ระบบอั่งเปาสะท้านภพ

    เล่มที่ 4 บทที่ 119 ปราบผี

    บทที่ 119 ปราบผี

         “อย่าให้มันโดนมือนะ”

         กู่เทียนขมวดคิ้วมุ่น วิญญาณร้ายแบบนี้ชอบพลังหยิน

         พลังหยินบนตัวของผู้หญิงมีอยู่เยอะมากถ้าเกิดให้มันโดนมือได้เกิดหายนะแน่

         เย่จื่อเฉินเลิกคิ้วคมขึ้น ก่อนจะก้าวเท้าวิ่งเข้าไป

         “คะ ใครให้นายหันมาเนี่ย”

         ลูซี่ยังไม่ได้ใส่กางเกงก็เห็นว่าเย่จื่อเฉินวิ่งมาถึงตรงหน้าเธอแล้ว

         รวบตัวลูซี่เข้าไว้ในอ้อมกอด แล้วตวัดหมัดขวาเข้าใส่เงานั้น

         “อ่อก…”

         เสียงร้องยานคางดังขึ้น เย่จื่อเฉินไม่ได้สนใจว่าผีตนนี้จะเป็นผู้ชายหรือผู้หญิงหันไปเตะเป้ามันทันที

         ในตอนนี้ท่อนล่างของลูซี่แทบจะเปลือยทั้งหมดยิ่งเมื่อเย่จื่อเฉินจับสองมือนั้นไว้อีก…

         “ไอ้คนทุเรศ!”

         เพียะ!

         ลูซี่ตวัดฝ่ามือใส่ ทำเอาเย่จื่อเฉินที่กำลังยื้อยุดกับวิญญาณร้ายอยู่โดนตบจนมึน

         “เธอเป็นบ้าหรือไง!”

         “นายสิบ้า ฉันจะแจ้งตำรวจว่านายลวนลามผู้เยาว์”

         ลูซี่ร้องเสียงหลง เย่จื่อเฉินขำพรืดออกมา

         สายตากวาดมองตัวเธออย่างไม่มีอาการลังเล

         “เดี๋ยวนี้ผู้เยาว์โตไวขนาดนี้เลยเหรอ?”

         “เย่จื่อเฉิน!”

          หลิวฉิงที่อยู่ในเนตรมังกรอุทานเสียงดังเย่จื่อเฉินกระตุกยิ้มมุมปากอย่างไม่ใส่ใจ ต่อด้วยการยกหมัดขึ้นชกเข้าที่จมูกของวิญญาณร้ายตนนั้นเข้าพอดี

         “กู่เทียน มาเล่นกับเจ้าหมอนี่กันหน่อย”

         กู่เทียนที่อยู่ด้านข้างตกตะลึงไปแล้ว เห็นคนในครอบครัวไล่ผีมาตั้งหลายปียังไม่เคยเห็นใครตีกับผีแบบเย่จื่อเฉินมาก่อนเลย

         พยักหน้ารับอย่างเข้าใจ ก่อนที่กู่เทียนจะเข้าไปหาวิญญาณตนนั้น

         ทางด้านเย่จื่อเฉินก็พาลูซี่ถอยออกมาอยู่อีกด้าน แล้วกดเปิดวีแชท

         “นายจะทำอะไร!” ลูซี่จะเข้าไปแย่งโทรศัพท์จากเย่จื่อเฉิน “ฉันขอบอกนายไว้เลยนะ อย่าคิดจะใช้รูปมาแบล็กเมลฉัน ถ้านายกล้าถ่ายฉันจะแจ้งตำรวจ!”

         “นี่เธอเป็นโรคประสาทหลอนหรือไง?”

         เย่จื่อเฉินกลอกตามองเธออย่างอารมณ์เสียแล้วเปิดกล่องหยินหยางในโทรศัพท์

         ในกล่องมียันต์คุมผีอยู่หนึ่งแผ่นที่ยมทูตขาวให้เขามาไม่รู้ว่าจะใช้ได้ผลกับวิญญาณตนนี้หรือเปล่า

          ถอน

         ผ้ายันต์สีเหลืองอ่อนแผ่นหนึ่งเข้ามาอยู่ในมือ

         กู่เทียนที่อยู่ทางนั้นก็ไม่รู้ว่าไปเอาดาบไม้มาจากไหน กำลังประลองกับวิญญาณร้ายตนนั้นอยู่

         เมื่อเห็นภาพนี้ เย่จื่อเฉินก็ได้เกิดความคิดขึ้นมาในใจ

         Low!

         อ่อนชะมัด

         พรูดดด!

         เมื่อพ่นน้ำลายใส่ผ้ายันต์นั้นแล้วเย่จื่อเฉินก็กระโดดเอายันต์ไปแปะที่หน้าผากของวิญญาณร้ายตนนั้น

         ทันทีที่แปะลงไป ผีตัวนั้นก็นิ่งไปทันที

         ยันต์ที่อยู่บนหน้าผากก็ค่อยๆ กลายเป็นสีอ่อนจนสุดท้ายก็จมหายไปในหน้าผากจนหมด

         ในเวลาเดียวกัน ยันต์คุมผีก็ได้กลับมาอยู่ในกล่องหยินหยางอีกครั้ง

         สิ่งเดียวที่เปลี่ยนไปก็คือจำนวนของยันต์คุมผีที่เหลืออยู่กลายเป็นสอง

         “มานี่”

         เย่จื่อเฉินกระดิกนิ้วเรียกผีตนนั้นหลังจากที่ยันต์คุมผีนั้นเข้าไปในร่างกาย ผีตนนี้ก็ทำตามที่เขาสั่งทุกอย่าง

         ผีร้ายตนนั้นค่อยๆ คืนร่างเดิมท่ามกลางสีหน้าที่ตกตะลึงของกู่เทียนก่อนจะพยักหน้าแล้วเดินไปหาเย่จื่อเฉิน

         “เจ้านาย”

         ร่างเดิมของผีร้ายนั้นเป็นชายหนุ่มร่างบึกบึนดูจากท่าทางของเขาแล้วน่าจะมีความเป็นไปได้ถึงแปดสิบเปอร์เซ็นต์ที่จะเป็นทหาร

         และแน่นอนว่าไม่ใช่พวกทหารรับจ้างหรือว่านักฆ่า

         คำว่าเจ้านายทำเอากู่เทียนถึงกับอึ้งกิมกี่

         เย่จื่อเฉินทำให้ผีร้ายตนนี้ยอมสยบได้เหรอ?

         พวกเขาสามารถมองเห็นผีกันทั้งคู่ แต่ลูซี่มองไม่เห็น

         “นายคุยกับใครอยู่?”

         “กับผี” เย่จื่อเฉินกลอกตามองเธออย่างอามณ์เสียแล้วต่อว่า “เธอเป็นผู้หญิงที่งี่เง่ามากเลยรู้ไหมถ้าเมื่อกี้ไม่ใช่เพราะฉันช่วยเธอ อย่าว่าแต่ใส่กางเกงเลยเธออาจจะตายทั้งที่ยังล่อนจ้อนอยู่แบบนั้นก็ได้ เข้าใจไหม?”

         “นายอย่ามาโกหก!”

         ลูซี่เบ้ปาก เย่จื่อเฉินส่งสายตาให้กับผีร้ายตนนั้น

         “ทำให้เพื่อนที่อยู่ตรงนั้นรู้สึกว่านายมีตัวตนหน่อยสิ”

         “ได้เลย”

         ชายร่างบึกบึนกำหมัดเหวี่ยงไปทางลูซี่ เพียงครู่เดียวลูซี่ก็รู้สึกถึงความเย็นยะเยือกที่เธอเกินจะรับไหวรายล้อมอยู่รอบตัวเธอ

         หลังจากที่ต่อสู้กับความหนาวสะท้านโดยที่ควบคุมตัวเองไม่ได้เธอก็กรีดร้องพร้อมกับวิ่งไปอยู่ข้างกายเย่จื่อเฉิน

         “เชื่อแล้วใช่ไหม?”

         “ฉัน…”

         ลูซี่กอดแขนทั้งสองข้างแน่นตัวสั่นเทา ใบหน้าเปลี่ยนเป็นซีดขาวพูดอะไรไม่ออกอยู่นาน

         เย่จื่อเฉินเม้มปากหัวเราะเบาๆแล้วเหลือบมองร่างกายส่วนล่างของเธอเล็กน้อย

         “สาวน้อย เธอยังไม่ได้ดึงกางเกงขึ้น”

         “นาย…ฉัน…กรี๊ด!”

         พอออกมาจากบ้านผีสิง ผีร้ายก็ยอมจำนนต่อเย่จื่อเฉินอย่างราบคาบ

         จะเรียกผีร้ายตลอดก็ดูไม่เข้าท่าเท่าไร จึงตั้งชื่อให้เขาว่าต้าเฮย

         เข้าคู่กับเสี่ยวไป๋ที่อยู่ที่บ้านพอดี

         สายตาของกู่เทียนที่มองเย่จื่อเฉินก็แปลกมากยิ่งขึ้นและแน่นอนว่าลูซี่ก็เหมือนกัน

         “เมื่อกี้นายไม่ได้เอาโทรศัพท์มาถ่ายรูปใช่ไหม?” ลูซี่กอดไหล่ตัวเอง ดวงตาสองคู่จ้องเย่จื่อเฉินเขม็ง แล้วพูดขึ้น “ถ้านายถ่ายรูป นายตายแน่”

         “ฉันไม่สนใจผู้เยาว์”

         เย่จื่อเฉินยิ้มล้อเลียนจนเมื่อใบหน้าของอีกฝ่ายเปลี่ยนเป็นสีแดงระเรื่อ เขาถึงได้พูดกลั้วหัวเราะ

         “เธอมาทำอะไรที่นี่ หรือเธอไม่รู้ว่าที่นี่คือบ้านผีสิง?”

         “บ้านผีสิงอะไร นี่มันบ้านฉัน!”

         ลูซี่เงยหน้าขึ้น แล้วพูด

         “ฉันไม่ได้บอกให้พวกนายบุกเข้าไปในบ้านสักหน่อย”

         เย่จื่อเฉินหันไปมองทางกู่เทียนหลังจากที่เห็นอีกฝ่ายผายมือก็รู้เลยว่ากู่เทียนเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าที่นี่มีคนอาศัยอยู่

         กวาดตามองลูซี่ขึ้นลงผู้หญิงคนนี้สามารถอาศัยอยู่ที่นี่มาได้โดยปลอดภัยไม่มีอะไรเกิดขึ้นนับว่าเป็นปาฏิหาริย์มากจริงๆ

         “มองอะไร? ฉันไม่ได้พักอยู่ที่นี่ที่นี่เป็นบ้านเก่าฉัน ฉันก็แค่มาหาของ”

         “อ๋อ งั้นเธอก็กล้ามากเลยนะ ถึงได้ฉี่ตรงไหนในบ้านตัวเองก็ได้ถ้าพ่อแม่เธอรู้เข้าจะไม่โดนตีหรือไง”

         “ฉัน…ฉันอั้นไว้ไม่ไหวนี่!” ลูซี่เลิกคิ้วพูด “อีกอย่างเดิมทีตรงนั้นมันก็เป็นห้องน้ำอยู่แล้ว”

         “อย่างนั้นเหรอ?”

         เย่จื่อเฉินมองเธออย่างมีความนัย ลูซี่กัดริมฝีปากอมแก้มพองลมแล้วชกเขาเล็กน้อย ก่อนจะถลึงตาพูด

         “ขอบอกไว้เลยนะ ถ้าฉันรู้ว่านาย…เราได้เห็นดีกันแน่”

         แล้วก็วิ่งหายลับไป เย่จื่อเฉินคิดว่าผู้หญิงคนนี้คงจะอายแต่กลับได้ยินเสียงต้าเฮยที่อยู่ข้างๆ พูดขึ้นมา

         “เจ้านาย ของเจ้านายหายไปแล้ว”

         “ของหาย?” เย่จื่อเฉินชะงักไปนิดต้าเฮยพยักหน้าตอบ “เมื่อกี้ที่เด็กคนนั้นเข้าใกล้เจ้านายเธอขโมยกระดาษจากกระเป๋ากางเกงของเจ้านายไปด้วย”

         ล้วงมือเข้าไปในกระเป๋ากางเกงในกระเป๋ากางเกงมีบัตรงานคอนเสิร์ตของหยางอี่ฉือ

         พอเช็คดูบัตรที่เหลืออยู่

         หายไปสี่ใบจริงๆ ด้วย

         “ให้ตาย ผู้หญิงคนนี้…”

         วิ่งหนีมาได้ห้านาที ลูซี่ถึงได้หยุดวิ่งแล้วเบ้ปากพูดด้วยสีหน้าภาคภูมิใจ

         “โง่ชะมัดเลย บัตรคอนเสิร์ตหายยังไม่รู้ตัวอีก”

         ถึงเธอจะรู้ว่าการขโมยของคนอื่นมันไม่ดี แต่…

         เจ้าหมอนั่นก็เห็นเธอในสภาพนั้นแล้วแค่เอาบัตรคอนเสิร์ตเขามาไม่กี่ใบมันจะเป็นอะไรไป

         พอคิดถึงตรงนี้ ลูซี่ก็รู้สึกสบายใจทันทีก่อนจะหยิบโทรศัพท์ออกมากดโทรออก

         “อี้เกอ เธออยู่หอใช่ไหม รีบเรียกเขาสองคนมาด้วยฉันมีของขวัญจะให้พวกเธอ”