จอมอาคมกู้บัลลังก์

    บทที่ 57: เสียงกระซิบในความมืด

    ความเงียบหลังความตายของจอนนั้นคงอยู่เพียงชั่วพริบตา ก่อนจะถูกทำลายลงด้วยเสียงสัญญาณเตือนภัยที่ดังกระหึ่มไปทั่วทั้งค่ายชั้นใน!


    คบเพลิงถูกจุดขึ้นสว่างไสวราวกับมีดาวนับร้อยดวงปรากฏขึ้นบนพื้นดิน เงามืดที่เคยเป็นที่หลบซ่อนของพวกเขา บัดนี้กลับหดหายและเลือนลางลงทุกขณะ 


    "ผู้บุกรุก! มีผู้บุกรุกอยู่ทางทิศตะวันออก! ค้นหาพวกมันให้เจอ!"


    เสียงตะโกนสั่งการของแม่ทัพนายกองพม่าดังขึ้นจากทุกทิศทาง ทหารองครักษ์ชั้นยอดในชุดเกราะเหล็กเริ่มรวมตัวกันเป็นหน่วยค้นหา 


    พวกมันเคลื่อนไหวอย่างเป็นระบบและมีระเบียบวินัย แตกต่างจากทหารขี้เมาในค่ายชั้นนอกอย่างสิ้นเชิง ค่ายทหารที่เคยหลับใหล 


    บัดนี้ได้กลายเป็นรังของพยัคฆ์ที่ตื่นตัวเต็มที่ และกำลังจะขย้ำผู้ที่บุกรุกเข้ามา


    คำอินทร์และทหารองครักษ์ที่เหลืออีกสิบเก้านายรีบวิ่งมาหลบซ่อนตัวอยู่หลังกองสัมภาระขนาดใหญ่ ทุกคนต่างหอบหายใจอย่างหนัก ไม่ใช่แค่เพราะความเหนื่อยแต่เพราะความตึงเครียดที่บีบคั้นหัวใจ


    ทหารนายหนึ่งที่ถูกยิงด้วยธนูที่แขนกำลังกัดฟันแน่น ในขณะที่สหายของเขารีบฉีกชายเสื้อของตนเองออกมาพันแผลห้ามเลือดให้ ส่วนอีกคนหนึ่งก็ต้องสูญเสียไปตลอดกาล 


    คำอินทร์มองภาพนั้นด้วยหัวใจที่หนักอึ้ง นี่คือการสูญเสียครั้งแรกในฐานะผู้นำของเขา ความรู้สึกผิดแล่นเข้ามาในใจ แผนของเขาผิดพลาด ความประมาทของเขาทำให้ทหารกล้าต้องสละชีวิต 


    แต่เขาไม่มีเวลามาจมอยู่กับความรู้สึกผิด!


    เขาต้องนำคนที่เหลือรอดและทำภารกิจนี้ให้สำเร็จเพื่อให้การเสียสละของจอนไม่สูญเปล่า!


    "แผนเดิมใช้ไม่ได้อีกต่อไปแล้ว" หัวหน้าหน่วยทหารองครักษ์กระซิบถามเขา ใบหน้าของชายผู้มากประสบการณ์เต็มไปด้วยความเคร่งเครียด แต่ในแววตากลับยังคงมีความเชื่อมั่นในตัวผู้นำหนุ่มของเขาอยู่ "ตอนนี้พวกมันรู้ตัวแล้ว เราจะทำเช่นไรต่อ ท่านแม่ทัพ"


    คำอินทร์กวาดสายตาไปรอบๆ จิตสัมผัสกระแสของเขาแผ่ออกไป เขารู้สึกได้ถึงหน่วยค้นหาที่กำลังบีบวงล้อมเข้ามา หากยังซ่อนอยู่ที่นี่ต่อไป อีกไม่นานพวกเขาจะต้องถูกพบอย่างแน่นอน


    "เราต้องเคลื่อนที่" คำอินทร์ตอบกลับเสียงเรียบ "ตอนนี้พวกมันกำลังสับสนและคิดว่าเราจะพยายามหนีกลับออกไปนั่นคือโอกาสของเรา เราจะทำในสิ่งที่พวกมันคาดไม่ถึงที่สุดคือการบุกเข้าไปให้ลึกกว่าเดิม"


    มันคือแผนการที่บ้าบิ่นและเสี่ยงตายแต่ในสถานการณ์เช่นนี้ มันกลับเป็นหนทางรอดเพียงหนึ่งเดียว


    "เชื่อข้า" คำอินทร์กล่าวสั้นๆ


    หัวหน้าหน่วยองครักษ์มองลึกเข้าไปในดวงตาของเขาแล้วพยักหน้ารับคำอย่างหนักแน่น เขาหันไปส่งสัญญาณให้ทหารที่เหลือเตรียมพร้อม 


    พวกเขาเคลื่อนที่อีกครั้งแต่ครั้งนี้ไม่ใช่การเดินอย่างเชื่องช้าแต่คือการวิ่ง วิ่งไปในเงามืดจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่งโดยอาศัยจังหวะที่หน่วยค้นหากำลังมุ่งความสนใจไปยังทิศทางอื่น


    พวกเขาคลานลอดผ่านคอกม้ากลิ่นเหม็นของมูลม้าและหญ้าแห้งคละคลุ้งไปหมด เสียงม้าที่ตื่นตกใจเกือบจะทำให้พวกเขาถูกพบ แต่คำอินทร์ก็ใช้พลังมายาสร้างเสียงแมวร้องขึ้นในอีกฟากหนึ่งของคอกเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของทหารยามได้ทันเวลา


    พวกเขาแทรกตัวผ่านโรงครัวขนาดใหญ่ที่ยังมีไฟลุกโชนซ่อนตัวอยู่หลังถังไม้โอ๊กที่บรรจุเหล้าและกระสอบข้าวสาร ได้ยินเสียงพ่อครัวชาวพม่าสบถด่าทอที่ต้องมาตื่นกลางดึกเพราะเสียงสัญญาณเตือนภัย


    มีอยู่ครั้งหนึ่งที่อันตรายที่สุด พวกเขาต้องคลานลอดใต้พื้นกระโจมของนายทหารระดับสูงหลังหนึ่ง พวกเขาได้ยินเสียงฝีเท้าและเสียงพูดคุยของนายทหารพม่าที่อยู่เหนือศีรษะของพวกเขาอย่างชัดเจน พวกมันกำลังพูดถึง "กลุ่มผู้บุกรุก" และ "ปิศาจจากเมืองชากังราว" หัวใจของทุกคนแทบจะหยุดเต้น 


    แต่คำอินทร์ก็ยังคงสงบนิ่ง เขานำทางทุกคนให้คลานผ่านไปได้อย่างเงียบเชียบ


    ทุกย่างก้าวคือการทดสอบจิตใจ ทุกวินาทีคือการเดิมพันด้วยชีวิต 


    หลังจากเดินทางผ่านอุปสรรคมานับไม่ถ้วน ในที่สุดพวกเขาก็มาถึงใจกลางของค่ายชั้นในจนได้


    ภาพเบื้องหน้าทำให้ทุกคนต้องหยุดหายใจ


    มันคือลานกว้างขนาดใหญ่ที่ถูกจัดเตรียมไว้อย่างเป็นระเบียบ พื้นดินถูกกวาดจนสะอาดและสว่างไสวไปด้วยแสงจากคบเพลิงขนาดใหญ่ที่ปักไว้ทุกระยะ มันสว่างเสียจนไม่มีเงามืดใดๆ ให้หลบซ่อน 


    รอบลานกว้างนั้นคือกระโจมขนาดใหญ่ที่หรูหราและแตกต่างจากกระโจมอื่นๆ นั่นคือที่พักของเหล่าขุนพลและแม่ทัพนายกองระดับสูงสุด


    และที่ใจกลางของลานนั้น ตั้งตระหง่านอยู่คือกระโจมที่ใหญ่ที่สุด โอ่อ่าที่สุดและมีการป้องกันแน่นหนาที่สุด บนยอดเสาหน้ากระโจมมีธงหงสาสีทองโบกสะบัดอย่างน่าเกรงขาม 


    นั่นคือกระโจมของแม่ทัพใหญ่ เนเมียวสีหบดี 


    เป้าหมายของพวกเขาอยู่ห่างออกไปเพียงแค่ไม่กี่ร้อยเมตรเท่านั้น 


    แต่ระยะทางนั้นกลับดูเหมือนไกลแสนไกล


    ทหารองครักษ์ชั้นยอดของพม่าที่ถูกขนานนามว่า "ทหารหลวงตัตมะดอว์" ยืนเฝ้าอยู่ทุกย่างก้าว พวกเขาไม่เหมือนทหารยามทั่วไปแต่ยืนนิ่งราวกับรูปสลักหิน สายตาคมกริบ และกระแสพลังที่แผ่ออกมานั้น บ่งบอกว่าทุกคนคือยอดฝีมือ


    คำอินทร์และหน่วยของเขาหลบซ่อนตัวอยู่ในเงามืดของโรงเก็บอาวุธที่อยู่ติดกับลานกว้าง มองดูภาพเบื้องหน้าด้วยหัวใจที่หนักอึ้ง การจะข้ามผ่านลานโล่งที่สว่างไสวและเต็มไปด้วยยอดฝีมือนี้ไป แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย


    คำอินทร์หลับตาลงอีกครั้ง เขาแผ่จิตสัมผัสออกไปเพื่อค้นหาช่องโหว่ 


    เขาสัมผัสได้ถึงกระแสพลังของทหารหลวงตัตมะดอว์ที่ตื่นตัวและแข็งแกร่ง 


    แต่แล้วเขาก็สัมผัสได้ถึงบางสิ่งที่แตกต่างออกไป


    ณ บริเวณหน้าทางเข้ากระโจมของเนเมียวสีหบดี เขาสัมผัสได้ถึงกระแสพลังที่บิดเบี้ยว มืดมน และเต็มไปด้วยอาคมอันชั่วร้าย มันไม่ใช่กับดักแต่มันคือ "บุคคล"...


    มันคือกระแสพลังของจอมอาคม ผู้ที่ทำหน้าที่เป็นองครักษ์คนสุดท้ายให้กับแม่ทัพใหญ่ 


    คำอินทร์ลืมตาขึ้น ใบหน้าของเขาซีดเผือดลงเล็กน้อย 


    อุปสรรคด่านสุดท้ายไม่ใช่กองทัพ ไม่ใช่ทหาร...แต่คือจอมขมังเวทลึกลับที่กำลังรอคอยพวกเขาอยู่เบื้องหน้า

    คล้ายกับเรื่องจอมอาคมกู้บัลลังก์ ที่คุณอ่าน