ตอนที่ 31 : คำมั่นสู่ปลายทางอันยากจะหยั่งรู้ (จบ Part One)
หลังจากพิมมารวมตัวกันที่บ้านของทัตแล้ว บวกกับฝ้ายจนเป็นกลุ่มสามคนก็ขอตัวออกไปทำธุระกันต่อ
ทั้งสามคนบอกพ่อของทัตและคุณเฟรย์ว่าจะไปเที่ยวด้วยกันในวันหยุดกับเพื่อนที่นัดรวมตัวกันปลายทาง แต่แน่นอนว่านั่นเป็นข้ออ้างในการไปทำธุระสำคัญที่รู้กันแค่ในกลุ่ม
ถึงจะไม่ได้โกหกเรื่องที่นัดรวมตัวก็เถอะ
นั่นเลยเป็นเหตุผลที่ตอนนี้ทัต พิมและฝ้ายกำลังนั่งรอที่ม้านั่งด้านหน้าทางเข้าของสวนสาธารณะประจำเมือง
“เราไม่ได้มาสายใช่ไหมเนี่ย?”
นั่งรอได้ไม่ถึง 5 นาทีพิมก็เริ่มบ่นอุบกอดอกหงุดหงิด
อาจเพราะเจ้าตัวถูกสอนให้ตรงต่อเวลาในฐานะที่เป็นลูกคุณหนูผู้ดีก็ได้ เธอถึงเคร่งเรื่องเวลานัดนัก
“เพิ่งเลยเวลานัดไปแค่สิบนาทีเอง”
ทัตยิ้มแห้งปลอบใจหลังเลื่อนดูแชทในแอปพลิเคชันของเซฟเวอร์
ว่าไปแล้วก็เป็นแอปที่สะดวกเอาเรื่องเลยแฮะ
มีทั้งฐานข้อมูล แล้วก็ระบบแชททั้งแบบส่วนตัว แล้วก็แบบกลุ่ม
แถมแบบกลุ่มยังแยกได้ทั้งกลุ่มส่วนตัว หรือกลุ่มประจำหน่วยที่ขึ้นตรงกับหัวหน้าแต่ละระดับ
ถือว่าสะดวกเอาเรื่องเลยแฮะ... ชักอยากจะเห็นหน้าคนทำเลย
ทัตชื่นชมในใจ เพราะอย่างไรตอนนี้ก็ไม่มีอะไรให้ทำนอกจากอ่านข้อความในแชทของแอปฆ่าเวลา
“คิดว่าอีกไม่นานก็มาแล้วล่ะค่ะ” ฝ้ายที่นั่งข้าง ๆ ก็ช่วยปลอบใจ ถึงแบบนั้นก็ไม่ทำให้อารมณ์ของพิมเย็นลงง่าย ๆ ดูจากแก้มที่กำลังป่องเต็มที่ของพิมก็รู้
“ให้มันจริงเถอะ”
แม้จะไม่อยากยอมรับแต่พิมก็พยายามจะเชื่อตามที่ฝ้ายบอก เธอถึงถอนหายใจออกมาอย่างหน่าย ๆ
“น่า ๆ ทนหน่อยนะ” ทัตเองก็ร่วมปลอบใจ เสริมด้วยการลูบหลังพิมเหมือนที่เคยทำบ่อย ๆ
“...แต่รอเฉย ๆ มันเบื่อเนี่ยสิ”
พิมบ่นอุบไม่หาย แต่พอได้ทีก็ทิ้งร่างมาพิงทัตที่อยู่ข้าง ๆ แทน เพราะถ้าจะมีอะไรที่ทำให้เธออารมณ์ดีจนกลบความหงุดหงิดได้ ก็คงเป็นเรื่องที่ทัตคุยกับฝ้ายก่อนหน้านี้นี่แหล่ะ
อาจเพราะแบบนั้นด้วย พิมเลยยิ่งรู้สึกดีใจเพราะเหมือนได้จับจองเป็นเจ้าของทัต
...อย่างน้อย ๆ ก็คงเป็นหัวใจของเขาแน่นอนอย่างนึงล่ะ
แต่รอยยิ้มนั้นไม่หยุดแค่ความพึงพอใจส่วนตน พิมยังยิ้มกรุ้มกริ่มแสดงความเหนือกว่าใส่ฝ้ายที่นั่งอยู่ข้าง ๆ เธอด้วย
พอฝ้ายเห็นแบบนั้น จากที่ไม่คิดอะไรก็กลับรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาเสียอีก เส้นเลือดที่ปูดโปนบนหน้าผากของสีหน้าเรียบเฉยคือสิ่งยืนยันเรื่องนั้น
“คือว่านะคะ... หนูคิดว่าเคยบอกไปแล้วนะ ว่าจะไม่แทรกกลางพวกพี่น่ะค่ะ”
“เอ๋〜 แล้วถ้ามันจริง น้องฝ้ายจะโกรธไปทำไมกันล่า?”
พิมถามแบบกวน ๆ แต่ทัตที่รู้จักพิมดีรู้ว่านั่นเป็นคำถามที่หวังผลกว่านั้น เพราะพิมไม่ใช่ผู้หญิงที่แสดงออกตามที่คิดเสมอไป
กล่าวคือมีสิ่งที่แอบแฝงอยู่เบื้องหลังท่าทางสนุกสนานนั้นนั่นเอง และนั่นไม่ได้เป็นอะไรมากไปกว่าการลองเชิงยั่วโมโหฝ้าย
“แบบนี้ใครก็หงุดหงิดค่ะ!” ถึงแบบนั้นฝ้ายก็ยังคงพยายามตีสีหน้าเยือกเย็น ถ้าไม่ติดว่าน้ำเสียงแข็งกร้าวกว่าปกติล่ะก็
“นั่นสิน้า〜 ผู้ชายที่ชอบดันไปก้อร่อก้อติกกับสาวอื่นเป็นใครก็หงุดหงิดแหล่ะ” พิมยักไหล่หยอกแกล้ง ไม่สิ... กวนโอ้ยฝ้ายอย่างต่อเนื่อง
“ไหงพูดเหมือนฉันเป็นคนเลวขนาดนั้นล่ะ คนที่เข้ามาเกาะมันเธอเองไม่ใช่รึไง?”
“โอ๊ย!”
ทัตดีดหน้าผากพิมจนเจ้าตัวร้องโอดโอยทั้งที่ไม่ได้แรงอะไร ไม่สิ... ดูท่าแล้วคงตกใจมากกว่า
นั่นเลยพอทำให้บรรยากาศไม่คุกรุ่นไปกว่านี้ แต่ก็ไม่ได้ทำให้ความไม่พอใจหายไปด้วยเหมือนกัน ดูฝ้ายที่ทำแก้มป่องขดตัวอยู่คนเดียวด้วยความหงุดหงิดก็รู้
“ให้ตายสิ แล้วก็เลิกแกล้งฝ้ายได้แล้วมั้ง”
เพราะคิดว่าพิมเริ่มจะทำมากเกินไปทัตเลยต้องเป็นคนเอ่ยห้าม ส่วนหนึ่งเพราะเห็นแก่ฝ้าย อีกส่วนหนึ่งคือไม่อยากให้ทั้งสองคนบาดหมางกันด้วยเรื่องไม่จำเป็น
...แม้สำหรับทั้งสองคนแล้วมันจะเป็นเรื่องที่จำเป็นสุด ๆ ก็ตาม โดยเฉพาะพิม
“เอาเถอะ ก็ใช่ว่าจะไม่เข้าใจที่ทัตจะสื่อหรอกนะ... เพราะถ้าเป็นแบบนี้คงทำงานด้วยกันไม่ได้แน่ล่ะ ฉันเองก็ไม่อยากให้ทัตลำบากเพราะเรื่องนั้นด้วย” พิมถึงพูดยักไหล่อีกครั้ง หนนี้ด้วยความช่วยไม่ได้จริง ๆ
“เรื่องนั้นหนูเองก็เหมือนกันค่ะ”
ถึงจะมีเรื่องปัญหาของหัวใจทำให้ความสัมพันธ์ปั่นป่วน แต่อย่างน้อยทั้งสองคนก็มีเรื่องนึงที่เห็นพ้องต้องกัน นั่นคือความต้องการที่อยากจะสนับสนุนอยู่ข้าง ๆ ทัตไม่ว่าจะอยู่ในสถานะใดสำหรับเขาก็ตาม
“เอาจริง ๆ ตั้งแต่เริ่มก็ไม่ได้เคืองอะไรน้องฝ้ายหรอก แค่อยากยืนยันให้แน่ใจเท่านั้นเอง”
พิมเริ่มกอดอก เผยสีหน้าจริงจังเป็นครั้งแรก ความขี้เล่นหยอกแกล้งหายไปหมดเหมือนกับเป็นคนละคนกับก่อนหน้านี้
อาจกะทันหันไปบ้าง แต่มันก็ทำให้ฝ้ายรู้ว่าตอนนี้พิมกำลังพูดออกมาด้วยความจริงใจและจริงจัง
ฝ้ายเลยคิดว่าถ้าไม่จริงใจกลับไปบ้างก็คงเสียมารยาท
“อย่างที่บอกค่ะ ว่าหนูไม่ได้คิดจะแทรกกลางพวกพี่หรอก... แต่ก็ยอมรับว่าหนูคงตัดใจจากพี่ทัตไม่ได้เหมือนกัน” ฝ้ายหลับตาพยักหน้ายอมรับสภาพแต่โดยดี
“ใช่ไหมล่ะ? ถึงยืนยันไม่ได้ไงว่าน้องจะไม่ ‘ขัดขา’ พี่น่ะ” พิมขมวดคิ้วมองตาฝ้ายด้วยความสงสัยอย่างที่บอก
แต่ดูเหมือนจริง ๆ แล้วก็ไม่ได้โกรธขนาดนั้น... ล่ะมั้ง?
“นั่นสิคะ ยืนยันไม่ได้หรอก” ฝ้ายเองก็เห็นด้วยว่านั่นไม่ได้ทำให้เรื่องระหว่างเธอกับทัตดูปลอดภัยขึ้นเลย แต่พิมก็ไม่ได้แสดงท่าทีหงุดหงิดมากเท่าที่ควรอีกครั้ง
“เพราะถ้าเกิดพวกพี่ทะเลาะกัน หนูก็ต้องเป็นคนปลอบใจพี่ทัตนี่นา ถ้ามันเกิดขึ้นบ่อย ๆ พี่ทัตก็อาจจะหันมาชอบหนูแทนก็ได้นะคะ”
ถ้าฝ้ายไม่เทน้ำมันลงไปเพิ่ม พิมก็น่าจะยังใจเย็นอยู่
รอยยิ้มขี้เล่นเผยบนใบหน้าฝ้ายยิ่งทำให้กองเพลิงลุกโชน นั่นช่างละม้ายคล้ายกับรอยยิ้มของพิมก่อนหน้านี้ยังกับแกะ นั่นถึงทำเอาเจ้าของลิขสิทธิ์คิ้วกระตุก
และไม่รู้ว่าฝ้ายสื่ออย่างที่พูดหรือแค่เกลียดความพ่ายแพ้เฉย ๆ เลยเอาคืน แต่ก็เพราะแบบนั้นบรรยากาศเลยคุกกรุ่นเหมือนมีใครเอาเตามาวางไว้ใต้ม้านั่ง
ต้องขอบคุณที่พิมนั่งขั้นกลางทัตเลยไม่ต้องอยู่ตรงกลางแล้วเผชิญกับสถานการณ์ที่ต้องรับแรงกดดันจากสายตาที่ปะทะกันของทั้งสองคน
เพราะขนาดมองจากด้านข้างเขายังรู้สึกขนลุกเลย
“ล้อเล่นหรอกค่ะ” เกือบจะถึงจุดที่แก้ไขไม่ได้ ฝ้ายก็เป็นคนยอมถอยก่อนทำให้ทัตถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก
...ถึงไม่รู้ว่าที่พูดออกมามันจริงไหมก็เถอะ
“แต่พี่พิมจะกังวลเรื่องนั้นไปทำไมล่ะคะ พี่ทัตน่ะไม่ใช่ผู้ชายประเภทที่จะนอกใจอยู่แล้วจริงไหมคะ”
ฝ้ายพูดแล้วก็โง้มตัวออกมามองทัตที่ถูกพิมบังอยู่อีกฝั่ง ทัตเองก็พยักหน้ารับงก ๆ อย่างว่าง่าย
แต่พิมที่ได้ยินแบบนั้นกลับถอนหายใจออกมาเสียนี่
“ก็พูดไป๊ หมอนี่มีภูมิคุ้มกันเรื่องผู้หญิงที่ไหนกันล่ะ”
“เฮ้ย มันเสียมารยาทไม่ใช่รึไงนั่นน่ะ” ทัตอดไม่ได้ที่จะท้วง
“การพูดความจริงไม่ใช่เรื่องเสียมารยาทซะหน่อยนี่”
แต่พิมก็ยังยืนยันว่าความคิดตัวเองถูก
ใจจริงเธอเองก็อยากจะพูดออกมาว่า “คนที่หลงรักผู้หญิงคนแรกที่สารภาพรักอย่างนายไม่มีสิทธิมาพูดเรื่องภูมิคุ้มกันหรอกย่ะ!”
แต่นั่นคงเป็นการเสียมารยาทอย่างที่ทัตตำหนิไป... และคงเสียหน้าสุด ๆ ด้วย โดยเฉพาะต่อหน้าน้องสาวของทัต พิมถึงไม่พูดออกมา
ทัตเองก็เหมือนจะรู้เรื่องนั้น เขาถึงได้แต่นั่งเงียบยอมรับสภาพแบบหน่าย ๆ
จะเรียกว่ากี่ครั้งต่อกี่ครั้งก็ต้องพ่ายให้สาวน้อยคนนี้อยู่ร่ำไป
“งั้นถ้ากังวลขนาดนั้นก็คบกับพี่ทัตไปเลยสิคะ” ฝ้ายลองเสนอทางออกที่มีประสิทธิภาพที่สุด แต่ว่า...
“เรื่องนั้นน่ะไปบอกเจ้าตัวเองเถอะ”
ยิ่งพิมพูดก็เหมือนยิ่งแทงใจดำทำให้ทัตได้แต่หัวเราะแห้ง ๆ อยู่ในลำคอเพราะแก้ตัวไม่ได้
และแม้พิมจะพูดเหมือนไม่พอใจ แต่อย่างน้อยเธอก็ยังไม่ได้เร่งเร้าทัต นั่นคือจุดที่น่าขอบคุณเป็นอย่างยิ่ง
ว่ากันตามความรู้สึก... การที่ชายหญิงสองคนรักใคร่ชอบพอต่อกันทั้งสองฝ่าย มันไม่มีเหตุผลอะไรที่จะไม่คบกันโดยเฉพาะวัยกลัดมันอย่างทัตกับพิม
เพียงแต่พิมนั้นไม่ใช่สาวน้อยธรรมดา ความแก่นแก้วที่เธอมีนั้นเกือบทำให้ลืมไปว่าเธอเป็นถึงลูกคุณหนูมีชาติมีตระกูล ทัตถึงกังวลว่าหากไม่อยู่ในจุดที่เหมาะสมเสียก่อนจะทำให้เธอเสียหน้าเสียตาทางสังคมเอาได้
กล่าวคือ ที่เขายังไม่ยอมคบกับพิมก็เพราะเห็นแก่พิมเองนั่นแหล่ะ และพิมเองก็รู้เธอถึงได้แต่อยู่ในสภาพจำยอม
...ทั้งที่ตัวเธอเองไม่ได้สนใจเรื่องนั้นมากไปกว่าความรู้สึกของทัตเลยแท้ ๆ
ไม่สิ... ความเป็นจริงเรื่องมันก็แค่ทัตไม่มีความเชื่อมั่นว่าตัวเองดีพอสำหรับพิมมากกว่า
แต่ถ้าจะมีอะไรที่แสดงถึงความเอาใจใส่แก่ฝ่ายหญิงมากกว่าความรู้สึกรักใคร่ส่วนตน ก็คงเป็นความคิดแบบนี้แหล่ะ ไม่งั้นพิมก็คงไม่หลงทัตหัวปักหัวปำขนาดนี้
แม้ในทางกลับกัน... มันจะทำให้ตัวทัตเองรู้สึกเจ็บปวดกับความอดทนที่อยากจะใกล้ชิดกับพิมมากกว่านี้ก็ตามที และความรู้สึกนั้นก็มากขึ้นทุกวัน ๆ
แถมนอกจากนี้... เวลานี้ไม่ใช่เรื่องที่เหมาะสมจะคิดเรื่องนั้นด้วย
แล้วให้พูดเรื่องส่วนตัวก่อนที่จะไปหา ‘หมอนั่น’ มันก็รู้สึกผิดยังไงชอบกล
ทัตนึกเรื่องธุระสำคัญเหมือนกับจะหันไปคิดเรื่องอื่น แต่สุดท้ายก็อดไม่ได้ที่จะเหลือบมองพิม มีความพยายามขอโทษผ่านสายตาเรื่องที่ยังคบกันไม่ได้ แต่นั่นไม่ใช่ทั้งหมด
“อะไรยะ?” อาจเพราะสัมผัสได้ถึงความรู้สึกอื่นที่แอบแฝง พิมเลยตอบกลับแบบเขิน ๆ หน่อย
“เปล่าหรอก” ทัตบ่ายเบี่ยงทั้งที่เป็นฝ่ายเริ่มเรื่องมองหน้าก่อนจะหันไปทางอื่น
“...แปลกคน” พิมบ่นอุบ แต่ก็เหมือนจะอมยิ้มพอใจแค่เพราะได้อยู่ในสายตาของทัต ก่อนจะรีบหันไปทางอื่นเพราะความประหม่า
แล้วทัตก็แอบมองพิมที่เป็นแบบนั้นด้วยหางตาอีกหน
เรื่องของพิม... เราต้องจริงจังมากกว่านี้แล้ว ไม่อย่างนั้นคงได้เสียใจทีหลังแน่
เขาคิดแบบนั้น และตั้งใจจะสานต่อเรื่องนี้อย่างจริงจัง
เพราะหากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นมา เขาก็คงได้แต่คิดว่า ‘รู้งี้ฉัน น่าจะบอกพิมไปว่ารักเธอแค่ไหนก็คงดี’
...เพียงแต่นี่เป็นเวลาของการทำธุระสำคัญอื่น
ไม่ว่าเรื่องของพิมจะสำคัญสำหรับเขาแค่ไหน แต่เวลาที่ต้องจัดลำดับความสำคัญมันก็มีอยู่ ทัตถึงพยายามขจัดเรื่องพวกนั้นออกจากหัวไปก่อน
“หัวหน้าค้า!!!!!!”
แล้วเวลานั้นก็มาถึง... พร้อม ๆ กับเสียงตะโกนอย่างร่าเริงของคนคุ้นหูคุ้นตาอย่างมิ้น
เธอวิ่งสามคูณร้อยเข้ามาแต่ไกลจนถึงม้านั่ง แล้วเจ้าตัวก็รีบพุ่งเข้าไปกอดฝ้ายในทันทีที่เข้าถึงตัว
“ฮือออ!!! โล่งอกไปที โล่งอกไปทีหัวหน้าขา!!!” มิ้นก้มกอดเอาหน้าซุกฝ้ายไม่อายฟ้าอายดิน ไม่สนเลยว่ากำลังคุกเข่าอยู่กับพื้นจนชุดเดรสลำลองสีขาวที่สวมมาจะเปื้อน
และไม่ใช่แค่มิ้นคนเดียวด้วย... ที่ตามหลังมิ้นมาติด ๆ คือเหล่าสมาชิกเซฟเวอร์สาขาตะวันออกเฉียงเหนือ หากไม่นับคุณหมอนิวที่ติดงานอยู่ก็จะประกอบไปด้วยสมาชิกเกือบทุกคน
ทั้งคิวที่สวมเสื้อเชิ้ตกางเกงยีนดูเรียบร้อยไม่ต่างจากปกติ
กิฟที่สวมเสื้อยืดสีดำกางเกงขายาวดูผิดภาพลักษณ์
เบลที่ดูเงียบ ๆ และมักจะติดภาพจำเธอตอนสวมฮู้ด ตอนนี้กลับมองเห็นใบหน้าของเด็กสาวธรรมดา แต่ก็ยังคงสวมเสื้อและกางเกงยีนสีดำดูหม่นไม่ต่างจากเดิม
สุดท้ายคือลินดาที่สวมเสื้อยืดกระโปรงยาวสีขาวทั้งชุด
บรรยากาศเรียบร้อยของทุกคนเหมือนกันราวนัดกันมา
แต่ก็ไม่ใช่แค่นั้นด้วยที่เป็นอารมณ์ร่วมของพวกเขา
เรื่องนั้นชัดเจนจากดวงตาทุกคนที่รื้นน้ำกันหมดหลังได้เห็นว่าฝ้ายยังอยู่ดี
“ดีจริง ๆ เลยค่ะที่ยังไม่ตาย” ลินดาเอ่ยเสียงสั่นด้วยรอยยิ้ม รู้ตัวอีกทีก็ต้องเช็ดน้ำตาตัวเองแล้ว
“จริงด้วย โล่งอกไปจริง ๆ นะครับ ฮึก...” คิวเองก็สะอึกสะอื้นใหญ่
“เป็นลูกผู้ชายอย่ามาร้องไห้สิยะ” กิฟตบไหล่คิวที่อยู่ข้าง ๆ ด้วยรอยยิ้มดีใจ แต่เสียงกลับสั่น ๆ เหมือนคนที่ตัวเองล้อ
“เธอเองก็ร้องเหมือนกันแหล่ะ”
“ก็ฉันไม่ใช่ผู้ชายนี่หว่า!”
กิฟจึงไม่วายโดนเบลถือโอกาสหยอกล้อคืน นั่นเป็นสิ่งที่ทัตกับพิมไม่เคยได้เห็นจากคนเงียบ ๆ อย่างเบล จึงเห็นได้ชัดเลยว่าเบลดีใจออกนอกหน้าขนาดไหน
บรรยากาศนั้นดูแช่มชื่น ภายนอกดูแล้วก็ขบขันดี ไม่อย่างนั้นคงเป็นการพบกันอันน่าประทับใจอย่างใดอย่างหนึ่ง
แต่สำหรับทุกคนในที่แห่งนี้ย่อมรู้ดีว่าการพบกันครั้งนี้มันมีความหมายมากแค่ไหน
ฝ้ายเองก็รู้เช่นกัน
“รู้แล้วค่ะ รู้แล้ว ฉันไม่เป็นไรแล้วค่ะ” ฝ้ายถึงลูบหัวปลอบใจมิ้นที่กำลังกอดเธอกลับไปแน่น
“ทุกคนเองก็ด้วย ขอโทษที่ทำให้เป็นห่วงนะคะ”
ฝ้ายเงยหน้ายิ้มให้กับทุกคนตามลำดับ สำหรับพวกเธอที่ได้ฝ้ายช่วยชีวิตมานับครั้งไม่ถ้วนแต่ไม่อาจช่วยชีวิตเธอได้ คงไม่มีอะไรน่าดีใจไปกว่านี้อีกแล้ว ทุกคนถึงยิ้มออกมาด้วยความโล่งอกกันหมด
แต่ถึงแบบนั้น... รอยยิ้มของทุกคนก็ไม่ได้ฉีกกว้างเต็มที่นักราวกับยังมีเรื่องที่รู้สึกผิดหรือทำให้หม่นหมองกันอยู่
นั่นเป็นจังหวะเวลาเดียวกับที่คิวเดินเข้ามาข้างหน้าทัตที่กำลังนั่งอยู่ สายตาของเขายังดูเกรี้ยวกราดเหมือนทุกครั้งที่เผชิญหน้า
หมอนี่... อิจฉาฉันที่ใช้เวลาส่วนตัวกับฝ้ายอีกแล้วรึเปล่าวะเนี่ย?
ทัตเดาเรื่องนั้นก่อนเป็นอันดับแรก แต่ว่า...
“ถึงผมจะไม่ค่อยชอบหน้าคุณ แต่ผมจะไม่ลืมบุญคุณครั้งนี้เลย”
คิวก็ดันพูดแบบนั้นออกมาแล้วโค้งหัวให้เสียก่อน ทัตไม่เคยคิดเลยว่าคิวจะทำเรื่องแบบนี้กับคนอื่นนอกจากฝ้าย แถมคนที่แสดงความเคารพแบบนั้นยังเป็นทัตที่ตัวเขาเกลียดอีก
แต่ถ้าคำนึงจากเรื่องที่เขารวมถึงคนอื่น ๆ ชื่นชอบฝ้ายเสียขนาดนั้น ก็คงไม่ถือว่าแปลกอะไรหรอกมั้ง... ทัตคิด
“อย่าทำเป็นเรื่องใหญ่เลย เป็นใครก็ตัดสินใจแบบนี้กันทั้งนั้นแหล่ะ” ทัตยักไหล่ เพราะคิดว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร
“ไม่ง่ายหรอก”
“ใช่”
แต่เบลกับกิฟนั้นเห็นตรงข้าม รวมถึงลินดาที่พยักหน้าตามด้วย ท่าทางพวกเธอกำลังจะสื่อว่าการสละอายุขัยของตัวเองครึ่งหนึ่งในสถานการณ์ที่ไม่รู้ที่มาที่ไปแบบนี้มันไม่ใช่เรื่องที่จะกล้าทำกันได้ง่าย ๆ
...ทั้งที่ถ้าพวกนายทุกคนอยู่ในสถานการณ์เดียวกันก็คงตัดสินใจแบบเดียวกันแท้ ๆ นะ
ทัตคิดแบบนั้นแต่ไม่ได้พูดออกไป
เพราะพอจะเดาได้ว่าสาเหตุที่คิว กิฟ เบลและลินดาแสดงออกแบบนั้นไม่ใช่ด้วยความชื่นชมเพียงอย่างเดียว หากแต่เป็นความรู้สึกผิดที่ไม่ได้มีส่วนร่วมในการช่วยเหลือฝ้ายเลยมากกว่า ทัตถึงเห็นแก่ความรู้สึกพวกเขาและรับคำชมไป
แต่ทัตเองก็คงไม่รู้เหมือนกัน... ว่าความรู้สึกชื่นชมนั้นมาจากตอนที่ทัตสละตัวเองเป็นแนวหลังให้ทุกคนหนีไปด้วยเช่นกัน
“เอาล่ะ ในเมื่อมาครบแล้วก็ไปกันเถอะ” พิมเสนอแบบนั้น เพราะถ้าจะมัวอ้อยอิ่งอยู่ตรงนี้คงจะไม่ได้ทำธุระเอาได้
ทุกคนก็เห็นพ้องต้องกันถึงเดินตามพิมไปขึ้นรถลีมูซีนแบบมีสองเบาะหลังไม่รวมที่นั่งคนขับของพิม แถมยังมีคนขับสวมชุดพ่อบ้านอีกต่างหาก
และนั่นคือครั้งแรกที่พวกคิว กิฟ เบลและลินดาได้รู้จักอำนาจเงินตราของสาวน้อยคนนี้
❖❖❖❖❖
หลังจากนั้นรถลีมูซีนก็เคลื่อนตัวออกไปยังจุดหมายที่ตั้งใจไว้แต่แรก
เข้าไปในตัวเมือง ผ่านตรอกซอยและละแวกบ้านที่ทัตกับพิมรวมถึงทุกคนเองก็ไม่เคยไปมาก่อน คดเคี้ยวเลี้ยวผ่านบ้านช่องที่ไม่คุ้นตากระทั่งไปหยุดกับรั้วกั้นจราจรในซอย
พวกทัตจึงรู้ได้ทันทีว่าถึงที่หมายแล้ว
พวกเขาลงจากรถแล้วเดินเท้าเข้าไป มีเต็นท์ผ้าใบตั้งอยู่หน้าบ้านเป้าหมายพร้อมเก้าอี้พลาสติกจำนวนนึง รั้วบ้านเองก็เปิดต้อนรับแขกแต่บรรยากาศภายในช่างเงียบงันและอึมครึม
ด้วยเสียงร่ำไห้อันเศร้าโศก
“เมื่อวาน.... ฮึก... เมื่อวานเขาก็แค่นอนเล่นอยู่บนห้องเอง”
“ไปเจออีกทีก็ตายแล้ว... ไม่เห็นจะเข้าใจเลย”
โดยเฉพาะเจ้าของบ้านที่เป็นหญิงและชายวัยกลางคนเอาแต่ร้องไห้ฟูมฟาย
เสียงสะอื้นของพวกเขากระแทกกระทั้นใจพวกทัตพึลึกเพราะเป็นคนที่สามารถตอบของคำถามที่พวกเขาอยากรู้ได้ แต่ก็ไม่อาจบอกออกไปนอกจากมองลอดเข้าไปในตัวบ้านด้วยความรู้สึกถวิลหา
ในบ้านนั้นมีโลงและพวงหรีดไม่กี่อันเพราะเพิ่งจัดเป็นวันแรกแถมยังเป็นช่วงเช้า นอกเหนือจากนั้นคือชุดธูปเทียนที่วางหน้าภาพ
และภาพที่อยู่บนนั้น ก็เป็นของคนที่ควรจะอยู่ในกลุ่มของพวกทัตอย่างสิน
เขาควรจะอยู่ตรงนี้... นั่นคือสิ่งที่ทุกคนคาดหวังแต่ไม่มีปาฏิหาริย์เหมือนครั้งของฝ้าย
นั่นถึงทำให้ทัตนึกถึงเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืนวานหลังจากความช่วยเหลือได้กลับมาถึงแล้ว
เป็นตอนที่ทัตกับพิมกำลังนั่งพักอยู่หน้าห้องผ่าตัดหลังส่งสินที่รับกระสุนแทนพวกเขาจนอาการสาหัส
ตอนนี้เขาถูกส่งถึงมือของคุณหมอนิว แต่การผ่าตัดก็ผ่านมาเกือบชั่วโมงแล้ว
ทัตกับพิมได้แต่รอคอย กระทั่งไฟเหนือประตูห้องดับลงแล้วคุณหมอนิวเดินออกมาจากห้อง ทัตก็รีบลุกขึ้นเข้าไปหาเธอในทันที
“หมอนั่นเป็นยังไงบ้างครับ”
“เขาอดทนมากเลยล่ะที่ยังไม่หมดสติ”
คำถามของทัตทำให้คุณหมอนิวคิ้วขมวดด้วยรอยยิ้มแห้ง ๆ นั่นเป็นสัญญาณที่ไม่ดีเอาเสียเลยแม้จะเนื้อหาที่ดี
“แต่อาการก็ยังสาหัสเกินไปอยู่ดี”
คำพูดถัดมาพร้อมสีหน้าลำบากใจของคุณหมอนิวยิ่งตอกย้ำเรื่องนั้น
“...บ้าเอ้ย” ไหล่ของทัตถึงสั่นกระตุกด้วยความรู้สึกผิด
“อย่าโทษตัวเองสิ”
พิมที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ทัตมาตลอดเดินมากุมไหล่ปลอบใจ แต่คงไม่ง่ายนักเพราะสินกลายเป็นแบบนี้เพราะเข้ามาบังกระสุนแทนพวกเขาทั้งสองคน
อาจเพราะแบบนั้นความรู้สึกผิดถึงอยู่บนสีหน้าของพิมด้วย คุณหมอนิวดูทั้งคู่แล้วก็รู้สึกเห็นใจอยู่ไม่น้อย
“สินเขามีเรื่องอยากจะคุยกับเธอด้วยนะทัต รีบไปหาเขาเถอะ”
ดูเหมือนธุระจะยังไม่หมดแค่นั้น คุณหมอนิวถึงเดินหลบออกไปจากประตูห้องผ่าตัด
ถ้าคำนึงถึงเรื่องการรักษาความสะอาดของห้องผ่าตัดมันไม่ควรก็จริง แต่ดูเหมือนในตอนนี้จะไม่มีใครสนใจเรื่องนั้นแล้ว รวมถึงทัตเองก็ด้วย
ทัตเดินผ่านประตูเข้าไป แล้วพอพ้นห้องที่เปิดทิ้งไว้ ก็เจอกับสินที่นอนอยู่บนเตียงผ่าตัด
สภาพของเขาดูน่าเป็นห่วงจากแผลเหวอะที่กินบริเวณหน้าอกไปจนถึงท้อง แม้จะถูกผ้าพันแผลพันทับไว้และเอากระสุนออกหมดแล้ว แต่เลือดก็ยังไม่มีวี่แววจะหยุดไหล
ถึงแบบนั้นเปลือกตาของเขาก็ยังไม่ได้ปิดลง ความอดทนของเขาช่างไม่ธรรมดาจริง ๆ ในความคิดของทัต
“ไง” พอทัตทักสั้น ๆ สายตาที่กำลังเหม่อมองเพดานของสินก็เลื่อนมามอง
แม้จะถึกทนแค่ไหน แต่เรี่ยวแรงของเขาก็ดูจะร่อยหรอเต็มที
“ดูจากสีหน้าเอ็ง.... ฉันคงมาได้แค่นี้สินะ” ถึงแบบนั้นก็ยังมีเรี่ยวแรงเหลือพอให้พูดได้อยู่ และนั่นคงเป็นแรงเฮือกสุดท้ายเหมือนกัน สภาพของเขายิ่งตอกย้ำความรู้สึกผิดในใจทัต
“ทำไมถึงต้องช่วยฉันด้วย”
ทัตพูดอะไรไม่ออกนอกจากเรื่องนั้น ความรู้สึกผิดที่มีอยู่เต็มอกถึงพยายามเรียกร้องส่วนที่ขาด เพราะคิดว่าตัวเองไม่ควรได้รับการช่วยชีวิต
ไม่สิ... เดิมทีสินไม่มีเหตุผลที่จะช่วยเขาด้วยซ้ำ ทัตถึงอยากจะแบกรับบางอย่างเอาไว้เป็นการแลกเปลี่ยน
จะเป็นคำก่นด่าก็ได้ จะคำสาปแช่งฉันก็ไม่เกี่ยง ขอให้ฉันโดนอะไรบ้างเถอะ
นั่นคือสิ่งที่ทัตคาดหวัง แต่ว่า...
“จำตอนบอสมิโนทอร์ได้ไหมล่ะ” ในจังหวะนั้น สินกลับเอ่ยถามทัตด้วยเสียงอันแหบแห้งแทน
นั่นทำให้ทัตเลิกคิ้วขึ้นอย่างจังเพราะในที่สุดก็เข้าใจแล้วว่าอะไรเป็นเหตุผลเบื้องหลังการแลกชีวิตของสิน
“ฉันกับเอ็งไม่ติดค้างอะไรกันแล้ว” สินเผยรอยยิ้มพึงพอใจออกมา ข้อสันนิษฐานของทัตจึงยิ่งชัดเจน
“...คนอย่างนายนี่มัน”
ทัตยิ่งกำหมัดแน่นด้วยความเจ็บใจ คำพูดของสินมันอาจทำให้ทัตยิ่งรู้สึกผิดก็จริง แต่ก็กลับทำให้เขายอมรับได้อย่างน่าประหลาด
เพราะถ้าไม่ยอมรับเรื่องนั้น มันก็เท่ากับเย้ยหยันสิ่งที่สินทำและตั้งใจแลก
“เอ็งน่ะเป็นคนดี ถ้าหัดพูดให้เยอะกว่านี้หน่อยคนคงไม่เข้าใจแกผิด”
“เป็นคำสั่งเสียที่ยุ่งยากจังนะ”
ทัตยิ้มแห้ง เพราะเขาเองก็คิดเหมือนกัน และคงเป็นนิสัยติดตัวที่แก้ไม่ได้ง่าย ๆ ด้วย
“แกมันเป็นพวกคิดมาก... แต่ก็เพราะงั้น แกถึงอ่านคนอื่นออกทะลุปรุโปร่ง... ฉันแม่งโคตรสะใจเลยตอนแกเถียงจี้จุดพวกพยัคฆ์ฟ้าจนมันแพ้ราบคาบน่ะ”
สินยิ้มชอบใจ ดูท่าใจจริงจะอยากหัวเราะแต่คงไม่มีแรงเหลือพอจะทำ
ถึงสิ่งที่เขาชื่นชมมันจะไม่ใช่เรื่องถูกร้อยเปอร์เซ็นต์ก็เถอะ... ทัตแอบคิดแบบนั้น
เพราะถ้ามันจริงเขาคงอ่านสิ่งที่ดิวตั้งใจจะทำออก และเรื่องทั้งหมดอาจจบลงดีกว่านี้
“ไม่เหมือนฉันที่เป็นคนหยิ่งในศักดิ์ศรี... เพราะงั้นถึงไม่ยอมติดหนี้ใคร ไม่สนใจสิ่งที่คนอื่นคิดด้วย” สินพูดชี้ให้เห็นว่าตัวเองต่างกับทัตแค่ไหน แต่ที่จริงก็ไม่ได้แตกต่างขนาดนั้น
“เฮ้ยทัต... เอ็งชอบตัวแกเองแบบที่เป็นรึเปล่า” สินเอ่ยถาม
“...ก็ไม่ได้เกลียดหรอก”
ถ้าอยู่ในสภาพจิตใจปกติ ก็ไม่คิดว่ามีคนแบบนั้นหรอก นั่นคือสิ่งที่ทัตคิด
“ฉันน่ะโคตรภูมิใจในตัวเองที่เป็นแบบนั้นเลยว่ะ แต่ก็ดันมาตายเพราะศักดิ์ศรีบ้า ๆ นี่ด้วยเหมือนกัน”
และดูเหมือนสินเองก็คิดแบบเดียวกันเขาถึงยังยิ้มอยู่
แม้จะพูดไม่ได้ว่าเป็นบุคลิกที่ดี แต่อย่างน้อยความเชื่อมั่นในตัวเองของเขาก็น่าชื่นชมเอามาก ๆ จนทัตอยากจะเอาแบบอย่าง
“เอกลักษณ์ของคนเรามันเรียกว่าอะไรนะ? ไอ้ที่เป็นสิ่งที่ขับเคลื่อนเราน่ะ” สินเริ่มถามด้วยความสะลึมสะลือ
“แรงผลักดันเหรอ?” ทัตรีบตอบเพราะกลัวเจ้าตัวจะหมดสติไปก่อน
“เออ นั่นแหล่ะ” สินยังคงตอบรับ นั่นเป็นโชคดี
“คนเราแม่งก็แปลกชิบหายเลยว่าไหม... มีชีวิตอยู่ก็เพราะแรงผลักดัน ตอนตายก็ยังเป็นเพราะแรงผลักดันอีก”
สินเริ่มบ่นเหมือนตัดพ้อ เขาดูเหมือนจะไม่ได้เสียใจขนาดนั้น แต่ก็พูดไม่ได้เหมือนกันว่าไม่อาวรณ์ ไม่งั้นคงไม่พูดออกมาแต่แรก
“ตูเองก็ไม่ได้เป็นแบบนั้นแต่แรกหรอก” สินเริ่มพูดอีกครั้ง
“ไม่ใช่คนที่จะตายเพราะของอย่างศักดิ์ศรีหรอก ไม่ได้เอาแต่ใจขนาดนี้ด้วย... ฉันว่าฉันเคยดีกว่านี้นะ แต่ของพวกนั้นมันเพิ่มขึ้นมาตั้งแต่เมื่อไรไม่รู้ คงเพราะไม่อยากจะตายของพวกนี้เลยเพิ่มขึ้นมาเองทุกวัน” สินเล่าด้วยแรงหายใจที่ถี่รัวขึ้น ไม่รู้เป็นเพราะอาการหนักขึ้นหรือแค่หวั่นไหวกับสิ่งที่พูด
“โลกนี้มันโคตรเฮ็งซวย... มีอะไรก็ไม่รู้มากมายประดังเข้ามาจนต้องเปลี่ยนแปลงเพื่อเอาตัวรอด แรงผลักดันของเราแม่งก็ลดลงทุกวัน ๆ จนแทบจะลืมว่าอยู่ไปเพื่ออะไร” แม้น้ำเสียงจะดูเหนื่อยหอบ แต่สินก็ไม่มีแววจะลดจังหวะการพูด
ทัตถึงยิ่งตั้งใจฟัง เพราะมันเหมือนสินกำลังกลัวว่าจะไม่มีใครรู้ความกังวลในใจเขากระทั่งได้ตายไป
“แต่ถ้าเรายอมเปลี่ยนตัวเอง... สูญเสียส่วนหนึ่งของตัวเองมันก็เหมือนตายดิวะ”
“อา เห็นด้วยเลย”
ถ้าเลือกได้ ไม่ว่าใครก็อยากจะทำทุกอย่างตามใจตัวเองโดยไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น
คิดว่าเรื่องนั้นทุกคนเองก็เหมือนกันหมด ฉันเองก็ด้วย
ทัตพยักหน้ารับความคับข้องนั้น เขาเองก็มีช่วงเวลาที่คิดเรื่องเดียวกันนี้อยู่หลายครั้งเหมือนกัน และเหตุผลที่ยึดติดเรื่องเหตุผลหรือตัวเลือกที่จะไม่ฆ่าคน ก็เพราะไม่อยากจะสูญเสียความเป็นตัวเองไปจนเหมือนกับตายไปแล้วนั่นแหล่ะ
เนื่องจากสำหรับทัต... ไม่ว่าร่างกายจะสูญสิ้นหรือจิตใจแปรเปลี่ยนเป็นสิ่งอื่น นั่นก็เข้าความหมายของคำว่า ‘ตาย’ เหมือนกัน
และทัตที่สูญเสียความเป็นตัวเองไปกับความโกรธแค้นจนลงมือสังหารผู้คนจนผิดหลักประสงค์ในการใช้ชีวิตด้วยเหตุผลของตัวเอง ก็คงเป็นตัวอย่างของเรื่องนั้น
“ทัต... เอ็งห้ามเปลี่ยนไปนะเฮ้ย!” สินขึ้นเสียง จริงจังที่สุดที่ทัตเคยได้ยินราวบาดแผลไม่ส่งผล
“ยึดมั่นในเส้นทางของตัวเอง... อย่าให้... ไอ้โลกเส็งเคร็งนี่กลืนกินเอ็งเด็ดขาด เข้าใจไหม!?” สินตะโกนเสียงแข็งกร้าว ดวงตาคมกริบจริงจังนั่นทำให้ทัตหลีกหนีไม่ได้ และมันก็ทำให้ทัตได้สติด้วย
...ทั้งจากสิ่งที่กำลังครุ่นคิดหาคำตอบ และจากเส้นทางที่เดินผิดไปเพราะอารมณ์ที่ตัวเองเกลียดชัง
“อา... แน่นอน!” ทัตตอบกลับด้วยความหนักแน่น
“ฉันจะไม่เปลี่ยนไป!” สัญญาด้วยวาจาสิทธิว่าจะไม่สูญเสียตัวเองมากไปกว่านี้
“ถึงแม้วิธีการจะเปลี่ยน... แต่ความตั้งใจของฉันจะไม่มีวันเปลี่ยนไป ฉันขอสัญญา!”
จากนี้การสังหารผู้คนอาจเป็นเรื่องที่เลี่ยงไม่ได้ เรื่องสกปรกก็อาจจะเป็นสิ่งที่ต้องทำ แต่ทัตก็จะไม่ใช้อารมณ์เป็นตัวชักนำอีกแล้ว
ถ้าถึงเวลาที่มือต้องเปื้อนเลือด ฉันก็จะก้าวข้ามความรู้สึกพวกนั้นให้ได้
แต่ฉันจะไม่ฆ่าด้วยความโกรธ แต่ทำเพราะเป็นเรื่องที่จำเป็นต้องทำ
เพื่อไม่ให้ลืมว่าทำไปเพื่ออะไร... ไม่ให้ลืมว่ามีชีวิตอยู่ไปเพื่ออะไร!
ทัตยืนยันแบบนั้น ไม่ใช่กับใครแต่เป็นกับตัวเองโดยไร้ความสับสนใด ๆ อีก
เพราะอย่างไร... แรงผลักดันเพียงหนึ่งเดียวที่ทัตมีก็คือ ‘การทำสิ่งที่ควรทำ เพื่อให้สภาพแวดล้อมรอบตัวสงบสุข’
เพื่อการนั้นแล้ว ทัตในตอนนี้ยอมเสียสละทุกอย่างยกเว้นสิ่งที่เขาต้องปกป้อง เขารู้แล้วว่าอะไรสำคัญกว่ากันระหว่างชีวิตของพวกพ้องกับความถูกต้องที่โลกนี้ควรจะเป็น
สายตาของทัตถึงแน่วแน่มากกว่าเดิม เพราะไม่มีความลังเลในวิธีการอีกแล้ว
“เออ... ดีแล้ว” สินเองคงสัมผัสเรื่องนั้นได้เหมือนกัน เขาถึงพยักหน้ารับทัตด้วยสีหน้าปลอดโปร่ง คิดว่าคงไม่มีอะไรจากฝากฝังหรือคาใจอีกแล้ว
ทัตเองก็หวังให้เป็นแบบนั้น กระทั่งสายตาของสินเริ่มเลือนลาง
“แม่งเอ้ย... รู้งี้ฉัน... น่าจะบอกลินดา————”
เขาทิ้งคำพูดนั้นไว้ เสียงนั้นแหบแห้งเกินกว่าจะสอบอารมณ์ว่าเขารู้สึกอย่างไร แต่มันคงเป็นความเสียใจไม่ผิดแน่
“สิน?”
ไม่มีการตอบกลับอีกต่อไป นอกจากสายตาเลื่อนลอยที่ไม่โฟกัสสิ่งใดอีก
...นั่นคือครั้งสุดท้ายที่ทัตได้คุยกับหนึ่งในไม่กี่คนที่เรียกว่าเพื่อนได้แม้จะมีเวลาผูกสัมพันธ์กันแค่ไม่กี่วัน
สินตายไปแล้ว... แม้แต่ของต่างหน้าจากสิ่งที่เขาเผชิญในโลกเบื้องหลังก็ไม่มี ตอนนี้มีแค่ภาพถ่ายขนาดใหญ่ตั้งหน้าโลงหลังฐานจุดธูปเท่านั้น
ไม่มีใครสักคนที่รู้อารมณ์ความรู้สึกของเขา แม้แต่พ่อกับแม่ของเจ้าตัวที่นั่งซึมอยู่ในตัวบ้าน
คนที่ได้รับรู้ความเจ็บปวดเสียใจจากการเอาตัวรอดในโลกอันแสนโหดร้ายของสิน... มีแค่ทัตเพียงคนเดียว
ไม่สิ... สินไม่น่าใช่คนเดียวที่รู้สึกแบบนี้
แม้แต่ตอนนี้เอง ก็คงจะมีคนจำนวนมากเจ็บปวดทรมานกับสถานการณ์อันไร้เหตุผล ไร้จุดจบและมองไม่เห็นทางสว่างแบบเดียวกันอยู่
นั่นอาจหมายรวมถึงพวกคิว กิฟ เบล ลินดา ฝ้ายและพิมที่นั่งอยู่หน้าภาพของสินด้วยความถวิลและเศร้าโศกตรงนี้ด้วย
น่าหงุดหงิดเกินไปแล้ว
โลกใบนี้บังคับให้เราเปลี่ยนตัวเองเป็นอีกสิ่งที่ไม่น่าพึงพอใจ ทำอะไรกับมันก็ไม่ได้เหมือนโดนเล่นอยู่ฝ่ายเดียว
...ฉันไม่ยอมอีกแล้ว!
ไม่ว่าอีกฝ่ายจะเป็นไอ้ลอร์ดเวรนั่น! หรือระบบของโลกใบนี้!
จะไม่ยอมให้มันเหนือกว่า!
จะไม่ยอมเล่นตามเกมของมัน!
จะเหนือกว่ามัน!
จะไม่ยอมเปลี่ยนไปด้วย!
จะไม่ยอมถูกโลกใบนี้เปลี่ยน... แต่ถ้าอยากจะมีชีวิตอยู่โดยที่ไม่เปลี่ยนตามโลก
เราก็มีแต่ต้องเปลี่ยนโลกนี้ให้เป็นแบบที่ตัวเองต้องการแทนเท่านั้น!
เพื่อการนั้นเราต้องแข็งแกร่งมากกว่านี้!
ต้องเด็ดขาดและยืดหยุ่นยิ่งกว่านี้... เลิกยึดติดกับอุดมคติของตัวเอง
เหตุผลหรืออารมณ์
เพื่อตัวเองหรือเพื่อผู้อื่น
ศีลธรรมหรือการเอาตัวรอด
ความถูกต้องหรือความชั่วร้าย
จุดตรงกลางระหว่างทั้งสองอย่าง...
ความพอดีที่จะทำให้เราไม่เสียใจทีหลังและไปสู่เป้าหมายอย่างจุดสิ้นสุดของความขัดแย้งได้โดยไม่เสียใครไป
จากนี้ฉันจะไม่ยึดติดอย่างใดอย่างหนึ่งอีกแล้ว
ถ้าเพื่อไปให้ถึงเป้าหมายนั้น... ไม่ว่าอะไรฉันก็จะลงมือทำโดยไม่ลังเล
ทัตปักธูปพนมมือราวอธิษฐาน ภาวนาให้คนที่สละชีวิตเพื่อเขาเฝ้ามองตัวเขาในแบบที่เป็นเช่นนั้น
ฉันจะเป็นคนหาคำตอบนั้นแทนนายเอง
จะไม่ทำให้ชีวิตของสินต้องสูญเปล่า! ทัตสาบานว่าจะทำให้ชีวิตของสินมันคุ้มค่ากับที่เขาต้องแลก
เขาเป็นคนที่น่าชื่นชมอย่างสินไม่ได้ บางทีอาจเป็นคนที่สินคาดหวังให้เป็นไม่ได้ด้วยซ้ำ
แต่ถึงแบบนั้น... ที่ทำได้กับชีวิตนี้ก็มีแต่ต้องก้าวไปข้างหน้าต่อไป
ไม่ว่าจะสับสน เจ็บใจหรือทรมานแค่ไหนก็ตาม
ไม่ว่าปลายทางที่รออยู่จะเป็นการสละชีวิตที่สูญเปล่าของเหล่าพวกพ้อง หรือความไร้ค่าจากการแลกชีวิตกับความจริงของโลก
ไม่ว่าจะมีอะไรรออยู่ปลายทาง หรือบางทีฉันอาจจะไปไม่ถึงก็ได้
แต่ฉันสัญญาว่าจะไปให้ไกลที่สุด... ในส่วนของนายเอง
ไม่ว่าจะไอ้พวกนอกคอกนั่น หรือมอนสเตอร์เวรพวกนั้น
ฉันจะเป็นคน... ทำให้มันจบลงเอง!
ฉันจะไม่ลังเลอีกแล้ว... ทัตลุกขึ้นเดินจากไปด้วยความตั้งใจและเชื่อมั่น
ทิ้งร่างไร้วิญญาณของสหายไว้เบื้องหลังเป็นแรงผลักดันสู่เป้าหมายโดยไร้ความสับสนใด ๆ เป็นครั้งแรก
เป้าหมายอันชัดแจ้ง... ในการพิชิตจุดสูงสุดของผู้มีพลังเหนือทุกคน
เพื่อยุติเรื่องราวอันเต็มไปด้วยความเจ็บปวดและทรมาน ให้มันถึงคราวสิ้นสุดเสียที
❖❖❖❖❖
Part One
จบ
❖❖❖❖❖
————เมื่อคืนวาน , หลังจากดิวหนีมาจากลอร์ดมอนสเตอร์และทัต
“แฮ่ก... แฮ่ก...”
หลังย่ำเท้าหนีจากตัวตนประหลาดไม่รู้ที่มาที่ไปมาได้ ดิวก็ยังคงไม่หยุดเท้าและพยายามวิ่งจากจุดเกิดเหตุสุดแรง ให้ไกลที่สุดเท่าที่จะไกลได้
ก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมไอ้มอนสเตอร์ตัวนั้นมันถึงช่วยเรา
แต่โชคดีเป็นบ้าเลยว่ะ! ไม่งั้นถูกไอ้ทัตฆ่าศพไม่สวยแน่!
ดิวคิดแบบนั้น เผยยิ้มด้วยความที่เทพธิดาแห่งชัยชนะยิ้มให้เขา แม้ในความเป็นจริงนี่จะเป็นการหนีมาก็เถอะ แต่ท้ายสุดมนุษย์ทุกคนก็ทำเพื่อเอาตัวรอด
ดังนั้น ขอแค่รอดจากความตายมาได้ ก็ถือว่าชนะด้วยกันทั้งนั้น
เขาถึงหนีมาจนถึงในตัวเมืองลึก เป็นตึกสำนักงานร้างสามชั้นสภาพดูเหมือนจะพังมิพังแหล่
มองผิวเผินดิวอาจเข้ามาซ่อนแบบไม่ได้เฉพาะเจาะจงหรือเพราะเป็นตึกแรกที่เห็นเลยเข้าไปซ่อนก็ได้
...หากไม่ติดว่ามันเคยเป็นจุดนัดรวมพลของดิวกับกลุ่มอื่นล่ะก็
“ฟู่ว... หนีมาไกลขนาดนี้คงรอดแล้วล่ะ”
ดิวถอนหายใจด้วยความปลอดโปร่ง รอยยิ้มของเขาดูไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อยใด ๆ เลย
อาจเพราะดีใจที่รอดตาย... หรือไม่ก็ความตื่นเต้นอย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งที่พรรคพวกของตัวเองถูกทัตฆ่าตายจนหมดเหลือแต่ตัวเองคนเดียวแท้ ๆ
แต่คนที่จะรู้ถึงสาเหตุของความตื่นเต้นเบื้องหลังสถานการณ์ที่ดิวควรจะสิ้นหวังนี้ ก็คงมีแต่เจ้าตัวเท่านั้นที่รู้
...หรือไม่อย่างนั้นก็คงเป็นผู้ร่วมมือปริศนาของเขา
“เฮ้ย... ลูกน้องฉันที่ไปกับแกหายไปไหน” เสียงของชายปริศนาถึงดังขึ้นมาจากในตัวตึก
ทันทีที่เดินออกมาจากมุมมืดก็แสดงให้เห็นร่างของชายหนุ่มอายุราวยี่สิบต้น ๆ ชุดลำลองนั้นดูเห็นได้บ่อย ๆ จากสไตล์ของหนุ่มมหาลัยในเมือง อายุเขาดูอ่อนกว่าดิวเสียด้วยซ้ำ
แต่น้ำเสียงน่าเกรงขามอันแสดงให้เห็นถึงความเหนือกว่านั้นตรงข้าม ถึงมันจะไม่มากพอให้ดิวรู้สึกเกร็งก็เถอะ
ทั้งแบบนั้น ดิวกลับรีบปรับท่าทางของตัวเองใหม่ให้ดูอ่อนน้อมเสียนี่... เพราะชายคนนี้มีบางสิ่งซ่องสุมไว้อยู่
และนั่นต่างหากคือสิ่งที่ดิวเกรงกลัว
“พูดเองก็ยังไงอยู่ แต่สองคนนั้นถูกคนที่ชื่อ ‘ทัต’ ฆ่าไปแล้ว”
ดิวนั่งลงกับซากเสาที่โค่นลงตรงพื้นอาคาร เขาพูดพร้อมกับยักไหล่ราวกับจะบอกว่าช่วยไม่ได้
ถึงนั่นจะไม่ใช่ความจริงก็เถอะ
“อย่ามาโกหก” แล้วดูเหมือนชายคนนี้จะรู้ด้วย
แต่ในขณะเดียวกัน ดิวก็ไม่ได้มีท่าทีแปลกใจเลย
“งั้นนายก็ส่งคนมาแอบตามดูฉันอยู่แล้ว... ไม่เห็นต้องถามกันเลย” ดิวทำเหมือนไม่พอใจแต่ก็ยังยิ้มร่า มันเหมือนกับว่าเขาไม่ได้สนใจเรื่องนั้น มากไปกว่าการพิสูจน์ข้อสันนิษฐานของตัวเอง
เพราะเดิมที... เขาก็แค่อยากยืนยันว่าคนพวกนี้แอบตามมาดูไหมก็แค่นั้น
“ถ้านั่นเป็นเหตุผลที่แกโกหก... แกมันก็พิลึกเกินไปแล้ว”
“เย้ย!!?”
ชายอีกคนปรากฏตัวขึ้นที่ด้านหลังของดิวทำให้เจ้าตัวสะดุ้งโหยง แต่นั่นเหมือนปั้นแต่งเต็มทีทำเอาชายวัยกลางคนที่โผล่ขึ้นมาอดถอนหายใจไม่ได้
แม้ภายนอกเขาจะดูเป็นชายวัยกลางคนที่ดูเอาจริงเอาจัง มีดสั้นแบบพับได้ที่เขาควงในมือถึงยิ่งดูน่ากลัว
“ก็แหม... ถึงเป็นเรื่องเล็ก ๆ ฉันก็ไม่อยากแพ้นี่นา เพราะไง ๆ นอกจากเรื่องนี้ฉันคงสู้พวกนายไม่ได้อยู่แล้ว” ดิวเองก็รู้สึกแบบนั้น
เพราะต่อให้ไม่นับบรรยากาศที่ชายคนนี้แผ่ออกมา เขาก็ยังมีเลเวลสูงถึง 130 ซึ่งไม่ใช่ความแข็งแกร่งที่ดิวจะต่อกรได้เลย
และสำหรับเรื่องนั้น ชายหนุ่มวัยรุ่นก่อนหน้านี้เองก็มีเลเวลสูงถึง 135 ด้วย
“แล้วเป็นยังไงบ้างลุง ไอ้คนชื่อ ‘ทัต’ ที่หมอนี่บอกมาน่ะ” ชายหนุ่มวัยรุ่นเอ่ยถามหลังเปลี่ยนความคิดที่จะลองใจดิว
“ข้อมูลเป็นเรื่องจริงเลยล่ะเค ทั้งสเตตัส ทั้งความเชี่ยวชาญคลาสแล้วก็เลเวลสกิลของมันเหมือนกับเอาคนที่อัพอาชีพเดี่ยวสามคนมารวมเป็นคนเดียวเลย”
ชายวัยกลางคนกอดอกตอบอย่างจริงจัง นั่นทำให้ชายหนุ่มวัยมหาลัย... เคขมวดคิ้วกลับด้วยความตึงเครียด การมีอยู่ของทัตน่ากังวลถึงเพียงนั้น
พลังขี้โกงแบบนั้นมันได้มาด้วยวิธีไหน?
แล้วถ้าเกิดพวกเซฟเวอร์มีคนแบบนั้นเพิ่มขึ้นมาอีกล่ะ?
สาเหตุหลักไม่ใช่แค่เรื่องที่ว่าทัตมีพลังมากเกินปกติที่ควรจะเป็น แต่ในมุมมองของคนที่ไม่รู้ที่มาของพลังนั้นอย่างดิวหรือเคย่อมมองว่าอีกฝ่ายกำลังผูกขาดวิธีการนั้นเอาไว้อยู่
และถึงไม่ต้องบอกก็รู้ ว่าคนพวกนี้คือหนึ่งในคนจำพวกที่ก่อตั้งกลุ่มของตัวเองและใช้ชีวิตตามใจอยากโดยไม่สนใจอะไรทั้งสิ้นแบบเดียวกับพยัคฆ์ฟ้าของดิว
ดังนั้น ในมุมมองของศัตรูตามธรรมชาติของเซฟเวอร์อย่างพวกเขาแล้ว นี่คือสถานการณ์ที่น่ากังวลและอันตรายเป็นอย่างยิ่ง
แม้ว่านั่นจะเป็นแค่ข่าวลือจากปากของดิวเมื่อไม่กี่วันก่อนก็ตาม
เคถึงยอมรับข้อเสนอของดิวที่ยื่นข้อมูลนั้นให้โดยแลกกับการยืมกำลังคนมาเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง
ชายที่ใช้ดาบและปืนคาบศิลาซึ่งเป็นลูกน้องของเคถึงกลายมาเป็นกำลังรบของดิวด้วย
แม้สุดท้ายพวกเขาจะตาย แต่สำหรับเคแล้ว ข้อเท็จจริงที่ได้รับการยืนยันมันก็คุ้มค่ากว่า ยังไม่นับเรื่องมอนสเตอร์ประเภท ‘ลอร์ด’ ที่เพิ่งรู้ถึงการมีตัวตนของมันอีก
ข้อมูลใหม่พวกนี้ทั้งน่าสนใจ แต่ก็น่าหวาดหวั่นในแง่ของการรับมือเหมือนกัน นั่นถึงเป็นเหตุผลที่ทั้งเคและลุงวัยกลางคนต่างกุมคางขมวดคิ้ว พยายามหาทางออกเรื่องนี้อย่างจริงจัง
“นี่” พวกเขาจมกับความคิดตัวเองจนเกือบไม่ได้ยินเสียงทัก
“ก็จริงที่มันน่ากังวล แต่ก็ไม่เห็นต้องเครียดขนาดนั้นเลยนี่นา”
กระทั่งถูกดิวที่นั่งสบายใจเฉิบบนเสาที่เดิมเอ่ยทัก ที่ดึงความสนใจพวกเขามากกว่าเสียงที่ขัดจังหวะความคิดคือท่าทีไม่รู้ร้อนรู้หนาวของดิวที่อยู่ในสถานการณ์เดียวกัน
อาจเพราะแบบนั้นกระมัง คำพูดของดิวถึงมีส่วนที่คุ้มค่าพอให้ฟัง
“ถึงความแข็งแกร่งของทัตมันจะน่ากังวล แต่ก็ไม่ได้มากมายขนาดนั้นไม่ใช่เหรอ?” ดิวถึงเอ่ยต่อด้วยรอยยิ้ม จากความพึงพอใจที่ดึงความสนใจของพวกเคได้
“ถึงจะแข็งแกร่งยังไง แต่ถ้าใช้จำนวนคนเข้าว่า มันก็เอาชนะเราไม่ได้อยู่แล้ว”
ดิวชี้ให้เห็นวิธีการแก้ปัญหาที่ง่ายที่สุด ซึ่งก็ฟังดูเข้าทีแต่ก็ยังไม่เห็นวิธีการที่นำไปสู่เป้าหมายนั้นได้อย่างชัดเจน แถมฝั่งทัตเองก็มีเซฟเวอร์หนุนหลังอยู่ด้วย
ทว่า... พวกเครู้อยู่แล้วว่าชายคนนี้แยบยลแค่ไหน พวกเขาถึงรู้ว่านั่นไม่ใช่ทั้งหมดที่ดิวคิดแน่ ๆ
“มีข้อเสนออะไรรึไง” เคถึงเอ่ยถามเร่งเร้าด้วยความอยากรู้อยากเห็น ยิ่งทำให้ดิวยิ้มชอบใจเข้าไปใหญ่
“พวกเซฟเวอร์มันรวมคนที่คิดเหมือนกันแล้วตั้งกลุ่มจนใหญ่ระดับประเทศด้วยความเชื่อว่าความสงบสุขจะทำให้พ้นวิกฤตพวกนี้ไปได้ ไม่คิดว่ามันน่าสนใจบ้างเหรอ?”
ดิวเอ่ยถาม หยิบยืมคำพูดของใครบางคนมาแต่ไม่ได้ต้องการคำตอบจากพวกเค
อย่างไรก็ดี... นั่นก็ไม่ใช่สิ่งที่พวกเคสนใจอยู่แล้ว พวกเขาคิดแค่เอาตัวรอดไปวัน ๆ โดยการแข็งแกร่งขึ้นเท่านั้น ว่าไปแล้วก็เหมือนกับดิวก่อนหน้าจะได้เจอทัต
ก่อนหน้า... ที่จะได้เห็นทัศนคติของทัตที่มีต่อการเอาตัวรอดบนโลกนี้
ดิวถึงคิดชื่นชม... และคิดอยากจะทำแบบเดียวกันบ้าง
“แค่กลุ่มของพวกนายยังมีพลังรบมากขนาดที่ถล่มเซฟเวอร์ระดับภูมิภาคได้เลย ลองคิดดูสิ ว่าถ้ารวมกลุ่มคนที่ต่อต้านเซฟเวอร์ทั้งประเทศมันจะขนาดไหน” เขาถึงพูดต่อด้วยรอยยิ้มแห่งความตื่นเต้น ที่มีมาตลอดตั้งแต่เข้ามายังตึกแห่งนี้ราวคิดวางแผนไว้นานแล้ว
“ขนาดพวกมันยังทำได้เลย... แล้วทำไมพวกนอกคอกอย่างเรา ถึงไม่มาสร้างกลุ่มกันบ้างล่ะ”
ดิวยื่นมือผายออก ด้วยข้อเสนออันน่าตื่นเต้นทำเอาตัวเขาเองขนลุก
ขนลุก... เพียงแค่นึกภาพของกองกำลังที่อยู่ในมือของตัวเองพร้อมปะทะกับพวกทัต
ขอบใจแกมากเลยว่ะทัตที่ช่วยชี้ทางสว่างให้
รอบหน้าที่เจอกับแก มันต้องเป็นสงครามที่สนุกสุดเหวี่ยงแน่!
รอยยิ้มของดิวถึงฉีกกว้าง ล้ำลึกสุดหยั่งถึง
❖❖❖❖❖
