อรรถพลไม่ได้นอนเลยทั้งคืน
สภาพห้องคอนโดของเขาสะท้อนความโกลาหลในหัวได้อย่างชัดเจน ประวัติการค้นหาในแล็ปท็อปคือสุสานของทฤษฎีที่ล้มเหลว ไม่มีตรรกะข้อไหนในโลกวิทยาศาสตร์ที่อธิบายเหตุการณ์ในลานจอดรถนั่นได้
ที่สุดแล้ว เขาก็ลากสังขารตัวเองมายังบริษัท ดุจเทพสร้าง ด้วยเหตุผลง่ายๆ ข้อเดียว: มันคือจุดเกิดเหตุ
บรรยากาศในออฟฟิศที่แสนจะธรรมดายิ่งทำให้เขารู้สึกแปลกแยก อีเมลแจ้ง "ลาป่วย" ของคุณวิศวะ และไฟล์กล้องวงจรปิดที่ "เสียหาย" อย่างน่าสงสัย ตอกย้ำว่าทุกช่องทางแห่งเหตุผลได้ถูกปิดตายลงแล้ว
่บ่าย อรรถพลเดินออกมาสงบสติอารมณ์นอกอาคาร และสายตาของเขาก็หยุดลงที่ศาลพระภูมิไม้สักใต้ต้นโพธิ์ใหญ่ ขณะที่เขาเดินเข้าไปใกล้ ลมวูบหนึ่งพัดสวนเข้ามาอย่างประหลาด มันเย็นกว่าอากาศยามบ่ายอย่างชัดเจนจนเขาััได้ ใบโพธิ์บนต้นไหวพลิ้ว ส่งเสียงเสียดสีกัน "ซู่...ซู่..." ราวกับเสียงกระซิบเตือน
เขาซ่อนแก้วกาแฟเย็นไว้ด้านหลังขณะเดินกลับมาจากร้าน บ้าที่สุด...นี่เรากำลังจะทำอะไรกันแน่
อรรถวางแก้วกาแฟลงบนแท่นบูชาอย่างเก้ๆ กังๆ เขารู้สึกได้ถึงเหงื่อที่ซึมออกมาจากฝ่ามือจนแก้วเกือบจะลื่นหลุด ตามหลักเหตุผลของวิศวกร...นี่มันเื่เปล่าประโยชน์สิ้นดี
เขายกมือขึ้นพนม รู้สึกถึงอาการสั่นเล็กน้อยที่ปลายนิ้ว และหัวเข่าที่อ่อนแรงลงนิดๆ "เอ่อ...สวัสดีครับ" เขาพึมพำเสียงเบา "ผมไม่รู้ว่ามีใครอยู่รึเปล่า...แต่ถ้าคุณเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับพี่วิศวะเมื่อคืนนี้...ช่วยส่งสัญญาณอะไรบางอย่างได้ไหมครับ อะไรก็ได้...ผมแค่อยากรู้ว่าผมไม่ได้บ้าไปคนเดียว"
ความเงียบคือคำตอบ
เขารออยู่เกือบนาทีเต็ม รู้สึกสมเพชตัวเองขึ้นมาจับใจ ก็คงไม่มีอะไรหรอก... อรรถกำลังจะหันหลังกลับ...
กริ๊ก...
เสียงเล็กๆ ดังขึ้น แก้วกาแฟพลาสติกสั่นะเืเบาๆ บนแท่นวาง ลมที่เคยพัดพลันหยุดนิ่งลงทันที เสียงใบไม้ที่เสียดสีกันเงียบสนิท บรรยากาศรอบตัวตกอยู่ในความเงียบงันจนน่าอึดอัด อรรถรู้สึกเหมือนอากาศรอบศาลพระภูมิหนาแน่นขึ้น และได้กลิ่นธูปจางๆ ที่ไม่เคยมีมาก่อนลอยมาแตะจมูก
แล้วเสียงยานคางเหมือนคนแก่ขี้บ่นก็ดังขึ้นจากในศาลพระภูมิอย่างชัดเจน
"แหม...นึกว่าจะไม่มาซะแล้วนะพ่อหนุ่ม"
อรรถสะดุ้งสุดตัว ขนลุกซู่ไปทั้งร่าง
"แล้วนี่อะไรกัน...ดับเบิลเอสเปรสโซ่ ไม่หวาน?" เสียงนั้นบ่นต่อ "เห็นข้าเป็โปรแกรมเมอร์ที่ต้องปั่นงานโต้รุ่งรึไง? คราวหน้าขอเป็คาราเมลมัคคิอาโต้ปั่น เพิ่มวิปครีมด้วยนะ จะได้มีแรงดูละครตอนจบ!"