ตอนที่ 47 ตระกูลหลี่
“อารองอยากลองเรียนดูหน่อยไหมคะ ? ” ฟู่เยี่ยนเอ่ยถามพร้อมกับชำเลืองมองไปที่เขา
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ฟู่ต้าจวงก็พยักหน้ารับทันทีก่อนจะถูมือทั้งสองข้างของตัวเองเข้าด้วยกันอย่างกระตือรือร้นตอนนี้เขารู้สึกดีใจมากที่ได้พบกับหลานสาว
“อารองสามารถเรียนรู้ทุกอย่างได้ตามที่อารองต้องการเลยค่ะแต่ว่าอารองห้ามถ่ายทอดมันให้คนอื่นเด็ดขาด และห้ามแสดงมันต่อหน้าคนอื่นอีกด้วยแต่ถ้าจำเป็นจริง ๆ ก็ให้แอบทำ อย่าให้คนอื่นสงสัยค่ะ”ฟู่เยี่ยนพูดออกมาด้วยสีหน้าจริงจัง
หลายวันต่อมา ในทุก ๆ เช้าฟู่ต้าจวงจะต้องมาเรียนรู้เทคนิคการฝังเข็มจากฟู่เยี่ยนอยู่เป็นประจำแต่ผลลัพธ์นั้นกลับไม่ได้เป็นไปตามที่คาดเอาไว้เท่าไหร่นักทักษะของเขายังเทียบฟู่เหมี่ยวและฟู่เซินไม่ได้เลยด้วยซ้ำ !
ส่วนฟู่ต้าจวงก็รู้สึกสับสนเช่นกัน ทั้ง ๆที่เขาเองก็ทำอย่างถูกต้องทุกกระบวนการแล้วไม่ใช่หรือแต่ทำไมเขาถึงได้ดูด้อยกว่าหลานทั้งสองคนแบบนี้กันล่ะ ?
เมื่อเห็นเช่นนั้นฟู่เยี่ยนจึงได้อธิบายข้อสงสัยนี้ให้กับเขา “อารองคะอารองไม่เพียงแค่มีประสบการณ์การต่อสู้มานับครั้งไม่ถ้วนเท่านั้นแต่อารองยังออกกำลังกายเป็นประจำทุกวันอีกด้วยจึงทำให้กล้ามเนื้อของอารองจดจำการเคลื่อนไหวเหล่านั้น ทั้งยังมีการตอบสนองต่อสิ่งต่างๆ ได้รวดเร็วอีกด้วย หากอารองไม่พยายามเรียนรู้วิธีเบื้องต้นนี้อารองก็จะไม่สามารถปรับตัวได้อย่างแน่นอนค่ะ”
“อย่างนี้นี่เอง แต่ฉันก็ได้รับอะไรหลายอย่างกลับมาด้วยเหมือนกันหากเจอกับเหตุการณ์จริง ฉันจะไม่พลาดอย่างแน่นอน” ฟู่ต้าจวงพูดด้วยท่าทีที่จริงจัง
“คนที่รู้ทักษะนี้มีเพียงแค่สี่คนในโลกเท่านั้นและทั้งสี่คนก็อยู่ในลานแห่งนี้แล้วด้วย อารองจะพบคนแบบนี้ได้ที่ไหนอีกล่ะคะ ?” ฟู่ต้าจวงที่ได้ยินเช่นนั้นก็ถึงกับสำลักออกมาทันที
“ต้าจวง รีบพาเด็ก ๆ มาทานมื้อเช้าได้แล้วอีกเดี๋ยวเรายังต้องไปที่บ้านของน้องสะใภ้กันแล้วนะ ! ”ก่อนที่ฟู่ต้าจวงจะได้พูดอะไรออกไป ฉือหมิ่นก็ได้ตะโกนเรียกเขาจากข้างในบ้าน
วันนี้เป็นวันที่ตระกูลฟู่และตระกูลหลี่ได้นัดหมายเพื่อที่จะหารือกันเรื่องการแต่งงานระหว่างฟู่ต้าอันกับหลี่โม่ลี่นั่นเองดังนั้นเหล่าพี่น้องตระกูลฟู่จะถือโอกาสนี้ไปเยี่ยมบ้านตระกูลหลี่ด้วย
ในเย็นวันก่อนฟู่ต้าอันได้กลับมาทานมื้อเย็นกับพวกเขา และก่อนที่เขาจะมาถึงนั้นฟู่เยี่ยนก็ได้สังเกตเห็นแสงสีแดงที่กำลังลอยอยู่บนท้องฟ้า และทันใดนั้นอาสามของเธอก็ได้เดินเข้ามาซึ่งใบหน้าของเขาดูมีความสุขมากจนไม่สามารถปกปิดมันเอาไว้ได้เลยด้วยซ้ำ
และในระหว่างที่กำลังทานมื้อเย็นกันอยู่นั้นอาสามของเธอก็ได้บอกกับทุกคนว่าทางตระกูลหลี่อยากจะหารือกับครอบครัวของพวกเขาอย่างไรก็ตาม ทางฝั่งตระกูลหลี่นั้นก็เป็นฝ่ายหญิงดังนั้นเธอจึงควรที่จะวางตัวให้ดีเลยอยากจะเชิญตระกูลฟู่ไปทานข้าวที่บ้านเพื่อเป็นการเลี้ยงขอบคุณ
และถือโอกาสนี้หารือเรื่องการแต่งงานไปด้วยเลยดังนั้นเหล่าพี่น้องตระกูลฟู่จึงต้องเดินทางไปเยี่ยมตระกูลหลี่ในวันนี้นั่นเอง
หลังจากที่ทานมื้อเช้าเสร็จทุกคนต่างก็แต่งตัวด้วยชุดที่ดูสุภาพ ส่วนเด็ก ๆ ทุกคนต่างก็สวมเสื้อผ้าชุดใหม่ รวมไปถึงลี่ลี่และเฟินเฟินเองก็ได้สวมกระโปรงใหม่ด้วยเช่นกัน
ซึ่งกระโปรงของพวกเธอนั้นถูกเย็บจากผ้าพื้นเมืองหลากสีสันที่ฉือหมิ่นซื้อมาฝากและด้วยฝีมืออันประณีตและชำนาญของฟูต้านี มันจึงถูกเปลี่ยนเป็นกระโปรงที่สวยมาก ๆ
“พี่ ทำไมพี่ถึงได้เก่งขนาดนี้ล่ะ !กระโปรงตัวนี้ทำมาจากผ้าที่ฉันเตรียมมาอย่างนั้นเหรอ ? มันสวยมากๆ เลย” ฉือหมิ่นที่อยากมีลูกสาวอยู่แล้วพอมาเห็นกระโปรงตัวนี้ก็รู้สึกตื่นเต้นทันที !
“ดูเสื้อผ้าที่เสี่ยวฉุ่ยและเสี่ยวฮั่วสวมตอนนี้สิ ฉันเย็บให้แค่ถุงเท้านอกนั้นเป็นฝีมือของอาหญิงพวกเธอทั้งนั้น พวกเธอไม่ใส่ชุดที่ฉันเย็บให้หรอก”หวังซู่เหมยพูดพร้อมกับมองไปยังลูกสาวทั้งสองด้วยแววตาที่ดูเศร้าสร้อย
“แม่คะ ขนาดไม้บรรทัดยังมีขนาดที่สั้นยาวไม่เท่ากันเลย อย่างเรื่องทำเหล้าพวกหนูก็ทำไม่เป็นเลย แต่สิ่งนี้เป็นสิ่งที่แม่เก่งที่สุด ! ”ฟู่เยี่ยนที่เห็นว่าแม่ของเธอกำลังแสร้งทำเหมือนโกรธเธอและพี่สาวจึงรีบพูดปลอบใจทันที
แต่ทว่าขณะที่ฟู่เยี่ยนจับมือของผู้เป็นแม่นั้นเธอก็รู้สึกถึงบางอย่างที่ผิดปกติได้ในทันที ! เพราะเมื่อไม่นานมานี้เธอได้ศึกษาบันทึกของบรรพบุรุษอย่างหนักและในนั้นก็มีความรู้เกี่ยวกับทักษะทางแพทย์แผนจีนอยู่ด้วย ชีพจรแบบนี้มัน...
ฟู่เยี่ยนรีบใช้นิ้วมือสามนิ้วกดลงไปบริเวณข้อมือของหวังซู่เหมยในทันที
โดยปกติแล้วชีพจรของคนทั่วไปนั้นจะมีจังหวะที่คงที่ ส่วนชีพจรที่เต้นเร็วกว่าปกตินั้นจะมีปัญหาเกี่ยวกับไตและมดลูกซึ่งทั้งสองสิ่งนี้อยู่ใกล้กันอยู่แล้ว หากมีการตั้งครรภ์เกิดขึ้นด้วยการที่มีทารกฝังอยู่ในผนังมดลูกแล้ว มดลูกก็จะขยายตัวดังนั้นจึงทำให้ชีพจรเปลี่ยนไป ซึ่งชีพจรที่เปลี่ยนไปนี้เป็นสัญญาณของการตั้งครรภ์นั่นเอง! ทันใดนั้นฟู่เยี่ยนก็นึกถึงเนื้อหาบรรทัดหนึ่งในหน้าที่บันทึกทักษะทางแพทย์แผนจีนขึ้นมาได้!
เพื่อไม่ให้เกิดความโกลาหลขึ้นฟู่เยี่ยนจึงไม่ได้พูดอะไรออกไป เธอเพียงแค่มองไปยังใบหน้าของผู้เป็นแม่เงียบ ๆเท่านั้น ก่อนจะพบว่าแม่ของเธอตั้งครรภ์จริง ๆ
ในปีนี้แม่ของเธอมีอายุเพียงแค่ 36 ปีดังนั้นสิ่งนี้จึงสามารถเกิดขึ้นได้ ซึ่งชาติที่แล้วขนาดการที่ผู้หญิงในวัยหกสิบปีคลอดบุตรยังไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร
แม้ว่าหวังซู่เหมยกำลังจะกลายเป็นคุณแม่ที่มีอายุเยอะก็ตามแต่ตราบใดที่มีฟู่เยี่ยนอยู่ที่นี่ สิ่งนี้ก็ไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป
เพียงแต่วันนี้เธอจะให้แม่ของเธอดื่มเหล้าไม่ได้เท่านั้นและค่อยมาคุยเรื่องนี้กันทีหลัง
“เสี่ยวฮั่ว ลูกกำลังคิดอะไรอยู่กัน รีบไปได้แล้ว”หวังซู่เหมยพูดพร้อมกับลูบไปที่ศีรษะลูกสาวของเธอ
“โอ้ วันนี้แม่ดูดีมากเลยค่ะ แม่ดูเหมาะกับการเป็นพี่สะใภ้ใหญ่มาก ๆ เลย ! ”ฟู่เยี่ยนจับมือของผู้เป็นแม่เอาไว้ไม่ยอมปล่อยทั้งยังพยายามรั้งเพื่อไม่ให้หวังซู่เหมยเดินเร็วจนเกินไปอีกด้วย
จากนั้น พวกเขาทั้งหมดก็ได้ออกเดินทาง ส่วนฟู่ต้าอันเองก็ได้มาที่นี่ตั้งแต่เมื่อวานแล้วเช่นกันโดยเขาได้ยืมจักรยานของหัวหน้ามาด้วย จึงสามารถพาเด็ก ๆของตระกูลฟู่ล่วงหน้าไปกับฟู่ต้าหย่งก่อน ส่วนผู้ใหญ่คนอื่นก็ค่อย ๆ เดินตามไปซึ่งหมู่บ้านของพวกเขาไม่ได้อยู่ห่างกันมากนัก
เมื่อได้ยินมาว่าเหล่าพี่น้องทั้งหมดของตระกูลฟู่กำลังมาตระกูลหลี่ก็รู้สึกซาบซึ้งใจเป็นอย่างมากจุดประสงค์หลักของการมาพบกันในวันนี้ไม่ใช่แค่การพูดคุยกันถึงเรื่องการแต่งงานแต่อย่างใดแต่เป็นการขอบคุณตระกูลฟู่ที่ได้ช่วยชีวิตลูกสาวของพวกเขากลับมาได้ต่างหาก
หลี่ซุ่นลี่พ่อของหลี่โม่ลี่เป็นอาจารย์ใหญ่ของโรงเรียนมัธยมในหมู่บ้านแห่งนี้นั่นเองซึ่งฟู่เหมี่ยวและฟู่เซินก็เป็นลูกศิษย์ของเขาโดยตอนนี้เขายังได้สอนวิชาเคมีในระดับมัธยมศึกษาตอนต้นให้กับฟู่เยี่ยนอีกด้วย
วันนี้หลี่ซุ่นลี่ได้ไปที่ร้านค้าสหกรณ์ของหมู่บ้านตั้งแต่เช้าเพื่อหาซื้อผักซึ่งเมื่อวานนี้ลูกชายของเขาก็ได้ซื้อปลาตัวใหญ่พร้อมกับเนื้อสัตว์อีกหลายอย่างมาเตรียมรอเอาไว้แล้ว
ลูกชายของเขาทำงานอยู่ที่ร้านค้าสหกรณ์ของหมู่บ้านอยู่แล้วจึงสะดวกมากที่จะหาซื้อของพวกนี้ หากมีของที่สดและใหม่เข้ามาลูกชายของเขาก็สามารถซื้อมันได้ก่อนใครนั่นเอง
“พ่อครับ วันนี้มีซี่โครงด้วยนะครับ ผมเลยซื้อมันมาด้วย จะได้ทานกันหลาย ๆคน แล้วยังมีเท้าหมูอีกสี่ชิ้นด้วยครับผมคิดว่าเราเอามันไปเป็นของขวัญให้กับตระกูลฟู่ ให้พวกเขานำมันกลับบ้านพ่อคิดว่ายังไงบ้างครับ!” หลี่ซ่งไป่ยื่นตะกร้าให้กับพ่อของเขาพร้อมกับพูดขึ้นมา
“ดีเลย ถ้าอย่างนั้นฉันกลับก่อนก็แล้วกัน ตอนกลางวันฉันจะรีบกลับมาเราจะได้ทานมื้อเที่ยงด้วยกัน” เขาพูดพร้อมกับยื่นเงินจำนวนหนึ่งให้กับลูกชาย
“ได้ครับพ่อ ผมเองก็ขอลาเอาไว้แล้วเหมือนกันเอาไว้ขายเนื้อเสร็จจะรีบกลับไปเตรียมของที่บ้านทันทีครับ”
หลี่ซ่งไป่ได้ขอลาหยุดงานเพื่อไปต้อนรับครอบครัวน้องเขยในอนาคตของเขาก่อนหน้านี้หัวหน้าไป๋ไม่เพียงแค่เรียกเขาให้กลับไปทำงานเท่านั้นแต่ยังได้สังเกตเขาจนรู้ว่าแท้จริงแล้วเขาเป็นคนที่สมถะทั้งยังตั้งใจทำงานมากอีกด้วย ดังนั้นเขาจึงได้รับมอบหมายให้เป็นพ่อค้าขายเนื้อนั่นเอง
แม้ว่าการขายเนื้อสัตว์นั้นจะไม่ได้ดีอะไรมากนักแต่ก็ยังถือว่าเป็นตำแหน่งที่สำคัญในร้านค้าสหกรณ์แห่งนี้มาก ๆอย่างน้อยเขาก็เป็นคนแรกที่รู้ว่าในแต่ละวันมีเนื้ออะไรดี ๆ มาขายบ้างเห็นได้ชัดเลยว่าแม้แต่รองหัวหน้าจางก็ได้เข้ามาหาเขาเช่นกัน เพราะหลังจากที่ภรรยาของเขาคลอดบุตรเธออยากจะให้เขาเก็บเท้าหมูเอาไว้ให้เธอสักสองชิ้น !
ในตอนนี้หลี่ซุ่นลี่ก็ได้กลับมาถึงบ้านพร้อมกับซี่โครงหมูแล้วโดยไฉเฉี่ยวเหอแม่ของหลี่โม่ลี่นั้นก็กำลังเตรียมอาหารมื้อกลางวันอยู่ซึ่งตอนนี้เพียงรอแค่ให้เนื้อสุกเท่านั้นส่วนหลี่โม่ลี่ก็กำลังทำความสะอาดบ้านอยู่
“ว้าว วันนี้คุณโชคดีได้ซี่โครงกลับมาด้วยอย่างนั้นเหรอแม้ว่ามันจะไม่ค่อยมีเนื้อ แต่ฉันคิดว่าซี่โครงแบบนี้นำมาปรุงอาหารอร่อยมาก ๆเลยล่ะ” ไฉเฉี่ยวเหอพูดขณะที่กำลังเดินเข้าไปในครัว โดยมีติงฮวาลูกสะใภ้ของเธอกำลังล้างปลาอยู่ข้าง ๆ
“แม่คะ ซี่โครงพวกนี้มีเนื้อไม่เยอะมากนัก มันจะอร่อยจริง ๆอย่างนั้นเหรอคะ ? ” ติงฮวามาจากครอบครัวที่ค่อนข้างยากจน และเธอก็ชอบเนื้อมากกว่าซี่โครงพวกนี้อีกด้วย
“มันอร่อยมากเลยล่ะ เอาไว้เมื่อถึงมื้อเที่ยง เธอก็จะรู้เองนั่นแหละ”ไฉเฉี่ยวเหอพูดกับลูกสะใภ้ของเธอด้วยรอยยิ้ม
ก่อนหน้านี้เธอได้สอบถามเกี่ยวกับครอบครัวว่าที่ลูกเขยของเธอแล้วซึ่งเธอก็ได้พบว่าทุกคนในตระกูลฟู่นั้นต่างก็เป็นคนดียกเว้นแต่พ่อของพวกเขาเท่านั้นที่ค่อนข้างทำตัวมีปัญหา
แต่เนื่องจากก่อนหน้านี้ ฟู่ต้าอันได้ช่วยพูดให้ลูกชายของเธอได้กลับไปทำงานอีกครั้งดังนั้นไฉเฉี่ยวเหอจึงรู้สึกประทับใจในตัวเขามากขึ้นยิ่งไม่ต้องพูดถึงพี่ชายที่เป็นทหารของเขาเลยและตอนนี้เธอยังได้ยินมาว่าหลานชายคนโตของเขาก็กำลังเข้าทำงานในกองทัพด้วยเช่นกัน
การดูถูกนั้นเป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์อยู่แล้วแต่ไฉเฉี่ยวเหอไม่ใช่คนแบบนั้นอย่างแน่นอน เธอให้ความเคารพต่อตัวเองและผู้อื่นเสมอทั้งยังไม่เคยตัดสินคนอื่นเพียงมองแค่รูปลักษณ์ภายนอกอีกด้วย
ยิ่งไปกว่านั้นหากลูกสาวของเธอกำลังจะสร้างครอบครัวกับใครสักคนเธอก็ต้องการแค่ให้ลูกเขยดูแลลูกสาวของเธอได้ก็พอแล้ว
ในตอนนี้หลี่โม่ลี่กลับรู้สึกไม่สบายใจเป็นอย่างมาก เธอลุกไปส่องกระจกอยู่บ่อยครั้งทั้งยังเดินออกไปหาผู้เป็นแม่ด้วยท่าทีที่เป็นกังวลอีกด้วยซึ่งเธอกำลังกลัวว่าตระกูลฟู่จะไม่ชอบเธอนั่นเอง
ไฉเฉี่ยวเหอเองสังเกตลูกสาวของเธออยู่นานแล้วก่อนที่จะยิ้มออกมาพร้อมกับมอบหมายงานให้ลูกสาวของเธอไปโดยเธอให้ลูกสาวไปทำความสะอาดชุดน้ำชาเพื่อที่จะได้นำมันไปต้อนรับแขกที่กำลังจะมาเยือน
ซึ่งก่อนหน้านี้ลูกเขยของเธอได้เล่าถึงครอบครัวของเขาให้เธอฟังบ้างแล้วโดยเขาได้บอกว่าตอนนี้แม่ของเขาได้เสียไปแล้วดังนั้นเธอจึงไม่ต้องกังวลว่าลูกสาวของเธอก็มีความขัดแย้งกับแม่สามีอีกในเรื่องของพ่อสามีนั้น ลูกเขยของเธอจะต้องจัดการเรื่องนี้ได้อยู่แล้วส่วนคนอย่างหนิวชุ่ยฮวานั้นไม่ใช่คนที่คู่ควรแก่การเคารพอยู่แล้วไฉเฉี่ยวเหอจึงไม่ได้เห็นคนแบบนั้นอยู่ในสายตาของเธอเลย
ตราบใดที่ลูกสาวของเธอเข้ากับเหล่าพี่สะใภ้ได้ดีแค่นี้ก็คงจะไม่เป็นอะไรแล้ว และอีกอย่างแม้ว่าลูกสาวของเธอจะดูเป็นคนที่อ่อนโยนแต่ที่จริงแล้วลูกสาวของเธอนั้นเป็นคนที่เข้มแข็งและฉลาดมาตั้งแต่ยังเป็นเด็กแล้วเธอจึงไม่ได้เป็นกังวลถึงเรื่องนี้มากเท่าไหร่นัก
ทันใดนั้นเองติงฮวาที่กำลังเอาน้ำล้างปลาไปเทใส่ต้นไม้บริเวณลานบ้านก็ได้สังเกตเห็นคนกลุ่มใหญ่กำลังเดินมาที่ประตูรั้วหน้าบ้านของพวกเธอโดยหนึ่งในนั้นมีชายคนสวมชุดทหารอยู่ และครอบครัวนี้ก็ดูดีกันทุกคนอีกด้วย
ก่อนหน้านี้ติงฮวาได้พบกับน้องเขยของเธอแล้วและเขาก็เป็นคนที่หน้าตาดีมากคนหนึ่งซึ่งเธอเองก็ไม่คิดเลยว่าสมาชิกของตระกูลฟู่จะหน้าตาดีทุกคนแบบนี้ !เมื่อเห็นเช่นนั้น เธอก็ถึงกับตกตะลึงจนทำอะไรไม่ถูกไปครู่หนึ่งก่อนจะรีบวิ่งกลับเข้าไปข้างในบ้านทันที
“พ่อคะ แม่คะ โม่ลี่ ตอนนี้ครอบครัวของต้าอันมาถึงแล้ว !และเหล่าพี่สะใภ้ของเธอก็มาด้วยเหมือนกัน ! ”