อาวุธมนุษย์เกิดใหม่เป็นเจ้าชายขยะ ในโลกที่ตัดสินว่าเวทมนต์คือทุกสิ่ง

    บทที่ 48 อวัยวะเทียม

            เรเวนรู้สึกเหมือนกับว่าตัวเธอกำลังลอยอยู่ท่ามกลางความมืดมิดแต่ร่างกายของเธอเหมือนจะแหลกเป็นเสี่ยง ๆ ทั้งยังอ่อนล้าไร้เรี่ยวแรงจนเกินกว่าจะขยับไหว หนังตาหนักอึ้งคล้ายไม่ต้องการที่จะลืมตาขึ้นมาอีก ความรู้สึกเหล่านี้ทำให้เรเวนอยากจะนอนอยู่แบบนี้ต่อไปเรื่อย ๆ ไม่ต้องการฝืนขยับตัวเลยสักนิด ขณะที่เวลากำลังล่วงผ่านไปเรื่อย ๆ

            เธอก็รู้สึกเหมือนกับว่าปากของเธอจะถูกจับอ้าออกแล้วยัดอะไรบางอย่างเข้ามาในปากเธอ จากนั้นเธอก็รู้สึกได้ถึงรสชาติที่คุ้นเคยมันเป็นรสชาติของซอสที่ใช้ราดสเต๊ก ก่อนที่แสงจะชำแรกผ่านดวงตาของเธอทีละน้อย

            เรเวนลืมตาตื่นขึ้นมาพบว่าตัวเธอตอนนี้นอนอยู่บนพื้นภายในบ้านของเจค เธอพยายามฝืนลุกขึ้นมานั่งรู้สึกได้ถึงร่างกายที่ล้าจนถึงขีดสุด อะไรบางอย่างหล่นลงจากปากเธอลงบนตัก ได้ยินเสียงของเออร์วินถามขึ้นข้าง ๆ ว่า

            “พี่สาวตื่นแล้วเหรอครับ”

            เรเวนหันไปมองเห็นเด็กผู้ชายที่มีใบหน้าคล้ายเด็กผู้หญิงนั่งขัดสมาธิข้าง ๆ เธอ ในมือของเขาถือสเต๊กชิ้นหนึ่ง เรเวนมองสเต๊กในมือเขาก่อนจะนึกอะไรขึ้นมาด้วยการก้มมองตักตัวเองพบว่ามีสเต๊กชิ้นหนึ่ง เธอรีบหันไปมองเออร์วินด้วยสายตาคาดคั้น แต่เออร์วินกลับตอบมาด้วยสายตาที่ใสซื่อ

            “พอดีผมเห็นว่าพี่สาวเหนื่อยจนสลบเลยกลัวว่าพี่สาวอาจจะหิวตายได้น่ะครับ ผมก็เลยยัดสเต๊กเข้าไปในปากพี่สาวเผื่อที่ว่าพี่สาวจะได้นอนไปด้วยกินไปด้วยน่ะครับ”

            เรเวนจ้องหน้าอัน(เหมือนจะ)ใสซื่อแล้วรู้สึกอยากจะเขกหัวเจ้าเด็กคนนี้ขึ้นมาทันทีแต่ติดที่ตอนนี้เธอไม่เหลือแรงจะทำแบบนั้น เธอมองที่แขนและที่ขาพบว่าตอนนี้ใส่กำไลเหล็กที่ข้อมือและที่ข้อเท้าแบบเดียวกับเจค

            นึกย้อนไปก่อนที่จะออกวิ่งตอนเช้ามืดในวันนี้เออร์วินยื่นปลอกแขนเหล็กให้เธอสวม ทั้งยังบอกว่าจากนี้ไปเธอต้องสวมตลอดเวลาเว้นแต่ตอนนอนกับตอนอาบน้ำ เธอรับมาพบว่ามันหนักไม่มาก เออร์วินบอกเธอว่ามันหนักแค่อันละสองกิโลกรัมเท่านั้นเมื่อรวมทั้งสี่อันก็เป็นแปดกิโลกรัม เรเวนไม่เข้าใจว่าหน่วยวัดกิโลกรัมนี้คืออะไรเธอไม่เคยเห็นใครใช้หน่วยวัดแบบนี้มาก่อน แต่เธอก็ไม่ได้ถามอะไรเพราะเห็นว่าไม่ใช่เรื่องแปลกที่เด็กคนนี้มักจะพูดคำศัพท์ที่เธอไม่รู้จัก

            เรเวนรับกำไลเหล็กมาสวมแบบไม่คิดอะไรมากพบว่ามันก็ไม่เท่าไหร่ จนเมื่อเธอเริ่มวิ่งไปสักพักก็เริ่มรู้สึกเหมือนร่างกายมันถูกถ่วงราวกับว่ากำลังลุยน้ำ ทุกย่างก้าวของเธอเริ่มหนักขึ้นเรื่อย ๆ ยิ่งวิ่งยิ่งรู้สึกยากลำบาก จนเธอเปลี่ยนเป็นเดินก็ยังต้องใช้กำลังอันมหาศาลในการก้าวแต่ละก้าว จนเมื่อเธอลากสังขารมาถึงที่หน้าบ้านของเจคก็ไม่เหลือเรี่ยวแรงจะเดินต่อก่อนที่ภาพทุกอย่างจะตัดไปแล้วตื่นขึ้นมาที่นี่

            การที่เธอได้พักชั่วขณะหนึ่งทำให้เธอรู้สึกคลายความเหนื่อยล้าได้บ้าง เรเวนมองหน้าเด็กชายที่ใช้มือถือสเต๊กแล้วใช้ฟันกัดปราศจากความเป็นผู้ดีแบบที่เจ้าชายควรจะเป็น

            “การทำแบบนี้จะทำให้ฉันแข็งแกร่งได้จริง ๆ เหรอ”

            เรเวนถามอย่างสงสัย เออร์วินตอบเธอไปว่า

            “ไม่หรอกครับ”

            เธอขมวดคิ้วแต่ไม่ทันได้พูดอะไรเออร์วินก็พูดต่ออีกว่า

            “สิ่งที่ผมให้พี่สาวทำเป็นแค่การเตรียมความพร้อมให้ร่างกายเท่านั้นครับ”

            “เตรียมความพร้อมให้ร่างกาย?”

            “พี่สาวยังจำเรื่องข้อบกพร่องของพี่สาวที่ผมเคยบอกได้ไหมครับ”

            เรเวนก้มหน้าทบทวนความทรงจำก่อนจะพูดว่า

            “พื้นฐานร่างกายไม่ได้เรื่อง ความเร็วในการตอบสนองก็ช้า และรูปแบบการเคลื่อนไหวก็มีแค่ไม่กี่อย่างทั้งยังอ่านทางได้ง่าย”

            เออร์วินฟังที่เรเวนพูดแล้วพยักหน้า เรเวนก็ถามเขาอีกว่า

            “แล้วยังไงสิ่งที่เธอให้ฉันทำมันเกี่ยวกับข้อบกพร่องพวกนั้นยังไง”

            เออร์วินไม่ตอบคำถามเธอในทันทีเขากัดสเต๊กหนึ่งคำแล้วก็เคี้ยวกลืนลงคอแล้วอธิบายว่า

            “การจะแก้ไขข้อบกพร่องทั้งหมดของพี่สาวได้นั้นต้องแก้ตั้งแต่ฐานรากก่อนเลยก็คือพื้นฐานร่างกายครับ ซึ่งสิ่งสำคัญก็คือกล้ามเนื้อและความยืดหยุ่น ต่อให้ผมพัฒนาการตอบสนองให้เร็วขึ้นก็เท่านั้นครับถ้าหากร่างกายของพี่สาวมันตามการตอบสนองไม่ทัน รูปแบบการเคลื่อนไหวนี่ยิ่งแล้วใหญ่ ถ้าร่างกายมีกล้ามเนื้อไม่มากพอหรือยืดหยุ่นไม่มากพอ ก็จะเคลื่อนไหวอิสระได้น้อยลงตามไปด้วย ดังนั้นสิ่งที่ทำอยู่นี้จึงเป็นการปูพื้นฐานเพื่อที่จะแก้ไขข้อบกพร่องทั้งหมดครับ”

            เรเวนรับฟังแต่ก็ไม่ได้พูดอะไรอีกแม้จะไม่มีข้อพิสูจน์ว่าที่เขาพูดมันถูกแต่ก็ไม่มีข้อพิสูจน์เช่นกันว่าที่เขาพูดมันผิด สำหรับเธอที่มีเป้าหมายอยู่ที่การล้างแค้นและต้องการหาพรรคพวกที่เชื่อถือได้ ตอนนี้สิ่งที่เธอทำได้คือการลองเชื่อเด็กคนนี้ไปก่อน เพราะถึงยังไงเรื่องข้อบกพร่องของเธอที่อีกฝ่ายพูดถึงก็เป็นความจริง

            เรเวนนิ่งเงียบไม่พูดอะไรก่อนจะนึกไปถึงบทสนทนาที่เธอพูดกับโซอี้เมื่อคืน เรเวนจึงถามเขาว่า

            “เธอมั่นใจว่าจะสามารถทำให้โซอี้กลับมาเดินได้จริง ๆ เหรอ”

            เออร์วินตอบโดยการพยักหน้าส่วนปากของเขากัดสเต๊กอีกหนึ่งคำก่อนจะพูดอีกว่า

            “แต่ติดอยู่อย่างเดียวคือผมต้องการแร่มิธริลซึ่งสำหรับเมืองบ้านนอกที่อยู่สุดขอบทวีปนี้เป็นอะไรที่หายากมากครับ ขนาดคุณวานเชสโก้เองก็ยังไม่มีเลย”

            “แร่มิธริล? จำเป็นต้องใช้มันด้วยเหรอ?”

            เรเวนถามอย่างไม่เข้าใจว่าการทำให้โซอี้กลับมาเดินได้เกี่ยวข้องอะไรกับแร่ที่โคตรแพงนี้

            “ความจริงใช้อย่างอื่นแทนก็ได้แต่จะทำทั้งทีผมคิดว่าใช้ของที่ดี ๆ ไปเลยดีกว่า”

            เรเวนจ้องหน้าเออร์วินก่อนจะถามด้วยความสงสัยเต็มอกว่า

            “เธอคิดจะทำอะไรกันแน่”

            เออร์วินทำหน้างงตอบว่า

            “ก็ทำให้คุณโซอี้กลับมาเดินได้ไงครับ”

            “ฉันหมายถึงเธอจะทำโซอี้กลับมาเดินได้ยังไงแล้วมันเกี่ยวอะไรกับแร่มิธริล”

            “ก็สร้างอวัยวะเทียมไงครับ”

            “อวัยวะเทียม?”

            เรเวนทวนคำด้วยความงุนงงเธอไม่รู้ว่าอวัยวะเทียมคืออะไร ถ้าพวกของเทียมอย่างอุปกรณ์เวทย์มนต์เทียมหรืออาร์ติแฟกต์เทียมนั้นเธอเข้าใจอยู่ แต่เธอไม่เคยได้ยินว่าสามารถมีอวัยวะเทียมได้ด้วย อวัยวะคนนี่สามารถเทียมกันได้ด้วยหรือ

            เออร์วินปล่อยให้เรเวนงุนงงอยู่อย่างนั้นโดยไม่คิดจะอธิบายอะไรเพิ่ม เขากัดสเต๊กแล้วเคี้ยวพลางครุ่นคิดว่าจะหาแร่มิธริลได้จากที่ไหนได้บ้าง หนึ่งในสถานที่น่าหามาได้แน่คือสมาคมการค้าไครอส แต่กับที่นี่เขาไม่ต้องการเข้าไปข้องแวะในตอนนี้ ถุงมิติเป็นสิ่งที่ไม่ว่าใครต่างก็อยากได้แต่ที่เดียวในทวีปอาร์เคนัสที่ผลิตสิ่งนี้ได้คืออาณาจักรไครอส เขาไม่อยากเสี่ยงที่จะให้พวกนั้นรู้ว่าเขาที่เป็นเด็กสิบขวบสามารถสร้างของเลียนแบบขึ้นมาได้แม้ว่าจะเป็นของที่ด้อยกว่าก็ตาม เพราะเขาไม่รู้ว่าพวกนั้นจะมีท่าทียังไง

            ก่อนที่จะนึกย้อนไปถึงสิ่งที่เขาสั่งให้แกรี่ทำตอนนี้ก็ผ่านมาเกินครึ่งเดือนแล้ว ใกล้ได้เวลาที่เขาต้องไปเอาของที่สั่งทำไว้แล้ว เออร์วินพบว่าพักนี้เขาไม่ได้ไปทำงานนักล่าค่าหัวเลยตั้งแต่จ้างงานแกรี่ ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลกเพราะตอนนี้มีสิ่งมากมายที่เขาต้องทำเยอะเหลือเกิน แต่อย่างน้อยเขาก็ไม่เดือดร้อนเพราะมีทรัพย์สมบัติมากมายที่ได้มาจากดอน โกเบอร์

            เออร์วินคิดตรึกตรองไปมาตัดสินใจว่าจะลองหาช่องทางอื่นเพื่อหาแร่มิธริลดู ส่วนสมาคมการค้าไครอสนั้นจะเก็บไว้เป็นตัวเลือกหลังสุด

            ที่โต๊ะตอนนี้เจค อันนา จูน แล้วก็เนียกำลังนั่งทานสเต๊กกันอยู่ พักหลังมานี้จูนกับอันนาสนิทกันถึงขั้นที่อันนามักลากจูนมาทานอาหารด้วยกันหลังจากที่ออกกำลังกาย มือที่ถือมีดกับส้อมของเจคสั่นเทาเล็กน้อย อันนาเห็นดังนั้นจึงถามด้วยความเป็นห่วง

            “ไหวมั้ยเจค”

            เจคยิ้มให้อันนาแล้วส่ายหน้าเบา ๆ บอกว่าไม่เป็นไร แต่จูนกลับพูดขึ้นมาลอย ๆ ว่า

            “ไหวอยู่แล้วล่ะในเมื่อมีแรงกระทืบคนแก่ที่ป่วยหนักได้น่ะ”

            เจคนิ่งไปทันทีแต่อันนาถามด้วยความสงสัยว่า

            “เอ๊ะ? มีแรงกระทืบคนแก่? คนที่จูนเคยพูดถึงน่ะเหรอ?”

            เจคใจเต้นไม่เป็นจังหวะอันนากับเนียไม่รู้เรื่องที่เขาเคยทำงานเป็นเด็กเก็บหนี้ ขณะที่เขากลัวว่าจูนจะพูดอะไรจูนก็หันไปยิ้มให้อันนาพูดว่า

            “อืมไม่มีอะไรหรอกแค่ไอ้สารเลวตัวนึงมันรกหูรกตาแล้วอดพูดถึงไม่ได้น่ะ”

            เจคก้มหน้าแล้วลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก แต่อยู่ ๆ จูนก็หันไปถามเนียอย่างนึกขึ้นได้ว่า

            “นี่เนียหนูไม่สนใจไปเล่นกับเด็กคนอื่นบ้างเหรอ พี่ไม่เคยเห็นเราเล่นกับเด็กคนไหนเลยนะ”

            อันนาเองรู้สึกสงสัยเช่นกัน เพราะเธอเคยเห็นเนียมีเพื่อนวิ่งเล่นกันอย่างสนุกสนาน แต่แล้วอยู่ ๆ เด็กเหล่านั้นก็เลิกมาทีละคนจนสุดท้ายเนียก็ไม่เหลือเพื่อนเลยแม้แต่คนเดียวเธอจำได้ว่าตอนนั้นเนียร้องไห้หลายวันที่ไม่มีใครเล่นกับเธอ จนเธอเริ่มชาชินและใช้เวลาส่วนใหญ่เล่นกับตุ๊กตาแทน เจคที่ได้ยินเช่นนั้นก็รู้สึกผิดเพราะเขาทำงานให้ดอน โกเบอร์ ซึ่งนั่นก็คือสาเหตุให้เด็กคนอื่นในสลัมไม่มาเล่นกับเนีย และทำให้เนียไม่มีเพื่อนเล่นในวัยเดียวกันจนทุกวันนี้ ทำให้ทุกครั้งที่เจคเห็นเนียเล่นกับตุ๊กตาผ้าเก่า ๆ เขาจะรู้สึกผิดทุกครั้ง เนียตอบว่า

            “เพื่อนหนูก็มีนะนั่นไง”

            เนียชี้ไปที่ตุ๊กตาผ้าที่วางอยู่บนเตียงสิ่งนี้ทำให้อันนากับเจครู้สึกเจ็บปวด โดยเฉพาะเจคที่รู้ว่าเรื่องทุกอย่างมาจากตน จูนยิ้มให้เนียก่อนจะพูดว่า

            “ไม่เอาตุ๊กตาสิจ๊ะเอาที่เป็นเด็ก...”

            จูนที่กล่าวยังไม่ทันจบก็ถูกเจคเตะที่ขาใต้โต๊ะเบา ๆ หนึ่งที เธอหันไปมองเจคอย่างไม่พอใจ อันนาหันมามองจูนเพราะไม่นึกว่าเธอจะถามเช่นนี้ จูนที่ถูกมองก็ไม่เข้าใจถามทั้งคู่ไปว่า

            “อะไร? มีอะไร?”

            ก่อนจะพบว่าบรรยากาศดูแปลกไปอย่างสิ้นเชิงจึงเข้าใจว่าเธอถามเรื่องที่ละเอียดอ่อนเข้าให้แล้ว จึงหันไปมองเนียช้า ๆ พบว่าเนียนั่งก้มหน้านิ่งก็รู้สึกหัวใจหล่นวูบขณะที่จูนกำลังคิดว่าจะปลอบเด็กผู้หญิงยังไงดีก็ได้ยินเออร์วินพูดขึ้นว่า

            “อ้าวคุณเนียอิ่มแล้วเหรอครับ แต่ยังเหลือสเต๊กอีกตั้งครึ่งงั้นผมขอนะครับ”

            เนียเงยหน้าขึ้นหันขวับไปพบว่าเออร์วินมายืนอยู่ข้างเธอตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ ในมือของเขายังถือสเต๊กอีกครึ่ง เธอรีบเอาแขนป้องจานสเต๊กของเธอไว้แล้วจ้องหน้าเออร์วินอย่างระแวง

            “อย่าเข้ามาใกล้นะไอ้ปีศาจ”

            “อ้าวผมก็นึกว่าคุณเนียอิ่มแล้วซะอีก”

            “ยะยังไม่อิ่มสักหน่อย”

            เนียแย้งรีบแย่งแต่พอเห็นอีกฝ่ายยิ้มให้เธอจึงรีบเบือนหน้าหนีไปอีกทาง

            ภาพที่เห็นทำให้จูนรู้สึกโล่งใจขึ้นมาบ้างที่อย่างน้อยเนียก็หายจากอาการเศร้าได้ ในขณะที่เจคกับอันนามองไปที่เออร์วินด้วยความรู้สึกขอบคุณ ทั้งสองคนรู้สึกว่าตั้งแต่ที่เออร์วินเข้ามาข้องแวะกับพวกเขาแม้ว่าจะเริ่มต้นกันไม่ค่อยดีนัก แต่อย่างน้อยเนียก็ดูจะมีชีวิตชีวากว่าแต่ก่อน เจคตัดสินใจว่าจะหาเวลาคุยเรื่องเนียกับเออร์วินเผื่อว่าจะสามารถแก้ปัญหาไม่มีเพื่อนของเนียได้

            เออร์วินกลับมานั่งที่พื้นข้างเรเวนที่ตอนนี้เธอหยิบสเต๊กขึ้นจากตักมากินหน้าตาเฉย

            “เธอตั้งใจจะไปปลอบเด็กคนนั้นตั้งแต่แรกอยู่แล้ว?”

            “อะไรทำให้พี่สาวคิดแบบนั้นล่ะครับ”

            เรเวนไม่ตอบแต่เงียบไปพักหนึ่งก่อนจะถามว่า

            “เธอคิดจะทำให้โซอี้เป็นเครื่องมือของเธอจริง ๆ เหรอ”

            เออร์วินยิ้มให้เรเวนก่อนจะพูดว่า

            “เห็นใจเธอเหรอครับ”

            เรเวนถือสเต๊กในมือค้างไว้อย่างนั้นพูดว่า

            “มันก็แหงสิลองนึกถึงสิ่งที่เธอพบเจอมาทั้งชีวิตสิ ถ้าเธอกลับมาเดินได้อีกครั้งแต่ชีวิตของเธอนับจากนั้นคือการต้องเป็นเครื่องมือของใครสักคนแล้วล่ะก็...”

            เออร์วินมองหน้าเรเวนแล้วถามว่า

            “พี่สาวคิดว่าถ้าผมทำให้คุณโซอี้กลับมาเดินได้จริงพี่สาวคิดว่าจะมีอะไรรออยู่ข้างหน้าในชีวิตเธอครับ”

            “เอ๊ะ?” เรเวนอุทานออกมาก่อนจะพูดว่า “ก็ใช้ชีวิตแบบคนปกติทั่วไปไง”

            “พี่สาวคิดว่าคุณโซอี้จะใช้ชีวิตแบบคนปกติได้จริง ๆ เหรอครับ เกิดมาไร้พลังแถมยังต้องโดนผู้ชายเลว ๆ มาสร้างบาดแผลทั้งทางกายและจิตใจอีก พี่สาวคิดจริงเหรอครับว่าเธอจะใช้ชีวิตแบบคนทั่วไปได้”

            เรเวนนิ่งไปทันทีเพราะนั่นเป็นสิ่งที่เธอไม่เคยนึกถึง เกี่ยวกับเรื่องบาดแผลทางจิตใจนี้เธอเพิ่งเคยได้ยินจากเออร์วินและก็ได้รู้ว่ามันมีอยู่จริง ๆ ที่สำคัญก็คือบาดแผลชนิดนี้ไม่มีโพชั่นชนิดไหนหรือเวทย์รักษาแบบไหนในทวีปอาร์เคนัสรักษาได้ แม้ว่าเออร์วินจะช่วยเยียวยาทั้งยังให้เธอบำบัดด้วยการจับกลุ่มกับพวกลูซี่จนตอนนี้โซอี้อาการดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด อย่างน้อยก็ไม่มีอาการละเมอคลุ้มคลั่งมาได้หลายวันแล้ว

            “ให้เธอทำงานเป็นสาวใช้ธรรมดาในปราสาทต่อไปก็ได้นี่”

            เออร์วินส่ายหน้าเล็กน้อยก่อนจะพูดว่า

            “ไม่ได้หรอกครับ”

            “ทำไมล่ะ”

            “การที่จะทำให้คุณโซอี้กลับมาเดินได้อีกครั้งมีสองวิธีครับ วิธีแรกก็ตามที่พี่สาวบอกผมในวันนั้นคือการตามหาคนที่ใช้เวทย์รักษาชั้นสูง กับอีกวิธีนั่นก็คือใช้วิธีที่แตกต่าง”

            เรเวนมองหน้าเออร์วินก่อนจะพูดว่า

            “อวัยวะเทียม?”

            เออร์วินพยักหน้าก่อนจะถามว่า

            “พี่สาวรู้มั้ยครับว่าอวัยวะเทียมที่ผมพูดถึงนั้นคืออะไร”

            เรเวนนึกอยู่พักหนึ่งถึงสิ่งที่เออร์วินพูดว่าจำเป็นต้องใช้มิธริล แร่มิธริลนั้นเป็นแร่ที่มีคุณสมบัติพิเศษก็คือความสามารถในการเป็นสื่อกลางพลังเวทย์ดังนั้น มันจึงมักถูกใช้ในการสร้างอาร์ติแฟกต์รูปแบบอาวุธและเครื่องป้องกันมาโดยตลอด

            ‘หรือว่าอวัยวะเทียมที่พูดถึงคืออาร์ติแฟกต์’

            เรเวนผุดความคิดหนึ่งขึ้นมาแต่ก็ลบความคิดนี้ไปอย่างรวดเร็ว เพราะเออร์วินพูดว่า ‘ความจริงใช้อย่างอื่นแทนก็ได้’ งั้นก็ไม่น่าใช่อาร์ติแฟกต์ หรือจะเป็นอุปกรณ์เวทย์มนต์ เรเวนนึกถึงข้อนี้ก่อนจะส่ายศีรษะอย่างรวดเร็ว เพราะด้วยปริมาณพลังเวทย์ของโซอี้คาดว่าเดินได้ไม่กี่ก้าวพลังเวทย์ก็ร่อยหรอแล้วมันจะมีความหมายอะไร เรเวนตัดสินใจถามเออร์วินไปตรง ๆ

            “แล้วมันคืออะไรกันแน่”

            เออร์วินกลับเพียงยิ้มให้เธอแล้วพูดว่า

            “ผมบอกพี่สาวไปแล้วนี่ครับว่าเทคโนโลยีที่พัฒนาจนถึงขีดสุดก็ไม่ต่างอะไรกับเวทย์มนต์”

            เรเวนทำหน้างงยิ่งกว่าเดิมจนเธอลืมกินสเต๊กที่เพิ่งกัดไปได้แค่คำเดียว

            “แล้วตกลงมันคืออะไรกันยะไอ้เทคโนโลยีอะไรนั่น แล้วมันเกี่ยวอะไรกับการที่โซอี้จะไม่สามารถใช้ชีวิตแบบคนปกติได้”

            เรเวนถามอย่างเหลืออดเพราะยิ่งคุยเธอก็ยิ่งงง แต่เออร์วินเพียงยิ้มให้เธอแล้วไม่ได้พูดอะไรอีก ส่วนพวกเจคนั้นได้ยินบทสนทนาของพวกเออร์วินตั้งแต่ต้นแต่พวกเขาไม่เข้าใจเลยสักนิดว่าทั้งสองคนพูดเรื่องอะไรกัน

             

            ที่พระราชวัง

            เด็กผู้หญิงเผ่ามารหูสัตว์ลิลลี่ที่มีนิสัยแก่นแก้วกับเดซี่ที่มีนิสัยเรียบร้อย ทั้งสองยืนคู่กันในชุดสาวใช้ โดยมีสาวใช้คนหนึ่งอายุราวสิบเจ็ดสิบแปดที่มีชื่อว่าเบธอยู่ข้าง ๆ ตรงหน้าพวกเธอมีหัวหน้าสาวใช้ลาน่ายืนคู่กับลูซี่ที่มีสีหน้ากังวลผิดกับน้องสาวทั้งสองที่คนหนึ่งมีทีท่าร่าเริงจนออกนอกหน้าส่วนอีกคนที่แม้จะดูเรียบร้อยแต่เห็นได้ชัดถึงความตื่นเต้นในแววตา

            หัวหน้าสาวใช้ลาน่ามองพวกเธออย่างยิ้มแย้มเอ็นดู

            “จำไว้ให้ดีนะว่าพวกเธอจะเชื่อฟังเบธและไม่เถลไถลไปไหนคนเดียว”

            “ “ค่า.....” ”

            ลิลลี่กับเดซี่ในชุดสาวใช้ขานรับพร้อมกันพวกเธอต่างมีผ้าคลุมหัวปิดหูสุนัขและสวมกระโปรงปิดหางของตนไว้

    คล้ายกับเรื่องอาวุธมนุษย์เกิดใหม่เป็นเจ้าชายขยะ ในโลกที่ตัดสินว่าเวทมนต์คือทุกสิ่ง ที่คุณอ่าน