออกจากอูเจิ้นมาก็เพื่อฝึกบำเพ็ญตนบนเส้นทางที่อาบไปด้วยเลือด หากแม้แต่คนของหน่วยองครักษ์แพรโลหิตยังไม่อาจข้ามผ่านไปได้แล้วจะมีหน้าที่ไหนไปเอาชนะจอมยุทธ์น้อยแห่งพรรคเหมันต์สวรรค์!
เมิ่งฝานใช้ความเร็วสูงสุดของยาตราเซียนเหินในชั่วพริบตา ขณะเดียวกันก็ชกออกไปหาศัตรูที่เบื้องหน้า
ปัง!
หมัดของทั้งสองสั่นสะท้านก่อนจะปะทะกันอย่างดุดัน เมื่อปะทะกันด้วยความรุนแรงร่างกายของทั้งเมิ่งฝานและเหลยเฟยพลันสั่นสะท้านอยู่กลางอากาศ แต่พวกเขาก็ไม่ได้หยุดชะงักซ้ำยังชกออกไปอีกครั้งอย่างพร้อมเพรียง
เพียงชั่วพริบตาที่เหลยเฟยปล่อยหมัดก็โอบล้อมไปด้วยพลังปราณอันยากจะหาสิ่งใดมาทัดเทียม โดยมันได้พุ่งเข้าใส่เมิ่งฝานดุจดั่งสายธารหลาก ทว่าในเวลาต่อมามันกลับหยุดลงเมื่อปะทะกับหมัดของเมิ่งฝาน ไม่มีผู้ใดคาดคิดเลยว่าเมิ่งฝานที่อยู่เพียงระดับสี่ของขั้นหลอมปราณจะไม่ด้อยไปกว่าเขาเลยแม้แต่น้อย!
เป็นไปได้เช่นไร!
เหลยเฟยรู้สึกตกตะลึงเป็นอย่างยิ่ง แล้วตวาดเสียงดังด้วยความเดือดดาล พลังปราณทั้งร่างถาโถมก่อนจะมีแสงสีดำดุจน้ำหมึกเปล่งประกาย “เมิ่งฝาน ไม่ว่าเจ้าจะเป็นผู้ใดหรือมีฐานะใด แต่วันนี้เจ้าจะต้องตาย!”
ในระหว่างที่เอ่ยวาจาเหลยเฟยก็ขยับฝ่ามือใหญ่ของตนเอง เพียงชั่วพริบตาต่อมาระลอกคลื่นแห่งพลังดั่งขุนเขาถล่มมหาสมุทรพลิกผันพลันพุ่งมายังเมิ่งฝาน นี่ก็คือวิชายุทธ์แห่งพลังปราณระดับสูงนั่นเอง
“ฝ่ามือผนึกหยก!”
พลังปราณสีดำทมิฬผสานตัวขึ้นบนฝ่ามือของเหลยเฟยราวกับหินก็ไม่ปาน มันผ่ามายังร่างของเมิ่งฝานด้วยความหนักที่มากมายนับพันชั่ง
แรงอานุภาพของมันนั้นหาใช่น้อยๆ ไม่ เมิ่งฝานครุ่นคิดในใจว่าอีกฝ่ายมีระดับพลังสูงกว่าตนเอง หากต้องการต่อกรด้วยคงไม่ใช่เรื่องง่าย เขาจึงขยับเข้าหาแทนที่จะถอยหนี ขณะเดียวกันก็ชี้นิ้วออกไปเบื้องหน้าแล้วเคลื่อนพลังปราณสอดผสานไว้ยังปลายนิ้วก่อนจะปลดปล่อยให้มันพุ่งไปยังเหลยเฟย
ทะลวงธารากระบวนท่าที่สอง หนึ่งกระบี่ชี้ปราณสวรรค์!
เพียงชั่วพริบตาลำแสงที่คล้ายดั่งดาวหางก็พุ่งออกไปจากปลายนิ้วของเมิ่งฝาน ทะลวงอากาศไปปะทะเข้ากับฝ่ามือของเหลยเฟยอย่างดุดัน ก่อนที่จะมีเลือดสาดกระเซ็นอยู่ในอากาศพร้อมกับเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดของเหลยเฟย ร่างของเขาล่าถอยออกไปอย่างรวดเร็ว!
เหลยเฟยคิดไม่ถึงเลยว่าการโจมตีด้วยวิชายุทธ์แห่งพลังปราณระดับสูงอย่างสุดกำลังของตนเองจะถูกอีกฝ่ายทำลายลงไป ยามนี้แขนข้างที่คล้ายดั่งสูญสิ้นการใช้งานไปแล้วของเขาอาบไปด้วยเลือด ใบหน้านั้นบ่งบอกถึงความตกตะลึงและสะพรึงกลัว ต่อให้เขาพบเจอการสังหารหรือคมดาบเปื้อนเลือดมามากมายเพียงใดก็ยังสัมผัสได้ว่าเด็กหนุ่มอายุน้อยอย่างเมิ่งฝานผู้นี้น่าสะพรึงกลัวอย่างหาที่สุดไม่ได้
“อย่าสู้ต่อเลย เจ้าอยากได้สิ่งใดข้าจะให้เจ้าได้ทุกสิ่ง!”
แม้เขาจะเอ่ยเช่นนั้นแต่เมิ่งฝานก็หาได้หวั่นไหวไม่ ร่างกายของเขาหายวับไปจากจุดที่เคยอยู่ก่อนจะปรากฏตัวขึ้นมาอีกครั้ง ณ จุดที่ห่างจากเหลยเฟยเพียงครึ่งเมตร
แขนทั้งสองข้างขยับพร้อมกับนัยน์ตาที่อัดแน่นไปด้วยจิตสังหาร ในเมื่อคิดจะสังหารก็ต้องถอนรากถอนโคน! เพียงชั่วพริบตาแขนทั้งสองข้างที่คล้ายดั่งขุนเขาสองลูกจึงเคลื่อนตัวพุ่งไปหาเหลยเฟย
พลังปราณระเบิดตัว พลังแห่งอัสนีแผ่ซ่าน!
วิชายุทธ์อย่างทะลวงธารานั้นอยู่ในระดับอักษรฮวง ซึ่งแม้ว่ายามนี้เมิ่งฝานจะใช้พลังของมันได้ยังไม่ถึงระดับต้นอย่างแท้จริงแต่อานุภาพที่ปลดปล่อยออกมานั้นกลับคล้ายดั่งว่าสามารถทำลายได้ทุกสรรพสิ่งก็ไม่ปาน
แม้แต่ขุนเขายังสะท้าน นับประสาใดกับร่างกายของมนุษย์!
เพียงชั่วพริบตาพลังอันน่าสะพรึงทั้งสองก็สอดผสานก่อนจะตามมาด้วยเสียงร้องน่าเวทนาของเหลยเฟย เลือดสีแดงสดสาดกระจายไปทั่วกระโจมเพราะหมัดซึ่งอัดแน่นไปด้วยพลังของเมิ่งฝานชกเข้าไปยังหน้าอกของเหลยเฟยโดยตรง
เจ้าของร่างที่หน้าอกยุบเข้าไปในร่างล้มลงไปบนพื้น พลังอันน่าสะพรึงของเมิ่งฝานทำให้กระดูกของเหลยเฟยแตกหักไปไม่รู้มากมายเท่าใด เขาขาดอากาศในทันใด!
การลงมือสังหารจอมยุทธ์ขั้นหลอมปราณระดับแปดนั้นเป็นเรื่องที่เมิ่งฝานไม่เคยคาดคิดมาก่อน เขาเลียริมฝีปากแล้วล้วงเอาไข่อสูรทมิฬออกมาจากสาบเสื้อที่หน้าอกกุมมันเอาไว้ในมือเพื่อดูดซับพลังจากภายใน หลังจากนั้นไม่นานนานจึงเช็ดเลือดที่มุมปากแล้วเดินออกไปจากกระโจม
เมื่อได้พลังผนึกโลกาของรั่วสุ่ยอีคอยช่วยจึงไม่มีผู้ใดรับรู้ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นภายในกระโจมแม้แต่ผู้เดียว เมิ่งฝานกระตุกยิ้มก่อนจะปล่อยพลังเปลวเพลิงไปยังกระโจมที่อยู่ไม่ไกล ทำให้เกิดเพลิงไหม้ขึ้นมาในทันใด
“ไฟไหม้!”
หลังจากนั้นเพียงไม่กี่อึดใจจึงมีเสียงตื่นตกใจดังขึ้นมา ตามมาด้วยเสียงเอะอะโวยวายที่ดังไปทั่วค่ายที่พัก
“เป็นไปได้อย่างไร รีบช่วยกันดับไฟเร็วเข้า!”
“แย่แล้ว กระโจมถูกไฟไหม้หมดแล้ว!”
เสียงร้องดังลั่นขึ้นมาเป็นช่วงๆ แต่กระโจมเหล่านั้นก็ยังถูกเมิ่งฝานเผาไปเป็นแถบ ต่อให้สามารถดับไฟได้ก็คงจะเสียหายอย่างหนัก
ท่ามกลางเปลวเพลิงที่ลุกไหม้ เงาร่างของคนผู้หนึ่งฉวยโอกาสหลบหนีหายเข้าไปในกลีบเมฆ ภายใต้ความมืดมิดในยามราตรีนั้น ใบหน้าของเมิ่งฝานมีรอยยิ้มเยือกเย็นปรากฏ ของขวัญที่เขามอบให้องครักษ์แพรโลหิตชิ้นนี้ไม่ใช่น้อยๆ นับจากวันนี้ไปต่อให้พวกนี้ต้องการหาเรื่องเขาก็คงจะไม่มีกำลังมากมายเท่าใดนัก
เวลาผ่านไปถึงสองวันเต็มๆ ที่เมิ่งฝานปลอดภัยไม่มีผู้ใดตามล่า ต่อให้เป็นพวกองครักษ์แพรโลหิตก็ตาม การจัดการกับเหลยเฟยในวันนั้นก็เท่ากับว่าทำให้หน่วยองครักษ์แพรโลหิตพิการจนไม่อาจทำสิ่งใดได้!
เสียงของรั่วสุ่ยอีดังขึ้นมาจากไข่อสูรทมิฬ “รู้สึกเช่นไร?”
“ตื่นเต้นดีขอรับ!”
เมิ่งฝานลูบปลายจมูกพร้อมทั้งเอ่ยเสียงเรียบ การล้างแค้นอย่างกระหายเลือดของเขาแลกมาด้วยความอันตรายที่ใหญ่หลวงเช่นกัน เพราะหากไม่ทันระวังตกอยู่ในวงล้อมขององครักษ์แพรโลหิตเหล่านั้นตัวเขาเองก็ไม่มั่นใจว่าจะสามารถหนีออกมาได้หรือไม่
“แต่ถึงอย่างไรเจ้าก็แสดงความสามารถได้ดีกว่าที่ข้าคิดเอาไว้!”
รั่วสุ่ยอีไม่ได้เอ่ยเสียดสีเมิ่งฝานแต่กลับเอ่ยออกมาอย่างครุ่นคิด “ต่อให้พบเจอมนุษย์ผู้เป็นอัจฉริยะมามากมาย แต่ผู้ที่สามารถลงมือได้อย่างสุขุมและแน่วแน่ราวกับมากด้วยประสบการณ์ทั้งที่อายุเพียงเท่านี้เจ้าถือเป็นคนแรก ซึ่งมันก็ค่อนข้าง...โรคจิต!”
เมื่อได้ยินคำพูดของรั่วสุ่ยอีเมิ่งฝานก็ยิ้มเจื่อน ไม่รู้ว่ารั่วสุ่ยอีกำลังชมหรือด่าตนเองกันแน่ แต่ที่เขานั้นทำลงไปทุกสิ่งก็ล้วนแต่เพื่อให้ตนเองมีชีวิตรอดต่อไป อย่างน้อยก็จะต้องมีชีวิตรอดจนกว่าจะไปถึงพรรคเหมันต์สวรรค์!
รุ่งสางของวันใหม่ ท่ามกลางเมืองชิงเฉิง
เสียงตวาดด้วยความเดือดดาลดังลั่นโรงเตี๊ยมขนาดใหญ่ของเมือง เวลานี้ผู้คนทั้งหลายต่างก็คุกเข่าลงไปกับพื้น มีเพียงบุรุษที่เป็นผู้นำเพียงผู้เดียวที่ยังคงยืนตระหง่าน บนโต๊ะข้างกายมีกล่องใบหนึ่งวางเอาไว้ ทว่าภายในกลับไม่มีสิ่งใดนอกจากเลือดที่หลั่งไหลออกมาจากนิ้วขององครักษ์แพรโลหิต!
“เวลาผ่านไปเพียงสามวัน แต่หัวหน้าหน่วยและนายกองย่อยของข้า...ตายไปแล้วทั้งหมด!” สวีจ้านพึมพำเสียงเบา ผู้คนเหล่านั้นมีจำนวนแปดคนแต่กลับไม่มีผู้ใดรอดเลยแม้แต่ผู้เดียว ทุกคนล้วนแต่ตายภายใต้น้ำมือของเมิ่งฝานทั้งสิ้น
ฝ่ามือหนาถือบัตรเทียบเชิญโลหิตข้างกายขึ้นมา เนื้อความของมันมีเพียงประโยคสั้นๆ ‘คอยดูเถอะ คนต่อไปก็คือเจ้า!’ หลายปีมานี้มีเพียงองครักษ์แพรโลหิตเท่านั้นที่ส่งบัตรเทียบเชิญโลหิตให้แก่ผู้อื่น ทำให้ผู้คนที่ได้รับข่าวเหล่านั้นหวาดกลัวและยำเกรง แต่ไม่เคยมีผู้ใดกล้าส่งบัตรเทียบเชิญโลหิตให้แก่องครักษ์แพรโลหิตเลยแม้แต่ผู้เดียว
หากข่าวนี้แพร่งพรายออกไปก็ไม่รู้ว่าจะนำมาซึ่งการเล่าลือที่มากมายเพียงใด
สวีจ้านมองประโยคนั้นแล้วมีความหวาดกลัวเกิดขึ้นในใจเล็กน้อย พยัคฆ์ที่แข็งแกร่งไม่น่ากลัว แต่หากเป็นพยัคฆ์ที่หมอบซ่อนตัวอยู่ในเงามืดต่างหากที่น่ากลัวยิ่ง
สวีซิวผู้นั้นไปหาเรื่องผู้ใดกันแน่!
สวีจ้านตวาดออกมาอย่างเดือดดาล ยามนี้เขาโกรธแค้นสวีซิวจนกัดฟันแน่น หลังจากที่ครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ก็ตวาดเสียงดัง “กระจายข่าวออกไป บอกไปว่าเงินรางวัลในการตามหาเมิ่งฝานคือหนึ่งแสนเหรียญทองคำ ให้องครักษ์แพรโลหิตทุกคนวางมือจากงานตอนนี้แล้วไปตามล่ามัน ต่อให้ต้องพลิกเทือกเขาชิงหลงก็ต้องหาให้เจอ หากยังมีชีวิตอยู่ต้องเห็นตัว ตายไปต้องเห็นศพ!”
อาศัยกำลังขององครักษ์แพรโลหิตทั้งหมด ตามหาเมิ่งฝานเพียงผู้เดียว
สีหน้าของบรรดาองครักษ์แพรโลหิตทั้งหลายต่างก็บ่งบอกถึงความตกตะลึง เพราะรู้ว่าเวลานี้ได้เกิดความเสียหายต่อหน่วยองครักษ์แพรโลหิตอย่างมากมายแล้ว ฉะนั้นไม่ว่าจะสามารถจับตัวของเมิ่งฝานได้หรือไม่ หน่วยองครักษ์แพรโลหิตก็ยังคงเสียหายอย่างหนักอยู่ดี หรือบางทีตำแหน่งกองกำลังทหารรับจ้างอันดับหนึ่งแห่งเทือกเขาชิงหลงอาจจะต้องเปลี่ยนให้ผู้อื่นขึ้นมาแทนที่!
ซึ่งทุกอย่างนั้น ดูคล้ายว่าจะเกิดขึ้นจาก...เด็กหนุ่มเพียงผู้เดียว!