บทที่ 23 พายุทราย
แม้ว่าเขาจะโลภอยากได้รางวัลจากการล่าอูฐ แต่เฉียวซู่ก็ไม่ได้คิดจะลงมือกับฝูงอูฐที่อยู่ตรงหน้า
ที่เขาฆ่างูแซมโมฟิสนั้นเป็การป้องกันตัว ส่วนที่ฆ่างูแบล็กแมมบาก็เพราะมันบุกรุกเข้ามาในเขตของเขา ซึ่งเป็ภัยคุกคามต่อชีวิตเขาเอง
แต่ถ้าเขาลงมือกับสัตว์ป่าเหล่านี้เพื่อรางวัล ‘นักล่า’ อย่างตามใจชอบ แบบนั้นตัวเขาจะไปต่างอะไรกับพวกนักล่าเถื่อนกัน?
[ฮ่า ๆ ๆ อูฐตัวน้อยนั่นน่ารักจัง เดินอยู่ดี ๆ ก็ล้มไปเองเฉยเลย]
[เป็ครั้งแรกเลยที่ได้เห็นอูฐตัวใหญ่ขนาดนี้ พวกมันหน้าตาดูซื่อบื้อดีเนอะ]
[พี่ซู่ไม่คิดจะจับไปเลี้ยงสักตัวเหรอ? อยู่ในทะเลทรายทั้งทีจะขาดอูฐไปได้ไง?]
[เอาไปเลี้ยงตัวเดียวไม่พอหรอก ถ้าให้ฉันพูดแล้วละก็ พี่ซู่ควรเอาไปทั้งฝูง]
ดวงตาของเฉียวซู่สั่นไหวเล็กน้อย
เลี้ยงอูฐเหรอ?
เขาเหลือบมองฝูงอูฐที่อยู่ไม่ไกล
ที่ด้านหน้าสุดของฝูงอูฐ อูฐตัวหนึ่งที่มีขนาดใหญ่ต่างจากพวกอย่างเห็นได้ชัดกำลังเฝ้าดูรถออฟโรดอย่างระมัดระวัง
รูปร่างของอูฐตัวนี้สูงใหญ่ กระดูกของมันค่อนข้างแข็งแรง เห็นได้ชัดว่ามันเป็จ่าฝูง
“พวกคุณรู้รึเปล่า? มีอูฐหนอกเดียวประมาณ 13 ล้านตัวบนโลกใบนี้ และในทะเลทรายโกบีบางพื้นที่มีอูฐเป็ยานพาหนะหลักของคน ซึ่งในแต่ละบ้านจะเลี้ยงอูฐอย่างน้อยหนึ่งตัวหรือมากกว่าสิบตัว”
“อูฐจำนวนมากมายขนาดนี้ นอกจากบางส่วนที่เป็ลูกของอูฐในบ้านที่เลี้ยงไว้ อูฐส่วนใหญ่เป็อูฐที่ถูกจับจากป่าเพื่อมาฝึกให้เชื่อง และขั้นตอนการฝึกก็ไม่ได้เป็มิตรกับพวกมันอย่างที่ทุกคนคิด”
เฉียวซู่หยุดรถออฟโรด เขานั่งบนที่นั่งคนขับ ค่อย ๆ ลูบนิ้ววนไปมาบนขนท้องของอาหลี
“การฝึกอูฐให้เชื่องเป็เื่ที่ยุ่งยากมากอย่างหนึ่ง อูฐที่โตเต็มวัยจะมีน้ำหนัก 450-600 กิโลกรัม เมื่อมันคลุ้มคลั่ง ชายฉกรรจ์มากกว่าสิบคนก็เอาไม่อยู่”
“อย่างไรก็ตาม อาวุธที่แข็งแกร่งที่สุดของมนุษย์ไม่ใช่ร่างกายหรือจิตใจ แต่เป็ปัญญา เมื่อหลายพันปีก่อน ผู้คนในดินแดนนี้ได้คิดค้นวิธีการฝึกที่ทั้งฉลาดทั้งโหดร้าย
ผู้ฝึกอูฐจะฝังเสาไม้ที่พันด้วยด้ายสีแดงลงบนพื้นแล้วมัดอูฐแรกเกิดไว้ตรงนั้น แน่นอนว่าอูฐตัวน้อยไม่ยอมแพ้ต่อเสาไม้อย่างง่าย ๆ มันจะดึงเชือกอย่างสุดแรงเพื่อให้เสาไม้ล้มลง
แต่อูฐตัวน้อยไม่รู้ว่าเสาไม้ที่ดูเหมือนไม่มีอะไรนั้นจริง ๆ แล้วจมลึกอยู่ในดิน แถมส่วนโคนยังถูกมัดไว้กับก้อนหินหนัก ๆ อีกด้วย แม้จะเป็อูฐตัวผู้ที่โตเต็มวัยก็ไม่สามารถดึงมันออกมาได้ จากกลางวันเป็กลางคืน อูฐตัวน้อยยังคงดิ้นรนต่อสู้กับเสาไม้ที่ไม่มีทางดึงออกมา จนเมื่อมันเข้าใจแล้วว่าตนไม่สามารถหลุดพ้นจากพันธะนั้นได้จึงยอมจำนน
รอจนอูฐที่ไม่มีแรงเหลือยอมจำนนแล้ว ผู้ฝึกอูฐจะสอดแท่งไม้เข้าไปในจมูกของมัน ซึ่งที่ปลายอีกด้านของแท่งไม้จะผูกกับเชือกสีแดง จมูกเป็ส่วนที่อ่อนแอที่สุดของอูฐ บวกกับเชือกสีแดงที่ฝังลึกอยู่ในใจของมัน นับแต่นั้นเป็ต้นมา ตราบใดที่เ้าของถือสายบังเหียนไว้ในมือ และค่อย ๆ ดึงไม้บนจมูก อูฐก็จะเดินตามไปอย่างเชื่อฟัง”
หลังจากพูดคุยกันเป็เวลานานเฉียวซู่ก็รู้สึกกระหายน้ำ เขาหยิบกระติกน้ำขึ้นมาดื่มไปอึกใหญ่แล้วจึงพูดต่อ
“ดังนั้น ที่คุณมักจะเห็นฝูงอูฐเดินทางอยู่ในทะเลทราย อูฐเ่าั้จะมีแท่งไม้ติดอยู่ในจมูก นั่นคือสุดยอดวิธีที่มนุษย์ใช้ฝึกอูฐให้เชื่อง ซึ่งใช้หลักการเดียวกับห่วงจมูกของวัวเพื่อทำการเกษตร”
“อูฐเป็สัตว์ในทะเลทรายที่เ้าอารมณ์อย่างมาก อาศัยการฝึกด้วยกำลังบังคับนั้นครั้นแต่จะไม่เป็ผล นับประสาอะไรกับอูฐทั้งฝูง”
เฉียวซู่มองฝูงอูฐที่ค่อย ๆ เดินห่างออกไป ถอนหายใจออกมาหนึ่งครั้ง “เพราะอย่างนั้นก็เป็เพื่อนบ้านที่ดีกับพวกมันไปก่อนเถอะ เื่จะฝึกอะไร ค่อยว่ากันภายหลัง”
ฝูงอูฐค่อย ๆ เคลื่อนตัวย้อนแสงตะวันไปทางทิศตะวันออก ไม่นานก็หายไปจากสายตาทุกคน
เฉียวซู่มองยังทิศทางที่ฝูงอูฐเคลื่อนจากไปอย่างครุ่นคิด
หรือไม่พวกมันก็รู้ว่ามีโอเอซิสอยู่ทางทิศตะวันออก นั่นคือจุดหมายของพวกมันเหรอ?
เฉียวซู่จดจำจำนวนของฝูงอูฐรวมถึงรูปร่างลักษณะของผู้นำอูฐอย่างเงียบ ๆ
เขามีความรู้สึกว่าโชคชะตาของเขากับอูฐฝูงนี้จะไม่จบลงแค่นี้แน่
หลังจากบอกลาฝูงอูฐแล้ว เฉียวซู่ก็ขับรถออฟโรดไปยังทิศตะวันตก
เมื่อเฉียวซู่ขับลึกเข้าไปเรื่อย ๆ เขาพบว่าที่พื้นดินทรายและฝุ่นเริ่มปลิวฟุ้ง
ในเวลาเดียวกัน ลมเหนือของทะเลทรายก็รุนแรงขึ้น
เฉียวซู่มองดูท้องฟ้า เขาเปิดหน้าต่างรถด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “ลมนี่ ดูไม่ค่อยจะปกตินะ... แค่ก ๆ แหวะ...”
เพิ่งพูดออกไปได้ประโยคเดียว เฉียวซู่ก็กินทรายเข้าไปเต็มปาก เขาก้มหน้าลงถุยฝุ่นทรายออกจากปากอยู่สองสามครั้ง
อาหลีน้อยที่อยู่ในอ้อมแขนสะบัดทรายออกจากหัว ดวงตาของมันมองเฉียวซู่ด้วยความคับแค้นใจ
ทรายเข้าปากนายแล้วเกี่ยวอะไรกับฉันด้วย ทำไมถึงถุยทรายลงบนหัวฉันล่ะ?
ฟิ่วว ฟิ่วว ฟิ่ววว
ในเวลานี้ เฉียวซู่ไม่มีเวลาสนใจกับความรู้สึกของอาหลีน้อย เขาััได้ว่าลมได้พัดหอบทรายสีเหลืองมาด้วย และหน้าต่างของรถก็ถูกปกคลุมไปด้วยฝุ่นอย่างรวดเร็ว
“แม่งเอ๊ย ซวยโคตร ๆ นี่มันพายุทราย!”
พายุทรายคือสภาพอากาศที่เป็ภัยซึ่งมีเฉพาะในพื้นที่แห้งแล้งรวมถึงกึ่งแห้งแล้ง พายุเหล่านี้อาจทำให้บ้านทะลาย การจราจรและไฟฟ้าขัดข้อง ไฟไหม้ ทั้งยังมีการาเ็ล้มตายของมนุษย์และสัตว์ แถมพายุเหล่านี้ยังสามารถสร้างมลพิษต่อสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติในวงกว้าง ทั้งยังทำลายการเจริญเติบโตของพืชผล
แม้มันอาจจะไม่รุนแรงเท่าสึนามิหรือแผ่นดินไหว แต่มีเพียงผู้ที่ได้พบเจอกับมันจัง ๆ เท่านั้นที่รู้ว่ามันน่ากลัวแค่ไหน
มันเหมือนกับยมทูตมือใหม่ที่ไม่รู้ตื้นลึกหนาบาง คิดเพียงแต่จะเก็บกวาดชีวิตในทะเลทรายอย่างโเี้
เกือบจะในทันทีที่เกิดพายุรุนแรงขึ้นในทะเลทราย ความมืดมิดพลันเข้าปกคลุมทั่วทั้งท้องฟ้าและผืนดิน
ทุกที่เต็มไปด้วยกรวดทรายที่ปลิวว่อนอย่างรวดเร็ว และฝุ่นที่ทำให้คนหายใจไม่ออก
อาหลีน้อยในอ้อมแขนของเฉียวซู่เริ่มสั่นเทา เห็นได้ชัดว่าเ้าตัวเล็กรู้ดีว่าพายุทรายแบบนี้ทรงพลังขนาดไหน ใน่เวลาเพียงพริบตาก็สามารถคร่าชีวิตจิ้งจอกไปได้ไม่รู้กี่ตัว
ขณะที่ปลอบใจเ้าตัวน้อย เฉียวซู่ก็สังเกตดูสภาพของรถ เขาอดไม่ได้ที่จะยิ้มอย่างขมขื่น
รถออฟโรด BAIC Zhanqi นั้นค่อนข้างทนทาน แต่มันมีลักษณะพิเศษอยู่อย่าง นั่นคือวัสดุที่เพดานเบาะหลังทำจากหนังนุ่ม...
หลังคาประเภทนี้ง่ายต่อการถอดชิ้นส่วนและทำความสะอาด แต่เมื่อเจอกับพายุทรายขนาดใหญ่ก็จะถูกฉีกให้ขาดได้ในทันที
ถึงตอนนั้น เขาและอาหลีจะจมไปในพายุทรายทันที และรถทั้งคันก็อาจถูกฝังอยู่ในทราย
โดรนลูกบอลอันเล็กกำลังถ่ายทำอยู่นอกรถ ขณะนี้ พายุทรายเริ่มใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ แม้แต่มันก็เริ่มจะทนไม่ไหว กล้องนั้นสั่นอย่างรุนแรง
[ให้ตายเถอะ หยุดสั่นได้แล้ว ฉันเวียนหัวกับภาพจนจะอ้วกแล้ว]
[รีบหนีสิพี่ซู่ พายุทรายใหญ่ขนาดนี้ฝังพี่ในคราวเดียวได้เลยไม่ใช่เหรอ?]
[รู้สึกว่าคราวนี้เ้าของไลฟ์จะดวงตกสุด ๆ เลย]
[รออะไรอยู่ รีบโทรแจ้งตำรวจสิ!]
[ทะเลทรายเป็เขตไร้ผู้คนนะพี่ชาย กว่าตำรวจจะมาพี่ซู่ก็คงได้กลายเป็มัมมี่ไปแล้ว]
เฉียวซู่ไม่มีเวลามาตอบคอมเมนต์แล้ว สมองของเขาเริ่มทำงานอย่างรวดเร็ว พยายามคิดหาทางเอาชีวิตรอด
วินาทีต่อมา เฉียวซู่กัดฟันและควบคุมรถออฟโรดให้เลี้ยวหักศอกไปด้านหลังอย่างรวดเร็ว