ฉินลู่นั่งตรงขอบเตียงของผางเชาพร้อมยื่นมือออกไปจับชีพจรเขา
“ตอนนี้ยังไม่ต้องพูดอะไร หายใจเข้าลึกๆแล้วกลั้นเอาไว้”
ผางเชาพยักหน้าก่อนสูดหายใจลึก จากนั้นก็กลั้นลมไว้
“โอเคแล้ว” ผ่านไปสักพักฉินลู่ก็คลายมือออกและพูดว่า “ตอนนี้ฉันพอจะเข้าใจว่าร่างกายนายกำลังบอกอะไรกับฉันแล้วล่ะไม่ถือว่าแย่มาก ยังพอรักษาได้อยู่”
ผางเชาพ่นลมหายใจที่กลั้นไว้ออกมา จากนั้นก็ถามต่อว่า “งั้นจะเริ่มทำการรักษาตอนนี้เลยใช่ไหม”
ฉินลู่ส่ายหน้าไปมาเบาๆ “สภาพร่างกายของนายตอนนี้ยังไม่เหมาะที่จะทำการรักษาต้องพักฟื้นอีกสักระยะก่อน”
“พักฟื้นเหรอ” ผางเชาพูดอย่างลำบากใจ “นายก็รู้ว่าฉันไม่มีเวลาแล้วถ้าให้รออีกสักพักล่ะก็ ไม่แน่ว่าฉันอาจจะไม่ไหวแล้วก็ได้นะ”
“ไม่หรอก” ฉินลู่หัวเราะพลางส่ายหน้าไปมาจากนั้นก็หยิบเอากระดาษกับปากกาออกมาจากกระเป๋า เขาเขียนพลางพูดว่า “เดี๋ยวฉันจ่ายยาสมุนไพรจีนที่ช่วยบำรุงร่างกายให้ นายตุ๋นยาและดื่มมันตามปริมาณและวิธีที่ฉันบอกดื่มประมาณ 2 สัปดาห์ ร่างกายนายก็จะกลับมาเหมือนคนปกติแล้วล่ะพอถึงตอนนั้นเราค่อยมารักษามะเร็งของนายกัน วิธีนี้ช่วยย่นระยะเวลาการรักษาได้ถึงครึ่งหนึ่งเลยนะ”
“เข้าใจแล้ว ฉันจะดื่มยาให้ตรงเวลา”ผางเชาพยักหน้า รับเอาส่วนประกอบกับขั้นตอนการปรุงยาจากมือฉินลู่มา
“งั้นก็โอเคเลย นายพักฟื้นร่างกายให้ดีก่อนก็แล้วกัน”
พูดจบ ฉินลู่ก็หันไปส่งสายตาให้กับคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าประตูห้องไอซียูเพื่อบอกว่าไปกันเถอะจากนั้น ทุกคนก็กลับออกมา
ณ ระเบียงทางเดิน กงผิงที่ยืนอยู่ข้างๆ ฉินลู่ถามขึ้นมาว่า “หมอฉิน ตอนนี้ร่างกายของผางเชาเป็นอย่างไรบ้าง ยังรักษาได้ไหม”
“ผมมั่นใจประมาณ 80% ครับ ตอนนี้ต้องรอให้ร่างกายเขาฟื้นฟูก่อนถึงสามารถผ่าตัดเปิดหน้าอกได้”ฉินลู่พูดตอบอย่างมั่นใจ
“หมอฉิน” หมอหลี่ที่อยู่ใกล้ๆถามขึ้นมาว่า “ตอนที่คุณทำการผ่าตัด ให้เราเข้าไปดูด้วยได้ไหมคะพวกเราอยากรู้จริงๆ ว่าคุณจะผ่ามะเร็งออกอย่างไร”
ฉินลู่หัวเราะพลางส่ายหน้าไปมาและพูดว่า “อาจารย์ตั้งกฎเอาไว้ว่า วิชาลับทางการแพทย์บางศาสตร์ไม่สะดวกที่จะเปิดเผยให้คนนอกรู้เข้าใจผมหน่อยนะครับ”
“แบบนี้เองเหรอคะ...” หมอหลี่พูดอย่างสิ้นหวัง
“วิชาลับทางการแพทย์อะไรกันฉันว่าวิชาหลอกลวงมากกว่าล่ะมั้ง” หมอจ้าวที่อยู่ข้างๆ พูดอย่างไม่แยแส
“หมอจ้าว นายจะพูดอะไรก็ช่วยคิดก่อนนิดนึงได้ไหม!”กงผิงพูดด้วยน้ำเสียงตำหนิ
“พวกคุณกำลังโดนเขาหลอกโดยไม่รู้ตัวนะครับ” หมอจ้าวทิ้งประโยคนี้ไว้แล้วเดินจากไปทันที
“ขอโทษด้วยนะหมอฉิน เพราะเขายังไม่รู้จักนายมากพอเลยเป็นแบบนี้น่ะ”กงผิงพูดขอโทษฉินลู่อย่างทำหน้าไม่ถูก
“ไม่เป็นไรครับ ผมชินแล้วเมื่อต้องเผชิญหน้ากับสิ่งที่อยู่นอกเหนือความรู้ความสามารถของตัวเองคนเราก็มักจะเป็นแบบนี้เสมอ” ฉินลู่ไม่ได้ถือโทษท่าทีของหมอจ้าวเลยแม้แต่น้อยเพราะอย่างไรเสีย เขาเองก็ไม่ได้ตั้งใจ เพียงแต่เขาไม่รู้จริงๆ
หมอกงกับหมอหลี่เดินมาส่งฉินลู่กับเซี่ยหลิงถึงหน้าประตูทางเข้าโรงพยาบาลอันดับสองเมืองจิงเฉิงและขึ้นรถอาวดี้ไป
“ฉินลู่นายพาฉันถ่อมาถึงมาที่นี่แค่เพื่อจ่ายยาสมุนไพรให้เขาเท่านั้นเหรอ แค่นี้จริงๆเหรอ” เซี่ยหลิงขึ้นไปนั่งบนรถและหันมาถามฉินลู่อย่างสงสัย
ฉินลู่ยักไหล่เบาๆ “ฉันบอกเธอแล้วนี่ว่าไม่ต้องมาแต่เธอก็จะมาให้ได้ สภาพร่างกายของเขาแย่ขนาดนั้นไม่มีทางทนรับการผ่าตัดจนเสร็จได้อยู่แล้วดังนั้น ที่ฉันมาหาเขาครั้งนี้ก็เพื่อดูว่าสภาพร่างกายของเขาเป็นอย่างไรจะได้ช่วยแนะนำวิธีบำรุงร่างกายให้เขา”
“แล้วทำไมไม่บอกแบบนี้ตั้งแต่แรก”เซี่ยหลิงพูดอย่างไม่พอใจ
“ถึงฉันบอกเธอแบบนั้น เธอก็ไม่มีทางเชื่อหรอกถูกไหมล่ะ เธอไม่รู้ตัวเลยเหรอว่าตัวเองเป็นคนอย่างไรต่อให้ฉันบอกไปเธอก็ไม่มีทางเชื่อ และคงคิดว่าฉันกำลังโกหกเธอแน่”ฉินลู่พูดอย่างช่วยไม่ได้
“นาย...” เซี่ยหลิงพูดไม่ออก
ด้วยความโมโหเซี่ยหลิงจึงขับรถพาฉินลู่มาส่งที่หน้าประตูทางเข้าชุมชนฝานหวาโดยเงียบตลอดทาง
“ลงไป” เซี่ยหลิงพูดหน้านิ่ง
ฉินลู่ทำหน้าเหมือนคนโดนรังแก“น้ำเสียงเธอไม่ดีเลย!เรื่องนี้ไม่ใช่ความผิดของฉันคนเดียวนะเธอเองก็มีส่วนผิดที่ยืนยันจะไปกับฉันให้ได้ แล้วตอนนี้ยังจะมาเหวี่ยงใส่ฉันอีก”
“ลงไป!”
“ก็ได้ เธอมันเก่ง!” ฉินลู่ลงรถมาอย่างหัวเราะไม่ออกร้องไห้ไม่ได้จากนั้นรถอาวดี้ก็ขับหายออกไปนอกเขตชุมชนทันที
“ยัยผู้หญิงคนนี้...” ฉินลู่ส่ายหน้าไปมาอย่างอดไม่ได้จากนั้นก็เดินเข้าประตูตึก ขึ้นบันได ก่อนเดินเข้าห้องไป
หลังกลับมาถึงบ้านแล้วสิ่งแรกที่ฉินลู่ทำก็คือเข้าไปในห้องครัวพร้อมหยิบสมุนไพรยาจีนใส่ลงหม้อแล้วเปิดเตาตุ๋นทันที
1 ชั่วโมงผ่านไป ยาจีนก็ตุ๋นจนได้ที่ในขณะที่ฉินลู่กำลังจะยกยาจีนในหม้อดินไปเทใส่อ่างอาบน้ำ จู่ๆก็นึกขึ้นได้ว่าตัวเองยังไม่ได้กินข้าวเย็นเลย
“เซี่ยหลิงคนนี้คุยกันไว้ว่าจะเลี้ยงข้าวฉันถ้าพาไปโรงพยาบาลด้วย ไม่รู้จักรักษาคำพูดเอาเสียเลย”ฉินลู่บ่นพึมพำ พร้อมหาฝามาปิดไว้บนหม้อดินแล้วเดินออกจากบ้านไป
ในบ้านของฉินลู่นอกจากยาจีนแล้วก็ไม่มีวัตถุดิบที่ใช้ทำอาหารได้เลยแต่ละมื้อของเขาถ้าไม่ได้กินที่ร้านอาหารก็จะสั่งเดลิเวอร์รี่เอา ดังนั้นพอหิวขึ้นมาจึงต้องออกไปหากินข้างนอก
“พอครบรอบบิลค่าเช่าห้องเดือนนี้แล้วฉันว่าฉันหาคนมาหารค่าห้องด้วยดีกว่า ฉันยอมจ่ายค่าห้องมากกว่าแบบนี้อีกฝ่ายน่าจะช่วยแก้ปัญหาเรื่องอาหารการกินได้บ้าง”
ฉินลู่คิดพลางอดทนต่อเสียงท้องที่กำลังส่งเสียงร้อง“จ๊อกๆ” เป็นพักๆ
เขาเดินเข้าไปในร้านอาหารเล็กๆที่อยู่นอกเขตชุมชนด้วยความหิวโหย
แต่พอเดินเข้าไปใกล้ร้านกลับพบว่ามีผู้คนมากมายยืนมุงอยู่นอกร้าน กำลังพูดวิจารณ์กันอยู่อย่างไม่ขาดสาย
“เกิดอะไรขึ้น” ฉินลู่ขมวดคิ้วมุ่นและเดินเข้าไปใกล้
เขาเห็นลุงเมิ่งที่กำลังนอนจมกองเลือดอยู่ทันทีภายในร้านอาหารเล็กๆ มีข้าวของเกลื่อนกลาดเต็มไปหมดหม้อกะทะและจานชามแตกกระจัดกระจายไปทั่วพัดลมที่ติดอยู่บนเพดานกับก้อนอิฐก็ถูกทุบตีจนพังเละไปหมด
“นี่มันเรื่องอะไรกันแน่ เกิดอะไรขึ้น”ฉินลู่ดึงคนที่ยืนดูเหตุการณ์อยู่ใกล้ๆ มาถาม
“ฉันก็ไม่ค่อยแน่ใจเหมือนกัน” คนๆนั้นส่ายหน้าเบาๆ
ฉินลู่หันไปพูดกับเพื่อนบ้านที่ดูคุ้นหน้าอีกคน“สวัสดีครับ ขอถามหน่อยได้ไหมว่าที่นี่เกิดอะไรขึ้นเมื่อกี้”
เพื่อนบ้านคนนั้นเป็นหญิงวัยกลางคน เธอหันกลับมา พอเห็นว่าเป็นฉินลู่จู่ๆ ก็ทำหน้าตื่นขึ้นมาทันที พูดกับฉินลู่อย่างร้อนรนว่า“ยังจำพวกนักเลงที่นายไล่ตะเพิดออกไปครั้งก่อนได้ไหม ไม่รู้ว่าทำไมพวกนั้นติดคุกอยู่แค่ไม่กี่วันก็ถูกปล่อยตัวออกมาแล้วและพวกมันก็ไม่ชอบหน้าพี่เมิ่งมาตั้งนานแล้วด้วย เมื่อกี้นี้พวกนักเลงประมาณ 10กว่าคนพากันมาทำลายข้าวของในร้านจนหมด ประชาชนตาดำๆอย่างเราจะกล้าเข้าไปช่วยได้อย่างไร ไอ้พวกนักเลงยังถือไม้กระบองกันมาด้วยท่าทางดูโหดเหี้ยมไร้คุณธรรม พวกเราทำได้แค่โทร.แจ้งเบอร์ 110 กับ 120 แต่จนถึงตอนนี้แล้วพวกเขายังไม่มาเลย”
ฉินลู่พยักหน้าเล็กน้อย ก่อนเดินเบียดฝูงชนเข้าไปด้วยสีหน้าเคร่งเครียดนั่งยองที่ข้างตัวลุงเมิ่ง ตรวจเช็กอาการบาดเจ็บของเขาจากนั้นก็ยื่นมือขวาออกไปจับชีพจรพร้อมหลับตาลง
ฝูงคนที่มุงดูอยู่ส่วนมากรู้จักฉินลู่ และรู้ว่าเขาเป็นหมอพอทุกคนเห็นว่าเขากำลังตรวจดูอาการบาดเจ็บของลุงเมิ่งอยู่ก็พากันเงียบเสียงลง
ฉินลู่ขมวดคิ้วเล็กน้อย
อาการบาดเจ็บของลุงเมิ่งไม่ถือว่ารุนแรงมากแต่ก็ใช่ว่าจะไม่อันตราย ถ้าไม่ทำการกู้ชีพทันที อาจมีอันตรายถึงชีวิตได้
ฉินลู่ไม่รอช้า รีบหยิบเอาแผงเข็มออกมาจากกระเป๋าดึงเข็มออกมา 3 เล่ม จัดท่านอนของลุงเมิ่งให้นอนเรียบกับพื้นแล้วทำการฝังเข็มลงไปยังจุดเหรินจง[1] จุดไป่ฮุ่ย[2]และจุดหย่งเฉวียน[3] จากนั้นก็ใช้เทคนิคการกระตุกเข็มเพื่อกระตุ้นเส้นลมปราณ
[1] จุดเหรินจง คือ จุดบริเวณร่องเหนือริมฝีปาก
[2] จุดไป่ฮุ่ย คือ จุดกึ่งกลางกะโหลก
[3] จุดหย่งเฉวียน คือ จุดกึ่งกลางฝ่าเท้า